โรคแพนิค (Panic Disorder) โรคตื่นตกใจกลัวโดยไม่มีเหตุผล

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ เม.ย. 22, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 648,613 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 22/03/2562

โรคแพนิค (Panic Disorder) หรือ "อาการตื่นตกใจกลัวอย่างรุนแรง" เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่คนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้จัก และบางครั้งผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดก็อาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าอาการที่แสดงออกมานั้นเป็นอาการของโรคแพนิค

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย เคอร์รี่ ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

ผู้ป่วยโรคแพนิคจะตื่นตระหนกต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นนั้นต่างจากความรู้สึกหวาดกลัวหรือความวิตกกังวลทั่วไป ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวเองหรือดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อาการตื่นกลัวอย่างรุนแรงนี้เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้จะไม่ได้กำลังเผชิญหน้าหรือตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายก็ตาม หรือแม้กระทั่งในขณะที่กำลังนอนหลับ คนที่เป็นโรคแพนิคจึงมักเป็นกังวลอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่

อาการของโรคแพนิคเป็นอย่างไร

อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงเป็นลักษณะเด่นของโรคแพนิค ซึ่งจะรุนแรงกว่าความรู้สึกกังวลหรืออาการเครียดทั่วไป ผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นภายในไม่กี่นาที แต่ก็อาจกลับไปเป็นอีกภายในไม่กี่ชั่วโมง

อาการที่แสดงถึงภาวะตกใจกลัวอย่างรุนแรงสังเกตได้ดังนี้

อาการแพนิคทางกาย

  • ใจสั่น ใจเต้นแรง ใจเต้นรัว หรือใจเต้นเร็วมาก
  • หายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจขัด
  • เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
  • รู้สึกสำลัก
  • อ่อนแรง มึนศีรษะ มึนงง รู้สึกโคลงเคลง หวิวๆ คล้ายจะเป็นลม
  • มีอาการสั่นเทา
  • เหงื่อออก
  • รู้สึกร้อนผิดปกติ
  • ปวดท้อง
  • คลื่นไส้อาเจียน ท้องไส้ปั่นป่วน
  • มีอาการเหน็บชาตามร่างกาย ปวดจี๊ดตามปลายมือหรือปลายเท้า

อาการแพนิคทางจิตใจ

  • มีการรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ บิดเบือนไป
  • รู้สึกกลัวตาย
  • ควบคุมตนเองไม่ได้เหมือนจะเป็นบ้าหรือเหมือนกำลังจะตาย หรือแสดงอาการบางอย่างที่น่าอายออกไป

ผู้ที่มีภาวะแพนิคกำเริบ (Panic attack) จะมีอาการดังที่กล่าวไปข้างต้นอย่างน้อย 4 อาการ หากมีอาการน้อยกว่า 4 อย่าง แพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นเพียงอาการแพนิคที่ยังเป็นไม่มากหรือยังไม่ครบเกณฑ์ (Limited-symptom panic attack) ซึ่งอิงตามเกณฑ์การวินิจฉัยจากคู่มือการวินิจฉัยความผิดปกติทางจิตที่จัดทำโดยสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา (DSM-V) 

นอกจากนี้ หากมีอาการครบตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวมา แพทย์จะวินิจฉัยว่ามีโรคกลัวที่ชุมชน (Agoraphobia) ร่วมด้วยหรือไม่ เนื่องจากผู้ป่วยหลายคนมักมีอาการแพนิคและโรคกลัวชนิดนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ดังกล่าวมีไว้ให้คุณประเมินตัวเองเบื้องต้นเท่านั้น เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ คุณควรเข้ารับการตรวจกับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากโรคแพนิคอาจมีอาการคล้ายคลึงกับกลุ่มโรควิตกกังวลอื่นๆ ได้

อาการโรคแพนิค หรือภาวะตกใจกลัวอย่างรุนแรงมากจะเริ่มปรากฎให้เห็นในช่วงวัยรุ่นตอนปลายหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อาการที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ป่วยมักคิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ จึงมักไปพบแพทย์บ่อยๆ ซึ่งเมื่อตรวจร่างกายก็จะไม่พบความผิดปกติใดๆ ทั้งนี้ บางคนก็อาจมีอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง 1-2 ครั้งในชีวิต โดยที่ไม่ได้เป็นโรค­แพนิคแต่อย่างใด  โรคแพนิค (Panic disorder) ต้องมีอาการภาวะแพนิคกำเริบ (Panic attack) ร่วมกับมีอาการกังวลต่อเนื่องมากกว่า 1 เดือน เกี่ยวกับ 1) การมีภาวะแพนิคกำเริบอีกครั้งหรือผลที่จะตามมา หรือ 2) มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดีเกี่ยวกับภาวะแพนิคกำเริบ ตามเกณฑ์การวินิจฉัยจากคู่มือการวินิจฉัยความผิดปกติทางจิตที่จัดทำโดยสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา (DSM-V) 

แพนิค

สาเหตุของโรคแพนิค

สาเหตุของโรคแพนิคนั้นยังเป็นที่ไม่ทราบแน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยที่อาจนำไปสู่การเกิดสภาวะนี้ ทั้งปัจจัยด้านพันธุกรรม โครงสร้างของสมอง เนื่องจากส่วนต่างๆ ในสมองทำหน้าที่ควบคุมความกลัวและความวิตกกังวลที่ต่างกัน การบาดเจ็บในวัยเด็ก และเหตุการณ์ความเครียดในชีวิต เช่น การเรียนมหาวิทยาลัย การแต่งงาน การมีลูกคนแรก เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับโรคแพนิคและอาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้

โรคแพนิคเป็นหนึ่งในโรควิตกกังวลที่พบได้ทั่วไปในโลกตะวันตก โดยจากรายงานในนิตยสารทางการแพทย์อังกฤษ ปี 2006 (British Medical Journal) คาดการณ์ว่า 2-3% ของประชากรผู้ใหญ่ในยุโรปประสบกับโรคแพนิคในปีนั้น

ส่วนรายงานจากบทความในวารสารวิชาการ JAMA Psychiatry ที่ตีพิมพ์ในปี 2005 ก็กล่าวว่าโรคแพนิคในสหรัฐอเมริกามีอัตราการเกิดเฉลี่ย 2.7% ต่อไป และประมาณ 45% ของอาการของผู้ป่วยโรคแพนิคนั้นถือเป็นกรณี "รุนแรง" โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า

ภาวะแทรกซ้อนของโรคแพนิค

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โรคแพนิคอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก และอาจทำให้มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงบางสิ่งอย่างรุนแรง เพราะกลัวว่าจะเกิดอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงอีกครั้ง เช่น หากเคยมีอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงในลิฟต์ ก็อาจทำให้คุณหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์และเกิดอาการกลัวลิฟต์ในภายหลัง

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิคส่วนใหญ่จะมีอาการของโรคกลัวที่ชุมชนร่วมด้วย ส่งผลให้ไม่กล้าไปไหนมาไหนคนเดียว กลัวสถานที่หรือสถานการณ์ที่หลีกหนีจากผู้คนได้ยาก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเก็บตัวอยู่ในบ้านหรือในอาคารตลอดเวลา

โรคแพนิคยังอาจนำไปสู่ภาวะหรือผลกระทบอื่นๆ ต่อไปนี้

  • เป็นโรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล และมีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นมากกว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้ารายอื่นๆ
  • ใช้แอลกอฮอล์และสารเสพติดในทางที่ผิด
  • เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยารักษาโรค
  • มีปัญหาทางการเงินเนื่องจากต้องจ่ายค่ารักษา
  • ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำหลายสิ่งหลายอย่าง
  • ปัญหากับที่ทำงานหรือกับทางโรงเรียน

