โรคแพนิค (Panic Disorder) คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 21, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที


โรคนี้อาจนำไปสู่อาการกลัวที่ทำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงที่จะพบเจอบางสถานการณ์

โรคแพนิคเป็นหนึ่งในโรคทางจิตเวช จัดเป็นประเภทของโรควิตกกังวล ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงเมื่อผู้ป่วยมีอาการกลัวแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่าสิ่งไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ไม่อันตรายใด ๆ อยู่ตรงหน้า สำหรับผู้ที่เป็นโรคแพนิค การเกิดของ "อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง" อาจเกิดขึ้นเป็นพัก ๆ และอาจนานถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้ รวมทั้งสามารถกลับมาเป็นซ้ำและเกิดขึ้นได้ทุกเวลา โดยมักจะทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ด้วยความกังวลหรือความเศร้าโศกอยู่ตลอดเวลาว่าอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีก

สาเหตุของโรคแพนิค

ยังเป็นที่ไม่ทราบแน่ชัดสำหรับสาเหตุของโรคแพนิค แต่มีหลายปัจจัยที่อาจนำไปสู่การเกิดสภาวะนี้ ทั้งปัจจัยด้านพันธุกรรม โครงสร้างของสมอง (ส่วนต่าง ๆ ในสมองทำหน้าที่ควบคุมความกลัวและความวิตกกังวลที่ต่างกัน) และการบาดเจ็บในวัยเด็ก เหตุการณ์ความเครียดในชีวิต เช่น การจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย การแต่งงาน การมีลูกคนแรก เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับโรคแพนิคและอาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดสภาวะนี้ได้

โรคแพนิคเป็นหนึ่งในโรควิตกกังวลที่พบได้ทั่วไปในโลกตะวันตก จากรายงานในปี 2006 ของ British Medical Journal มีการคาดการณ์ว่า 2-3% ของประชากรผู้ใหญ่ในยุโรปประสบกับโรคแพนิคในปีนั้น

ความชุกของโรคแพนิคในสหรัฐอเมริกาเฉลี่ยต่อมีปี 2.7% จากรายงานของบทความในวารสารวิชาการ JAMA Psychiatry ที่ตีพิมพ์ในปี 2005 ประมาณ 45% ของกรณีผู้ป่วยโรคแพนิคถือเป็นกรณี "รุนแรง" จากรายงานของสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ โรคแพนิคพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า

อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงคืออะไร ?

อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคแพนิค เป็นอาการตกใจกลัวที่เกิดขึ้นซ้ำและไม่สามารถควบคุมได้ อาการเหล่านี้จะรุนแรงกว่าความรู้สึกกังวลหรืออาการเครียดทั่วไป และมักจะหายไปภายในไม่กี่นาที แต่จะกลับมาเกิดขึ้นอีกภายในไม่กี่ชั่วโมง อาการแสดงทางกายของโรคแพนิคสะท้อน "การหนีหรือการต่อสู้" ต่ออันตราย ยกเว้นว่าไม่มีอันตรายนั้นอยู่ตรงหน้า อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงอาจเกิดขึ้นแม้ในขณะที่คุณกำลังนอนหลับ

อาการแพนิคมักเกิดขึ้นโดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถคาดเดาการเกิดอาการได้เลย บางรายเกิดความหวาดกลัว หวาดหวั่น วิตกกังวล กลัวจะเกิดอาการและพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยทำให้เกิดอาการแพนิค  ถึงแม้โรคอยู่ในภาวะสงบ ผู้ป่วยก็ยังไม่อาจวางใจได้ และมักจะวิตกกังวลว่าอาการจะกำเริบอยู่ตลอดเวลา   

อาการแสดงของอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงอาจมีดังนี้

อาการแพนิคทางกาย

  • ใจสั่น ใจเต้นแรง ใจเต้นรัว หรือใจเต้นเร็วมาก
  • ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจขัด
  • เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
  • อ่อนแรง มึนศีรษะ หรือ มึนงง โคลงเคลง หวิว ๆ คล้ายจะเป็นลม
  • อาการสั่นเทาและเหงื่อออก
  • รู้สึกร้อนหรือหนาวอย่างผิดปกติ
  • ปวดจี๊ดตามปลายมือหรือปลายเท้า
  • ปวดท้อง
  • วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน ท้องไส้ปั่นป่วน
  • มีอาการชาหรือซ่า ๆ

