Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์และเภสัชกร HONESTDOCS

โรคเริม คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,460,066 คน


เริม เป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยมาก  เมื่อติดเชื้อนี้แล้ว เชื้อจะอยู่ในร่างกายไปตลอดชีวิต ซึ่งมีลักษณะรอยโรคเป็นตุ่มน้ำขนาดเล็ก มักเจ็บ และสามารถติดต่อกันได้ด้วย หลายๆ คนคงสงสัยว่าเริมเกิดจากอะไร ติดต่อผ่านทางไหนบ้าง อาการเป็นอย่างไร รักษาได้ไหม และมีวีธีป้องกันตนเองอย่างไร บทความนี้มีคำตอบให้ ไปติดตามพร้อมๆ กันเลย

เริมเกิดจากอะไร

เริม เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อ herpes simplex virus หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า herpes  ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือ herpes simplex virus ชนิด 1 (HSV-1) และ herpes simplex virus ชนิด 2 (HSV-2) 

โฆษณาจาก HonestDocs
มัวกังวลทำไม ตรวจโรคทางเพศสัมพันธ์ให้สบายใจวันนี้

เลือกตรวจที่รพ.และคลินิคชั้นนำกว่า 20 ที่ ไม่ต้องเขิน แถมลดเพิ่ม 15% เลือกดูและสอบถามเราวันนี้

Istock 500358904

เมื่อได้รับเชื้อเริมครั้งแรกจากการสัมผัสโดยตรงจากผู้ที่เป็นโรคผ่านทางน้ำลายหรือรอยโรค อาจแสดงอาการหรือไม่ก็ได้ โดยเชื้อไวรัสจะเข้าทางผิวหนัง และไปสะสมอยู่ที่ปมประสาท เมื่อมีปัจจัยมากระตุ้น เชื้อไวรัสก็จะออกมาตามเส้นประสาทไปถึงปลายประสาท ทำให้เกิดรอยโรคที่ผิวหนังหรือเยื่อบุ ซึ่งสามารถเกิดได้หลายตำแหน่ง เช่น บริเวณอวัยวะเพศหญิง ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก อวัยวะเพศชาย ถุงอัณฑะ ก้น ต้นขาด้านใน ริมฝีปาก ปาก ลำคอ และพบได้น้อยที่ดวงตา เป็นต้น

คุณจะติดเชื้อเริมได้อย่างไร

เริม ติดต่อได้ง่ายผ่านการสัมผัสกับรอยโรคที่ผิวหนัง โดยผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ ปาก และตา เป็นบริเวณที่สามารถติดเชื้อได้ง่าย บริเวณอื่นๆ ของร่างกายก็อาจติดเชื้อได้ ถ้ามีช่องทางให้เชื้อเข้าไปได้ เช่น รอยบาดแผลที่ผิวหนัง ผื่นที่ผิวหนัง เป็นต้น  

การติดเชื้อเริมไม่จำเป็นต้องผ่านการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น บางครั้งคุณสามารถติดเชื้อเริมผ่านวิธีอื่นได้ เช่น ผู้ปกครองที่มีรอยโรคเริมจูบลูกที่ปาก เป็นต้น จะเห็นได้ว่าผู้คนจำนวนมากที่เคยเป็นเริมที่ปาก มักจะเคยเป็นตั้งแต่วัยเด็ก และสำหรับหญิงตั้งครรภ์ แม่มีโอกาสแพร่เชื้อเริมไปสู่ลูกขณะคลอดลูกได้ แต่ก็พบได้น้อย

คุณสามารถแพร่เชื้อเริมไปที่บริเวณอื่นๆ ของร่างกายคุณได้ ถ้าคุณมีการสัมผัสกับแผลตุ่มพอง ตุ่มน้ำ และนำไปสัมผัสที่บริเวณอื่นต่อ โดยไม่ได้ล้างมือก่อน เช่น ปาก อวัยวะเพศ หรือตา และวิธีนี้ก็เป็นช่องทางในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นด้วย 

คุณสามารถเลือกดูแพ็คเกจตรวจเริมและโรคทางเพศสัมพันธ์อื่นๆได้ที่นี่

โรคเริมมีอาการอย่างไร?

