โรคจอประสาทตาเสื่อม คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,501,779 คน

โรคจอประสาทตาเสื่อม หรือจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม เกิดจากการสะสมสารของเสียที่ใต้ชั้นจอประสาทตา ทำให้เซลล์รับแสงเสื่อมสภาพ ความสามารถในการมองเห็นภาพตรงกลางจึงลดลง โรคนี้แม้ไม่ได้ทำให้สูญเสียการมองเห็นทั้งหมด แต่ก็ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือ รวมไปถึงการขับรถหรือการทำงานที่ต้องใช้ความละเอียด และไม่สามารถจำหน้าคนได้ โรคนี้อาจจะเกิดกับตาเพียงข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้ และความรุนแรงของโรคในตาแต่ละข้างอาจไม่เท่ากัน  

ประเภทของจอประสาทตาเสื่อม

โรคจอตาเสื่อมสามารถแบ่งตามกลุ่มอายุและสาเหตุของการเกิดโรคได้เป็น  2 กลุ่มใหญ่ คือ โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ และโรคจอประสาทตาเสื่อมในเด็กและวัยรุ่น

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad

1. จอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age-related Macular Degeneration: AMD)

มักพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และหากมีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคนี้ก็จะมีความเสี่ยงเป็นโรคมากกว่าคนทั่วไป โดยโรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดนี้แบ่งตามความรุนแรงได้ 3 ระยะ คือ

  1. จอประสาทตาเสื่อมระยะต้น มีรอยโรคขนาดเล็ก สามารถตรวจพบรอยโรคได้จากการตรวจส่องตา แต่ผู้ป่วยจะมีการมองเห็นปกติ
  2. จอประสาทตาเสื่อมระยะกลาง มีรอยโรคขนาดใหญ่มากขึ้น และเริ่มส่งผลต่อการมองเห็น
  3. จอประสาทตาเสื่อมระยะรุนแรง มีรอยโรคบริเวณกว้าง ผู้ป่วยมองเห็นภาพผิดปกติ

ในกรณีที่เกิดความผิดปกติกับตาข้างเดียว ผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัวแม้ตัวโรคจะอยู่ในระยะรุนแรง เพราะตาอีกข้างสามารถทำงานทดแทนได้ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนเหมือนคนทั่วไป การเกิดจอตาเสื่อมระยะรุนแรงที่ตาข้างหนึ่ง จะเพิ่มความเสี่ยงให้ตาอีกข้างเป็นระยะรุนแรงไปด้วย 

ทั้งนี้โรคจอตาเสื่อมระยะต้นไม่จำเป็นต้องกลายเป็นระยะรุนแรงทุกราย โดยในผู้ป่วยระยะต้นที่มีความผิดปกติเพียงตาเดียว มีโอกาสเพียง 5% ที่จะพัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงใน 10 ปีให้หลัง ส่วนผู้ป่วยระยะต้นที่มีความผิดปกติที่ตาทั้งสองข้าง มีโอกาส 14% ที่จะพัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงใน 10 ปีให้หลัง 

โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุสามารถแบ่งตามลักษณะพยาธิสภาพได้เป็น 2 แบบ โดยที่ในตาข้างหนึ่งอาจพบความผิดปกติทั้งสองแบบร่วมกันได้

  1. แบบแห้ง เกิดจากการเสื่อมและบางตัวลงของบริเวณศูนย์กลางรับภาพของจอตา ทำให้การมองเห็นค่อยๆ มัวลง อาการของโรคจะเป็นไปอย่างช้าๆ โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบนี้พบมากในคนอายุ 65 ปีขึ้นไป และมีปัจจัยเกี่ยวข้องในการเกิดโรคหลายอย่าง ได้แก่ พันธุกรรม การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการกินอาหาร
  2. แบบเปียก พบได้ประมาณ 15-20% สาเหตุเกิดจากการมีหลอดเลือดจอตาเจริญเติบโตผิดปกติ หลอดเลือดที่ผิดปกติเหล่านี้จะเปราะบางมากกว่าหลอดเลือดทั่วไป ทำให้เกิดการแตกหรือรั่วซึมในชั้นเนื้อเยื่อจอตา จุดภาพชัดบวม มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และสูญเสียการมองเห็นในส่วนกลางในที่สุด

2. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในเด็กและวัยรุ่น (Stargardt disease)

เป็นสาเหตุของโรคจอตาเสื่อมที่พบบ่อยที่สุดในเด็กและวัยรุ่น หรือในช่วงอายุ 6-20 ปี โรคนี้ตั้งชื่อตามจักษุแพทย์ชาวเยอรมัน Karl Stargardt ผู้ค้นพบผู้ป่วยรายแรกของโลกในปี ค.ศ. 1901 ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ABCA4 จนทำให้เซลล์จอประสาทตาไม่สามารถขับของเสียออกจากเซลล์ได้ ส่งผลให้เกิดการตายของเซลล์ในเวลาต่อมา 

ความผิดปกติของยีน ABCA4 มีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมแบบยีนด้อย หากทั้งพ่อและแม่มียีนด้อยดังกล่าวแฝงอยู่ ลูกแต่ละคนจะมีโอกาสเป็นโรค 25% อาการในระยะแรกเริ่มของโรคจอตาเสื่อมชนิดนี้ คือ อ่านหนังสือลำบาก และปรับสายตาในที่มีแสงจ้าไม่ได้ แต่มักไม่ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นทั้งหมด

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมในเด็กและวัยรุ่น ทำได้เพียงชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาโดยการฉีดยาเข้าลูกตา การใส่แว่นกันแดด และกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงและชะลอความเสื่อมของจอประสาทตาได้ แต่การรับประทานวิตามินเอ ซึ่งปกติจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นของคนทั่วไป อาจส่งผลเสียต่อผู้ป่วยโรคนี้ เนื่องจากเซลล์จอประสาทตาไม่สามารถนำวิตามินเอไปใช้ได้ ทำให้เกิดการคั่งของสารพิษในเซลล์

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม

จอตา หรือจอประสาทตา คือ ส่วนที่มีหน้าที่รับแสง เปลี่ยนแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้า และส่งผ่านสัญญาณไปยังสมอง จากนั้นสมองจะแปลงสัญญาณที่ได้รับออกมาเป็นภาพที่เรามองเห็น ส่วนจุดภาพชัด (Macula) คือ จุดรับภาพตรงกลางจอประสาทตา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความหนาแน่นของเซลล์รับแสงมากที่สุด ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพตรงกลางได้ชัดเจน โรคจอประสาทตาเสื่อมเกิดจากการสะสมของสารของเสียที่ใต้ชั้นจอประสาทตาจำนวนมาก ทำให้เซลล์รับแสงเสื่อมสภาพ ความสามารถในการมองเห็นภาพตรงกลางจึงลดลง

ในปัจจุบันยังทราบสาเหตุของการเกิดโรคนี้ที่ชัดเจน แต่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้

  • อายุมากกว่า 65 ปี
  • มีคนในครอบครัวเป็นจอประสาทตาเสื่อม
  • สูบบุหรี่ หรือสูดกลิ่นควันบุหรี่เป็นประจำ
  • เป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการดำเนินโรคไปสู่ระยะรุนแรง
  • เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคเส้นเลือดในสมองตีบ เป็นต้น

อาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม

  • มองภาพไม่ชัด
  • มองภาพบิดเบี้ยว
  • เห็นจุดดำหรือมีจุดบอดบริเวณกึ่งกลางภาพ
  • ความสามารถในการแยกแยะสีแย่ลง

ผู้ป่วยในระยะต้นๆ จะยังไม่มีอาการผิดปกติ ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงควรตรวจตาเป็นประจำ และหากมีอาการเหล่านี้ ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงตามข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การวินิจฉัยโรคจอประสาทตาเสื่อม

การตรวจหาโรคจอประสาทตาเสื่อมทำได้หลายวิธี ได้แก่

  1. การตรวจดูจอประสาทตา โดยการขยายรูม่านตาและใช้เครื่องมือส่องดูลักษณะความผิดปกติของจอประสาทตา
  2. การทดสอบด้วยตารางตรวจจุดภาพชัด (Amsler grid) ผู้ที่มีความผิดปกติจะมองเห็นเส้นตารางบิดเบี้ยว
  3. การตรวจจอประสาทตาโดยการฉีดสารละลายเรืองแสง เป็นการตรวจโดยฉีดสารละลายเรืองแสงเข้าไปทางเส้นเลือด ซี่งจะหมุนเวียนไปตามหลอดเลือดในร่างกายและไปยังหลอดเลือดที่ตา ช่วยให้สามารถเห็นความผิดปกติของเส้นเลือดที่จอประสาทตาได้อย่างชัดเจน
  4. เครื่องสแกนจอประสาทตา เป็นเครื่องที่ช่วยให้เห็นพื้นที่ที่มีความผิดปกติ เช่น อาการบวม ความบางหรือหนาของจอประสาทตา วิธีนี้นอกจากจะใช้ในการวินิจฉัยแล้ว ยังใช้ในการติดตามอาการหลังการรักษาได้อีกด้วย

การรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม

โรคนี้ไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด ทำได้เพียงชะลอความเสื่อมของจอประสาทตาตามวิธีต่อไปนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad

การผ่าตัดปลูกถ่ายเลนส์ 

โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบแห้งสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายเลนส์ชนิดพิเศษ ซึ่งจะช่วยขยายภาพทั้งระยะใกล้และไกลให้ชัดเจนมากขึ้น แต่มีข้อเสียคือจะทำให้ลานสายตาแคบลง 

การรักษาด้วยยา 

โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียกสามารถรักษาด้วยการใช้ยาช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของหลอดเลือดที่ผิดปกติในจอประสาทตา เช่น

  • Avastin (Bevacizumab)
  • Lucentis (Ranibizumab)
  • Eylea (Aflibercept)

การรักษาทำโดยฉีดยาเข้าลูกตา ทุกๆ 4 สัปดาห์ หากการรักษาได้ผล หลอดเลือดที่ผิดปกติฝ่อลง จอประสาทตาจะยุบบวม และกู้คืนการมองเห็นได้บางส่วน

การฉีดยาเข้าลูกตามีภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ คือ มีเลือดออกมาก ปวดตา เห็นตะกอนลอยไปมาในตา ความดันลูกตาเพิ่มขึ้น และตาอักเสบ นอกจากนี้ยาบางตัวที่ใช้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดสมองตีบได้

การรักษาโดยโฟโตไดนามิค 

การรักษาวิธีนี้ใช้ในผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก ทำโดยใช้ยาเวอร์ติพอร์ฟิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารไวแสงฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ และจะหมุนเวียนไปตามหลอดเลือดในร่างกาย จนไปยังหลอดเลือดที่ตา จากนั้นแพทย์จะใช้แสงเลเซอร์กระตุ้นให้สารไวแสงนั้นเปลี่ยนสภาพไปเป็นสารออกฤทธิ์ที่ทำให้หลอดเลือดที่มีความผิดปกติฝ่อตัวลง

การรักษาวิธีนี้อาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง เนื่องจากหลอดเลือดที่ฝ่อมีโอกาสเติบโตได้ใหม่ โดยหลังจากการฉีดสารไวแสง ผู้ป่วยจะต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดหรือแสงที่สว่างมากๆ เป็นเวลา 2-3 วัน

นอกจากจากนี้ยังมีการรักษาด้วยโฟโตโคแอกูเลชั่น (Photocoagulation) ซึ่งเป็นการยิงเลเซอร์พลังงานสูงเข้าไปทำลายหลอดเลือดที่ผิดปกติ และในบางกรณีผู้ป่วยก็ต้องปรับสภาพตนเองให้คุ้นชินกับการมองเห็นที่สูญเสียไปบางส่วน โดยการใช้เครื่องช่วยมองเห็นต่างๆ เช่น แว่นตา คอนแทคเลนส์แบบพิเศษ แว่นขยาย และกล้องส่องทางไกล

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่