อาการแพนิคทางจิตใจ

  • อ่อนเพลีย
  • การรับรู้บิดเบือน
  • ความรู้สึกกลัวซึ่งเกือบเคลื่อนไหวไม่ได้เลย
  • ความรู้สึกที่คุณไม่สามารถควบคุมได้จนเป็นบ้าหรือเกือบจะเสียชีวิต
  • ความกลัวอย่างรุนแรงว่าสิ่งไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้น

ภาวะแพนิคกำเริบ (Panic attack) จะมีอาการดังต่อไปนี้อย่างน้อย 4 อาการ และถ้าหากมีอาการน้อยกว่า 4 อย่างที่ได้กล่าวมา จะได้รับการวินิจฉัยเพียง Limited-symptom panic attack (อาการที่ยังเป็นไม่มากหรือยังไม่ครบเกณฑ์) ตามเกณฑ์การวินิจฉัย DSM-IV-TR ถ้าอาการครบตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวมา การวินิจฉัยต่อมาคือจะต้องหาว่ามีโรคกลัวที่ชุมชน (Agoraphobia) ร่วมด้วยหรือไม่ (เช่น โรคแพนิคร่วมด้วยโรคกลัวที่ชุมชน) ซึ่งมีเพียงผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่จะให้การวินิจฉัยโรคแพนิคได้ เนื่องจากอาการคล้ายคลึงกับกลุ่มโรควิตกกังวลอื่น ๆ

อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงมากจะเริ่มต้นในวัยรุ่นตอนปลายหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น บางคนมีอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง 1-2 ครั้งในชีวิตและไม่เป็นโรคแพนิค (ซึ่งอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้) ผู้ป่วยมักคิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจหรือโรคร้ายแรงอื่น ๆ และมักจะไปพบแพทย์บ่อย ๆ ซึ่งเมื่อตรวจร่างกายมักจะไม่พบความผิดปกติใด ๆ

ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ และอาการแสดงของโรคแพนิค

ถ้าไม่รักษา โรคแพนิคสามารถทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแอได้ ผู้ที่เป็นโรคนี้อาจมีพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงอย่างรุนแรงในบางครั้ง ซึ่งสามารถนำไปสู่ความกลัวที่อาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่สัมพันธ์กับอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง เช่น ถ้าบุคคลมีอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงในลิฟต์ อาจจะทำให้บุคคลนั้นหลีกเลี่ยงที่จะใช้ลิฟต์และเกิดอาการกลัวลิฟต์ในภายหลัง ในกรณีที่รุนแรง โดยส่วนมากผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิคจะมีอาการของ Agoraphobia กลัวและไม่กล้าไปไหนคนเดียว กลัวสถานที่หรือสถานการณ์ที่การหลบหนีอาจเป็นเรื่องยาก โรคนี้อาจทำให้ผู้ป่วยเก็บตัวอยู่ในบ้านหรือในอาคารตลอดเวลา

นอกจากนี้ โรคแพนิคอาจนำไปสู่ภาวะต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • โรคซึมเศร้า และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการฆ่าตัวตาย
  • การติดสารเสพติด
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยารักษาโรค
  • ปัญหาทางการเงินและการพึ่งพาผู้อื่น
  • ปัญหากับที่ทำงานหรือกับทางโรงเรียน

การวินิจฉัยและการรักษาโรคแพนิค

ในการตรวจว่าคุณเป็นโรคแพนิคหรือไม่ แพทย์ประจำตัวของคุณจะตรวจร่างกายและตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุของอาการแสดงต่าง ๆ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับระบบไทรอยด์ นอกจากนี้ แพทย์ของคุณจะให้คุณทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา อาจจะมีแบบทดสอบเกี่ยวกับสุขภาพจิตหรือให้คุณพบกับนักจิตวิทยามืออาชีพเพื่อวินิจฉัยอาการของคุณ เป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรรู้และจดบันทึกอาการแสดงต่าง ๆ ของคุณเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำ

บางงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยอาจเข้าพบแพทย์มากกว่า 10 ครั้งก่อนการวินิจฉัยโรคแพนิค

โรคแพนิคมักรักษาด้วยจิตบำบัดซึ่งมีหลายเป้าหมาย รวมทั้ง

  • การหาสิ่งกระตุ้นของอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง
  • การคลี่คลายสถานการณ์ที่ทำให้เกิดอาการกลัวให้เป็นเรื่องเล็กและควบคุมได้
  • การหาเทคนิคในการรับมือกับอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงที่ดีขึ้น เช่น การออกกำลังกายเพื่อฝึกการหายใจและการคิดเชิงบวก
  • การสัมผัสกับอาการเฉพาะของอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงเพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันการเจออาการเหล่านี้โดยสมบูรณ์

บางครั้ง ยารักษาอาการวิตกกังวล ยารักษาอาการซึมเศร้า และยากันชักอาจช่วยในการรักษาโรคแพนิค ยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์มีดังนี้: Effexor XR (venlafaxine), Prozac (fluoxetine) และ Xanax (alprazolam)

โรคแพนิคสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ผู้ที่เป็นโรคแพนิค มักอยากจะรู้ว่ามีวิธีการหรือยาใดที่สามารถทำให้อาการตื่นตระหนกนี้หายขาดได้ ความจริงแล้วโรคแพนิค ไม่สามารถรักษาให้หายได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เราสามารถควบคุมได้อย่างดีจนไม่มีอาการที่รบกวนชีวิตประจำวันได้ เหตุผลหนึ่งที่ไม่มีใครอ้างว่ารักษาโรคแพนิคได้เพราะโรคมีความหลากหลายมากในแต่ละคน การรักษาที่ได้ผลในคนหนึ่งอาจไม่ได้ผลในอีกคน แม้ว่าไม่มีสิ่งที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคแพนิคหายไปได้ แต่การรักษา ความอดทน และความพยายาม คุณจะสามารถหาวิธีจัดการกับโรคได้ ด้านล่างนี้คือวิธีที่ใช้มากที่สุดในการรับมือกับโรคแพนิค

การรับมือโรคแพนิคด้วยตนเอง

วิธีในการรับมือทั่ว ๆ ไป ได้แก่

  • ใช้เทคนิคในการผ่อนคลาย เช่น การยืดเหยียดร่างกายและการหายใจเข้าลึก ๆ
  • การให้กำลังใจในทางบวกและพูดกับตนเอง
  • การสร้างภาพให้รู้สึกสงบสุขและมั่นใจ
  • ฝึกการบันทึกและการเขียนสิ่งต่าง ๆ
  • ใช้ศิลปะที่สร้างสรรค์ในการสื่ออารมณ์ความรู้สึก
  • รับประทานอาหารให้เหมาะสม นอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกาย
  • ปรับเปลี่ยนระบบความเชื่อในแง่ลบให้สร้างสรรค์และเป็นแง่ดี
  • งดหรือลดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา โคล่า หรือช็อกโกแลต

การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อหรือการฝึกผ่อนคลายด้วยการกำหนดลมหายใจก็สามารถช่วยคลายความวิตกกังวลได้ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

  • นอนหงายตามสบายบนเตียงหรือพื้นที่ในบริเวณที่สงบ
  • มือทั้งสองประสานวางอยู่บนหน้าท้อง ไม่เกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออกและหัวไหล่ ให้ทุกส่วนของร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ตึงไม่เกร็ง
  • สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ พร้อมทั้งสังเกตและจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่ผ่านรูจมูกเข้าไปลึกเต็มที่จนหน้าท้องป่อง (รู้สึกได้จากการที่มือทั้งสองถูกยกขึ้นช้า ๆ และหัวไหล่เคลื่อนขึ้น)
  • เมื่อหายใจเข้าเต็มที่แล้ว นับ 1, 2, 3 ในใจช้า ๆ
  • ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ พร้อมทั้งสังเกตและจดจ่อที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่เคลื่อนที่ออกผ่านรูจมูกจนหน้าท้องแฟบลง มือทั้งสองจะลดต่ำลง
  • เมื่อหายใจออกจนหมด นับ 1, 2, 3 ในใจช้า ๆ
  • เริ่มหายใจเข้าและหายใจออกสลับกันไปเป็นจังหวะสม่ำเสมออย่างน้อย 10 ครั้ง เมื่อมีความชำนาญอาจเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่งโดยพิงเก้าอี้ตามสบาย มือทั้งสองวางไว้ที่หน้าขาหรือประสานกันอยู่ที่หน้าท้อง วิธีการเหมือนกับการควบคุมการหายใจในท่านอนหงายทุกประการ

