Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

โรคตับอักเสบ A คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,049,393 คน

โรคไวรัสตับอักเสบเอ คืออะไร

ตับ เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สำคัญหลายประการ เช่น เปลี่ยนแปลงสารอาหารที่รับประทานเข้าไปให้กลายเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และสลายสารพิษและสารเคมีต่างๆ
โรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เป็นประเภทหนึ่งของโรคตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสอย่างฉับพลัน และมักติดต่อผ่านทางอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ นอกจากไวรัสชนิดนี้แล้ว ยังมีไวรัสและสาเหตุอื่นๆ ที่สามารถทำให้เกิดโรคตับอักเสบได้ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) และโรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis)

การแพร่กระจายของโรคไวรัสตับอักเสบเอ

เชื้อไวรัสตับอักเสบเอมักพบในอุจจาระและเลือด จากนั้นจะเข้าสู่ร่างกายทางปาก ซึ่งเกิดได้โดย

โฆษณาจาก HonestDocs
ตรวจตับวันนี้ เริ่มที่ 637 บาท พร้อมจองคิวรพ.ให้ ไม่ต้องรอ

เซลล์ตับเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ดื่มเหล้าบ่อย อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หรือมีโรคตับ ควรตรวจอยู่เสมอ

Istock 1037536402
  • เมื่อผู้ที่ติดเชื้อสัมผัสสิ่งของ หรืออาหารหลังจากไปเข้าห้องน้ำ แล้วไม่ได้ล้างมือให้สะอาดเพียงพอ
  • เมื่อมีผู้ที่ไม่ได้ล้างมือให้สะอาดเพียงพอหลังจากจัดการกับผ้าอ้อม หรือทำความสะอาดอุจจาระของผู้ที่ติดเชื้อ
  • มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อทางปากและทางทวารหนัก ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม แล้วไม่ได้ทำความสะอาดหลังจากนั้น

คุณยังสามารถติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ได้จากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระที่มีเชื้อ ซึ่งอาหารที่มักทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อประกอบด้วย ผลไม้ ผัก หอย ข้าว และน้ำ รูปแบบการติดต่อแบบนี้พบได้น้อยในประเทศที่มีสุขอนามัยเหมาะสมและพัฒนาแล้ว เช่น การจัดการกับระบบน้ำด้วยคลอรีน (Chlorine) และคลอรามีน (Chloramine) 

นอกจากนี้ คุณจะไม่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอผ่านการสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อ เช่น การกอด การไอหรือจาม และทารกจะไม่ได้รับเชื้อชนิดนี้ผ่านทางน้ำนมแม่ด้วย

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคไวรัสตับอักเสบเอ

คุณจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ หากคุณมีพฤติกรรม หรืออาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีปัจจัยต่อไปนี้

  • อาศัย หรือเดินทางไปยังประเทศกำลังพัฒนาซึ่งสามารถพบเชื้อไวรัสตัวอักเสบเอได้ทั่วไป
  • อาศัยอยู่กับผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบเอ
  • มีเพศสัมพันธ์ทางปากและทางทวารหนักกับผู้ที่ติดเชื้อ
  • เป็นผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน
  • มีการใช้ยาเสพติด
  • เป็นโรคเลือดไหลไม่หยุด (Hemophilia) หรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
  • ทำงานเกี่ยวกับการสาธารณสุข อาหาร หรืออยู่ใกล้สิ่งปฏิกูลต่างๆ

อาการของโรคไวรัสตับอักเสบเอ

เมื่อผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอแล้ว จะยังไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็นโดยทันที เพราะเชื้อจะมีระยะการฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 2-7 สัปดาห์จึงจะมีอาการแสดงออกมา กลุ่มผู้ป่วยที่จะต้องระวังให้มากคือ กลุ่มผู้ป่วยเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ขวบ เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้กว่า 70% จะไม่มีอาการแสดงออกมาว่าตนเองติดเชื้อไวรัส กว่าจะรู้ตัวว่าก็มีอาการป่วยที่รุนแรงไปแล้ว

สำหรับอาการแสดงที่เด่นๆ ของโรคไวรัสตับอักเสบเอในผู้ใหญ่นั้น มักจะเป็น "อาการดีซ่าน" (Jaundice) ซึ่งหมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยมีผิวเหลืองและมีตาเหลือง โดยอาการดังกล่าวจะพบในโรคไวรัสตับอักเสบเอในผู้ป่วยวัยเด็กโตและผู้ใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่นๆ ที่แสดงออกมาอีกแต่มักไม่รุนแรงมากนัก และจะมีระยะเวลาแสดงอาการอยู่ที่ 2 เดือน จากนั้นผู้ป่วยจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง แต่บางรายก็อาจมีอาการได้นานถึง 6 เดือน เช่น

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบเอ

ในขั้นตอนแรก แพทย์จะสอบถามประวัติอาการต่างๆ ที่ผ่านมา จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายเพื่อดูความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ เช่น มีตับโต มีอาการกดเจ็บที่ตับหรือไม่ และสุดท้าย แพทย์จะตรวจเลือดเพื่อนำไปวิเคราะห์เพิ่มเติมต่อไป หากคุณมีเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ผลเลือดดังต่อไปนี้จะมีค่าสูงขึ้น ได้แก่

  • ระดับโปรตีนแอนติบอดี (Antibody) ที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งได้แก่ อิมมูโนโกลบูลินเอ็ม (Immunoglobulin M: IgM) และอิมมูโนโกลบูลินจี (Immunoglobulin G: IgG) 
  • เอนไซม์ในตับ เช่น เอนไซม์อะลานีน ทรานซามิเนส (Alanine Transaminase: ALT)

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไวรัสตับอักเสบเอ

เชื้อไวรัสตับอักเสบเอจะไม่มีระยะการดำเนินโรคเรื้อรัง และไม่ก่อความผิดปกติต่อตับในระยะยาวด้วย แต่อย่างไรก็ตาม โรคนี้ยังอาจมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ เช่น

  • กลับมาเป็นโรคซ้ำอีกครั้ง โดยจะเกิดในผู้ป่วยบางรายซึ่งเมื่อกลับมาติดเชื้ออีกครั้ง ก็จะมีอาการเจ็บป่วยแบบเดิมกับที่เคยเป็น มักเกิดในช่วง 2-3 เดือนหลังจากมีการติดเชื้อครั้งแรก
  • ภาะคั่งน้ำของน้ำดี (Cholestasis) หรือ การอักเสบของตับจากการคั่งของน้ำดี (Cholestatic Hepatitis) เป็นภาวะแทรกซ้อนอีกแบบที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งภาวะนี้จะทำให้เกิดการคั่งของน้ำดีและทำให้เกิดอาการดีซ่านตามมา รวมถึงมีอาการคันตามร่างกายอย่างรุนแรง 
  • ภาวะตับวายรุนแรง (Fulminant Hepatitis) เป็นอาการส่วนน้อยที่หากเกิดขึ้นจะอันตรายเป็นอย่างมาก อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยที่มีอาการตับวายรุนแรงจะมีอาการดังต่อไปนี้
    • มีอาการคล้ายตับอักเสบ เช่น อาการดีซ่าน คลื่นไส้ อาเจียน
    • มีอาการฟกช้ำ มีภาวะเลือดออกง่าย
    • มีอาการบวม ซึ่งเกิดจากการคั่งของน้ำบริเวณแขนขา น้ำในช่องท้อง 
    • ผมร่วง
    • มีอาการมึนงง สับสน เป็นภาวะที่เรียกได้อีกชื่อว่า "ภาวะสมองเสื่อมจากโรคตับ" (Hepatic Encephalopathy)

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบเอ

การรักษาด้วยยา

โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอออกไปได้เองภายใน 5 เดือน และยังไม่มียาหรือการรักษาใดที่สามารถรักษาการติดเชื้อนี้ให้หายขาดได้ แต่ก็มียาบางชนิดที่สามารถลดอาการของโรคได้ เช่น ยาแก้ปวดชนิดอ่อนอย่าง Ibuprofen (Advil) ซึ่งอาจช่วยลดอาการปวดท้องได้ แต่ไม่ควรใช้ยานี้มากเกินไป เพราะอาจทำให้ตับทำงานหนัก 

นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาที่อาจออกฤทธิ์ทำลายตับได้ เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) แอสไพริน (Aspirin) และหากผู้ป่วยมีอาการคันตามร่างกาย การรับประทานยาต้านฮิสทามีน (Anitihistamine) ก็อาจช่วยบรรเทาอาการได้ หรือหากผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน ยา Reglan (Metoclopramide) อาจช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะใช้ยาเพื่อความปลอดภัย หรือแพทย์อาจจ่ายยาตัวอื่นให้ เพื่อให้อาการป่วยที่เกิดขึ้นลดน้อยลง

การรักษาที่บ้าน

นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว การดูแลตนเองอย่างถูกวิธีก็เป็นอีกทางรักษาโรคไวรัสตับอักเสบเอได้ เช่น  

  • การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 
  • รับประทานอาหารให้เหมาะสมครบ 5 หมู่และดื่มน้ำให้เพียงพอ 
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือกิจกรรมที่ทำให้ผู้ป่วยเครียด เช่น อาจให้ผู้ป่วยหยุดงาน หรือถ้าเป็นผู้ป่วยเด็กก็ให้หยุดเรียนไปก่อน
  • สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย เพื่อลดอาการคัน
  • อยู่ในที่อากาศเย็นและถ่ายเท 
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น หรือแช่น้ำร้อน
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมัน เพื่อลดอาการคลื่นไส้ที่อาจเกิดขึ้น
  • รับประทานอาหารที่ละน้อย แต่บ่อยๆ เพื่อลดอาการคลื่นไส้และโอกาสที่ทำให้ผู้ป่วยอาเจียน 
  • หากผู้ป่วยอาเจียนหรือท้องเสีย ให้ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้

การป้องกันหลังจากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ

หากผู้ป่วยไม่ได้มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบเอมาก่อน แต่มีการสัมผัสเชื้อเกิดขึ้น การฉีดวัคซีนอาจมีประโยชน์และช่วยป้องกันการเกิดโรคหลังจากได้รับเชื้อได้ โดยการฉีดวัคซีนจะสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอได้อย่างเต็มที่ หลังจากผู้ป่วยมีการฉีดวัคซีนภายใน 2 อาทิตย์หลังจากรับเชื้อ 

แต่ไม่ใช่แค่ผู้ที่ได้รับเชื้อไปแล้วเท่านั้นที่ควรจะเข้ารับการฉีดวัคซีน แต่กลุ่มคนทั่วไปตั้งแต่อายุ 1-40 ปีก็ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลังได้รับเชื้อไวรัสด้วย ซึ่งปริมาณการฉีดวัคซีนจะแตกต่างกันไปตามอายุของผู้เข้ารับการฉีด ส่วนผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ก็สามารถเข้ารับการฉีดภูมิคุ้มกัน (Immunoglobulin) เพื่อป้องกันการติดเชื้อได้ ซึ่งการฉีดภูมิคุ้มกันนี้ ยังควรฉีดในผู้ที่มีความเสี่ยงจะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอดังต่อไปนี้ด้วย

โฆษณาจาก HonestDocs
ตรวจตับวันนี้ เริ่มที่ 637 บาท พร้อมจองคิวรพ.ให้ ไม่ต้องรอ

เซลล์ตับเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ดื่มเหล้าบ่อย อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หรือมีโรคตับ ควรตรวจอยู่เสมอ

Istock 1037536402
  • เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ขวบ
  • ผู้ที่แพ้วัคซีนหรือส่วนประกอบของวัคซีน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง
  • ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ

ยังไม่มีการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบเอให้หายขาดได้ ดังนั้นวิธีการรักษาเพื่อให้อาการทุเลาลงและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ดีที่สุดก็คือ การฉีดวัคซีน ซึ่งวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ เป็นเชื้อไวรัสตับอักเสบเอชนิดเชื้อตาย ในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบคือ

  1. วัคซีนฮัฟริกซ์ (HAVRIX) : เป็นวัคซีนชนิดแรกที่เข้าสู่ตลาดเมื่อปี 1995 มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอได้ถึง 94% 
  2. วัคซีนแวคทา (VAQTA) : เข้าสู่ตลาดเมื่อปี 1996 มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ 100% 

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังจัดให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ เป็นวัคซีนที่ปลอดภัยและสามารถป้องกันโรคได้สูงด้วย

ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ

เด็กที่มีอายุ 1-2 ขวบควรได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเข็มแรกได้แล้ว และจะฉีดเข็มที่ 2 หลังจากฉีดเข็มแรกไปแล้ว 6-12 เดือน แต่หากเด็กอายุเกิน 2 ขวบไปแล้ว ก็สามารถฉีดตามทีหลังก็ได้ ส่วนผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอมาก่อน ก็ควรเข้ารับการฉีดเพื่อป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเป็นการติดต่อกันผ่านการปนเปื้อน จึงมีความเสี่ยงสูงที่เราอาจจะได้รับเชื้อโดยไม่รู้ตัวระหว่างใช้ชีวิตประจำวันอยู่ 

นอกจากกลุ่มคนทั่วไปที่ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว ยังมีกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งควรเข้ารับการฉีดวัคซีนโดยทันที และไม่ควรปล่อยปละละเลยไว้ให้ตนเองไม่มีภูมิคุ้มกัน เช่น

  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนที่มีอัตราการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบเอสูง
  • ผู้ที่กำลังจะเดินทางไปประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบสูง
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่ภูมิคุ้มกันตนเองบกพร่อง 
  • มีการใช้ยาเสพติด
  • ผู้ป่วยโรคเลือดไหลไม่หยุด หรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
  • ผู้ป่วยโรคตับ หรือโรคเรื้อรังอื่นๆ 
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงจะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอจากการทำงาน เช่น จากการทำงานในห้องปฏิบัติการ อยู่ใกล้สิ่งปฏิกูลสกปรก หรือทำงานกับสัตว์ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ 

สำหรับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ขวบและจำเป็นจะต้องเดินทางไปในประเทศ หรือพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบเอสูง หรือผู้ที่เลือกจะไม่รับการฉีดวัคซีน หรือมีอาการแพ้วัคซีน สามารถเข้ารับการฉีดภูมิคุ้มกันแบบ 1 ครั้งได้ก่อนเดินทาง ซึ่งภูมิคุ้มกันประเภทนี้จะสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอได้นานถึง 3 เดือน 

หรือหากใครที่กำลังมองหาวัคซีนที่ป้องกันทั้งไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบบี ยังมีวัคซีนอีกชนิดที่ชื่อว่า "ทวินริกซ์" (TWINRIX) ซึ่งเป็นวัคซีนรวมการป้องกันเชื้อไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบบีอยู่ด้วยกัน โดยวัคซีนชนิดนี้เข้าสู่ตลาดเมื่อปี 2001 และมักจะให้วัคซีนจำนวน 3 ครั้งในช่วงเวลา 6 เดือน

ผลข้างเคียงของวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ

การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบเออาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงบางอย่าง ซึ่งระยะเวลาของอาการจะอยู่ที่ประมาณ 1-2 วัน ประกอบด้วย

  • ปวดกล้ามเนื้อที่บริเวณที่ฉีดยา
  • ปวดหัว
  • เบื่ออาหาร
  • อ่อนเพลีย

และผู้ป่วยบางรายก็อาจมีการแพ้วัคซีนรุนแรงได้ แต่เป็นกรณีที่พบได้น้อย

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เป็นไวรัสตับบีต้องมียากินมั้ยค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
เชื้อพาหะไวรัสตับอักเสบบี มันสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่คับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
โรคไวรัสตับรักษาให้หายขาดได้ไหม
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบมีแบบไหนบ้างราคาเท่าไหร่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
หนูเป็นไวรัสตับอักเสบบี บางโรงบาลตรวจเจอก็บอกเป็น.บางโรงบาลก็บอกไม่เป็น. โรคนี้เป็นๆหายๆได้หรอค๊ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป