โรคแพนิค (Panic Disorder) คืออะไร ?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 10 นาที

โรคนี้อาจนำไปสู่อาการกลัวที่ทำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงที่จะพบเจอบางสถานการณ์

โรคแพนิคเป็นหนึ่งในโรคทางจิตเวช จัดเป็นประเภทของโรควิตกกังวล ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงเมื่อผู้ป่วยมีอาการกลัวแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่าสิ่งไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ไม่อันตรายใด ๆ อยู่ตรงหน้า สำหรับผู้ที่เป็นโรคแพนิค การเกิดของ "อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง" อาจเกิดขึ้นเป็นพัก ๆ และอาจนานถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้ รวมทั้งสามารถกลับมาเป็นซ้ำและเกิดขึ้นได้ทุกเวลา โดยมักจะทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ด้วยความกังวลหรือความเศร้าโศกอยู่ตลอดเวลาว่าอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีก

สาเหตุของโรคแพนิค

ยังเป็นที่ไม่ทราบแน่ชัดสำหรับสาเหตุของโรคแพนิค แต่มีหลายปัจจัยที่อาจนำไปสู่การเกิดสภาวะนี้ ทั้งปัจจัยด้านพันธุกรรม โครงสร้างของสมอง (ส่วนต่าง ๆ ในสมองทำหน้าที่ควบคุมความกลัวและความวิตกกังวลที่ต่างกัน) และการบาดเจ็บในวัยเด็ก เหตุการณ์ความเครียดในชีวิต เช่น การจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย การแต่งงาน การมีลูกคนแรก เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับโรคแพนิคและอาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดสภาวะนี้ได้

โรคแพนิคเป็นหนึ่งในโรควิตกกังวลที่พบได้ทั่วไปในโลกตะวันตก จากรายงานในปี 2006 ของ British Medical Journal มีการคาดการณ์ว่า 2-3% ของประชากรผู้ใหญ่ในยุโรปประสบกับโรคแพนิคในปีนั้น

ความชุกของโรคแพนิคในสหรัฐอเมริกาเฉลี่ยต่อมีปี 2.7% จากรายงานของบทความในวารสารวิชาการ JAMA Psychiatry ที่ตีพิมพ์ในปี 2005 ประมาณ 45% ของกรณีผู้ป่วยโรคแพนิคถือเป็นกรณี "รุนแรง" จากรายงานของสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ โรคแพนิคพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า

อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงคืออะไร ?

อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคแพนิค เป็นอาการตกใจกลัวที่เกิดขึ้นซ้ำและไม่สามารถควบคุมได้ อาการเหล่านี้จะรุนแรงกว่าความรู้สึกกังวลหรืออาการเครียดทั่วไป และมักจะหายไปภายในไม่กี่นาที แต่จะกลับมาเกิดขึ้นอีกภายในไม่กี่ชั่วโมง อาการแสดงทางกายของโรคแพนิคสะท้อน "การหนีหรือการต่อสู้" ต่ออันตราย ยกเว้นว่าไม่มีอันตรายนั้นอยู่ตรงหน้า อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงอาจเกิดขึ้นแม้ในขณะที่คุณกำลังนอนหลับ

อาการแพนิคมักเกิดขึ้นโดยไม่เลือกเวลาและสถานที่ ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถคาดเดาการเกิดอาการได้เลย บางรายเกิดความหวาดกลัว หวาดหวั่น วิตกกังวล กลัวจะเกิดอาการและพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยทำให้เกิดอาการแพนิค  ถึงแม้โรคอยู่ในภาวะสงบ ผู้ป่วยก็ยังไม่อาจวางใจได้ และมักจะวิตกกังวลว่าอาการจะกำเริบอยู่ตลอดเวลา   

อาการแสดงของอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงอาจมีดังนี้

อาการแพนิคทางกาย

  • ใจสั่น ใจเต้นแรง ใจเต้นรัว หรือใจเต้นเร็วมาก
  • ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจขัด
  • เจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก
  • อ่อนแรง มึนศีรษะ หรือ มึนงง โคลงเคลง หวิว ๆ คล้ายจะเป็นลม
  • อาการสั่นเทาและเหงื่อออก
  • รู้สึกร้อนหรือหนาวอย่างผิดปกติ
  • ปวดจี๊ดตามปลายมือหรือปลายเท้า
  • ปวดท้อง
  • วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน ท้องไส้ปั่นป่วน
  • มีอาการชาหรือซ่า ๆ

อาการแพนิคทางจิตใจ

  • อ่อนเพลีย
  • การรับรู้บิดเบือน
  • ความรู้สึกกลัวซึ่งเกือบเคลื่อนไหวไม่ได้เลย
  • ความรู้สึกที่คุณไม่สามารถควบคุมได้จนเป็นบ้าหรือเกือบจะเสียชีวิต
  • ความกลัวอย่างรุนแรงว่าสิ่งไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้น

ภาวะแพนิคกำเริบ (Panic attack) จะมีอาการดังต่อไปนี้อย่างน้อย 4 อาการ และถ้าหากมีอาการน้อยกว่า 4 อย่างที่ได้กล่าวมา จะได้รับการวินิจฉัยเพียง Limited-symptom panic attack (อาการที่ยังเป็นไม่มากหรือยังไม่ครบเกณฑ์) ตามเกณฑ์การวินิจฉัย DSM-IV-TR ถ้าอาการครบตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวมา การวินิจฉัยต่อมาคือจะต้องหาว่ามีโรคกลัวที่ชุมชน (Agoraphobia) ร่วมด้วยหรือไม่ (เช่น โรคแพนิคร่วมด้วยโรคกลัวที่ชุมชน) ซึ่งมีเพียงผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่จะให้การวินิจฉัยโรคแพนิคได้ เนื่องจากอาการคล้ายคลึงกับกลุ่มโรควิตกกังวลอื่น ๆ

อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงมากจะเริ่มต้นในวัยรุ่นตอนปลายหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น บางคนมีอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง 1-2 ครั้งในชีวิตและไม่เป็นโรคแพนิค (ซึ่งอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้) ผู้ป่วยมักคิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจหรือโรคร้ายแรงอื่น ๆ และมักจะไปพบแพทย์บ่อย ๆ ซึ่งเมื่อตรวจร่างกายมักจะไม่พบความผิดปกติใด ๆ

ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ และอาการแสดงของโรคแพนิค

ถ้าไม่รักษา โรคแพนิคสามารถทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแอได้ ผู้ที่เป็นโรคนี้อาจมีพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงอย่างรุนแรงในบางครั้ง ซึ่งสามารถนำไปสู่ความกลัวที่อาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่สัมพันธ์กับอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง เช่น ถ้าบุคคลมีอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงในลิฟต์ อาจจะทำให้บุคคลนั้นหลีกเลี่ยงที่จะใช้ลิฟต์และเกิดอาการกลัวลิฟต์ในภายหลัง ในกรณีที่รุนแรง โดยส่วนมากผู้ป่วยที่เป็นโรคแพนิคจะมีอาการของ Agoraphobia กลัวและไม่กล้าไปไหนคนเดียว กลัวสถานที่หรือสถานการณ์ที่การหลบหนีอาจเป็นเรื่องยาก โรคนี้อาจทำให้ผู้ป่วยเก็บตัวอยู่ในบ้านหรือในอาคารตลอดเวลา

นอกจากนี้ โรคแพนิคอาจนำไปสู่ภาวะต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • โรคซึมเศร้า และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการฆ่าตัวตาย
  • การติดสารเสพติด
  • ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยารักษาโรค
  • ปัญหาทางการเงินและการพึ่งพาผู้อื่น
  • ปัญหากับที่ทำงานหรือกับทางโรงเรียน

การวินิจฉัยและการรักษาโรคแพนิค

ในการตรวจว่าคุณเป็นโรคแพนิคหรือไม่ แพทย์ประจำตัวของคุณจะตรวจร่างกายและตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยถึงสาเหตุของอาการแสดงต่าง ๆ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับระบบไทรอยด์ นอกจากนี้ แพทย์ของคุณจะให้คุณทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา อาจจะมีแบบทดสอบเกี่ยวกับสุขภาพจิตหรือให้คุณพบกับนักจิตวิทยามืออาชีพเพื่อวินิจฉัยอาการของคุณ เป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรรู้และจดบันทึกอาการแสดงต่าง ๆ ของคุณเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำ

บางงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยอาจเข้าพบแพทย์มากกว่า 10 ครั้งก่อนการวินิจฉัยโรคแพนิค

โรคแพนิคมักรักษาด้วยจิตบำบัดซึ่งมีหลายเป้าหมาย รวมทั้ง

  • การหาสิ่งกระตุ้นของอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง
  • การคลี่คลายสถานการณ์ที่ทำให้เกิดอาการกลัวให้เป็นเรื่องเล็กและควบคุมได้
  • การหาเทคนิคในการรับมือกับอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงที่ดีขึ้น เช่น การออกกำลังกายเพื่อฝึกการหายใจและการคิดเชิงบวก
  • การสัมผัสกับอาการเฉพาะของอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรงเพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันการเจออาการเหล่านี้โดยสมบูรณ์

