Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

โรคแพนิค (Panic Disorder)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,206,077 คน

โรคแพนิค (Panic Disorder) หรือ "อาการตื่นตกใจกลัวอย่างรุนแรง" เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่คนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้จัก และบางครั้งผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดก็อาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าอาการที่แสดงออกมานั้นเป็นอาการของโรคแพนิค

ผู้ป่วยโรคแพนิคจะตื่นตระหนกต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นนั้นต่างจากความรู้สึกหวาดกลัวหรือความวิตกกังวลทั่วไป ทำให้ไม่สามารถควบคุมตัวเองหรือดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อาการตื่นกลัวอย่างรุนแรงนี้เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้จะไม่ได้กำลังเผชิญหน้าหรือตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายก็ตาม หรือแม้กระทั่งในขณะที่กำลังนอนหลับ คนที่เป็นโรคแพนิคจึงมักเป็นกังวลอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจตับวันนี้ เริ่มที่ 637 บาท พร้อมจองคิวรพ.ให้ ไม่ต้องรอ

เซลล์ตับเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ดื่มเหล้าบ่อย อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หรือมีโรคตับ ควรตรวจอยู่เสมอ

Istock 1037536402

อาการของโรคแพนิคเป็นอย่างไร

อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงเป็นลักษณะเด่นของโรคแพนิค ซึ่งจะรุนแรงกว่าความรู้สึกกังวลหรืออาการเครียดทั่วไป ผู้ป่วยมักมีอาการดีขึ้นภายในไม่กี่นาที แต่ก็อาจกลับไปเป็นอีกภายในไม่กี่ชั่วโมง

อาการที่แสดงถึงภาวะตกใจกลัวอย่างรุนแรงสังเกตได้ดังนี้

อาการแพนิคทางกาย

  • ใจสั่น ใจเต้นแรง ใจเต้นรัว หรือใจเต้นเร็วมาก
  • หายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจขัด
  • เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
  • สำลัก
  • อ่อนแรง มึนศีรษะ มึนงง รู้สึกโคลงเคลง หวิวๆ คล้ายจะเป็นลม
  • มีอาการสั่นเทา
  • เหงื่อออก
  • รู้สึกร้อนผิดปกติ
  • ปวดท้อง
  • คลื่นไส้อาเจียน ท้องไส้ปั่นป่วน
  • มีอาการเหน็บชาตามร่างกาย ปวดจี๊ดตามปลายมือหรือปลายเท้า

อาการแพนิคทางจิตใจ

  • มีการรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ บิดเบือนไป
  • รู้สึกกลัวตาย
  • ควบคุมตนเองไม่ได้เหมือนจะเป็นบ้าหรือเหมือนกำลังจะตาย หรือแสดงอาการบางอย่างที่น่าอายออกไป

ผู้ที่มีภาวะแพนิคกำเริบ (Panic attack) จะมีอาการดังที่กล่าวไปข้างต้นอย่างน้อย 4 อาการ หากมีอาการน้อยกว่า 4 อย่าง แพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นเพียงอาการแพนิคที่ยังเป็นไม่มากหรือยังไม่ครบเกณฑ์ (Limited-symptom panic attack) ซึ่งอิงตามเกณฑ์การวินิจฉัยจากคู่มือการวินิจฉัยความผิดปกติทางจิตที่จัดทำโดยสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา (DSM-V) 

นอกจากนี้ หากมีอาการครบตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวมา แพทย์จะวินิจฉัยว่ามีโรคกลัวที่ชุมชน (Agoraphobia) ร่วมด้วยหรือไม่ เนื่องจากผู้ป่วยหลายคนมักมีอาการแพนิคและโรคกลัวชนิดนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ดังกล่าวมีไว้ให้คุณประเมินตัวเองเบื้องต้นเท่านั้น เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ คุณควรเข้ารับการตรวจกับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากโรคแพนิคอาจมีอาการคล้ายคลึงกับกลุ่มโรควิตกกังวลอื่นๆ ได้

อาการโรคแพนิค หรือภาวะตกใจกลัวอย่างรุนแรงมากจะเริ่มปรากฎให้เห็นในช่วงวัยรุ่นตอนปลายหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อาการที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ป่วยมักคิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ จึงมักไปพบแพทย์บ่อยๆ ซึ่งเมื่อตรวจร่างกายก็จะไม่พบความผิดปกติใดๆ ทั้งนี้ บางคนก็อาจมีอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง 1-2 ครั้งในชีวิต โดยที่ไม่ได้เป็นโรค­แพนิคแต่อย่างใด  โรคแพนิค (Panic disorder) ต้องมีอาการภาวะแพนิคกำเริบ (Panic attack) ร่วมกับมีอาการกังวลต่อเนื่องมากกว่า 1 เดือน เกี่ยวกับ 1) การมีภาวะแพนิคกำเริบอีกครั้งหรือผลที่จะตามมา หรือ 2) มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดีเกี่ยวกับภาวะแพนิคกำเริบ ตามเกณฑ์การวินิจฉัยจากคู่มือการวินิจฉัยความผิดปกติทางจิตที่จัดทำโดยสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา (DSM-V) 

สาเหตุของโรคแพนิค

สาเหตุของโรคแพนิคนั้นยังเป็นที่ไม่ทราบแน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยที่อาจนำไปสู่การเกิดสภาวะนี้ ทั้งปัจจัยด้านพันธุกรรม โครงสร้างของสมอง เนื่องจากส่วนต่างๆ ในสมองทำหน้าที่ควบคุมความกลัวและความวิตกกังวลที่ต่างกัน การบาดเจ็บในวัยเด็ก และเหตุการณ์ความเครียดในชีวิต เช่น การเรียนมหาวิทยาลัย การแต่งงาน การมีลูกคนแรก เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับโรคแพนิคและอาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้

โรคแพนิคเป็นหนึ่งในโรควิตกกังวลที่พบได้ทั่วไปในโลกตะวันตก โดยจากรายงานในนิตยสารทางการแพทย์อังกฤษ ปี 2006 (British Medical Journal) คาดการณ์ว่า 2-3% ของประชากรผู้ใหญ่ในยุโรปประสบกับโรคแพนิคในปีนั้น

ส่วนรายงานจากบทความในวารสารวิชาการ JAMA Psychiatry ที่ตีพิมพ์ในปี 2005 ก็กล่าวว่าโรคแพนิคในสหรัฐอเมริกามีอัตราการเกิดเฉลี่ย 2.7% ต่อไป และประมาณ 45% ของอาการของผู้ป่วยโรคแพนิคนั้นถือเป็นกรณี "รุนแรง" โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า

ภาวะแทรกซ้อนของโรคแพนิค

โรคแพนิคอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และอาจทำให้มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงบางสิ่งอย่างรุนแรง เพราะกลัวว่าจะเกิดอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงอีกครั้ง เช่น หากเคยมีอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงในลิฟต์ ก็อาจทำให้คุณหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์และเกิดอาการกลัวลิฟต์ในภายหลัง

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิคส่วนใหญ่จะมีอาการของโรคกลัวที่ชุมชนร่วมด้วย ส่งผลให้ไม่กล้าไปไหนมาไหนคนเดียว กลัวสถานที่หรือสถานการณ์ที่หลีกหนีจากผู้คนได้ยาก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเก็บตัวอยู่ในบ้านหรือในอาคารตลอดเวลา

โรคแพนิคยังอาจนำไปสู่ภาวะหรือผลกระทบอื่นๆ ต่อไปนี้

  • เป็นโรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล และมีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นมากกว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้ารายอื่นๆ
  • ใช้แอลกอฮอล์และสารเสพติด
  • เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยารักษาโรค
  • มีปัญหาทางการเงินเนื่องจากต้องจ่ายค่ารักษา
  • ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำหลายสิ่งหลายอย่าง
  • ปัญหากับที่ทำงานหรือกับทางโรงเรียน

การตรวจวินิจฉัยโรคแพนิค 

การวินิจฉัยว่าคุณเป็นโรคแพนิคหรือไม่ แพทย์ประจำจะตรวจร่างกายและตรวจเลือด เพื่อหาโรคที่อาจเป็นสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาเกี่ยวกับระบบไทรอยด์ เป็นต้น นอกจากนี้ แพทย์จะให้คุณทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา รวมทั้งอาจให้ทำแบบทดสอบสุขภาพจิตหรือให้คุณพบกับนักจิตวิทยามืออาชีพเพื่อวินิจฉัยอาการของคุณ

มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยอาจต้องเข้าพบแพทย์มากกว่า 10 ครั้ง ก่อนจะตรวจพบโรคแพนิค ดังนั้น คุณควรรู้และจดบันทึกอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นและแจ้งให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น

โรคแพนิครักษาให้หายขาดได้หรือไม่ 

โรคแพนิคไม่สามารถรักษาให้หายได้ทั้งหมด โดยเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีใครอ้างว่ารักษาโรคแพนิคได้ก็เพราะอาการของโรคนั้นหลากหลายกันไปในแต่ละคน การรักษาที่ได้ผลในคนหนึ่งอาจไม่ได้ผลในอีกคนก็ได้

คุณสามารถควบคุมความรุนแรงและการกำเริบของโรคแพนิคไม่ให้รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยวิธีการรักษาหลักๆ ที่ใช้คือการบำบัดทางจิตและการใช้ยา ซึ่งอาจเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือต้องใช้ทั้ง 2 วิธีร่วมกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและความต้องการของตัวผู้ป่วย

การทำจิตบำบัดเพื่อรักษาโรคแพนิค 

การรักษาที่นิยมนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคแพนิคคือการทำจิตบำบัด วิธีนี้มีหลายเป้าหมาย เช่น

  • การหาสิ่งกระตุ้นของอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง
  • การรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดอาการกลัวโดยทำให้กลายเป็นเรื่องเล็กและควบคุมได้
  • การหาเทคนิคในการรับมือกับอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงที่ดีขึ้น เช่น การออกกำลังกายเพื่อฝึกการหายใจ และการคิดเชิงบวก
  • การสัมผัสกับอาการบางอย่างที่รุนแรงของโรคแพนิค เพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันในกรณีที่เกิดอาการเหล่านี้ขึ้นโดยสมบูรณ์

เทคนิคจิตบำบัดที่ใช้ในการรักษาโรคแพนิคคือการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ว่าอาการแพนิคที่เกิดขึ้นไม่ได้อันตรายแต่อย่างใด รวมถึงเป็นการบำบัดความคิดที่บิดเบือนให้สามารถกลับมารับรู้สิ่งต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริงได้ ปรับวิธีคิด เรียนรู้การตอบสนองต่อความรู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกที่เกิดขึ้น เรียนรู้การผ่อนคลาย เปลี่ยนแปลงความคิดในแง่ลบ จัดการกับความเครียด และเพิ่มความมั่นใจในตนเองเพื่อรับมือกับโรคแพนิค

นอกจากนี้ อีกวิธีหนึ่งที่นักบำบัดใช้ก็คือการทำพฤติกรรมบำบัดด้วยเทคนิคเผชิญหน้ากับความกลัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (Systematic Desensitization) โดยเป็นการค่อย ๆ ให้ผู้ป่วยเผชิญความกลัวหรือความตื่นเต้น แล้วสอนให้ผ่อนคลายขณะที่ผู้ป่วยเริ่มมีความกังวล เช่น หากผู้ป่วยตื่นกลัวเวลาขับรถบนทางด่วน นักบำบัดก็จะเริ่มด้วยการให้จินตนาการว่าผู้ป่วยกำลังขับอยู่บนทางด่วน และพยายามคิดว่ารถวิ่งบนทางด่วนไว้ตลอด เมื่อเริ่มเห็นความตึงเครียดเกิดขึ้น