อาการของเริมสามารถเป็นได้หลายแบบขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเกิดโรคครั้งแรกหรือว่าเคยเป็นมาก่อน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเริ่มเป็นครั้งแรกในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่น ซึ่งโรคเริมที่เป็นครั้งแรก จะมีระยะเวลาฝักตัวประมาณ 3 - 7 วัน หลังได้รับเชื้อ ซึ่งส่วนมากมักไม่มีอาการ แต่ถ้ามีอาการก็จะรุนแรง คือ 

  • พบกลุ่มตุ่มน้ำแตกเป็นแผลตื้นๆ 
  • มีอาการเจ็บ ปวด แสบร้อนบริเวณรอยโรค
  • มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย 
  • อาจมีต่อมน้ำเหลืองโต

แผลจะค่อยๆ แห้ง ตกสะเก็ด และหายในระยะเวลาประมาณ 2 - 6 สัปดาห์ 

โรคเริม สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ แต่จะมีอาการน้อยกว่าเป็นครั้งแรก ขนาดตุ่มจะเล็กกว่า จำนวนเม็ดก็น้อยกว่า และไม่มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เป็นไข้  เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการนำ เช่น คัน ปวดแสบร้อน บริเวณที่จะเป็น หลังจากนั้นก็จะเกิดตุ่มน้ำขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิม 

ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเป็นเริมซ้ำ ได้แก่

  • การติดเชื้อไวรัสหรือเป็นไข้
  • รอยถลอกขีดข่วน
  • มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน (มักเกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือนในผู้หญิง)
  • ความเครียด
  • อ่อนเพลีย
  • การถูกแสงแดดหรือลม
  • ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์
  • การผ่าตัดที่กระทบกระเทือนต่อเส้นประสาท

คุณควรไปพบแพทย์หากมีอาการรุนแรงหรือไม่สามารถดื่มน้ำหรือกินอาหารได้ แต่คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์หากอาการไม่รุนแรงและตุ่มน้ำเหล่านี้ไม่ได้กระทบต่อการใช้ชีวิตของคุณมากนัก 

โดยทั่วไปแพทย์สามารถวินิจฉัยเริมได้จากรอยโรค แต่อาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติมว่ามีการติดเชื้อไวรัส HSV-1 หรือไม่ โดยการนำสารน้ำจากตุ่มไปตรวจ และส่วนใหญ่แล้วมักไม่มีการตรวจเพิ่มเติม

เริมกับร้อนในแตกต่างกันยังไง

เริม ไม่เหมือนกับร้อนใน ร้อนในเป็นตุ่มสีแดงหรือขาวที่เจ็บและเกิดขึ้นด้านในปาก โดยปกติแล้วร้อนในมักจะเกิดที่เหงือก ด้านในของริมฝีปากหรือแก้ม หรือบนลิ้น และไม่ได้ทำให้เกิดเป็นตุ่มน้ำหรือเป็นสะเก็ด และร้อนในนั้นไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ Herpes และไม่ใช่โรคติดต่อ

ความแตกต่างระหว่างเริมที่อวัยวะเพศ และ เริมที่ปาก 

เพราะว่าเชื้อโรคเริมมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ HSV-1 และ HSV-2 ซึ่งสามารถอยู่ได้ในหลายๆ บริเวณของร่างกาย ทำให้เกิดการสับสนได้ว่าจะต้องเรียกการติดเชื้อนั้นว่าเป็นเริมประเภทไหน ซึ่งเราสามารถพิจารณาได้ ดังนี้

  • เมื่อคุณติดเชื้อเริมไม่ว่าจะเป็น HSV-1 หรือ HSV-2 ที่บริเวณรอบๆ อวัยวะเพศ (อวัยวะเพศหญิง ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก อวัยวะเพศชาย ถุงอัณฑะ ก้น ต้นขาด้านใน) เราจะเรียกว่าเริมที่อวัยวะเพศ
  • หากคุณติดเชื้อเริมไม่ว่าจะเป็น HSV-1 หรือ HSV-2 ที่บริเวณรอบๆ ริมฝีปาก ปากและลำคอ เราจะเรียกว่า เริมที่ปาก

โดยทั่วไป HSV-1 จะก่อให้เกิดโรคเริมที่ปาก และ HSV-2 จะก่อให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศ แต่ละสายพันธุ์จะชอบมีชีวิตอยู่ในบริเวณดังกล่าว แต่ว่าทั้งสองสายพันธุ์นี้ก็สามารถก่อโรคที่บริเวณอื่นได้ด้วย เช่น คุณสามารถติดเชื้อ HSV-1 บนอวัยวะเพศได้ ถ้าอีกฝ่ายมีแผลเริมที่ปาก และมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปากที่อวัยวะเพศของคุณ  และคุณสามารถติดเชื้อ HSV-2 ที่ปากได้ด้วย ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปากที่อวัยวะเพศของอีกฝ่ายที่ติดเชื้อ HSV-2 อยู่

การรักษาและการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคเริม

  • ส่วนใหญ่อาการมักไม่รุนแรง สามารถหายได้เอง โดยเฉพาะเริมที่กลับมาเป็นซ้ำ
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ
  • ใช้น้ำเกลือกลั้วปาก ถ้ามีแผลในปาก
  • หากมีไข้สูง ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆ และรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล
  • ควรตัดเล็บให้สั้น ไม่แกะ ไม่เกาที่แผล
  • อาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาด ป้องกันไม่ให้ตุ่มเป็นหนองและแผลเป็น
  • ใช้ผ้ากอซชุบน้ำเกลือ หรือน้ำต้มสุกประคบทำความสะอาดบริเวณแผล
  • รับประทานยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อมีอาการนำ เพราะจะช่วยลดระยะเวลาการเกิดโรค ลดการแพร่เชื้อ และลดระยะเวลาเจ็บปวดได้ ซึ่งยานี้มีผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยโรคไต ดังนั้น ควรเข้าพบแพทย์เพื่อพิจารณาเรื่องขนาดยาจะดีกว่า อีกทั้งยาต้านไวรัส ไม่สามารถกำจัดเชื้อที่สะสมอยู่ที่ปมประสาทได้
  • การทายาต้านไวรัส มีประโยชน์ในการรักษาน้อย โดยเฉพาะเริมที่อวัยวะเพศ ซึ่งอาจก่อให้เชื้อดื้อยาได้ด้วย

การป้องกันตนเองจากเริม

  1. การใช้ถุงยางอนามัย โดยเฉพาะถุงยางอนามัยสำหรับสตรี พบว่าสามารถป้องกันได้มากกว่าถุงยางอนามัยสำหรับบุรุษ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถป้องกันการติดต่อได้ทั้งหมด
  2. การใช้ยาต้านไวรัส ช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้บ้าง
  3. การใช้หลายวธีร่วมกัน คือ ใช้ทั้งถุงยางอนามันและยาต้านไวรัส พบว่าสามารถป้องกันกระจายได้มากกว่าการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเดี่ยวๆ
  4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผล น้ำลาย หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
  5. งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายสนิท (ระยะแพร่เชื้อ คือ ตั้งแต่มีอาการนำจนถึงแผลตกสะเก็ด)
  6. สำหรับผู้ที่เคยเป็นเริมแล้ว ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคซ้ำ
  7. หากเป็นโรคเริมซ้ำบ่อย มากกว่า 6 ครั้งต่อปี หรือมีอาการรุนแรง หรือการเป็นซ้ำส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณารับประทานยาต้านไวรัสทุกวัน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

ที่มาของข้อมูล

Chayavichitsilp P, Buckwalter JV, Krakowski AC, Friedlander SF (April 2009). "Herpes simplex". Pediatr Rev. 30 (4): 119–29, quiz 130. doi:10.1542/pir.30-4-119. PMID 19339385

Gupta R, Warren T, Wald A (December 2007). "Genital herpes". Lancet. 370 (9605): 2127–37. doi:10.1016/S0140-6736(07)61908-4. PMID 18156035

อ. พญ.จรัสศรี ฬียาพรรณ, รศ. พญ. วรัญญา บุญชัย, ผศ. ดร. นพ. สุขุม เจียมตน, โรคเริม (Herpes simplex) (https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/35_1.pdf).

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความต่อไป
คู่มือการรักษาโรคเริม (Herpes)
คู่มือการรักษาโรคเริม (Herpes)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่