การตรวจวินิจฉัยโรคแพนิค 

ในการวินิจฉัยว่าคุณเป็นโรคแพนิคหรือไม่ แพทย์ประจำตัวของคุณจะตรวจร่างกายและตรวจเลือดเพื่อหาโรคที่อาจเป็นสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาเกี่ยวกับระบบไทรอยด์ เป็นต้น นอกจากนี้ แพทย์จะให้คุณทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา รวมทั้งอาจให้ทำแบบทดสอบสุขภาพจิตหรือให้คุณพบกับนักจิตวิทยามืออาชีพเพื่อวินิจฉัยอาการของคุณ

มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยอาจต้องเข้าพบแพทย์มากกว่า 10 ครั้ง ก่อนจะตรวจพบโรคแพนิค ดังนั้น คุณควรรู้และจดบันทึกอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นและแจ้งให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น

โรคแพนิครักษาให้หายขาดได้หรือไม่ 

โรคแพนิคไม่สามารถรักษาให้หายได้ทั้งหมด โดยเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีใครอ้างว่ารักษาโรคแพนิคได้ก็เพราะอาการของโรคนั้นหลากหลายกันไปในแต่ละคน การรักษาที่ได้ผลในคนหนึ่งอาจไม่ได้ผลในอีกคนก็ได้

คุณสามารถควบคุมความรุนแรงและการกำเริบของโรคแพนิคไม่ให้รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยวิธีการรักษาหลักๆ ที่ใช้คือการบำบัดทางจิตและการใช้ยา ซึ่งอาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือต้องใช้ทั้ง 2 วิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและความต้องการของตัวผู้ป่วย

การทำจิตบำบัดเพื่อรักษาโรคแพนิค 

การรักษาที่นิยมนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคแพนิคคือการทำจิตบำบัด วิธีนี้มีหลายเป้าหมาย เช่น

  • การหาสิ่งกระตุ้นของอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง
  • การรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดอาการกลัวโดยทำให้กลายเป็นเรื่องเล็กและควบคุมได้
  • การหาเทคนิคในการรับมือกับอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงที่ดีขึ้น เช่น การออกกำลังกายเพื่อฝึกการหายใจ และการคิดเชิงบวก
  • การสัมผัสกับอาการบางอย่างที่รุนแรงของโรคแพนิค เพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันในกรณีที่เกิดอาการเหล่านี้ขึ้นโดยสมบูรณ์

เทคนิคจิตบำบัดที่ใช้ในการรักษาโรคแพนิคคือการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ว่าอาการแพนิคที่เกิดขึ้นไม่ได้อันตรายแต่อย่างใด รวมถึงเป็นการบำบัดความคิดที่บิดเบือนให้สามารถกลับมารับรู้สิ่งต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริงได้ ปรับวิธีคิด เรียนรู้การตอบสนองต่อความรู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกที่เกิดขึ้น เรียนรู้การผ่อนคลาย เปลี่ยนแปลงความคิดในแง่ลบ จัดการกับความเครียด และเพิ่มความมั่นใจในตนเองเพื่อรับมือกับโรคแพนิค

นอกจากนี้ อีกวิธีหนึ่งที่นักบำบัดใช้ก็คือการทำพฤติกรรมบำบัดด้วยเทคนิคเผชิญหน้ากับความกลัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (Systematic Desensitization) โดยเป็นการค่อย ๆ ให้ผู้ป่วยเผชิญความกลัวหรือความตื่นเต้น แล้วสอนให้ผ่อนคลายขณะที่ผู้ป่วยเริ่มมีความกังวล เช่น หากผู้ป่วยตื่นกลัวเวลาขับรถบนทางด่วน นักบำบัดก็จะเริ่มด้วยการให้จินตนาการว่าผู้ป่วยกำลังขับอยู่บนทางด่วน และพยายามคิดว่ารถวิ่งบนทางด่วนไว้ตลอด เมื่อเริ่มเห็นความตึงเครียดเกิดขึ้น

นักบำบัดจะคอยแนะนำให้ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจขณะที่นึกถึงสิ่งที่กลัวอยู่ตลอด หลังจากทำไปแล้วหลายๆ ครั้งแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มความรู้สึกกลัวขึ้นไปอีก เช่น จากให้จินตนาการว่าตนเองกำลังขับรถอยู่บนทางด่วน ก็ให้ไปเป็นผู้โดยสารบนรถที่ขับบนทางด่วนจริงๆ จนถึงให้ขับรถด้วยตนเอง ซึ่งระหว่างที่เพิ่มความกลัวขึ้นทีละขั้นนั้นก็จะให้ผู้ป่วยเรียนรู้การอยู่ในความสงบ และการจัดการกับความรู้สึกตื่นกลัว

การใช้ยารักษาโรคแพนิค

ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้ใช้ยารักษาโรคแพนิคก็ต่อเมื่อมีอาการตลอด อาการรุนแรงจนกระทบต่อการทำงานหรือการใช้ชีวิต ทั้งที่พยายามควบคุมด้วยการบำบัดและการรับมือด้วยตนเองอย่างเต็มที่แล้ว โดยแพทย์จะสั่งให้ใช้ในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น  

1. ยาต้านซึมเศร้า 

  • ยาเอสเอสอาร์ไอ (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors: SSRI) เป็นยาที่มีกลไกเพิ่มระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) จึงช่วยบรรเทาอาการตื่นกลัวและลดอาการซึมเศร้าซึ่งมักเกิดร่วมกับโรคแพนิค โดยแพทย์มักให้ผู้ป่วยเริ่มกินยาในปริมาณน้อย และค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นเมื่อร่างกายของผู้ป่วยปรับตัวได้แล้ว ตัวยาในกลุ่มยาเอสเอสอาร์ไอที่ใช้รักษาโรคแพนิค ได้แก่ ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) พาร็อกซีทีน (Paroxetine) เซอร์ทราลีน (Sertraline) ไซตาโลแพรม (Citalopram
  • ยาเอสเอ็นอาร์ไอ (Serotonin and Norepinephrine Reuptake Inhibitors: SNRIs) เป็นกลุ่มยาที่มักใช้รักษาโรคซึมเศร้าและโรคแพนิค มีชื่อเรียกอีกอย่างว่ายาเวนลาฟาซีน (Venlafaxine)
  • ยาไตรไซลิก (Tricylic Antidepressants) แพทย์จะใช้ยานี้ในกรณีที่รักษาด้วยยากลุ่ม SSRI เป็นเวลา 12 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น ยากลุ่มนี้จะช่วยปรับระดับนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) และเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้อารมณ์และความรู้สึกของผู้ป่วยดีขึ้น ตัวอย่างยากลุ่มนี้ ได้แก่ อิมิพรามีน (Imipramine) และโคลมิพรามีน (Clomipramine) 

ยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ น้ำหนักเปลี่ยนแปลง และมีปัญหาในการนอนหลับ ดังนั้น หากต้องการใช้ยาต้านซึมเศร้า คุณควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ยาและประสิทธิภาพของยาให้แน่ใจ และห้ามหยุดยากะทันหันโดยไม่ปรึกษาแพทย์

2. ยากล่อมประสาทหรือยาระงับประสาทกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepine) 

เป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ลดความกังวลและบรรเทาความตื่นกลัว มักนำมาใช้บ่อยๆ ในผู้ป่วยโรคแพนิค เพื่อลดอาการกระวนกระวายอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ยาลอร่าซีแปม (Lorazepam) และยาโคลนาซีแปม (Clonazepam

ยาเหล่านี้อาจทำให้เกิดการติดยาได้ โดยเมื่อใช้ไปเป็นเวลานาน ผู้ป่วยจะต้องการยาในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม และเมื่อผู้ป่วยหยุดใช้ยา อาการกระวนกระวายจะกลับมาอีกได้ หรืออาจแย่ลงกว่าเดิม ดังนั้น คุณควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับข้อสงสัยและความกังวลต่างๆ ก่อนจะเริ่มใช้ยานี้

3. ยากันชัก คือ ยาพรีกาบาลิน (Pregabalin) ยานี้จะช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวลได้

การรับมือกับโรคแพนิคด้วยตนเอง

คุณสามารถดูแลตัวเองและรับมือกับโรคแพนิคด้วยตนเองตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ ควบคู่ไปกับการรักษาวิธีอื่นๆ ดังข้างต้น

  • ใช้เทคนิคในการผ่อนคลาย เช่น การยืดเหยียดร่างกาย และการหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ
  • ให้กำลังใจและพูดคุยกับตัวเองในแง่ดี
  • จินตนาการและบอกตัวเองให้รู้สึกสงบสุขและมั่นใจเข้าไว้
  • หมั่นบันทึกและเขียนสิ่งต่างๆ เพื่อรู้เท่าทันความคิดและความรู้สึกของตนเอง
  • ฝึกสมาธิและผ่อนคลายโดยการใช้ศิลปะบำบัด เช่น การวาดรูป
  • ดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับเปลี่ยนระบบความเชื่อในแง่ลบให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์
  • งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา โคล่า หรือช็อกโกแลต
  • เมื่อเกิดอาการ ควรพยายามตั้งสติ พุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย รวมทั้งหายใจให้ช้าลง เนื่องจากการหายใจเร็วจะทำให้อาการแพนิคกำเริบมากขึ้น

นอกจากนี้ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อหรือการฝึกผ่อนคลายลมหายใจก็สามารถช่วยคลายความวิตกกังวลและป้องกันการกำเริบของโรคแพนิคได้ มีขั้นตอนดังนี้

  • นอนหงายในท่าผ่อนคลายตามสบายบนเตียงหรือในพื้นที่ที่สงบ
  • มือทั้งสองประสานวางอยู่บนหน้าท้อง ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออกและหัวไหล่ ให้ทุกส่วนของร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ตึง ไม่เกร็ง
  • สูดลมหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ จนหน้าท้องป่อง (รู้สึกได้จากการที่มือทั้งสองถูกยกขึ้นช้า ๆ และหัวไหล่เคลื่อนขึ้น) พร้อมทั้งตั้งสมาธิจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่ผ่านรูจมูกเข้าไป
  • เมื่อหายใจเข้าเต็มที่แล้ว ให้นับ 1 2 3 ในใจช้า ๆ
  • ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ จนหน้าท้องแฟบลง สังเกตได้ว่ามือทั้งสองจะลดต่ำลง พร้อมทั้งตั้งสมาธิจดจ่อไปที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่เคลื่อนที่ออกผ่านรูจมูก
  • เมื่อหายใจออกจนหมด ให้นับ 1 2 3 ในใจช้าๆ
  • เริ่มหายใจเข้าและหายใจออกสลับกันไปเป็นจังหวะสม่ำเสมออย่างน้อย 10 ครั้ง เมื่อเริ่มชำนาญขึ้นแล้วอาจเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่ง โดยพิงเก้าอี้ตามสบาย มือทั้งสองวางไว้ที่หน้าขาหรือประสานกันอยู่ที่หน้าท้อง และปฏิบัติตามขั้นตอนเหมือนกับการควบคุมการหายใจในท่านอนหงายทุกประการ

การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิค

ในการดูแลผู้ป่วยโรคแพนิคนั้น ญาติของผู้ป่วยเองจำเป็นดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยเป็นพิเศษ โดยสามารถทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • มีความรู้ความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาโรคที่ถูกต้อง ควรทำความเข้าใจว่าอาการโรคแพนิคไม่ได้ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต ญาติต้องเข้าใจอาการป่วย ไม่ตอกย้ำหรือกดดันว่าเป็นความผิดของผู้ป่วย
  • ช่วยดูแลเรื่องการรับประทานยา ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด
  • ให้ผู้ป่วยรับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งฝึกรับมือกับความเครียดด้วยตนเองเป็นประจำ เช่น ฝึกหายใจลึกๆ หรือเล่นโยคะ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น
  • คอยระวังไม่ให้ผู้ป่วยหยุดใช้ยาชนิดใดก็ตามด้วยตนเอง เนื่องจากการได้รับยาไม่ครบอาจเสี่ยงทำให้โรคกำเริบซ้ำได้มากขึ้น

อาหารที่ผู้ป่วยโรคแพนิคควรหลีกเลี่ยง

อาหารบางอย่างอาจกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวลและมีอาการของโรคแพนิคกำเริบได้ โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคแพนิคจะไวต่ออาหารต่อไปนี้มากกว่าคนทั่วไป

  1. กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทั้งหลาย การได้รับคาเฟอีนทำให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลและกระสับกระส่าย และทำให้ผู้ป่วยโรคแพนิคมีอาการกำเริบขึ้นได้เช่นกัน
  2. แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือความวิตกกังวล กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ซึ่งจะส่งผลเสียต่ออาการของโรคแพนิคที่เป็นอยู่นั่นเอง
  3. ขนมขบเคี้ยวและอาหารที่เต็มไปด้วยผงชูรส ผู้เชี่ยวชาญบางท่านคาดว่าการรับประทานอาหารที่มีผงชูรสมากเกินไปอาจจะตุ้นให้อาการแพนิคกำเริบขึ้นมาได้
  4. ลูกอมและขนมหวาน อาหารที่มีน้ำตาลสูงอาจส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลียหลังจากรับประทาน เนื่องจากของหวานจะไปเพิ่มน้ำตาลในเลือด ร่างกายจึงต้องปล่อยอินซูลินออกมาเพื่อปรับระดับน้ำตาลให้ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นภาวะน้ำตาลต่ำ ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย และกระตุ้นให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงในที่สุด
  5. อาหารแปรรูปและครีมเทียม เช่น ไส้กรอก เค้ก อาหารทอด และอาหารมันๆ ทั้งหลาย ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ซึมเศร้าหรือวิตกกังวลตามมา

จะเห็นได้ว่าอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงและควบคุมไม่ให้รับประทานมากเกินไปอยู่แล้ว ทางที่ดีคุณควรหันมารับประทานอาหารอื่นๆ ที่ช่วยลดความวิตกกังวล เช่น เลือกดื่มชาเขียวหรือชาคาโมมายล์ที่มีคุณสมบัติช่วยผ่อนคลายแทนการดื่มกาแฟ รวมถึงโยเกิร์ต ดาร์กช็อกโกแลต เมล็ดฟักทอง ขมิ้นชัน ไข่ แซลมอน ซาร์ดีน ทูน่า และถั่วต่างๆ จะช่วยลดความวิตกกังวลที่เป็นปัจจัยกระตุ้นของโรคแพนิคได้อย่างดี

ที่มาของข้อมูล
  1. Craig N. Sawchuk, Jason P. Veitengruber, Panic disorder (https://online.epocrates.com/diseases/121/Panic-disorder) 4 January 2019
  2. Mohammed A Memon, What are the DSM-5 diagnostic criteria for panic disorder? (https://www.medscape.com/answers/287913-95574/what-are-the-dsm-5-diagnostic-criteria-for-panic-disorder), 21 March 2018
  3. Meagan Drillinger, The 5 Worst Foods for Your Anxiety (https://www.healthline.com/health/mental-health/surprising-foods-trigger-anxiety#1), 31 July 2018

บทความน่าอ่าน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่