Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

ผิวเปลี่ยนสี คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 877,723 คน

มีภาวะมากมายที่ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือสีน้ำเงิน เช่น รอยฟกช้ำหรือภาวะเส้นเลือดขอด รวมถึงการไหลเวียนโลหิตที่มีออกซิเจนไม่เพียงพอก็ทำให้ผิวหนังของมนุษย์เปลี่ยนเป็นสีเขียวได้เช่นกัน ในทางการแพทย์จะเรียกภาวะผิวเปลี่ยนสีนี้ว่าอาการตัวเขียว (Cyanosis)

ภาวะผิวเปลี่ยนสีมักพบได้บ่อยในทารกแรกเกิด เนื่องจากผิวหนังของเด็กยังอยู่ในช่วงปรับตัวตามสภาพแวดล้อม นอกจากนี้อาการตัวเขียวยังอาจบ่งชี้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างของร่างกาย โดยเฉพาะความผิดปกติที่เกี่ยวกับปอด หัวใจ และระบบการไหลเวียนโลหิต

อาการตัวเขียวมีอยู่ 4 ประเภท ได้แก่

  • อาการตัวเขียวบริเวณส่วนปลาย (Peripheral Cyanosis) คือภาวะที่อวัยวะแขนขาขาดแคลนออกซิเจนหรือมีการไหลเวียนโลหิตที่ไม่ดี เนื่องจากการบาดเจ็บหรือมีการไหลเวียนเลือดต่ำ
  • อาการตัวเขียวบริเวณส่วนกลาง (Central Cyanosis) เกิดจากร่างกายมีระดับออกซิเจนต่ำ มักเกิดจากภาวะโปรตีนในเลือดผิดปกติหรือมีอยู่ในสภาพที่มีออกซิเจนต่ำ
  • อาการตัวเขียวแบบผสม (Mixed Cyanosis) เป็นภาวะผสมกันระหว่างอาการตัวเขียวส่วนปลายกับส่วนกลาง
  • อาการเขียวที่มือและเท้า (Acrocyanosis) คือภาวะที่เกิดจากการสัมผัสกับความหนาวเย็น จึงทำให้มือและเท้าเปลี่ยนสี และจะหายไปเองเมื่อร่างกายได้รับความอบอุ่น

สาเหตุของการเกิดอาการตัวเขียว

อาการตัวเขียวจะเกิดขึ้นเมื่อมีออกซิเจนในเลือดต่ำ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลันหรือจากปัจจัยภายนอก โดยภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตที่ทำให้เกิดอาการตัวเขียว ได้แก่

  • ขาดอากาศหายใจ
  • หลอดลมอุดกั้น
  • ปัญหาเกี่ยวกับการขยายตัวของปอดหรือการบาดเจ็บที่ผนังช่องอก
  • ความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่กำเนิด ทำให้เลือดไหลข้ามปอดออกไปจนไม่สามารถเข้าไปเติมออกซิเจนใหม่ได้
  • หัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลว
  • ภาวะความดันหลอดเลือดแดงในปอดสูง (Pulmonary Hypertension)
  • ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (Pulmonary Embolism)
  • ภาวะช็อก (Shock)
  • ภาวะ Methemoglobinemia ที่เกิดจากการใช้ยาหรือได้รับสารพิษจนทำให้โปรตีนในเลือดผิดปกติและไม่สามารถอุ้มออกซิเจนได้

อาการตัวเขียวอาจเป็นผลจากการทรุดลงของโรคเรื้อรังได้ด้วย โดยมากจะเป็นภาวะผิดปกติที่เกี่ยวกับหัวใจ ปอด เลือด หรือการไหลเวียนโลหิตเอง เช่น

  • โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น หอบหืด (Asthma) หรือภาวะหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
  • การติดเชื้อที่หลอดลมอย่างเฉียบพลัน เช่น โรคปอดบวม (Pneumonia)
  • โรคโลหิตจางรุนแรง (Anemia) หรือมีจำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำ
  • การใช้ยาบางประเภทเกินขนาด
  • การสัมผัสกับสารพิษบางชนิด เช่น ไซยาไนด์
  • กลุ่มอาการเรย์เนาด์ (Raynaud’s Syndrome) ที่ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปยังนิ้วมือหรือนิ้วเท้าลง
  • ภาวะตัวเย็นเกิน (Hypothermia) หรือการสัมผัสกับอุณหภูมิที่หนาวเย็นสุดขั้วจนทำให้อุณหภูมิในร่างกายตกลง

เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์?

ควรติดต่อขอรับความช่วยเหลือทางการแพทย์ หรือโทรศัพท์สายด่วน 1669 ทันทีหากพบอาการตัวเขียวร่วมกับอาการดังต่อไปนี้

การวินิจฉัยอาการตัวเขียว

แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการตัวเขียวได้จากการสังเกตผิวหนัง จากนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายพร้อมกับสอบถามประวัติสุขภาพ และอาจมีการตรวจเพิ่มเติมดังนี้

  • การตรวจเลือดสมบูรณ์ (Complete Blood Count (CBC))
  • การวัดออกซิเจนชีพจร (Pulse Oximetry)
  • การประเมินกิจกรรมไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram (ECG))
  • การทำเอคโคหัวใจ (Echocardiogram) หรืออัลตราซาวด์ (Ultrasound) หัวใจ
  • การเอกซเรย์ (X-ray) หรือสแกนคอมพิวเตอร์ (CT Scan) หน้าอก

ในการตรวจเลือดนั้น หากพบว่าฮีโมโกลบินในเลือดมีความเข้มข้นน้อย แพทย์จะสรุปว่าผู้ป่วยมีอาการตัวเขียวส่วนกลาง ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีจำนวนฮีโมโกลบินน้อยกว่า 5 กรัมต่อเดซิเทอร์ (Deciliter) เพราะโดยปกติแล้วฮีโมโกลบินของผู้ใหญ่จะมีจำนวนระหว่าง 12–17 g/dL

การรักษาสาเหตุของอาการตัวเขียว

แผนการรักษาอาการตัวเขียวของแพทย์ จะขึ้นอยู่กับสาเหตุต้นตอของอาการตัวเขียว เช่น การบำบัดชดเชยออกซิเจน หากผู้ป่วยมีภาวะที่ส่งผลต่อการหายใจหรือหลอดลม ซึ่งเป็นการบำบัดด้วยการใช้หน้ากากออกซิเจนหรือสอดท่อเข้าไปในจมูกเพื่อส่งอากาศเข้าไป

สำหรับภาวะที่ส่งผลต่อหัวใจหรือหลอดเลือด แพทย์อาจจัดให้มีการรักษาด้วยยา การผ่าตัด หรือการรักษาอื่นๆ ตามความเหมาะสม

การป้องกันอาการตัวเขียว

อาการตัวเขียวสามารถป้องกันได้ยาก แต่ก็สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะบางอย่างที่เป็นต้นเหตุของอาการตัวเขียวได้ เช่น

  • ไม่สูบบุหรี่และไม่สูดดมควันบุหรี่มือสอง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำหากคุณมีภาวะสุขภาพเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคเรย์เนาด์ โรคหอบหืด หรือภาวะหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง
  • สวมเสื้อผ้าให้หนาและอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว
  • ฉีดวัคซีนป้องกันภาวะติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ และโรคร้ายแรงอื่นๆ

ที่มาของข้อมูล

Darla Burke, skin discolored (https://www.healthline.com/symptom/discoloration-of-skin), 21 พฤษภาคม 2018

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่