Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
พญ. คคนานต์ เทียนชัย

แผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 588,899 คน

โรคแผลเปปติก (Peptic ulcer) เป็นโรคที่เรียกรวมถึง โรคแผลในกระเพาะอาหาร (Gastric ulcer) และแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenum) 

สาเหตุ 

ปัจจุบันพบว่าโรคแผลเปปติก มีสาเหตุได้จากปัจจัยต่อไปนี้

  • การติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori: H. pylori
  • การให้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drugs: NSAIDs)
  • การได้รับยากลุ่มสเตียรอยด์ โดยเฉพาะเมื่อได้รับร่วมกับแอสไพริน หรือ NSAIDs เป็นระยะเวลานาน
  • ได้รับยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด เช่น แอสไพริน (aspirin), clopidogrel, ticlopidine, warfarin เป็นต้น
  • ผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวร่วม เช่น โรคตับแข็ง (liver cirrhosis), โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD), ไตวายเรื้อรัง (CRF), ผู้ป่วยหนัก (critical illness), โรคเยื่อบุอักเสบ Behcet, ลำไส้อักเสบชนิด Crohn, ปลูกถ่ายอวัยวะ (organ transplantation), primary hyperparathyroidism eosinophilic gastroenteritis, เนื้องอกทางเดินอาหารชนิด gastrinoma, ได้รับการฉายรังสีช่องท้องในขนาดสูง เป็นต้น 
  • ได้รับยาเคมีบำบัดบางชนิดหรือใช้สารเสพติดประเภทโคเคน (cocaine) 
  • ภายหลังการตัดเลาะติ่งเนื้องอกหรือมะเร็งกระเพาะอาหารระยะต้นออกโดยผ่านการส่องกล้อง (Post-endoscopic submucosal dissection induced ulcer; Post-ESD induced ulcer)
  • สูบบุหรี่ (ส่วนแอลกอฮอล์จะเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ผิวกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบ)

พยาธิสรีรวิทยาของการเกิดแผลเปปติก

การที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้นได้นั้น ต้องมีสาเหตุทำให้เกิดการเสียสมดุลระหว่าง 2 ปัจจัยสำคัญบริเวณเยื่อบุผิวกระเพาะอาหาร ดังนี้

1. มีปัจจัยเร่งการทำลายเยื่อบุผิวกระเพาะอาหาร เช่น

  • ติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori
  • ใช้ยาแอสไพริน และ NSAIDs
  • ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณสูง
  • มีภาวะที่ทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดไฮโดรคลอริก (HCL)
  • น้ำย่อยเพปซิน (pepsin) หรือสารอนุมูลอิสระมากเกินไป

2. เกิดความบกพร่องในปัจจัยที่ช่วยปกป้องและซ่อมแซมเยื่อบุผิวกระเพาะ เช่น

  • กระเพาะอาหารขาดสาร endogenous prostaglandins (โดยเฉพาะ PGE2)
  • มีภาวะที่ทำให้ผิวกระเพาะอาหารสร้างเยื่อเมือก (gastric mucus) ลดลง
  • ผิวกระเพาะอาหารขาดเลือดมาเลี้ยง ทำให้เกิดความบกพร่องในการสร้างเยื่อบุผิว

อาการ 

  • มักเกิดอาการปวดท้องบริเวณยอดอก หรือใต้ลิ้นปี่ มักสัมพันธ์กับมื้ออาหาร ปวดแสบ ปวดตื้อๆ จุกเสียด คลื่นไส้ อาเจียน เรอเปรี้ยว 
  • หากเป็นแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น มักปวดท้องหลังรับประทานอาหาร 1-3 ชั่วโมง หรือขณะท้องว่าง ปวดตอนสายๆ บ่ายๆ เย็นๆ ตอนดึกจนนอนไม่หลับ หากรับประทานอาหาร ดื่มนม รับประทานยาลดกรดหรืออาเจียน อาการปวดจะดีขึ้น 
  • หากเป็นแผลกระเพาะอาหารมักปวดหลังอาหารประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง น้ำหนักจะลดจากการเบื่ออาหารและกลัวปวดท้อง
  • หากรับประทานอาหารที่ไขมันสูง ของมัน ของทอด มักมีอาการเรอ ท้องอืด แน่นท้อง 

ภาวะแทรกซ้อน

  • เลือดออกในกระเพาะอาหาร มีอาการอาเจียนเป็นเลือดสด หน้ามืด วิงเวียน ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำแดงมีกลิ่นคาว 
  • กระเพาะอาหารทะลุ หรือฉีกขาด มีอาการปวดท้องเฉียบพลันรุนแรง ท้องตึง แข็งเกร็ง ความดันโลหิตตก
  • กระเพาะอาหารอุดตัน มีอาการเบื่อาหาร รับประทานอาหารได้น้อยลง เมื่อรับประทานอาหารเสร็จมักอาเจียนบ่อยๆ น้ำหนักลดลง
  • มะเร็งกระเพาะอาหาร

