ไอโอดีน (Iodine)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มี.ค. 6, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 573,075 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 06/03/2562

ข้อมูลภาพรวมของไอโอดีน

ไอโอดีนคือธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายไม่สามารถผลิตไอโอดีนเองได้ทำให้การได้รับมาซึ่งธาตุตัวนี้ต้องมาจากอาหารเท่านั้น ตามปรกติแล้วในอาหารจะมีไอโอดีนอยู่น้อยมาก ๆ นอกจากว่าจะมีการเติมเข้าไปเพิ่มระหว่างกระบวนการประกอบอาหารนั้น ๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการเติมเกลือนั่นเอง แหล่งไอโอดีนที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือมหาสมุทรที่ซึ่งเกิดมาจากสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาสาหร่ายทะเล

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

ต่อมไทรอยด์จำต้องใช้ไอโอดีนในการผลิตฮอร์โมน หากว่าต่อมไทรอยด์ขาดไอโอดีน ระบบตอบกลับของร่างกายจะส่งสัญญาณไปยังต่อมนี้จนทำให้ไทรอยด์ต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะคอพอกได้ (goiter) 

อีกผลที่จะตามมาเมื่อร่างกายขาดไอโอดีน (ภาวะขาดไอโอดีน (iodine deficiency)) นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงมาก และส่งผลให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำลงจนทำให้ผู้หญิงหยุดการตกไข่และทำให้มีบุตรยาก ภาวะขาดไอโอดีนยังทำให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (autoimmune disease) ณ ต่อมไทรอยด์ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งไทรอยด์ นักวิจัยบางท่านเชื่อว่าภาวะขาดไอโอดีนนี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งประเภทอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่นมะเร็งต่อมลูกหมาก, เต้านม, เยื่อบุมดลูก, และมะเร็งรังไข่

ภาวะขาดไอโอดีนที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ก็นับว่าเป็นภาวะร้ายแรงทั้งต่อแม่และเด็ก โดยอาจทำให้แม่เกิดภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ และภาวะปัญญาอ่อน (mental retardation) ของลูกได้ ดังนั้นไอโอดีนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการก่อร่างพัฒนาของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งในกรณีหายากที่ประสบกับภาวะขาดไอโอดีนจะเกิดโรคเอ๋อ (cretinism) หรือภาวะผิดปรกติที่ยับยั้งการเจริญเติบโตทั้งร่างกายและจิตใจของเด็ก

ภาวะขาดไอโอดีนเป็นหนึ่งในภาวะปัญหาที่พบได้มากที่สุดของโลก โดยโรคที่บ่งชี้ถึงภาวะขาดไอโอดีนคือโรคคอพอก นอกจากนั้นจากข้อมูลทั่วโลกก็คาดว่าภาวะขาดไอโอดีนนี้เป็นสาเหตุ (ที่สามารถป้องกันได้) ของโรคปัญญาอ่อนอันดับแรก ๆ เช่นกัน 

ไอโอดีนสามารถนำไปใช้กับการฉายรังสีฉุกเฉินเพื่อป้องกันต่อมไทรอยด์ต่อรังสีไอโอดีน (radioactive iodides) โดยมักจะเป็นการใช้ยาเม็ด Potassium iodide ระหว่างการฉายรังสี และสำหรับบนโลกอินเตอร์เน็ตก็ถูกนำไปใช้เป็นอาหารเสริมอีกด้วย Potassium iodide ควรถูกใช้กับเหตุฉุกเฉินด้านรังสีเท่านั้นไม่ใช่นำไปใช้กับการป้องกันโรคภัย

ไอโอดีนที่ใช้ทาบนผิวหนังนั้นสามารถฆ่าเชื้อโรค, ป้องกันแผลในช่องปาก (mucositis) ที่เกิดจากการทำเคมีบำบัด, และรักษาแผลเบาหวาน (diabetic ulcers) อีกทั้งยังสามารถนำไอโอดีนไปทำให้น้ำบริสุทธิ์ขึ้นได้ด้วย

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

ไอโอดีนออกฤทธิ์อย่างไร?

ไอโอดีนสามารถลดฮอร์โมนไทรอยด์และกำจัดเชื้อรา, แบคทีเรีย, และจุลินทรีย์ต่าง ๆ อย่างอะมีบาได้ โดยไอโอดีนประเภทพิเศษที่เรียกว่า potassium iodide ได้ถูกนำไปใช้รักษา (แต่ไม่ใช่เพื่อการป้องกัน) ผลข้างเคียงจากการฉายรังสี

การใช้และประสิทธิภาพของไอโอดีน

ภาวะที่ใช้ไอโอดีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ภาวะขาดไอโอดีน (Iodine deficiency) การทานอาหารเสริมไอโอดีนรวมทั้งการทานเกลือเสริมไอโอดีน (iodized salt) จะช่วยป้องกันและรักษาภาวะขาดไอโอดีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การสัมผัสรังสี การทานไอโอดีนจะช่วยป้องกันต่อการถูกรังสีไอโอดีน (radioactive iodides)  
  • ภาวะต่อมไทรอยด์ การทานไอโอดีนสามารถบรรเทาอาการจากไทรอยด์เป็นพิษ (thyroid storm) และภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปได้ อีกทั้งการทานเกลือเสริมไอโอดีนนอกจาก thyroxine หลังการผ่าตัดก็ช่วยลดขนาดของต่อมไทรอยด์ได้ด้วย
  • แผลที่ขา งานวิจัยกล่าวว่าการทา cadexomer iodine ที่แผลบนผิวหนังขาร่วมกับการบีดอัด (compression) เป็นเวลา 4-6 สัปดาห์จะเพิ่มอัตราการฟื้นตัวขึ้น อีกทั้งการทา povidone-iodine ร่วมกับการบีบก็อาจช่วยสมานแผลที่ขาและลดโอกาสติดเชื้อลง

ภาวะที่อาจใช้ไอโอดีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการใช้สายสวน มีหลักฐานว่าการทา povidone-iodine จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือดของผู้ที่ต้องเข้ารับการฟอกไตด้วยสายสวนได้ อย่างไรก็ตามงานวิจัยอื่นกลับกล่าวว่าการทา povidone-iodine ที่สายสวนไม่อาจลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้แต่อย่างใด
  • เยื่อตาอักเสบ (Conjunctivitis) งานวิจัยกล่าวว่าสารละลาย povidone-iodine มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงต่อภาวะเยื่อตาอักเสบของทารกเกิดใหม่ได้ดีกว่าการใช้ silver nitrate อย่างไรก็ตามการรักษานี้ก็ไม่อาจมีประสิทธิผลมากไปกว่าการใช้ยา erythromycin หรือ chloramphenicol
  • แผลที่เท้าจากเบาหวาน การทาไอโอดีนที่แผลบนเท้าอาจให้ผลดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลบนเท้าจากโรคประจำตัวนี้
  • ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ (endometritis) การทาสารละลาย povidone-iodine ที่พื้นที่รอบช่องคลอดก่อนเข้ารับการผ่าคลอดจะลดความเสี่ยงต่อการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูกลง
  • อาการเจ็บปวดจากก้อนเนื้อเยื่อที่เต้านม (fibrocystic breast disease) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานไอโอดีน โดยเฉพาะ molecular iodine จะลดความเจ็บปวดจากก้อนเนื้อเยื่อที่เต้านมได้
  • ปวดเต้านม (mastalgia) การทานยาเม็ดไอโอดีนทุกวันติดกัน 5 เดือนจะลดความเจ็บปวดและอาการกดเจ็บของผู้หญิงที่มีอาการปวดเต้านมจากประจำเดือนได้
  • อาการปวดและบวมภายในช่องปาก การทาไอโอดีนที่ผิวช่องปากจะป้องกันอาการปวดและบวมภายในปากที่เกิดจากการทำเคมีบำบัดได้
  • เหงือกอักเสบ (periodontitis) งานวิจัยกล่าวว่าการบ้วนปากด้วย povidone-iodine ระหว่างการรักษาเหงือกอักเสบที่ไม่เป็นการผ่าตัดสามารถลดความลึกของกระเปาะเหงือกอักเสบได้
  • การผ่าตัด บางงานวิจัยกล่าวว่าการทา povidone-iodine ระหว่างเข้ารับการผ่าตัดจะลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อลง อย่างไรก็ตาม povidone-iodine อาจมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการใช้ chlorhexidine ณ ตำแหน่งที่ผ่าตัดอยู่

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้ไอโอดีนรักษาได้หรือไม่

  • เลือดออก งานวิจัยกล่าวว่าการทำความสะอาดเบ้าฟันด้วย povidone-iodine จะช่วยหยุดการไหลของเลือดที่เกิดจากการถอนฟันได้เทียบเท่ากับการใช้น้ำเกลือ
  • ภาวะไคลูเรีย (chyluria) งานวิจัยกล่าวว่าการใช้ povidone-iodine กับผู้ที่มีปัญหาน้ำเหลืองปนไขมัน (chyle) ออกมาพร้อมปัสสาวะที่เข้ารับการรักษา pelvic instillation sclerotherapy อาจมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับวิธีรักษาตามปกติ
  • แผลที่กระจกตา (corneal ulceration) มีหลักฐานที่กล่าวว่าการใช้  povidone-iodine ร่วมกับการบำบัดด้วยยาปฏิชีวนะตามปรกติไม่อาจช่วยรักษาการมองเห็นของผู้ที่มีแผลที่กระจกตาได้
  • ภาวะเชื้อราที่ผิวหนัง (Cutaneous sporotrichosis) Potassium iodide ถูกใช้รักษาภาวะเชื้อราบนผิวหนัง โดยมีรายงานว่าการทาน Potassium iodide เพียงอย่างเดียวหรือร่วมกับการรักษากำจัดเชื้อรานั้นต่างก็มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยภาวะนี้อย่างมาก
  • ปอดบวม (Pneumonia) งานวิจัยกล่าวว่าการกลั้วคอด้วย povidone-iodine จะลดความเสี่ยงต่อโรคปอดบวมในกลุ่มผู้ที่ประสบเหตุกระทบกระแทกบนศีรษะจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • สมานบาดแผล มีแนวคิดที่จะนำสารไอโอดีนมาช่วยในเรื่องการสมานตัวของบาดแผล ในขณะที่มีบางหลักฐานที่กล่าวว่าการทาไอโอดีนที่แผลนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ผ้าปิดแผลแบบที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค แต่กระนั้นตัวไอโอดีนก็อาจมีฤทธิ์ในการรักษาแผลที่ด้อยกว่ายาปฏิชีวนะ
  • ภาวะสุขภาพอื่น

จำเป็นต้องรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านประสิทธิผลของไอโอดีนเพิ่มเติม

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของไอโอดีน

ไอโอดีนจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ส่วนมากเมื่อเป็นการรับประทานในปริมาณที่กำหนดหรือทาบนผิวหนังด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำอนุมัติแล้ว

ไอโอดีนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบ้างในผู้ใช้บางราย เช่นคลื่นไส้, ปวดท้อง, คัดจมูก, ปวดศีรษะ, มีกลิ่นเหล็กในปาก, และท้องร่วง

สำหรับผู้ที่อ่อนไหวต่อไอโอดีนจะมีผลข้างเคียงอย่างริมฝีปากและใบหน้าบวม (angioedema), เลือดออกและฟกช้ำอย่างรุนแรง, มีไข้, ปวดข้อต่อ, ต่อมน้ำเหลืองโต, ปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแร

และเสียชีวิต

การใช้ไอโอดีนในปริมาณมากหรือระยะยาวอาจจะไม่ปลอดภัย โดยผู้ใหญ่ควรเลี่ยงการใช้ในระยะเวลานานด้วยปริมาณไอโอดีนที่มากกว่า 1100 mcg ต่อวัน (ปริมาณสารอาหารสูงสุดที่รับได้ (upper tolerable limit, UL)) โดยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ และในเด็ก ปริมาณไอโอดีนไม่ควรเกิน 200 mcg ต่อวันสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี, 300 mcg ต่อวันสำหรับเด็กอายุ 4-8 ปี, 600 mcg ต่อวันสำหรับเด็กอายุ 9-13 ปี, และ 900 mcg สำหรับวัยรุ่น

มีความกังวลสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ว่าการปริมาณไอโอดีนมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาไทรอยด์ขึ้น โดยการบริโภคไอโอดีนปริมาณมากอาจทำให้เกิดกลิ่นเหล็กในปาก, ปวดฟันและเหงือก, แสบร้อนในปากและลำคอ, น้ำลายเพิ่มขึ้น, คออักเสบ, ปวดท้อง, ท้องร่วง, ซึมเศร้า, ปัญหาผิวหนัง, และผลข้างเคียงอื่น ๆ 

เมื่อใช้วิธีทาไอโอดีนบนผิวหนังโดยตรงอาจทำให้เกิดความระคายเคืองผิว, ผิวด่าง. ปฏิกิริยาแพ้ที่ผิวหนัง, และผลข้างเคียงอื่น ๆ

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ:

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร: ไอโอดีนถูกจัดว่าค่อนข้างปลอดภัยเมื่อบริโภคหรือทาบนผิวหนังในปริมาณที่เหมาะสมและเมื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองแล้ว (สารละลาย 2%) การบริโภคไอโอดีนในปริมาณสูงกว่า 1100 mcg ต่อวันจัดว่าอาจจะไม่ปลอดภัยหากคุณมีอายุเกิน 18 ปี และไม่ควรได้รับไอโอดีนเกิน 900 mcg ต่อวันหากคุณมีอายุ 14-18 ปี ซึ่งการบริโภคไอโอดีนปริมาณมากนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาที่ไทรอยด์ได้

โรคไทรอยด์ทำลายตนเอง (Autoimmune thyroid disease): ผู้ที่ป่วยเป็นภาวะนี้อาจมีความอ่อนไหวที่จะเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงต่อไอโอดีนได้

ผิวหนังอักเสบจากเริม (dermatitis herpetiformis): การทานไอโอดีนจะทำให้ผื่นจากโรคนี้รุนแรงมากขึ้น

ภาวะไทรอยด์ผิดปรกติอย่างภาวะไทรอยด์ทำงานน้อยเกิน (hypothyroidism), คอพอก (goiter), หรือเนื้องอกที่ไทรอยด์ (thyroid tumor): การใช้ไอโอดีนเป็นเวลานานหรือใช้ในปริมาณมากอาจทำให้ภาวะเหล่านี้ทรุดลงได้

การใช้ไอโอดีนร่วมกับยาชนิดอื่น

ห้ามใช้ไอโอดีนร่วมกับยาเหล่านี้

  • ยาสำหรับภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน (Antithyroid drugs) กับไอโอดีน

ไอโอดีนจะส่งผลต่อไทรอยด์ โดยการทานไอโอดีนร่วมกับยาสำหรับภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน (overactive thyroid) จะเป็นการลดไทรอยด์มากเกินไป ห้ามทานอาหารเสริมไอโอดีนหากคุณกำลังใช้ยาประเภทนี้อยู่ โดยตัวอย่างยากลุ่มนี้มี methenamine mandelate (Methimazole), methimazole (Tapazole), potassium iodide (Thyro-Block), และอื่น ๆ

ใช้ไอโอดีนร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • Amiodarone (Cordarone) กับไอโอดีน

Amiodarone (Cordarone) อาจประกอบด้วยไอโอดีนด้วย ดังนั้นการทานอาหารเสริมไอโอดีนร่วมกับ Amiodarone (Cordarone) จะทำให้มีไอโอดีนในเลือดมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อไทรอยด์

  • ลิเทียม (Lithium) กับไอโอดีน

ลิเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไทรอยด์ โดยการใช้ลิเทียมร่วมกับไอโอดีนอาจทำให้เกิดการเสพย์ติดหรือทำให้ยาทั้งสองส่งผลต่อภาวะขาดไทรอยด์ขึ้นได้ ดังนั้นควรเฝ้าระวังการทำงานของไทรอยด์เมื่อจำเป็นต้องใช้ยาทั้งสองร่วมกัน

  • ยาสำหรับความดันโลหิตสูง (ACE inhibitors) กับไอโอดีน

ยาสำหรับภาวะความดันโลหิตสูงบางชนิดจะลดความเร็วที่ร่างกายกำจัดโพแทสเซียมออกจากร่างกาย โดยอาหารเสริมไอโอดีนส่วนมากก็ประกอบด้วยโพแทสเซียมเช่นกัน การทาน potassium iodide ร่วมกับยาความดันสูงอาจทำให้เกิดโพแทสเซียมค้างในร่างกายมากเกินไป ดังนั้นจึงไม่ควรทาน potassium iodide หากคุณกำลังใช้ยาควบคุมความดันโลหิตสูงอยู่ ตัวอย่างยาสำหรับความดันโลหิตสูงมีทั้ง captopril (Capoten), enalapril (Vasotec), lisinopril (Prinivil, Zestril), ramipril (Altace), และอื่น ๆ

  • ยาสำหรับความดันโลหิตสูง (Angiotensin receptor blockers (ARBs)) กับไอโอดีน

ยาสำหรับภาวะความดันโลหิตสูงบางชนิดจะลดความเร็วที่ร่างกายกำจัดโพแทสเซียมออกจากร่างกาย โดยอาหารเสริมไอโอดีนส่วนมากก็ประกอบด้วยโพแทสเซียมเช่นกัน การทาน potassium iodide ร่วมกับยาความดันสูงอาจทำให้เกิดโพแทสเซียมค้างในร่างกายมากเกินไป ดังนั้นจึงไม่ควรทาน potassium iodide หากคุณกำลังใช้ยาควบคุมความดันโลหิตสูงอยู่ ตัวอย่างยา  ARB มีทั้ง losartan (Cozaar), valsartan (Diovan), irbesartan (Avapro), candesartan (Atacand), telmisartan (Micardis), และ eprosartan (Teveten)

  • ยาขับน้ำ (Potassium-sparing diuretics) กับไอโอดีน

อาหารเสริมไอโอดีนส่วนมากประกอบด้วยโพแทสเซียม ซึ่งยาขับน้ำบางประเภทเองก็อาจเพิ่มระดับโพแทสเซียมในร่างกายเช่นกัน ดังนั้นการทาน potassium iodide ร่วมกับยาขับน้ำอาจทำให้เกิดโพแทสเซียมในร่างกายมากเกินไป จึงไม่ควรทาน potassium iodide ที่มีฤทธิ์เพิ่มโพแทสเซียมในร่างกาย โดยยาขับน้ำที่มีโพแทสเซียมนั้นมีทั้ง spironolactone (Aldactone), triamterene (Dyrenium), และ amiloride (Midamor)

ปริมาณยาที่ใช้

ปริมาณหรือขนาดยาที่ใช้ดังต่อไปนี้ได้ถูกศึกษาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ผู้ใหญ่

รับประทาน:

  • สำหรับภาวะฉุกเฉินทางรังสี: ควรมีการให้ potassium iodide (KI) ก่อนหรือทันทีหลังจากคนไข้สัมผัสกับรังสี โดยเฉพาะกับผู้หญิงมีครรภ์และผู้ที่ต้องให้นมบุตร ดังนั้นปริมาณการให้ KI จะขึ้นอยู่กับปริมาณของรังสีที่ได้รับและอายุของคนไข้ การสัมผัสรังสีที่ได้รับจะถูกวัดในหน่วย centigrays (cGy) สำหรับทารก, เด็กเล็ก, วัยรุ่น, และผู้หญิงมีครรภ์/แม่ที่ให้นมบุตรจะมีการให้ KI เมื่อมีการถูกรังสีที่ 5 centigrays (cGy) ขึ้นไป โดยยาที่ใช้มักจะเป็นยาเม็ดที่สามารถนำไปบดและผสมเข้ากับน้ำผลไม้, แยม, หรือนมก็ได้
    • สำหรับเด็กที่เกิดได้แล้ว 1 เดือน: KI 16 mg
    • สำหรับทารกและเด็กอายุมากกว่า 1 เดือนถึง 3 ปี: 32 mg
    • สำหรับเด็กอายุ 3-12 ปี: 65 mg
    • สำหรับวัยรุ่นอายุ 12-18 ปี: 65 mg หรือ 120 mg หากเด็กวัยรุ่นมีขนาดร่างกายเทียบเท่าผู้ใหญ่
    • สำหรับสตรีมีครรภ์และแม่ให้นมบุตร: 120 mg
    • สำหรับผู้ใหญ่อายุ 18-40 ปีที่ได้รับรังสี 12 cGy ขึ้นไป: 130 mg
    • สำหรับผู้หญิงอายุ 40 ปีที่ได้รับรังสี 500 cGy ขึ้นไป: 130 mg

มีข้อมูลว่าค่าโภชนาการที่ควรได้รับ (Adequate Intake (AI)) ของไอโอดีนสำหรับทารกอายุ 0-6 เดือนคือ 110 mcg/วัน, 7-12 เดือนคือ 130 mcg/วัน

สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ค่าโภชนาการที่แนะนำ (Recommended Dietary Amounts (RDA)) ที่ตั้งไว้คือ: เด็กอายุ 1-8 ปี = 90 mcg/วัน, 9-13 ปี = 120 mcg/วัน, ผู้ที่อายุ 14 ปีขึ้นไป = 150 mcg/วัน, สำหรับผู้หญิงมีครรภ์ ค่า RDA คือ 209 mcg/วัน, และสำหรับผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตรคือ 290 mcg/วัน

การบริโภคโอไอดีนตามข้อมูลปริมาณสารอาหารสูงสุดที่ควรได้รับ (Tolerable Upper Intake Levels (UL)) นั้นมักจะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งสำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี 200 mcg/วัน, 4-8 ปีคือ 300 mcg/วัน, 9-13 ปีคือ 600 mcg/วัน, อายุ 14-18 ปี (รวมถึงผู้หญิงท้องและผู้หญิงมีครรภ์) คือ 900 mcg/วัน สำหรับผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 19 ปีรวมถึงสตรีมีครรภ์และให้นมบุตรปริมาณอาหารสูงสุดคือ 1100 mcg/วัน

ขนาดยาที่เหมาะสมสำหรับแอสตาแซนธินนั้นจะขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย เช่นอายุ, สุขภาพ, และภาวะสุขภาพอื่น ๆ ของผู้ใช้ ซึ่ง ณ ขณะนี้ยังคงขาดแคลนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาชี้ชัดปริมาณที่เหมาะสมของแอสตาแซนธิน ดังนั้นต้องพึงจำไว้ว่าแม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติก็ไม่จำเป็นต้องปลอดภัยทุกครั้ง พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากยาและปรึกษากับเภสัชกร, แพทย์, หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพท่านอื่นก่อนใช้แอสตาแซนธินทุกครั้ง

อ้างอิง:

สารแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541 สารอาหารที่แนะนําให้บริโภคประจําวันสําหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป

The Essential Guide to Nutrient Requirements. Otten JJ, Hellwig JP, Meyers LD (Eds), The National Academies Press, Washington, DC 2006. pp.530-541. 

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์