Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection: UTI) หมายถึงการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะซึ่งมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยพบตั้งแต่ท่อปัสสาวะไปจนถึงไต ส่วนมากแล้วใหญ่มักจะเกิดขึ้นบริเวณทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ซึ่งได้แก่ กระเพาะปัสสาวะ (bladder) เรียกว่า “Cystitis” และ ท่อปัสสาวะ (urethra –ท่อที่ลำเลียงน้ำปัสสาวะออกไปจากร่างกาย) เรียกว่า “Urethritis”  ส่วนการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนบน ได้แก่ บริเวณ ไต (kidney)  เรียกว่า “Pyelonephritis”  และ  ท่อไต (ureter) ทำให้เกิดโรคกรวยไตอักเสบก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่จะพบได้น้อยกว่าแต่หากส่วนนี้มีการติดเชื้อ อาการจะรุนแรงกว่าการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง โดยคนไข้มักจะมีอาการไข้ ปัสสาวะขัด ร่วมกับปวดหลัง หากมีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาจนำไปสู่การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้

อุบัติการณ์การเกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะพบได้ค่อนข้างบ่อย จากสถิติในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า  มีผู้ไปพบแพทย์ด้วยโรคนี้ถึง 10 ล้านครั้งต่อปี  โดยมักพบว่าผู้หญิงทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถเกิดโรคนี้ได้บ่อยกว่าในผู้ชาย งานวิจัยหนึ่งเผยว่า โดยทั่วไปผู้หญิงร้อยละ 60 จะมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต  ทั้งนี้การที่พบโรคนี้ในผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชายมีความสัมพันธ์กับลักษณะทางกายภาพของอวัยวะเพศหญิงซึ่งสามารถติดเชื้อได้มากกว่าในเพศชาย เช่น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจสุขภาพประจำปีทุกช่วงวัย

🩺 จูงมือกันไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคร้ายต่างๆ กันดีกว่า หากตรวจพบเร็ว ก็รักษาหายเร็ว

Healthcheckupinternal ad
  • มีท่อปัสสาวะที่สั้นกว่า
  • ความชื้นรอบบริเวณรูเปิดของท่อปัสสาวะมากกว่า
  • รูเปิดของท่อปัสสาวะใกล้กับทวารหนักมากกว่า

โดยจะมีการพบภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะถึง 1 ใน 5 ของประชากรเพศหญิง ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ และผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ จะมีโอกาสเกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ได้มากกว่าหญิงที่ไม่มีเพศสัมพันธ์   จากการศึกษาผู้หญิงในวิทยาลัยแห่งหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 1 วันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะสามารถเกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ถึง 37%  และในกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 5 วันในช่วงสัปดาห์ พบว่า มีโอกาสเกิดโรคมากกว่าถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์เพียง 1 วัน หรือกลุ่มที่ไม่มีเพศสัมพันธ์เลยในช่วงสัปดาห์  ส่วนในกลุ่มประชากรชายวัยรุ่นถึงวัยกลางคนจะพบโรคนี้ได้น้อยกว่า โดยพบเพียง 5-8 คนจาก 10,000 คน ใน 1 ปี

สาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรค

ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรียเข้าไปในทางเดินปัสสาวะโดยผ่านทางท่อปัสสาวะ   ส่วนใหญ่โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ มักเกิดจาก เชื้อ E. coli (อี. โคไล) และแบคทีเรียอื่น ๆ ที่พบได้ปกติในบริเวณทางเดินอาหาร  ส่วนการติดเชื้อทางการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่เชื้อ Herpes (เฮอร์พีรส์)   Gonorrhea (โกโนเรีย)  Chlamydia (คลาไมเดีย) และ Mycoplasma (ไมโคพลาสมา) สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อได้

ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

  1. มีท่อปัสสาวะที่ค่อนข้างสั้น
  2. ในหญิงที่มีการเช็ดทำความสะอาดที่ไม่เหมาะสม  เช่น การเช็ดจากหลังไปหน้า นำพาให้เชื้อแบคทีเรียจากรูทวารมายังท่อปัสสาวะได้
  3. ในชายที่มีต่อมลูกหมากขนาดใหญ่ หรือมีภาวะต่อมลูกหมากโต (Benign Prostate Hyperplasia-BPH)
  4. ปัสสาวะน้อย จากการที่ดื่มน้ำปริมาณน้อยเกินไป
  5. เป็นนิ่วบริเวณกรวยไต หรือการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
  6. การมีเพศสัมพันธ์
  7. การใช้ห่วงคุมกำเนิด หรือใช้สารทำลายเชื้ออสุจิในการคุมกำเนิด
  8. วัยหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงระบบทางเดินปัสสาวะในผู้หญิง
  9. ผู้สูงอายุ
  10. การใช้สายสวนปัสสาวะในการขับปัสสาวะ
  11. ได้รับการผ่าตัด หรือมีหัตถการบริเวณที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะในช่วงที่ผ่านมา
  12. เป็นโรคเบาหวาน หรือโรคอื่นที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง
  13. การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
  14. ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อทางเดินปัสสาวะตอนเด็ก

อาการของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในหญิงตั้งครรภ์

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาที่พบบ่อย เนื่องจากการตั้งครรภ์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายรวมทั้งระบบทางเดินปัสสาวะ   การที่มดลูกขยายตัวทำให้กดกระเพาะปัสสาวะและท่อไต  รวมทั้งในช่วงนี้ยังมีเลือดไหลเวียนเพิ่มมากขึ้น  หากพบว่ามีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะแสบขัด  ปัสสาวะขุ่น  มีไข้สูง หนาวสั่น ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรักษา  เนื่องจากการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนระหวางตั้งครรภ์ได้หลายอย่าง เช่น  ทารกน้ำหนักน้อย  ทารกเจริญเติบโตช้า  ทารกมีโอกาสคลอดก่อนกำหนด   

การรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection –UTI)

รู้หรือไม่ การกินยาปฏิชีวนะได้ผลสูงถึง 85-100 เปอร์เซ็นต์ ในการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

การรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ จะรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยอาจจะเป็นรูปแบบของยาเม็ดที่ต้องรับประทานอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลา 3-7 วันผล การรักษาของยาปฏิชีวนะแบบเม็ดที่อ้างอิงจากการศึกษาพบว่าสามารถรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ผลดีถึง 85-100 เปอร์เซ็นต์

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจสุขภาพประจำปีทุกช่วงวัย

🩺 จูงมือกันไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคร้ายต่างๆ กันดีกว่า หากตรวจพบเร็ว ก็รักษาหายเร็ว

Healthcheckupinternal ad

ถ้าคุณเคยได้รับการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมาแล้ว แพทย์อาจแนะนำให้เปลี่ยนยาปฏิชีวนะเป็นตัวอื่นที่แตกต่างจากตัวแรกสำหรับการรักษาอาการติดเชื้อในครั้งต่อไป เนื่องจากแบคทีเรียบางชนิดที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะนั้น อาจดื้อต่อยาปฏิชีวนะบางชนิดได้ เมื่อเปลี่ยนเป็นยาปฏิชีวนะตัวใหม่ อัตราการดื้อยาก็จะลดลง

ยาปฏิชีวนะสำหรับโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

ปัจจุบันมียาปฏิชีวนะหลายชนิด ที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

ถ้าคุณเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ไม่ลุกลามไปถึงการติดเชื้อที่ไต แพทย์อาจจะสั่งยาในกลุ่มต่อไปนี้

  • Macrobid (nitrofurantoin monohydrate) – แมคโครบิด (ไนโตรฟูแรนโตอิน โมโนไฮเดรต)
  • Bactrim (trimethoprim and sulfamethoxazole) – แบคทริม (ไตรเมโทพริม และ ซัลฟาเมททอคซาโซล)
  • Selexid (pivmecillinam) – ซีเล็กส์สิด (พิฟเมคซิลลินัม)
  • Monurol (fosfomycin tromethamine) – โมนูรอล (โฟสโฟมัยซิน โทรเมททามีน)
  • Cipro (ciprofloxacin) – ซิโปร (ซิโปรฟลอกซาซิน)
  • Levaquin (levofloxacin) – ลีวาควิน (ลีโวฟล็อกซาซิน)
  • Augmentin (amoxicillin and clavulanate) – อ็อกเมนติน (แอมอกซี่ซิลิน และ คลาวูลาเนต)

การที่แพทย์จะตัดสินใจว่าจะเลือกใช้ยากลุ่มไหน สามารถพิจารณาได้จากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

  • มีการติดเชื้อลามไปถึงไตหรือไม่
  • ไตของคุณมีความผิดปกติใด ๆ หรือไม่
  • คุณสามารถกินยาหลาย ๆ เม็ดต่อวันได้หรือไม่
  • ประวัติการแพ้ยา
  • ผลการเพาะเชื้อปัสสาวะ (หากมีการตรวจและพบว่ามีการติดเชื้อ)

หากมีการติดเชื้อที่ค่อนข้างรุนแรง จนทำให้การติดเชื้อไปสู่ไต คุณอาจต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำซึ่งอาจใช้เวลาในการรักษาเป็นเวลาหลายวัน

ถ้าคุณได้รับยาปฏิชีวนะในระยะเวลาที่ค่อนข้างรวดเร็วหลังมีอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จะสามารถบรรเทาอาการได้ภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งถ้าได้รับการรักษาช้า จะทำให้มีอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะนานขึ้นกว่าเดิม

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจสุขภาพประจำปีทุกช่วงวัย

🩺 จูงมือกันไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโรคร้ายต่างๆ กันดีกว่า หากตรวจพบเร็ว ก็รักษาหายเร็ว

Healthcheckupinternal ad

ยาอื่น ๆ สำหรับโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

ในบางครั้งแพทย์อาจสั่งยา Pyridium (phenazopyridine) หรือไพรีเดียม เป็นยาเสริมจากยาปฏิชีวนะ ซึ่งยาชนิดนี้สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เพื่อใช้ลดอาการปวดบริเวณทางเดินปัสสาวะ

การกินไพรีเดียม 3 ครั้งต่อวัน เป็นระยะเวลา 2 วัน อาจช่วยบรรเทาอาการปัสสาวะแสบขัดในช่วงเริ่มต้น จนกว่ายาปฏิชีวนะจะออกฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ

การรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่เกิดขึ้นซ้ำ

ในบางคนอาจเกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเฉพาะในผู้หญิง ซึ่งอาการดังกล่าวหมายความว่ามีการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะมากกว่า 2 ครั้งใน 6 เดือน หรือมากกว่า 3 ครั้งใน 1 ปี

การลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดการติดเชื้อซ้ำ สามารถทำได้หลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น การฝึกการรักษาความสะอาด โดยเช็ดทำความสะอาดหลังปัสสาวะหรืออุจจาระจากหน้าไปหลัง และการหลีกเลี่ยงการใช้สารทำลายเชื้ออสุจิ

การติดเชื้อ ESBL (อี เอส บี แอล)

การติดเชื้ออีกชนิดหนึ่งในทางเดินปัสสาวะที่รักษายากและเป็นที่สนใจของแพทย์ ก็คือการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Extended-Spectrum Beta-Lactamase (ESBL)-Producing organism (กลุ่มเชื้อโรคที่สร้างเบตาแลคแทมเมส) ซึ่งดื้อต่อยาปฏิชีวนะทั่วไปหลายชนิดที่ใช้รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ จะรักษาด้วยยา Doribax (doripenem) หรือยาปฏิชีวนะชนิดอื่นในกลุ่ม Cabapenem

น้ำแครนเบอร์รี่กับโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

มีความเชื่อกันว่า น้ำแครนเบอร์รี่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหวาน หรือ เครื่องดื่มคอคเทล มีส่วนผสมที่ช่วยลดการยึดเกาะของแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ จึงทำให้แบคทีเรียถูกกำจัดได้ง่ายขึ้น ซึ่งแม้ว่าน้ำแครนเบอร์รี่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ว่ามีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ดีจริงหรือไม่ แต่การดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดโทษอะไร ดังนั้น ถ้าคุณเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำหลายครั้ง แพทย์อาจพิจารณาแนะนำคุณให้ดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ก็ได้

ภาวะแทรกซ้อนของการเกิดโรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ

ส่วนใหญ่แล้ว การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะจะไม่ทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้ หากได้รับการรักษาโดยเร็ว แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ดังต่อไปนี้

  1.  เกิดความเสียหายต่อไตอย่างถาวร
  2. เกิดการติดเชื้อซ้ำ
  3. หากเกิดในหญิงตั้งครรภ์ โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือมีน้ำหนักแรกเกิดน้อย
  4. ทำให้ท่อปัสสาวะในผู้ชายตีบแคบลง
  5. อาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) โดยเฉพาะในกรณีที่ติดเชื้อบริเวณไต (urosepsis) ซึ่งมีอันตรายถึงแก่ชีวิต

การป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

วิธีการต่อไปนี้ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวันเพื่อช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียออกมาได้ง่ายขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะที่นานเกินไป
  • หลังปัสสาวะ หรืออุจาระ ควรทำความสะอาดให้ถูกวิธี โดยเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง
  • รีบถ่ายปัสสาวะโดยเร็ว หลังจากการมีเพศสัมพันธ์
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารระงับกลิ่น  อุปกรณ์ฉีดล้าง   แป้ง หรือผลิตภัณฑ์ของผู้หญิงอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ
  • เลือกใช้วิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ แทนการใช้ห่วงคุมกำเนิด สารทำลายเชื้ออสุจิ หรือใช้ถุงยางอนามัยที่ไม่มีสารหล่อลื่น
  • ไม่ใส่ชุดชั้นในที่อับชี้น หรือคับแน่นจนเกินไป 
  • การดื่มน้ำแครนเบอร์รี หรือสารสกัดจากแครนเบอร์รี ซึ่งมีสารสำคัญที่เรียกว่า "PAC"  อาจขจัดแบคทีเรีย E.Coli   และช่วยป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ แม้ว่าจะยังไม่มีการศึกษาที่ช่วยยืนยัน แต่การดื่มน้ำแครนเบอร์รีก็ไม่ได้ทำให้เกิดโทษใด ๆ ต่อร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถดื่มได้

เนื่องจากโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หากเป็นแล้วแม้จะรักษาให้หายได้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นได้ใหม่อีกหากมีพฤติกรรมเสี่ยง ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ "ป้องกันตนเอง" ไม่ให้ติดเชื้อจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด รวมทั้งหมั่นสังเกตตนเอง หากมีความผิดปกติที่ระบบทางเดินปัสสาวะควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย  


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน


4 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
James McIntosh, What to know about urinary tract infections ( https://www.medicalnewstoday.com/articles/189953.php), 6 Nov 2018
www.niddk.nih.gov, Bladder Infection (Urinary Tract Infection—UTI) in Adults (https://www.niddk.nih.gov/health-information/urologic-diseases/bladder-infection-uti-in-adults), 19 jan 2020
medlineplus.gov, Urinary Tract Infections ( https://medlineplus.gov/urinarytractinfections.html), 8 april 2019

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดเดียวกันในช่วงๆเวลาใกล้กันได้หรือไม่คะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
เชื้อ HPV เกิดขึ้นได้อย่างไร และสามารถติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่ ถ้าได้..สามารถตรวจเช็คได้ทางไหนบ้าง
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
เรื่องความเข้มข้นของเลือดในการบริจาคเลือดค่ะ เคยบริจาคได้ แต่สองสามปีมานี้ ทั้งพักผ่อน อกล ก็ยังไม่สามารถบริจาคเลือดได้ค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป