โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมคืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 2, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 724,766 คน

ชาวอเมริกันกว่า10ล้านคน สูญเสียการมองเห็นจากโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม ซึ่งมากกว่าจำนวนผู้ป่วยที่สูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินและต้อกระจกรวมกันเสียอีก

จอตาหรือจอประสาทตา มีหน้าที่รับแสง, เปลี่ยนแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ส่งผ่านสัญญาณไปยังสมอง ซึ่งจะแปลงออกมาเป็นภาพที่เรามองเห็น จุดภาพชัด (Macula) คือ จุดรับภาพตรงกลางจอประสาทตา เป็นบริเวณที่มีความหนาแน่นของเซลล์รับแสงมากที่สุด ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพตรงกลางได้ชัดเจน โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม เกิดจากการสะสมสารของเสียที่ใต้ชั้นจอประสาทตา ทำให้เซลล์รับแสงเสื่อมสภาพ ความสามารถในการมองเห็นภาพตรงกลางจึงลดลง แม้ไม่ทำให้สูญเสียการมองเห็นทั้งหมด แต่กลับส่งผลกระทบมหาศาลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยจะไม่สามารถอ่าน/เขียนหนังสือ,ขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้ ความละเอียดได้ ไม่สามารถจำหน้าคนได้ ตัวโรคอาจจะเกิดกับตาเพียงข้างใดข้างหนึ่ง หรือเกิดกับตาทั้งสองข้าง ความ  รุนแรงของโรคในตาแต่ละข้างอาจไม่เท่ากัน  

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม สามารถแบ่งตามกลุ่มอายุและสาเหตุของการเกิดโรคได้เป็น  2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ

2. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในเด็กและวัยรุ่น

1. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age-related Macular Degeneration)

มักพบในผู้ที่มีอายุ60ปีขึ้นไป คนที่มีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคนี้ จะมีความเสี่ยงเป็นโรคมากกว่าคนทั่วไป   มีความรุนแรง 3 ระยะ

1. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมระยะต้น – รอยโรคขนาดเล็ก สามารถตรวจพบรอยโรคได้จากการตรวจส่องตา ผู้ป่วยมีการมองเห็นปกติ

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

2. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมระยะกลาง – รอยโรคขนาดใหญ่มากขึ้น เริ่มส่งผลต่อการมองเห็น

3. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมระยะรุนแรง – รอยโรคกินบริเวณกว้าง ผุ้ป่วยมองเห็นภาพผิดปกติ

ในกรณีที่เกิดความผิดปกติกับตาข้างเดียว แม้ตัวโรคจะอยู่ในระยะรุนแรงผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัว เพราะตาอีกข้างสามารถทำงานทดแทนได้ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนเหมือนคนทั่วไป การเกิดจอตาเสื่อมระยะรุนแรงที่ตาข้างหนึ่ง จะเพิ่มความเสี่ยงที่ตาอีกข้างจะเป็นระยะรุนแรงด้วย จอตาเสื่อมระยะต้น ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยระยะรุนแรงทุกราย ในผู้ป่วยระยะต้น ที่มีความผิดปกติเพียงตาเดียว มีโอกาสเพียง5%  ที่จะพัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงใน10ปีให้หลังส่วนผู้ป่วยระยะต้นที่มีความผิดปกติที่ตาทั้งสองข้าง มีโอกาส14% ที่จะพัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงใน10ปีให้หลัง จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ สามารถแบ่งตามลักษณะพยาธิสภาพได้เป็น 2 แบบ (ในตาข้างหนึ่งอาจพบความผิดปกติทั้งสองแบบร่วมกัน)

1. แบบแห้ง ; เกิดจากการเสื่อมและบางตัวลงของบริเวณศูนย์กลางรับภาพของจอตา   ทำให้การมองเห็นค่อย ๆ มัวลง โดยที่อาการของโรคจะเป็นไปอย่างช้า ๆ พบมากในคนอายุ65ปีขึ้นไป ปัจจัยเกี่ยวข้องในการเกิดโรคมีหลายปัจจัย ได้แก่ พันธุกรรม การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการกินอาหาร

2. แบบเปียก ; พบได้ประมาณ 15-20%  เกิดจากมีหลอดเลือดจอตาเจริญเติบโตผิดปกติ หลอดเลือดผิดปกติเหล่านี้จะมีความเปราะบางมากกว่าหลอดเลือดทั่วไป ทำให้เกิดการแตก, รั่วซึมในชั้นเนื้อเยื่อจอตา ทำให้จุดภาพชัดบวม มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และสูญเสียการมองเห็นในส่วนกลางในที่สุด

2. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในเด็กและวัยรุ่น (Stargardt Disease)

เป็นสาเหตุของโรคจุดภาพชัดจอตาเสื่อมที่พบบ่อยที่สุดในเด็กและวัยรุ่น ช่วงอายุ6-20ปี มีอุบัติการณ์ประมาณ 1ใน20,000คน ตั้งชื่อตามจักษุแพทย์ชาวเยอรมัน Karl Stargardt ผู้ค้นพบผู้ป่วยรายแรกของโลกในปี ค.ศ.1901 เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ABCA4  ทำให้เซลล์จอประสาทตาไม่สามารถขับของเสียออกจากเซลล์ได้ ส่งผลให้เกิดการตายของเซลล์ในเวลาต่อมา ความผิดปกติของยีน ABCA4 มีถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมแบบยีนด้อย หากทั้งพ่อและแม่มียีนด้อยดังกล่าวแฝงอยู่ ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง ลูกจะมีโอกาสเป็นโรค25% อาการในระยะแรกเริ่ม อ่านหนังสือลำบาก ปรับสายตาในที่แสงจ้าไม่ได้ มักไม่ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นทั้งหมด

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษา ทำได้เพียงชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาโดยการฉีดยาเข้าลูกตา การใส่แว่นกันแดด กินอาหารครบ5หมู่ อาจะช่วยลดความเสี่ยงและชะลอความเสื่อมของจอประสาทตาได้ การรับประทานวิตามินเอ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นของคนทั่วไป อาจส่งผลเสียต่อผู้ป่วยโรคนี้ เนื่องจากเซลล์จอประสาทตา ไม่สามารถนิวิตามินเอไปใช้ได้ ทำให้เกิดการคั่งของสารพิษในเซลล์

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม

ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุการเกิดชัดเจน  

ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่

  • อายุมากกว่า65ปี
  • มีคนในครอบครัวเป็นโรคจุดภาพชัดจอประสาทตาเสื่อม
  • การสูบบุหรี่ หรือการสูดกลิ่นควันบุหรี่เป็นประจำ
  • ความอ้วน เพิ่มความเสี่ยงการดำเนินโรคไปสู่ระยะรุนแรง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจชาดเลือด เส้นเลือดในสมองตีบ

จะเห็นว่าผู้ป่วยในระยะต้นๆ จะยังไม่มีอาการผิดปกติ ผู้ที่มีความเสี่ยงควรตรวจตาเป็นประจำ

อาการของโรค

  • มองภาพไม่ชัด
  • มองภาพบิดเบี้ยว
  • เห็นจุดดำ หรือมีจุดบอดบริเวณกึ่งกลางภาพ
  • ความสามารถในการแยกแยะสีแย่ลง

หากมีอาการเหล่านี้ ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงตามข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การวินิจฉัยโรค

มีหลายวิธี ได้แก่

1. การตรวจดูจอประสาทตา โดยการขยายรูม่านตา และใช้เครื่องมือส่องดูลักษณะความผิดปกติของจอประสาทตา

2. ทดสอบด้วยตารางตรวจจุดภาพชัด (Amsler grid) ผู้ที่มีความผิดปกติ จะมองเห็นเส้นตารางบิดเบี้ยว

3. การตรวจจอประสาทตาโดยการฉีดสารละลายเรืองแสง เป็นการตรวจโดยฉีดสารละลายเรืองแสงเข้าไปทางเส้นเลือด ซี่งจะหมุนเวียนไปตามหลอดเลือดในร่างกายและไปยังหลอดเลือดที่ตา ทำให้สามารถเห็นความผิดปกติของเส้นเลือดที่จอประสาทตาได้ชัดเจน

4. เครื่องแสกนจอประสาทตา เห็นพื้นที่ที่มีความผิดปกติ เช่น บวม บาง หรือหนา ของจอประสาทตาได้ นอกจากใช้ในการวินิจฉัย ยังใช้ในการติดตามอาการหลังการรักษาอีกด้วย

การรักษา

ไม่มีการรักษาที่หายขาด ทำได้เพียงชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา

1. การผ่าตัดปลูกถ่ายเลนส์ ผู้ป่วยจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบแห้ง เลนส์ชนิดพิเศษนี้จะช่วยขยายภาพทั้งระยะใกล้และไกลให้ชัดเจนมากขึ้น มีข้อเสียคือลานสายตาจะแคบลง 

2. การรักษาด้วยยา ผู้ป่วยจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก ยาจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของหลอดเลือดที่ผิดปกติในจอประสาทตา ตัวอย่างยา เช่น

  • Avastin (bevacizumab)
  • Lucentis (ranibizumab)
  • Eylea (aflibercept)

รักษาโดยฉีดยาเข้าลูกตา ทุกๆ4สัปดาห์  หากการรักษาได้ผล หลอดเลือดที่ผิดปกติฝ่อลง จอประสาทตาจะยุบบวม กู้คืนการมองเห็นได้บางส่วน

ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดยาเข้าลูกตาที่พบได้ คือ มีเลือดออกมาก ปวดตา เห็นตะกอนลอยไปมาในตา ความดันลูกตาเพิ่มขึ้น ตาอักเสบ และยาบางตัวที่ใช้ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดสมองตีบ

3. การรักษาโดยโฟโตไดนามิค ใช้รักษาผู้ป่วยจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ แบบเปียก หลักการคือใช้ยาซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารไวแสง (ยาเวอร์ติพอร์ฟิน)

ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ซี่งจะหมุนเวียนไปตามหลอดเลือดในร่างกายและไปยังหลอดเลือดที่ตาจากนั้นใช้แสงเลเซอร์กระตุ้น ให้สารไวแสงนั้นเปลี่ยนสภาพ

ไปเป็นสารออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดที่มีคววามผิดปกติฝ่อตัวลง

อาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง เนื่องจากหลอดเลือดที่ฝ่อมีโอกาสเติบโตได้ใหม่

โดยหลังจากการฉีดสารไวแสง จะต้องหลีกเลี้ยงแสงแดดหรือแสงที่ว่างมากๆ เป็นเวลา2-3วัน

4. Photocoagulation(โฟโตโคแอกูเลชั่น) เป็นการยิงเลเซอร์พลังงานสูงเข้าไปทำลายหลอดเลือดที่ผิดปกติ

5.  ปรับสภาพตนเองให้คุ้นชินกับการมองเห็นที่สูญเสียไปบางส่วน โดยการใช้เครื่องช่วยมองเห็นต่างๆ เช่น แว่นตา คอนแทคเลนส์แบบพิเศษ แว่นขยาย และกล้องส่องทางไกล

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่