การใช้ยาเมื่อเป็นโรคแพนิค

การรักษาโรคแพนิคด้วยยานั้นแนะนำให้ใช้เมื่อมีอาการตลอด ทั้งที่พยายามควบคุมด้วยการบำบัดและการรับมือด้วยตนเองอย่างเต็มที่แล้ว การใช้ยานั้นควรใช้เมื่อโรคแพนิครุนแรงจนกระทบต่อการทำงานหรือการใช้ชีวิต โดยแพทย์จะสั่งยาให้ใช้ในช่วงสั้น ๆ และไม่ควรใช้ไปตลอด 

1. ยาต้านซึมเศร้า 

1.1 ยาเอสเอสอาร์ไอ (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors: SSRI) 

จะช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) ทำให้ผู้ป่วยสามารถบรรเทาอาการตื่นกลัวและลดอาการซึมเศร้าซึ่งมักเกิดร่วมกับโรคแพนิค โดยแพทย์มักใช้ยาเอสเอสอาร์ไอรักษาผู้ป่วยโรคแพนิค โดยจะเริ่มให้ยาในปริมาณน้อย และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณเมื่อร่างกายของผู้ป่วยปรับตัวได้แล้ว ตัวยาในกลุ่มยาเอสเอสอาร์ไอที่ใช้รักษาโรคแพนิคประกอบด้วย

  • ยาฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ที่มีชื่อการค้าว่าโปรแซค (Prozac) 
  • ยาพาร็อกซิทีน (Paroxetine) ที่มีชื่อการค้าว่าแพคซิล (Paxil)
  • ยาเซอร์ทราลีน (Sertraline) ที่มีชื่อการค้าว่าโซลอฟ (Zoloft)
  • ยาซิทาโลแพรม  ที่มีชื่อการค้าว่าซีเลคซา (Celexa)

ผลข้างเคียงทั่วไปจากยา ได้แก่ การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ น้ำหนักเปลี่ยนแปลง และมีปัญหาในการนอนหลับ ดังนั้น ถ้าต้องการใช้ยาต้านซึมเศร้า ต้องมั่นใจว่าได้ทบทวนผลข้างเคียงจากการใช้ยาและประสิทธิภาพของยากับแพทย์แล้ว ยาต้านซึมเศร้ามักใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์จึงเริ่มเห็นผล และไม่ควรหยุดยากะทันหัน เมื่อพร้อมที่จะหยุดยาแล้ว แพทย์จะค่อย ๆ สั่งลดยาลงเรื่อย ๆ 

1.2 ยาเอสเอ็นอาร์ไอ (Serotonin and Norepinephrine Reuptake Inhibitors: SNRIs) 

มักใช้รักษาโรคซึมเศร้าและโรคแพนิค โดยมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เวนลาฟาซีน (Venlafaxine)

1.3 ยาไตรไซลิก (Tricylic Antidepressants) 

แพทย์จะใช้ยานี้ในกรณีที่รักษาด้วยยากลุ่มเอสเอสอาร์ไอเป็นเวลา 12 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น ยากลุ่มนี้จะช่วยปรับระดับนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) และเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้อารมณ์และความรู้สึกของผู้ป่วยดีขึ้น  ยากลุ่มนี้ได้แก่ อิมิพรามีน (Imipramine) และโคลมิพรามีน (Clomipramine) 

2. ยากล่อมประสาทหรือยาระงับประสาทกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepine) 

เป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ลดความกังวลและบรรเทาความตื่นกลัว ถูกใช้บ่อย ๆ ในโรคแพนิคเพื่อลดอาการกระวนกระวายอย่างรวดเร็ว

  • ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ที่มีชื่อการค้าว่าซาแนค (Xanax) 
  • ยาลอร่าซีแปม (Lorazepam) ที่มีชื่อการค้าว่าแอตติแวน (Ativan) 
  • ยาโคลนาซีแปม (Clonazepam) ที่มีชื่อการค้าว่าโคลนาปิน (Clonapin)  

ยาเหล่านี้ทำให้เกิดการติดยาคือ เมื่อใช้ไปนานขึ้นก็ต้องการยาปริมาณมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม ความยุ่งยากอีกอย่างหนึ่งของการใช้ยาคือเมื่อผู้ป่วยหยุดใช้ยา อาการกระวนกระวายจะกลับมาอีก หรืออาจแย่ลงกว่าตอนแรก ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับข้อสงสัยและความกังวลต่าง ๆ ก่อนจะเริ่มใช้ยา

3. ยากันชัก 

ยานี้จะช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวลให้ทุเลาลง

  • ยาพรีกาบาลิน (Pregabalin) 

สุดท้ายแล้วไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่จะใช้ได้กับทุกคน ควรลองวิธีต่าง ๆ ว่าจะได้ผลหรือไม่ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวได้ โดยการใช้วิธีรักษาหลายวิธีร่วมกันที่ได้ผลในแต่ละคน

การบำบัดความคิดและพฤติกรรม

จิตบำบัด เทคนิคที่ใช้ในการรักษาโรคแพนิคคือการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT)  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ว่าอาการแพนิคที่เกิดขึ้นไม่ได้อันตรายแต่อย่างใด การบำบัดความคิดที่บิดเบือนให้สามารถรับรู้สภาพตามจริงได้ ปรับวิธีคิด เรียนรู้การตอบสนองต่อความรู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกที่เกิดขึ้น เรียนรู้ที่จะผ่อนคลาย เปลี่ยนแปลงความคิดที่ไม่เป็นประโยชน์ จัดการกับความเครียด และเพิ่มความมั่นใจในตนเองที่จะรับมือกับโรคแพนิค ตลอดจนการทำพฤติกรรมบำบัดด้วยเทคนิคเผชิญหน้ากับความกลัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (Systematic Desensitization)

การค่อย ๆ ให้สัมผัสต่อความกลัวหรือความตื่นเต้นเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นักบำบัดใช้ แล้วสอนให้ผ่อนคลายขณะที่ผู้ป่วยเริ่มมีความกังวล ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยจะเกิดความตื่นกลัวเวลาขับรถบนทางด่วน นักบำบัดก็จะเริ่มด้วยการให้จินตนาการถึงรถที่ขับอยู่บนทางด่วน และพยายามคิดว่ารถวิ่งบนทางด่วนไว้ตลอด และนักบำบัดก็จะแนะนำเมื่อเห็นความตึงเครียดเกิดขึ้น การเพ่งสมาธิไปกับความรู้สึกที่ไม่สบายใจนี้ก็จะตามด้วยการแนะนำให้คอยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจขณะที่นึกถึงสิ่งที่กลัวอยู่ตลอด เมื่อทำไปแล้วหลาย ๆ ครั้ง นักบำบัดจะค่อย ๆ เพิ่มความรู้สึกกลัวขึ้นไปอีก เช่น สร้างภาพให้เห็นว่าตนเองกำลังขับรถอยู่บนทางด่วน และให้ไปเป็นผู้โดยสารบนรถที่ขับบนทางด่วนจริง ๆ จนถึงให้ขับรถด้วยตนเอง ซึ่งระหว่างที่เพิ่มความกลัวขึ้นทีละขั้นนั้นก็จะให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะอยู่ในความสงบ และจัดการกับความรู้สึกตื่นกลัว

การดูแลตัวเองและการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิค

ผู้ป่วยและญาติจำเป็นต้อง

  • มีความรู้ความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาโรคที่ถูกต้อง  ควรทำความเข้าใจว่าอาการแพนิคไม่ได้ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต แต่เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นและหายไปได้ ญาติต้องเข้าใจอาการป่วย ไม่ตอกย้ำหรือกดดันว่าเป็นความผิดของผู้ป่วย ช่วยดูแลเรื่องการรับประทานยา ช่วยส่งเสริมกิจกรรมผ่อนคลายความเครียดให้กับผู้ป่วย
  • รับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งฝึกรับมือกับความเครียด เช่น ฝึกหายใจลึก ๆ หรือเล่นโยคะ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น
  • ไม่ควรหยุดยาเอง เนื่องจากอาจทำให้โรคกำเริบซ้ำได้
  • งดหรือลดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา โคล่า หรือช็อกโกแลต
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วน
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ฝึกคิดหรือมองโลกในแง่บวก ลองนึกถึงสถานที่หรือเหตุการณ์ที่ทำให้จิตใจสงบหรือผ่อนคลาย และเพ่งความสนใจไปที่ความคิดดังกล่าว วิธีนี้จะช่วยลดความฟุ้งซ่านและอาการวิตกกังวลต่าง ๆ ของผู้ป่วย รวมทั้งช่วยปรับความคิดของผู้ป่วยที่มีต่อตนเองและสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้น
  • เมื่อเกิดอาการ ควรพยายามตั้งสติ พุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย รวมทั้งหายใจให้ช้าลง เนื่องจากการหายใจเร็วจะทำให้อาการแพนิคกำเริบมากขึ้น


บทความน่าอ่าน

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่