บางครั้ง ยารักษาอาการวิตกกังวล ยารักษาอาการซึมเศร้า และยากันชักอาจช่วยในการรักษาโรคแพนิค ยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์มีดังนี้: Effexor XR (venlafaxine), Prozac (fluoxetine) และ Xanax (alprazolam)

โรคแพนิคสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

ผู้ที่เป็นโรคแพนิค มักอยากจะรู้ว่ามีวิธีการหรือยาใดที่สามารถทำให้อาการตื่นตระหนกนี้หายขาดได้ ความจริงแล้วโรคแพนิค ไม่สามารถรักษาให้หายได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เราสามารถควบคุมได้อย่างดีจนไม่มีอาการที่รบกวนชีวิตประจำวันได้ เหตุผลหนึ่งที่ไม่มีใครอ้างว่ารักษาโรคแพนิคได้เพราะโรคมีความหลากหลายมากในแต่ละคน การรักษาที่ได้ผลในคนหนึ่งอาจไม่ได้ผลในอีกคน แม้ว่าไม่มีสิ่งที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคแพนิคหายไปได้ แต่การรักษา ความอดทน และความพยายาม คุณจะสามารถหาวิธีจัดการกับโรคได้ ด้านล่างนี้คือวิธีที่ใช้มากที่สุดในการรับมือกับโรคแพนิค

การรับมือโรคแพนิคด้วยตนเอง

วิธีในการรับมือทั่ว ๆ ไป ได้แก่

  • ใช้เทคนิคในการผ่อนคลาย เช่น การยืดเหยียดร่างกายและการหายใจเข้าลึก ๆ
  • การให้กำลังใจในทางบวกและพูดกับตนเอง
  • การสร้างภาพให้รู้สึกสงบสุขและมั่นใจ
  • ฝึกการบันทึกและการเขียนสิ่งต่าง ๆ
  • ใช้ศิลปะที่สร้างสรรค์ในการสื่ออารมณ์ความรู้สึก
  • รับประทานอาหารให้เหมาะสม นอนหลับให้เพียงพอ และออกกำลังกาย
  • ปรับเปลี่ยนระบบความเชื่อในแง่ลบให้สร้างสรรค์และเป็นแง่ดี
  • งดหรือลดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา โคล่า หรือช็อกโกแลต

การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อหรือการฝึกผ่อนคลายด้วยการกำหนดลมหายใจก็สามารถช่วยคลายความวิตกกังวลได้ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

  • นอนหงายตามสบายบนเตียงหรือพื้นที่ในบริเวณที่สงบ
  • มือทั้งสองประสานวางอยู่บนหน้าท้อง ไม่เกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออกและหัวไหล่ ให้ทุกส่วนของร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ตึงไม่เกร็ง
  • สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ พร้อมทั้งสังเกตและจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่ผ่านรูจมูกเข้าไปลึกเต็มที่จนหน้าท้องป่อง (รู้สึกได้จากการที่มือทั้งสองถูกยกขึ้นช้า ๆ และหัวไหล่เคลื่อนขึ้น)
  • เมื่อหายใจเข้าเต็มที่แล้ว นับ 1, 2, 3 ในใจช้า ๆ
  • ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ พร้อมทั้งสังเกตและจดจ่อที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่เคลื่อนที่ออกผ่านรูจมูกจนหน้าท้องแฟบลง มือทั้งสองจะลดต่ำลง
  • เมื่อหายใจออกจนหมด นับ 1, 2, 3 ในใจช้า ๆ
  • เริ่มหายใจเข้าและหายใจออกสลับกันไปเป็นจังหวะสม่ำเสมออย่างน้อย 10 ครั้ง เมื่อมีความชำนาญอาจเปลี่ยนจากท่านอนเป็นท่านั่งโดยพิงเก้าอี้ตามสบาย มือทั้งสองวางไว้ที่หน้าขาหรือประสานกันอยู่ที่หน้าท้อง วิธีการเหมือนกับการควบคุมการหายใจในท่านอนหงายทุกประการ

การใช้ยาเมื่อเป็นโรคแพนิค

การรักษาโรคแพนิคด้วยยานั้นแนะนำให้ใช้เมื่อมีอาการตลอดทั้งที่พยายามควบคุมด้วยการบำบัดและการรับมือด้วยตนเองเต็มที่แล้ว การใช้ยานั้นควรใช้เมื่อโรคแพนิคนั้นรุนแรงจนกระทบต่อการทำงานหรือการใช้ชีวิต โดยจะสั่งยาให้ใช้ในช่วงสั้น ๆ และไม่ควรใช้ไปตลอด 

1. ยาต้านซึมเศร้า 

1.1 ยาเอสเอสอาร์ไอ (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors: SSRI) 

จะช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin) ทำให้ผู้ป่วยสามารถบรรเทาอาการตื่นกลัวและลดอาการซึมเศร้าซึ่งมักเกิดร่วมกับโรคแพนิค โดยแพทย์มักใช้ยาเอสเอสอาร์ไอรักษาผู้ป่วยโรคแพนิค โดยจะเริ่มให้ยาในปริมาณน้อย และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณเมื่อร่างกายของผู้ป่วยปรับตัวได้แล้ว ตัวยาในกลุ่มยาเอสเอสอาร์ไอที่ใช้รักษาโรคแพนิคประกอบด้วย

  • ยาฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ที่มีชื่อการค้าว่าโปรแซค (Prozac) 
  • ยาพาร็อกซิทีน (Paroxetine) ที่มีชื่อการค้าว่าแพคซิล (Paxil)
  • ยาเซอร์ทราลีน (Sertraline) ที่มีชื่อการค้าว่าโซลอฟ (Zoloft)
  • ยาซิทาโลแพรม  ที่มีชื่อการค้าว่าซีเลคซา (Celexa)

ผลข้างเคียงทั่วไปจากยาได้แก่ การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ น้ำหนักเปลี่ยนแปลง และมีปัญหาในการนอนหลับ ดังนั้นถ้าต้องการใช้ยาต้านซึมเศร้าต้องมั่นใจว่าได้ทบทวนผลข้างเคียงจากการใช้ยาและประสิทธิภาพของยากับแพทย์แล้ว ยาต้านซึมเศร้ามักใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์จึงเริ่มเห็นผล และไม่ควรหยุดยากะทันหัน เมื่อพร้อมที่จะหยุดยาแล้ว แพทย์จะค่อย ๆ สั่งลดยาลงเรื่อย ๆ 

1.2 ยาเอสเอ็นอาร์ไอ (Serotonin and Norepinephrine Reuptake Inhibitors: SNRIs) 

มักใช้รักษาโรคซึมเศร้าและโรคแพนิค โดยมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เวนลาฟาซีน (Venlafaxine)

1.3 ยาไตรไซลิก (Tricylic Antidepressants) 

แพทย์จะใช้ยานี้ในกรณีที่รักษาด้วยกลุ่มเอสเอสอาร์ไอเป็นเวลา 12 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น ยากลุ่มนี้จะช่วยปรับระดับนอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) และเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้อารมณ์และความรู้สึกของผู้ป่วยดีขึ้น  ยากลุ่มนี้ได้แก่ อิมิพรามีน (Imipramine) และโคลมิพรามีน (Clomipramine) 

2. ยากล่อมประสาทหรือยาระงับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepine) 

เป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ลดความกังวลและบรรเทาความตื่นกลัว ถูกใช้บ่อย ๆ ในโรคแพนิคเพื่อลดอาการกระวนกระวายอย่างรวดเร็ว

  • ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) ที่มีชื่อการค้าว่าซาแนค (Xanax) 
  • ยาลอร่าซีแปม (Lorazepam) ที่มีชื่อการค้าว่าแอตติแวน (Ativan) 
  • ยาโคลนาซีแปม (Clonazepam) ที่มีชื่อการค้าว่าโคลนาปิน (Clonapin)  

ยาเหล่านี้ทำให้เกิดการติดยาคือ เมื่อใช้ไปนานขึ้นก็ต้องการยาปริมาณมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลเท่าเดิม ความยุ่งยากอีกอย่างหนึ่งของการใช้ยาคือเมื่อผู้ป่วยหยุดใช้ยา อาการกระวนกระวายจะกลับมาอีกหรืออาจแย่ลงกว่าตอนแรก ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับข้อสงสัยและความกังวลต่าง ๆ ก่อนจะเริ่มใช้ยา

3.  ยากันชัก 

ยาจะช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวลให้ทุเลาลง

  • ยาพรีกาบาลิน (Pregabalin) 

สุดท้ายแล้วไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่จะใช้ได้กับทุกคน ควรลองวิธีต่าง ๆ ว่าจะได้ผลหรือไม่ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถรักษาให้หายได้แต่สามารถทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวได้โดยการใช้วิธีรักษาหลายวิธีร่วมกันที่ได้ผลในแต่ละคน

การบำบัดความคิดและพฤติกรรม

จิตบำบัด เทคนิคที่ใช้ในการรักษาโรคแพนิคคือการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT)  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ว่าอาการแพนิคที่เกิดขึ้นไม่ได้อันตรายแต่อย่างใด การบำบัดความคิดที่บิดเบือนให้สามารถรับรู้สภาพตามจริงได้ ปรับวิธีคิด เรียนรู้การตอบสนองต่อความรู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกที่เกิดขึ้น เรียนรู้ที่จะผ่อนคลาย เปลี่ยนแปลงความคิดที่ไม่เป็นประโยชน์ จัดการกับความเครียด และเพิ่มความมั่นใจในตนเองที่จะรับมือกับโรคแพนิค ตลอดจนการทำพฤติกรรมบำบัดด้วยเทคนิคเผชิญหน้ากับความกลัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (Systematic Desensitization)

การค่อย ๆ ให้สัมผัสต่อความกลัวหรือความตื่นเต้นเป็นอีกวิธีหนึ่งที่นักบำบัดใช้ แล้วสอนให้ผ่อนคลายขณะที่ผู้ป่วยเริ่มมีความกังวล ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยจะเกิดความตื่นกลัวเวลาขับรถบนทางด่วน นักบำบัดก็จะเริ่มด้วยการให้จินตนาการถึงรถที่ขับอยู่บนทางด่วน และพยายามคิดว่ารถวิ่งบนทางด่วนไว้ตลอด และนักบำบัดก็จะแนะนำเมื่อเห็นความตึงเครียดเกิดขึ้น การเพ่งสมาธิไปกับความรู้สึกที่ไม่สบายใจนี้ก็จะตามด้วยการแนะนำให้คอยผ่อนคลายร่างกายและจิตใจขณะที่นึกถึงสิ่งที่กลัวอยู่ตลอด เมื่อทำไปแล้วหลาย ๆ ครั้ง นักบำบัดจะค่อย ๆ เพิ่มความรู้สึกกลัวขึ้นไปอีกเช่น สร้างภาพให้เห็นว่าตนเองกำลังขับรถอยู่บนทางด่วน และให้ไปเป็นผู้โดยสารบนรถที่ขับบนทางด่วนจริง ๆ จนถึงให้ขับรถด้วยตนเอง ซึ่งระหว่างที่เพิ่มความกลัวขึ้นทีละขั้นนั้นก็จะให้เรียนรู้ที่จะอยู่ในความสงบ และจัดการกับความรู้สึกตื่นกลัว

การดูแลผู้ป่วยโรคแพนิค

ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยโรคแพนิคต้องมีความรู้ เข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาโรคที่ถูกต้อง ควรทำความเข้าใจว่าอาการแพนิคไม่ได้ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต แต่เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นและหายไปได้ ญาติต้องเข้าใจอาการป่วย ไม่ตอกย้ำหรือกดดันว่าเป็นความผิดของผู้ป่วย ช่วยดูแลเรื่องการรับประทานยา ช่วยส่งเสริมกิจกรรมผ่อนคลายความเครียดให้กับผู้ป่วย ฝึกให้ผู้ป่วยคิดหรือมองโลกในแง่บวก โดยให้ผู้ป่วยลองนึกถึงสถานที่หรือเหตุการณ์ที่ทำให้จิตใจสงบหรือผ่อนคลาย และเพ่งความสนใจไปที่ความคิดดังกล่าว วิธีนี้จะช่วยลดความฟุ้งซ่านและอาการวิตกกังวลต่าง ๆ ของผู้ป่วย รวมทั้งช่วยปรับความคิดของผู้ป่วยที่มีต่อตนเองและสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้น

สิ่งที่สำคัญคือต้องให้ผู้ป่วยรับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งฝึกรับมือกับความเครียด เช่น ฝึกหายใจลึก ๆ หรือเล่นโยคะ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น และไม่ควรหยุดยาเอง เนื่องจากอาจทำให้โรคกำเริบซ้ำได้

หากผู้ป่วยเกิดอาการ ควรพยายามให้ผู้ป่วยตั้งสติ เพ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย รวมทั้งหายใจให้ช้าลง เนื่องจากการหายใจเร็วจะทำให้อาการแพนิคกำเริบมากขึ้น

บทความน่าอ่าน

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่