การวินิจฉัยโรค 

  • ถ่ายภาพรังสีกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยกลืนแป้งแบเรียม 
  • ใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้ 
  • ตรวจหาการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร
  • ตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์ (Biopsy)

การรักษา 

แพทย์จะรักษาตามสาเหตุ ดังนี้

  • ให้ยาควบคุมการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร (antisecretory agents) ได้แก่ ยากลุ่ม proton pump inhibitors (PPIs) ยากลุ่ม H2-receptor antagonists (H2RA) หรือให้ยาปกป้องและถนอมผิวกระเพาะอาหาร
  • หากมีอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ จะรักษาโดยการให้เลือด 
  • หากปวดท้องรุนแรงอาจต้องผ่าตัดด่วน 
  • หากพบเชื้ออาจต้องให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ให้ยาปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้
  • ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ข้อควรปฏิบัติระหว่างการรักษา

  • รับประทานยารักษาแผลให้ตรงเวลา ครบจำนวนมื้อและครบระยะเวลา 8-12 สัปดาห์
  • เรียนรู้วิธีการปรับใช้ยาสำหรับบรรเทาอาการขณะที่มีอาการปวดท้อง
  • ศึกษาและสังเกตอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างการใช้ยา และควรปรึกษาแพทย์เมื่อสงสัยว่ามีอาการข้างเคียงดังกล่าวเกิดขึ้น
  • ระมัดระวังการใช้ยาอื่นๆ ร่วมกัน โดยเฉพาะยาแอสไพริน ยา NSAIDs ยาต้านเกล็ดเลือด ยาละลายลิ่มเลือด ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น
  • รับประทานอาหารอ่อนและย่อยง่ายในช่วงแรก เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป ก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ใส่น้ำส้มสายชูและพริก หลีกเลี่ยงผักสดปริมาณสูง ควรรับประทานผักที่ผ่านความร้อนแล้วเพราะย่อยง่าย หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยวจัดและย่อยยาก และไม่ควรรับประทานผลไม้ตอนท้องว่าง
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสชาติจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด อาหารหมักดอง หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม กาแฟเข้มข้น เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  • ควรเลิกสูบบุหรี่ เพราะจะรบกวนการหายของแผล และลดประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อ H. pylori
  • รับประทานอาหารให้ใกล้เคียงเวลาเดิม หากติดภารกิจควรรับประทานขนมหรือนมรองท้อง
  • ควรทำอารมณ์ให้แจ่มใสเบิกบาน ลดความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเบาๆ ในช่วงแรก จากนั้นควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • มาตรวจตามนัดของแพทย์อย่างต่อเนื่อง และควรได้รับการตรวจส่องกล้อง EGD ซ้ำที่ 8-12 สัปดาห์ (โดยเฉพาะในผู้ที่มีแผลใหญ่หรือเป็นแผลที่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น) เพื่อช่วยยืนยันการหายของแผลก่อนจะหยุดการใช้ยา และเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าแผลที่เคยเป็นนั้นไม่ใช่แผลมะเร็ง
  • หากมีอาการที่ชวนสงสัยว่าเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคขึ้น ควรมาพบแพทย์ก่อนนัดเดิม

การป้องกันไม่ให้เป็นโรคแผลเปปติก

  • รับประทานอาหารเป็นเวลา
  • รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย 
  • รับประทานอาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง แต่ละมื้อไม่ควรรับประทานให้อิ่มมาก 
  • งดสูบบุหรี่ 
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด 
  • งดชา กาแฟ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม 
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน ยา NSAIDs ยาสเตียรอยด์ หรือยารักษาโรคข้อกระดูกอักเสบทุกชนิด ถ้าจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ควรปรึกษาแพทย์ 
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดจัด อาหารที่มีกรดมาก เช่น อาหารหมักดอง
  • ผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวล 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ 
  • ระมัดระวังการใช้ยา

โรคแผลเปปติกสามารถรักษาให้หายขาดได้หากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรรักษาแบบครึ่งๆ กลางๆ หรือหยุดการรักษาเมื่ออาการดีขึ้น เนื่องจากอาจกลายเป็นโรคเรื้อรังได้ รวมถึงมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ และมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ยิ่งรักษาเร็ว โอกาสที่่จะหายขาดก็ยิ่งมีมาก 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7


ที่มาของข้อมูล

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

อาการเรอไม่หายสักทีตลอดเวลา6เดือนคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อาการปวดท้องเหนือสะดือ คืออะไรคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ชอบเป็นไหลย้อนตัองรักษาแบบไหนค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อาการของโรคแสบร้อนกลางอกเกิดจากอะไรคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ชอบปวดท้องค่ะ ปวดท้องแบบ งง ๆ เป็นคนดื่มค่ะ ดื่มหนัก เวลาทานอะไรเข้าไปมาก ๆ ชอบจะปวดท้องแสบท้อง ท้องก็จะบวม ๆ ใหญ่ ๆ ขึ้นด้วยค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
โรคกระเพาะอาหารอักเสบรักษาให้หายขาดได้หรือไม่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป