โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมคืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ต.ค. 14, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที

ชาวอเมริกันกว่า10ล้านคน สูญเสียการมองเห็นจากโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม ซึ่งมากกว่าจำนวนผู้ป่วยที่สูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินและต้อกระจกรวมกันเสียอีก

จอตาหรือจอประสาทตา มีหน้าที่รับแสง, เปลี่ยนแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ส่งผ่านสัญญาณไปยังสมอง ซึ่งจะแปลงออกมาเป็นภาพที่เรามองเห็น จุดภาพชัด (Macula) คือ จุดรับภาพตรงกลางจอประสาทตา เป็นบริเวณที่มีความหนาแน่นของเซลล์รับแสงมากที่สุด ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพตรงกลางได้ชัดเจน โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม เกิดจากการสะสมสารของเสียที่ใต้ชั้นจอประสาทตา ทำให้เซลล์รับแสงเสื่อมสภาพ ความสามารถในการมองเห็นภาพตรงกลางจึงลดลง แม้ไม่ทำให้สูญเสียการมองเห็นทั้งหมด แต่กลับส่งผลกระทบมหาศาลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยจะไม่สามารถอ่าน/เขียนหนังสือ,ขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้ ความละเอียดได้ ไม่สามารถจำหน้าคนได้ ตัวโรคอาจจะเกิดกับตาเพียงข้างใดข้างหนึ่ง หรือเกิดกับตาทั้งสองข้าง ความ  รุนแรงของโรคในตาแต่ละข้างอาจไม่เท่ากัน  

โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม สามารถแบ่งตามกลุ่มอายุและสาเหตุของการเกิดโรคได้เป็น  2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ

2. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในเด็กและวัยรุ่น

1. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age-related Macular Degeneration)

มักพบในผู้ที่มีอายุ60ปีขึ้นไป คนที่มีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคนี้ จะมีความเสี่ยงเป็นโรคมากกว่าคนทั่วไป   มีความรุนแรง 3 ระยะ

1. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมระยะต้น – รอยโรคขนาดเล็ก สามารถตรวจพบรอยโรคได้จากการตรวจส่องตา ผู้ป่วยมีการมองเห็นปกติ

2. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมระยะกลาง – รอยโรคขนาดใหญ่มากขึ้น เริ่มส่งผลต่อการมองเห็น

3. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมระยะรุนแรง – รอยโรคกินบริเวณกว้าง ผุ้ป่วยมองเห็นภาพผิดปกติ

ในกรณีที่เกิดความผิดปกติกับตาข้างเดียว แม้ตัวโรคจะอยู่ในระยะรุนแรงผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัว เพราะตาอีกข้างสามารถทำงานทดแทนได้ ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนเหมือนคนทั่วไป การเกิดจอตาเสื่อมระยะรุนแรงที่ตาข้างหนึ่ง จะเพิ่มความเสี่ยงที่ตาอีกข้างจะเป็นระยะรุนแรงด้วย จอตาเสื่อมระยะต้น ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยระยะรุนแรงทุกราย ในผู้ป่วยระยะต้น ที่มีความผิดปกติเพียงตาเดียว มีโอกาสเพียง5%  ที่จะพัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงใน10ปีให้หลังส่วนผู้ป่วยระยะต้นที่มีความผิดปกติที่ตาทั้งสองข้าง มีโอกาส14% ที่จะพัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงใน10ปีให้หลัง จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ สามารถแบ่งตามลักษณะพยาธิสภาพได้เป็น 2 แบบ (ในตาข้างหนึ่งอาจพบความผิดปกติทั้งสองแบบร่วมกัน)

1. แบบแห้ง ; เกิดจากการเสื่อมและบางตัวลงของบริเวณศูนย์กลางรับภาพของจอตา   ทำให้การมองเห็นค่อย ๆ มัวลง โดยที่อาการของโรคจะเป็นไปอย่างช้า ๆ พบมากในคนอายุ65ปีขึ้นไป ปัจจัยเกี่ยวข้องในการเกิดโรคมีหลายปัจจัย ได้แก่ พันธุกรรม การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมการกินอาหาร

2. แบบเปียก ; พบได้ประมาณ 15-20%  เกิดจากมีหลอดเลือดจอตาเจริญเติบโตผิดปกติ หลอดเลือดผิดปกติเหล่านี้จะมีความเปราะบางมากกว่าหลอดเลือดทั่วไป ทำให้เกิดการแตก, รั่วซึมในชั้นเนื้อเยื่อจอตา ทำให้จุดภาพชัดบวม มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และสูญเสียการมองเห็นในส่วนกลางในที่สุด

2. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในเด็กและวัยรุ่น (Stargardt Disease)

เป็นสาเหตุของโรคจุดภาพชัดจอตาเสื่อมที่พบบ่อยที่สุดในเด็กและวัยรุ่น ช่วงอายุ6-20ปี มีอุบัติการณ์ประมาณ 1ใน20,000คน ตั้งชื่อตามจักษุแพทย์ชาวเยอรมัน Karl Stargardt ผู้ค้นพบผู้ป่วยรายแรกของโลกในปี ค.ศ.1901 เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน ABCA4  ทำให้เซลล์จอประสาทตาไม่สามารถขับของเสียออกจากเซลล์ได้ ส่งผลให้เกิดการตายของเซลล์ในเวลาต่อมา ความผิดปกติของยีน ABCA4 มีถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมแบบยีนด้อย หากทั้งพ่อและแม่มียีนด้อยดังกล่าวแฝงอยู่ ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง ลูกจะมีโอกาสเป็นโรค25% อาการในระยะแรกเริ่ม อ่านหนังสือลำบาก ปรับสายตาในที่แสงจ้าไม่ได้ มักไม่ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นทั้งหมด

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษา ทำได้เพียงชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาโดยการฉีดยาเข้าลูกตา การใส่แว่นกันแดด กินอาหารครบ5หมู่ อาจะช่วยลดความเสี่ยงและชะลอความเสื่อมของจอประสาทตาได้ การรับประทานวิตามินเอ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นของคนทั่วไป อาจส่งผลเสียต่อผู้ป่วยโรคนี้ เนื่องจากเซลล์จอประสาทตา ไม่สามารถนิวิตามินเอไปใช้ได้ ทำให้เกิดการคั่งของสารพิษในเซลล์

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม

ในปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุการเกิดชัดเจน  

ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่

  • อายุมากกว่า65ปี
  • มีคนในครอบครัวเป็นโรคจุดภาพชัดจอประสาทตาเสื่อม
  • การสูบบุหรี่ หรือการสูดกลิ่นควันบุหรี่เป็นประจำ
  • ความอ้วน เพิ่มความเสี่ยงการดำเนินโรคไปสู่ระยะรุนแรง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจชาดเลือด เส้นเลือดในสมองตีบ

จะเห็นว่าผู้ป่วยในระยะต้นๆ จะยังไม่มีอาการผิดปกติ ผู้ที่มีความเสี่ยงควรตรวจตาเป็นประจำ

อาการของโรค

  • มองภาพไม่ชัด
  • มองภาพบิดเบี้ยว
  • เห็นจุดดำ หรือมีจุดบอดบริเวณกึ่งกลางภาพ
  • ความสามารถในการแยกแยะสีแย่ลง

หากมีอาการเหล่านี้ ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงตามข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

การวินิจฉัยโรค

มีหลายวิธี ได้แก่

1. การตรวจดูจอประสาทตา โดยการขยายรูม่านตา และใช้เครื่องมือส่องดูลักษณะความผิดปกติของจอประสาทตา

2. ทดสอบด้วยตารางตรวจจุดภาพชัด (Amsler grid) ผู้ที่มีความผิดปกติ จะมองเห็นเส้นตารางบิดเบี้ยว

3. การตรวจจอประสาทตาโดยการฉีดสารละลายเรืองแสง เป็นการตรวจโดยฉีดสารละลายเรืองแสงเข้าไปทางเส้นเลือด ซี่งจะหมุนเวียนไปตามหลอดเลือดในร่างกายและไปยังหลอดเลือดที่ตา ทำให้สามารถเห็นความผิดปกติของเส้นเลือดที่จอประสาทตาได้ชัดเจน

4. เครื่องแสกนจอประสาทตา เห็นพื้นที่ที่มีความผิดปกติ เช่น บวม บาง หรือหนา ของจอประสาทตาได้ นอกจากใช้ในการวินิจฉัย ยังใช้ในการติดตามอาการหลังการรักษาอีกด้วย

การรักษา

ไม่มีการรักษาที่หายขาด ทำได้เพียงชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา

1. การผ่าตัดปลูกถ่ายเลนส์ ผู้ป่วยจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบแห้ง เลนส์ชนิดพิเศษนี้จะช่วยขยายภาพทั้งระยะใกล้และไกลให้ชัดเจนมากขึ้น มีข้อเสียคือลานสายตาจะแคบลง 

2. การรักษาด้วยยา ผู้ป่วยจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก ยาจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของหลอดเลือดที่ผิดปกติในจอประสาทตา ตัวอย่างยา เช่น

  • Avastin (bevacizumab)
  • Lucentis (ranibizumab)
  • Eylea (aflibercept)

รักษาโดยฉีดยาเข้าลูกตา ทุกๆ4สัปดาห์  หากการรักษาได้ผล หลอดเลือดที่ผิดปกติฝ่อลง จอประสาทตาจะยุบบวม กู้คืนการมองเห็นได้บางส่วน

ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดยาเข้าลูกตาที่พบได้ คือ มีเลือดออกมาก ปวดตา เห็นตะกอนลอยไปมาในตา ความดันลูกตาเพิ่มขึ้น ตาอักเสบ และยาบางตัวที่ใช้ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดสมองตีบ

3. การรักษาโดยโฟโตไดนามิค ใช้รักษาผู้ป่วยจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ แบบเปียก หลักการคือใช้ยาซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารไวแสง (ยาเวอร์ติพอร์ฟิน)

ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ซี่งจะหมุนเวียนไปตามหลอดเลือดในร่างกายและไปยังหลอดเลือดที่ตาจากนั้นใช้แสงเลเซอร์กระตุ้น ให้สารไวแสงนั้นเปลี่ยนสภาพ

ไปเป็นสารออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดที่มีคววามผิดปกติฝ่อตัวลง

อาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง เนื่องจากหลอดเลือดที่ฝ่อมีโอกาสเติบโตได้ใหม่

โดยหลังจากการฉีดสารไวแสง จะต้องหลีกเลี้ยงแสงแดดหรือแสงที่ว่างมากๆ เป็นเวลา2-3วัน

4. Photocoagulation(โฟโตโคแอกูเลชั่น) เป็นการยิงเลเซอร์พลังงานสูงเข้าไปทำลายหลอดเลือดที่ผิดปกติ

5.  ปรับสภาพตนเองให้คุ้นชินกับการมองเห็นที่สูญเสียไปบางส่วน โดยการใช้เครื่องช่วยมองเห็นต่างๆ เช่น แว่นตา คอนแทคเลนส์แบบพิเศษ แว่นขยาย และกล้องส่องทางไกล

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่