นักบำบัดจะคอยแนะนำให้ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจขณะที่นึกถึงสิ่งที่กลัวอยู่ตลอด หลังจากทำไปแล้วหลายๆ ครั้งแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มความรู้สึกกลัวขึ้นไปอีก เช่น จากให้จินตนาการว่าตนเองกำลังขับรถอยู่บนทางด่วน ก็ให้ไปเป็นผู้โดยสารบนรถที่ขับบนทางด่วนจริงๆ จนถึงให้ขับรถด้วยตนเอง ซึ่งระหว่างที่เพิ่มความกลัวขึ้นทีละขั้นนั้นก็จะให้ผู้ป่วยเรียนรู้การอยู่ในความสงบ และการจัดการกับความรู้สึกตื่นกลัว

การใช้ยารักษาโรคแพนิค

ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้ใช้ยารักษาโรคแพนิคก็ต่อเมื่อมีอาการตลอด อาการรุนแรงจนกระทบต่อการทำงานหรือการใช้ชีวิต ทั้งที่พยายามควบคุมด้วยการบำบัดและการรับมือด้วยตนเองอย่างเต็มที่แล้ว โดยแพทย์จะสั่งให้ใช้ในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น  

1. ยาต้านซึมเศร้า 

  • ยาเอสเอสอาร์ไอ (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors: SSRI) เป็นยาที่มีกลไกเพิ่มระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) จึงช่วยบรรเทาอาการตื่นกลัวและลดอาการซึมเศร้าซึ่งมักเกิดร่วมกับโรคแพนิค โดยแพทย์มักให้ผู้ป่วยเริ่มกินยาในปริมาณน้อย และค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นเมื่อร่างกายของผู้ป่วยปรับตัวได้แล้ว ตัวยาในกลุ่มยาเอสเอสอาร์ไอที่ใช้รักษาโรคแพนิค ได้แก่ ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) พาร็อกซีทีน (Paroxetine) เซอร์ทราลีน (Sertraline) ไซตาโลแพรม (Citalopram
  • ยาเอสเอ็นอาร์ไอ (Serotonin and Norepinephrine Reuptake Inhibitors: SNRIs) เป็นกลุ่มยาที่มักใช้รักษาโรคซึมเศร้าและโรคแพนิค มีชื่อเรียกอีกอย่างว่ายาเวนลาฟาซีน (Venlafaxine)
  • ยาไตรไซลิก (Tricylic Antidepressants) แพทย์จะใช้ยานี้ในกรณีที่รักษาด้วยยากลุ่ม SSRI เป็นเวลา 12 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น ยากลุ่มนี้จะช่วยปรับระดับนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) และเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้อารมณ์และความรู้สึกของผู้ป่วยดีขึ้น ตัวอย่างยากลุ่มนี้ ได้แก่ อิมิพรามีน (Imipramine) และโคลมิพรามีน (Clomipramine) 

ยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ น้ำหนักเปลี่ยนแปลง และมีปัญหาในการนอนหลับ ดังนั้น หากต้องการใช้ยาต้านซึมเศร้า คุณควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ยาและประสิทธิภาพของยาให้แน่ใจ และห้ามหยุดยากะทันหันโดยไม่ปรึกษาแพทย์

2. ยากล่อมประสาทหรือยาระงับประสาทกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepine) 

เป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ลดความกังวลและบรรเทาความตื่นกลัว มักนำมาใช้บ่อยๆ ในผู้ป่วยโรคแพนิค เพื่อลดอาการกระวนกระวายอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ยาลอร่าซีแปม (Lorazepam) และยาโคลนาซีแปม (Clonazepam

ยาเหล่านี้อาจทำให้เกิดการติดยาได้ โดยเมื่อใช้ไปเป็นเวลานาน ผู้ป่วยจะต้องการยาในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม และเมื่อผู้ป่วยหยุดใช้ยา อาการกระวนกระวายจะกลับมาอีกได้ หรืออาจแย่ลงกว่าเดิม ดังนั้น คุณควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับข้อสงสัยและความกังวลต่างๆ ก่อนจะเริ่มใช้ยานี้

3. ยากันชัก คือ ยาพรีกาบาลิน (Pregabalin) ยานี้จะช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวลได้

การรับมือกับโรคแพนิคด้วยตนเอง

คุณสามารถดูแลตัวเองและรับมือกับโรคแพนิคด้วยตนเองตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ ควบคู่ไปกับการรักษาวิธีอื่นๆ ดังข้างต้น

  • ใช้เทคนิคในการผ่อนคลาย เช่น การยืดเหยียดร่างกาย และการหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ
  • ให้กำลังใจและพูดคุยกับตัวเองในแง่ดี
  • จินตนาการและบอกตัวเองให้รู้สึกสงบสุขและมั่นใจเข้าไว้
  • หมั่นบันทึกและเขียนสิ่งต่างๆ เพื่อรู้เท่าทันความคิดและความรู้สึกของตนเอง
  • ฝึกสมาธิและผ่อนคลายโดยการใช้ศิลปะบำบัด เช่น การวาดรูป
  • ดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับเปลี่ยนระบบความเชื่อในแง่ลบให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์
  • งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา โคล่า หรือช็อกโกแลต
  • เมื่อเกิดอาการ ควรพยายามตั้งสติ พุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย รวมทั้งหายใจให้ช้าลง เนื่องจากการหายใจเร็วจะทำให้อาการแพนิคกำเริบมากขึ้น

นอกจากนี้ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อหรือการฝึกผ่อนคลายลมหายใจก็สามารถช่วยคลายความวิตกกังวลและป้องกันการกำเริบของโรคแพนิคได้ มีขั้นตอนดังนี้

  • นอนหงายในท่าผ่อนคลายตามสบายบนเตียงหรือในพื้นที่ที่สงบ
  • มือทั้งสองประสานวางอยู่บนหน้าท้อง ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออกและหัวไหล่ ให้ทุกส่วนของร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ตึง ไม่เกร็ง
  • สูดลมหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ จนหน้าท้องป่อง (รู้สึกได้จากการที่มือทั้งสองถูกยกขึ้นช้า ๆ และหัวไหล่เคลื่อนขึ้น) พร้อมทั้งตั้งสมาธิจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่ผ่านรูจมูกเข้าไป
  • เมื่อหายใจเข้าเต็มที่แล้ว ให้นับ 1 2 3 ในใจช้า ๆ
  • ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ จนหน้าท้องแฟบลง สังเกตได้ว่ามือทั้งสองจะลดต่ำลง พร้อมทั้งตั้งสมาธิจดจ่อไปที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่เคลื่อนที่ออกผ่านรูจมูก
  • เมื่อหายใจออกจนหมด ให้นับ 1 2 3 ในใจช้าๆ
  • เริ่มหายใจเข้าและหายใจออกสลับกันไปเป็นจังหวะสม่ำเสมออย่างน้อย 10 ครั้ง เมื่อเริ่มชำนาญขึ้นแล้วอาจเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่ง โดยพิงเก้าอี้ตามสบาย มือทั้งสองวางไว้ที่หน้าขาหรือประสานกันอยู่ที่หน้าท้อง และปฏิบัติตามขั้นตอนเหมือนกับการควบคุมการหายใจในท่านอนหงายทุกประการ

การดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิค

ในการดูแลผู้ป่วยโรคแพนิคนั้น ญาติของผู้ป่วยเองจำเป็นดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยเป็นพิเศษ โดยสามารถทำตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • ศึกษาสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาโรคที่ถูกต้อง ควรทำความเข้าใจว่าอาการโรคแพนิคไม่ได้ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต ญาติต้องเข้าใจอาการป่วย ไม่ตอกย้ำหรือกดดันว่าเป็นความผิดของผู้ป่วย
  • ช่วยดูแลเรื่องการรับประทานยา ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด
  • ให้ผู้ป่วยรับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งฝึกรับมือกับความเครียดด้วยตนเองเป็นประจำ เช่น ฝึกหายใจลึกๆ หรือเล่นโยคะ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น
  • คอยระวังไม่ให้ผู้ป่วยหยุดใช้ยาชนิดใดก็ตามด้วยตนเอง เนื่องจากการได้รับยาไม่ครบอาจเสี่ยงทำให้โรคกำเริบซ้ำได้มากขึ้น

อาหารที่ผู้ป่วยโรคแพนิคควรหลีกเลี่ยง

อาหารบางอย่างอาจกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวลและมีอาการของโรคแพนิคกำเริบได้ โดยมีการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคแพนิคจะไวต่ออาหารต่อไปนี้มากกว่าคนทั่วไป

  1. กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทั้งหลาย การได้รับคาเฟอีนทำให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลและกระสับกระส่าย และทำให้ผู้ป่วยโรคแพนิคมีอาการกำเริบขึ้นได้เช่นกัน
  2. แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือความวิตกกังวล กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ซึ่งจะส่งผลเสียต่ออาการของโรคแพนิคที่เป็นอยู่นั่นเอง
  3. ขนมขบเคี้ยวและอาหารที่เต็มไปด้วยผงชูรส ผู้เชี่ยวชาญบางท่านคาดว่าการรับประทานอาหารที่มีผงชูรสมากเกินไปอาจจะตุ้นให้อาการแพนิคกำเริบขึ้นมาได้
  4. ลูกอมและขนมหวาน อาหารที่มีน้ำตาลสูงอาจส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลียหลังจากรับประทาน เนื่องจากของหวานจะไปเพิ่มน้ำตาลในเลือด ร่างกายจึงต้องปล่อยอินซูลินออกมาเพื่อปรับระดับน้ำตาลให้ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นภาวะน้ำตาลต่ำ ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย และกระตุ้นให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงในที่สุด
  5. อาหารแปรรูปและครีมเทียม เช่น ไส้กรอก เค้ก อาหารทอด และอาหารมันๆ ทั้งหลาย ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ซึมเศร้าหรือวิตกกังวลตามมา

จะเห็นได้ว่าอาหารเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงและควบคุมไม่ให้รับประทานมากเกินไปอยู่แล้ว ทางที่ดีคุณควรหันมารับประทานอาหารอื่นๆ ที่ช่วยลดความวิตกกังวล เช่น เลือกดื่มชาเขียวหรือชาคาโมมายล์ที่มีคุณสมบัติช่วยผ่อนคลายแทนการดื่มกาแฟ รวมถึงโยเกิร์ต ดาร์กช็อกโกแลต เมล็ดฟักทอง ขมิ้นชัน ไข่ แซลมอน ซาร์ดีน ทูน่า และถั่วต่างๆ จะช่วยลดความวิตกกังวลที่เป็นปัจจัยกระตุ้นของโรคแพนิคได้


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

อยากทราบว่าทำไมเวลาปกติไม่ได้ตกใจ หรือตื่นเต้น แต่ทำไมหัวใจถึงเต้นเร็ว แล้วรู้สึกหวิวๆ เป็นอยู่หลายครั้งต่อ 1วัน อยากทราบว่าเป็นอะไรหรือป่าวค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อาการหน้ามืดบ่อยๆ หัวใจเต้นเร็วเหนื่อยหอบ หายใจไม่ทั่วท้อง บางทีตาจะเบลอๆ ปากซีด เป็นอาการของโรคอะไรคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อยากจะถามคุณหมอค่ะ ดิฉันเป็นโรคแพนิคค่ะ หากหยุดยาเองจะมีผลข้างเคียงอย่างไรค่ะ หรือจะต้องกินต่อปัยค่ะ ดิฉันหยุดกินยามาห้าวันแล้วค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อยากจะถามคุณหมอค่ะ ดิฉันเป็นโรคแพนิคค่ะ หากหยุดยาเองจะมีผลข้างเคียงอย่างไรค่ะ หรือจะต้องกินต่อปัยค่ะ ดิฉันหยุดกินยามาห้าวันแล้วค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อยากจะถามคุณหมอค่ะ ดิฉันเป็นโรคแพนิคค่ะ หากหยุดยาเองจะมีผลข้างเคียงอย่างไรค่ะ หรือจะต้องกินต่อปัยค่ะ ดิฉันหยุดกินยามาห้าวันแล้วค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป