หูดข้าวสุก (Molluscum Contagiosum) คืออะไร?


โดยทั่วไปแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันสามารถกำจัดไวรัสชนิดนี้ได้ภายใน 18 เดือน

หูดข้าวสุก คือ การติดเชื้อไวรัสที่ทำให้มีรอยโรคเล็กๆ คล้ายสิว การติดเชื้อนี้มักส่งผลกระทบต่อเด็กที่มีอายุระหว่าง 1 และ 10 ปี แต่สามารถส่งผลกระทบต่อผู้ใหญ่ได้เช่นกัน จากรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) จากรายงานในวารสารวิชาการ The Lancet ในปี ค.ศ. 2012 หูดข้าวสุกส่งผลกระทบต่อผู้คน 123 ล้านคนทั่วโลก

อะไรทำให้เกิดหูดข้าวสูก?

โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส molluscum contagiosum ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของ poxvirus ชนิดของไวรัสซึ่งเป็นครอบครัวเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้ทรพิษ จากรายงานของสถาบันโรคผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (ACD) ไวรัสชนิดนี้เจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่อุ่นและชื้น คุณจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นหูดข้าวสุกถ้าคุณอาศัยอยู่ในภูมิอากาศร้อนชื้น ถ้าคุณเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (ประเภทของผื่นผิวหนังอักเสบที่พบได้บ่อยที่สุด) หรือมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ เช่น จากการเป็น HIV/AIDS คุณจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเป็นโรคนี้

ตัวไวรัสอาศัยอยู่ในผิวหนังกำพร้าหรือชั้นผิวหนังนอกสุด ประมาณสัปดาห์ที่ 7 ที่คุณสัมผัสต่อไวรัส ผดที่เป็นรูปโดมจะเริ่มขึ้นบนผิวหนัง รอยโรคเหล่านี้นั้น

  • มีเหนียวแบบขี้ผึ้งและมีสีเหมือนผิวทั่วไป
  • มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 มิลลิเมตร
  • อาจมีรอยบุ๋มตรงกลางซึ่งอาจทำให้มีน้ำหนองสีขาวหรือเทาไหลซึมออกมาถ้าหากบีบหรือเกิดอาการระคายเคือง
  • สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วร่างกายโดยเฉพาะบนใบหน้า คอ แขน ขา ท้อง และบริเวณอวัยวะเพศ
  • น้อยครั้งที่จะเกิดขึ้นบนฝ่ามือหรือฝ่าเท้า

โดยทั่วไปแล้ว ตุ่มมักจะไม่แสดงอาการเจ็บปวดและไร้ความรู้สึก แต่อาจเกิดอาการคัน เจ็บ และอักเสบ (มีรอยแดงและบวม) โดยเฉพาะเมื่อเกา

หูดข้าวสุกเป็นโรคติดต่อหรือไม่?

หูดข้าวสุดแพร่กระจายได้ง่ายจึงถือเป็นโรคติดต่อ คุณสามารถติดไวรัสนี้ได้จากการสัมผัสผิวหนังของผู้ที่เป็นหูดข้าวสุกโดยตรง เมื่อคุณติดเชื้อ คุณสามารถแพร่กระจายโรคนี้ไปยังส่วนอื่นของร่างกายเมื่อโดนรอยโรคและไปจับผิวหนังบริเวณอื่นๆ นอกจากการติดเชื้อจากคนสู่คนแล้ว เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายจากสิ่งของที่ติดเชื้อ เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า และของเล่น เชื้อไวรัสมักแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์ในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่

การรักษาหูดข้าวสุก

ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงมักไม่ต้องทำการรักษาเพราะการติดเชื้อสามารถหายไปเองในระยะเวลาไม่กี่เดือนหรือไม่กี่ปี ยกตัวอย่างเช่น ในเด็ก หูดข้าวสูกสามารถหายไปเองได้ภายใน 12-18 เดือนจากรายงานของสถาบันโรคผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา แต่การรักษาสามารถช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสไปยังผู้อื่นและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย รวมถึงควบคุมการแพร่เชื้อในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

จากรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค การรักษาถูกแนะนำในผู้ที่มีรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสผ่านการมีเพศสัมพันธ์ แนวทางการรักษา มีดังนี้

  • การตัดรอยโรคด้วยการผ่าตัดด้วยความเย็น (ใช้ความเย็นของไนโตรเจนเหลวจี้) การรักษาด้วยเลเซอร์ หรือการขูดเนื้อเยื่อ (ขูดเอาตุ่มออกด้วยเครื่องมือพิเศษ)
  • การใช้ยาทาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์และที่ซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ครีม podophyllotoxin, ไอโอดีนและกรดซาลิกไซลิก, potassium hydroxide, tretinoin, cantharidin, imiquimod หรือ ยาต้านไวรัส
  • ยารับประทาน เช่น cimetidine

ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอมักไม่ตอบสนองต่อทางเลือกการรักษาหูดข้าวสุกแบบทั่วไป สำหรับคนเหล่านี้ การรักษามักเน้นในเรื่องทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เช่น กับการฉีด interferon (สารกระตุ้นภูมิ) ในการรักษา

การป้องกันหูดข้าวสุก

การรักษาสุขอนามัยที่ดีสามารถช่วยให้คุณอยู่ห่างจากการได้รับเชื้อหรือแพร่กระจายเชื้อหูดข้าวสุก

  • รักษามือให้สะอาด
  • ละเว้นการจับ แกะ หรือถูรอยโรค
  • ปิดรอยโรคด้วยผ้าหรือผ้าพันแผล
  • อย่าใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือของส่วนตัวอื่นๆร่วมกับผู้อื่น
  • อย่าลงเล่นกีฬาที่ต้องใช้การสัมผัสร่างกายโดยเฉพาะมวยปล้ำถ้าคุณมีการติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการว่างน้ำในสระยกเว้นถ้าคุณแปะพลาสเตอร์กันน้ำสำหรับรอยโรค
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ถ้าคุณมีรอยโรคบริเวณอวัยวะเพศ
  • อย่าโกนหรือทำกระบวนการ electrolysis (กระบวนการผ่านกระแสไฟฟ้าจากภายนอกเข้าไปในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ แล้วทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมี) ในส่วนของร่างกายที่มีรอยโรค

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