สมองและระบบประสาท

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 10, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที

การเคลื่อนไหว ความคิด ความรู้สึก และการทำงานของร่างกายทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองและระบบประสาท ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่สูงที่สุดของสัตว์โลก

ระบบประสาททำหน้าที่แบบอัตโนมัติและอยู่นอกเหลืออำนาจจิตใจ เช่น การหายใจ การหมุนเวียนของกระแสเลือด การย่อยอาหาร เป็นต้น ส่วนใหญ่ควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ประกอบด้วย ซิมพาเทติกและพาราซิมพาเทติก ทั้งสองส่วนนี้เปรียบเสมือนสวิชต์เปิดและปิดการทำงานของอวัยวะต่างๆ ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถรักษาสภาวะสมดุลไว้ได้

ระบบประสาทรับความรู้สึกที่ผิวหนัง แล้วส่งไปยังสมองเพื่อแปรความหมายและส่งสัญญาณกลับมายังร่างกายโดยผ่านทางเส้นประสาทสมองหรือเส้นประสาทไขสันหลัง ซึ่งใช้เวลาทั้งหมดแค่เสี้ยววินาทีและแทบไม่ต้องใช้ความคิดเลย อย่างไรก็ตามหากเกิดความผิดปกติของสมองหรือส่วนของระบบประสาทจะก่อให้เกิดความผิดปกติตั้งแต่ความผิดปกติเล็กน้อยในการเคลื่อนไหว จนถึงขั้นเป็นอัมพาตและความจำเสื่อม

ประสาทรับความรู้สึก มีหน้าที่รับความรู้สึกต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา โดยรับข้อมูลมาจากประสาทรับความรู้สึกพื้นฐาน 5 ทาง ได้แก่ การเห็น การได้ยิน การรู้รส การได้กลิ่น และการสัมผัส การรับรู้จะทำงานประสานกันเพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด เช่น ขณะรับประทานอาหาร กลิ่นเป็นสิ่งสำคัญในการแยกความแตกต่างของอาหารที่มีรสและลักษณะเหมือนกัน หากเป็นไข้หวัดจะดูเหมือนไม่รู้รสอาหาร เป็นต้น บางครั้งเราใช้ความรู้สึกชนิดอื่นๆ ทดแทนกันได้ เช่น เราใช้การสัมผัสและเสียงเพื่อหาทิศทางได้ขณะอยู่ในที่มืด เป็นต้น

1. การเห็น เกิดจากแสงเข้าสู่ทางแก้วตา และถูกปรับให้ภาพคมชัดบนจอรับภาพที่อยู่ด้านหลังของลูกตา ที่ซึ่งเซลล์ไวต่อแสงเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าผ่านประสาทตาไปยังสมองเพื่อแปลความหมายเป็นภาพ นัยน์ตา หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ ตามีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ

1) ส่วนประกอบภายนอกตา ได้แก่

1.1 คิ้ว ทำหน้าที่ป้องกันมิให้เหงื่อไหลเข้าตา

1.2 ขนตา ช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตา

1.3 หนังตา ทำหน้าที่ช่วยปิดเปิดเพื่อรับแสงและควบคุมปริมาณของแสงสู่นัยน์ตา ป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับตา และหลับตาเพื่อให้นัยน์ตาได้พักผ่อน นอกจากนี้การกระพริบตายังช่วยรักษาให้นัยน์ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยปกติคนเรากระพริบตา 25 ครั้ง/นาที

1.4 ต่อมน้ำตา เป็นต่อมเล็กๆ อยู่ใต้หางคิ้ว ต่อมนี้จะขับน้ำตา มาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา น้ำตาส่วนใหญ่จะระเหยไปในอากาศ ส่วนที่เหลือระบายออกที่รูระบายน้ำตาซึ่งอยู่ที่หัวตา รูนี้เชื่อมกับท่อน้ำตาที่ต่อไปถึงในจมูก หากต่อมน้ำตาขับน้ำตาออกมามาก เมื่อร้องไห้น้ำตาจะถูกระบายออกที่รูระบายน้ำตาและเข้าไปในจมูกทำให้คัดจมูกได้

2) ส่วนประกอบภายในดวงตา คือ ส่วนที่เรียกว่า ลูกตา มีรูปร่างเป็นทรงกลมรี ภายในมีของเหลว ลักษณะเป็นวุ้นใสคล้ายไข่ดาวบรรจุอยู่เต็ม อวัยวะที่สำคัญของส่วนประกอบภายในลูกตา ได้แก่ ตาขาว ตาดำ แก้วตา และจอตา (Retina) หรือฉากตา

2.1 ตาขาว (Sclera) คือ ส่วนสีขาวของนัยน์ตา ประกอบด้วย เนื้อเยื่อเหนียว ไม่ยืดหยุ่นแต่แข็งแรง ทำหน้าที่หุ้มลูกตาไว้ ด้านหลังลูกตามีกล้ามเนื้อยึดอยู่ 6 มัด ทำให้กลอกตาไปทางซ้ายขวา หรือขึ้น-ลงได้ ผนังด้านหน้าของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อใส เรียกว่า กระจกตา (Cornea) ซึ่งหากมีจุดหรือรอยถลอกเพียงเล็กน้อยจะรบกวนการมองเห็นและทำให้เคืองตาได้มาก หากเป็นฝ้าขาวทำให้ตาบอดได้

2.2 ตาดำ คือ ส่วนที่เป็น ม่านตา (Iris) มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อยืดหดได้ และมีสีตามชาติพันธุ์ คนไทยส่วนใหญ่มีตาสีน้ำตาลเข้ม ดูเผินๆ คล้ายสีดำ จึงเรียกว่า ตาดำตรงกลางม่านตามีรูกลม เรียกว่า รูม่านตา (Pupil) ซึ่งเป็นทางให้แสงผ่านเข้า ทำให้รูม่านตาขยายได้เหมาะสม คือ หากเราอยู่ในที่สว่างมากม่านตาจะหดแคบ รูม่านตาจะเล็กลงทำให้แสงผ่านเข้าลูกตาได้น้อยลง เราจึงต้องทำตาหรี่หรือหรี่ตาลง หากอยู่ในที่สว่างน้อยม่านตาจะเปิดกว้างทำให้แสงผ่านเข้าตาได้มากและทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เราจึงต้องเบิกตากว้าง

2.3 แก้วตา (Lens) อยู่หลังรูม่านตา มีลักษณะเป็นแผ่นใสๆ เหมือนแก้วคล้ายเลนส์นูนธรรมดา มีเอ็นยึดแก้วตา (Ciliary muscle) ยึดระหว่างแก้วตาและกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อนี้ยึดอยู่โดยรอบที่ขอบของแก้วตา กล้ามเนื้อนี้ทำหน้าที่ปรับแก้วตาให้โค้งออกมา เมื่อมองภาพในระยะใกล้ และปรับแก้วตาให้แบนเมื่อมองในระยะไกลทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนทุกระยะ

2.4 จอตาหรือฉากตา (Retina) อยู่ด้านหลังแก้วตา มีลักษณะเป็นผนังที่ประกอบด้วยใยประสาทซึ่งไวต่อแสง เซลล์ของประสาทเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพตามที่เห็น แล้วส่งความรู้สึกผ่านเส้นประสาทตา ซึ่งทอดทะลุออกทางด้านหลังกระบอกตาโยงไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมายให้เกิดความรู้สึกเห็นภาพ ทำให้เรารู้ว่าเรามองภาพอะไรอยู่

การมองเห็นภาพ คนเรามองเห็นภาพต่างๆ ได้เพราะแสงไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาเราผ่านกระจกตา รูม่านตา แก้วตา ไปตกที่จอตา เซลล์รับภาพที่จอตาจะรับภาพในลักษณะหัวกลับแล้วส่งไปตามเส้นประสาทสู่สมองส่วนท้ายทอย สมองทำหน้าที่แปลภาพหัวกลับเป็นหัวตั้งตามเดิมของสิ่งที่เห็น

ความผิดปกติของสายตา เกิดขึ้นเพราะส่วนประกอบของนัยน์ตาที่มีลักษณะผิดปกติซึ่งอาจทำให้เกิดอาการมองเห็นไม่ชัดได้ ตาพร่าได้ ที่พบบ่อย ได้แก่ 1) สายตาสั้น คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ สิ่งที่อยู่ไกลจะเห็นไม่ชัด สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความยาวมากกว่าปกติ ทำให้ระยะระหว่างแก้วตาและจอตาอยู่ห่างกันเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกก่อนจะถึงจอตา การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์เว้า เพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี 2) สายตายาว คือ การที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ไกลๆ สิ่งที่อยู่ใกล้จะเห็นไม่ชัด สาเหตุ เกิดจากลูกตามีความสั้นกว่าปกติ หรือผิวของแก้วตาโค้งนูนน้อยเกินไป ทำให้ภาพของสิ่งที่มองตกเลยจอตาไป ทำให้มองเห็นภาพใกล้ๆ ไม่ชัดเจน การแก้ไข ใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูนเพื่อช่วยหักเหแสงให้ลงที่จอตาพอดี 3) สายตาเอียง คือ การที่มองเห็นบิดเบี้ยวจากรูปทรงที่แท้จริง บางคนมองเห็นภาพในแนวดิ่งชัด แต่มองภาพในแนวระดับมองไม่ชัด เช่น มองดูนาฬิกา เห็นเลข 3, 9 ชัด แต่เห็นเลข 6, 12 ไม่ชัด สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากความโค้งนูนของแก้วตาไม่สม่ำเสมอ จอตาจึงรับภาพได้ไม่ชัดเจนเท่ากันทุกแนว การแก้ไข ใส่แว่นตาเลนส์พิเศษ รูปกาบกล้วยหรือรูปทรงกระบอก แก้ไขภาพเฉพาะส่วนที่ตกนอกจอตาให้ตกลงบนจอตาให้หมด 4) ตาส่อน ตาเอก ตาเข ตาเหล่ ตาส่อนและตาเอก หมายถึง คนที่มีตาดำสองข้างอยู่ในตำแหน่งไม่ตรงกัน หากเป็นมากขึ้นเรียกว่า ตาเข และหากตาเขมากๆ เรียกว่า ตาเหล่ ซึ่งจะมองเห็นภาพเดียวกันเป็น 2 ภาพ เพราะภาพจากตาสองข้างทับกันไม่สนิท สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อบางมัดที่ใช้กลอกตาอ่อนกำลังหรือเสียกำลังไป กล้ามเนื้อมัดตรงข้ามยังทำงานปกติ จะดึงลูกตาให้เอียงไป ทำให้สมองไม่สามารถบังคับตาดำให้มองไปยังสิ่งที่ต้องการเหมือนลูกตาข้างที่ดีได้ การแก้ไข ควรปรึกษาจักษุแพทย์ในระยะที่เริ่มเป็น แพทย์อาจรักษาโดยการให้ใช้แว่นตาหรือฝึกกล้ามเนื้อที่อ่อนกำลังให้ทำงานดีขึ้นหรืออาจรักษาโดยการผ่าตัด

การถนอมดวงตา ตาเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย การถนอมดวงตาไว้ใช้งานได้นานและอยู่ในสภาพดีที่สุดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งควรปฏิบัติดังนี้

1. อย่าใช้สายตานานเกินควร หากจำเป็นควรพักสายบ่อยๆ

2. การอ่านหนังสือ ต้องมีแสงสว่างเพียงพอ ควรมีแสงส่งจากทางซ้าย ค่อนไปหลังเล็กน้อย ตาควรห่างจากหนังสือประมาณ 1 ฟุต

3. การดูโทรทัศน์ ควรดูในห้องที่มีแสงสว่างพอสมควร และควรนั่งห่างจากโทรทัศน์ประมาณ 5 เท่าของขนาดโทรทัศน์ เช่น โทรทัศน์ขนาด 14 นิ้ว (วัดทแยงมุม) ควรนั่งห่างจากโทรทัศน์ 14 x 5 = 70 นิ้ว = 70/12 ฟุต = 5.83 = ประมาณ 6 ฟุต

4. เมื่อมีฝุ่นละอองหรือเศษผงเข้าตา อย่าใช้มือขยี้ตา ควรใช้น้ำสะอาดหรือน้ำยาล้างตา ล้างเอาฝุ่นออก

5. หลีกเลี่ยงการมองแสงจ้า เช่น ดวงอาทิตย์หรือของสีขาวที่อยู่กลางแดด เพราะจะทำให้เซลล์ประสาทตาเสื่อมได้

6. ระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดกับตาได้ เช่น อย่าให้ของแหลมอยู่ใกล้ตา ไม่เล่นขว้างปา หรือยิงหนังยางใส่กัน เป็นต้น

7. ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น แว่นตา ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น เพราะอาจติดเชื้อได้

8. เวลานอนควรปิดไฟ เพื่อให้ดวงตาได้พักผ่อนเต็มที่

9. ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอเป็นประจำ เช่น ไข่ นม น้ำมันตับปลา ผัก ผลไม้สีเหลือง เป็นต้น

10. เมื่อมีความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา เช่น มองเห็นภาพไม่ชัด ตาบวม คันตา เป็นต้น ควรปรึกษาจักษุแพทย์

2. การได้ยิน เกิดจากคลื่นเสียงเดินทางผ่านอากาศเข้าสู่หูชั้นนอกผ่านเข้าสู่หูชั้นกลางและชั้นใน และจะถูกเปลี่ยนเป็นแรงสั่นสะเทือนโดยกระดูกหูซึ่งวางเรียงตัวกันอยู่ แรงสั่นสะเทือนจะผ่านของเหลวภายในหูชั้นใน และจะถูกแปรเป็นสัญญาณประสาทไฟฟ้าก่อนที่จะถูกส่งไปแปลความหมายในสมอง

หู เป็นอวัยวะที่ช่วยให้คนเราได้ยินเสียงต่างๆ และเป็นอวัยวะที่ทำงานเกี่ยวกับการทรงตัวของร่างกายขณะร่างกายเคลื่อนไหว

ส่วนประกอบของหู หูแต่ละข้างแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน

1. หูชั้นนอก ประกอบด้วย

1.1 ใบหู เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มด้วยผิวหนังบางๆ ทำหน้าที่ดักและรับเสียงเข้าสู่รูหู

1.2 รูหู เป็นท่อคดเคี้ยวเล็กน้อย ลึกประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังของรูหูบุด้วยเยื่อบาง และใต้เยื่ออ่อนนี้มีต่อมน้ำมันจำนวนมาก ทำหน้าที่ขับไขมันเหนียวและเหลวมาหล่อเลี้ยงรูหู ไขมันเหล่านี้เมื่อรวมกับสิ่งสกปรกต่างๆ ก็จะกลายเป็นขี้หู ซึ่งจะช่วยป้องกันสิ่งแปลงปลอมที่เข้ามาทางรูหูไม่ให้เข้าถึงเยื่อแก้วหูได้ง่าย

1.3 เยื่อแก้วหู เป็นเยื่อบางๆ อยู่ลึกเข้าไปในส่วนของรูหู กั้นอยู่ระหว่างหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง ทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงที่เดินทางเข้ามาทางรูหู

2. หูชั้นกลาง อยู่ถัดจากเยื่อแก้วหู มีลักษณะเป็นโพรงอากาศบรรจุกระดูกเล็กๆ 3 ชิ้นติดต่อกัน คือ กระดูกค้อนอยู่ติดกับเยื่อแก้วหู กระดูกทั่วอยู่ตรงกลาง และกระดูกโกลนอยู่ติดกับหูชั้นใน ส่วนล่างของโพรงอากาศตอนปลายของหูชั้นกลางจะมีท่อยูสเตเชี่ยน (Eustachian tube) ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องอากาศแคบๆ และยาวต่อไปถึงคอ ทำหน้าที่ปรับความกดอากาศข้างในและข้างนอกหูให้มีความสมดุลกัน ทำให้เราไม่ปวดหูเวลาอากาศเข้าไปกระทบแก้วหูขณะที่มีการหายใจ หรือขณะกลืนอาหาร

3. หูชั้นใน อยู่ถัดจากกระดูกโกลนเข้ามา หูชั้นนี้ประกอบด้วยอวัยวะที่สำคัญ 2 ส่วน คือ

3.1 ส่วนที่ทำหน้าที่รับเสียง มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ ที่ขดเป็นวงซ้อนกันอยู่หลายชั้นคล้ายหอยโข่ง ภายในมีท่อของเหลวบรรจุอยู่ ตามผนังด้านในของท่อมีอวัยวะรับเสียงอยู่ทั่วไป

3.2 ส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว มีลักษณะเป็นรูปท่อโค้งครึ่งวงกลมเล็กๆ 3 วง เรียงติดต่อกันตั้งฉากกับผนังภายใน ปลายของครึ่งวงกลมทั้ง 3 นั้น อยู่ติดกัน ท่อครึ่งวงกลมทั้ง 3 นี้บุด้วยเนื้อเยื่อบางๆ ที่มีประสาทรับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวกระจายอยู่ ส่วนที่เป็นช่องว่าภายในท่อครึ่งวงกลมนี้บรรจุด้วยของเหลว เมื่อเราเคลื่อนไหวศีรษะ หูย่อมเอนเอียงไปด้วย ของเหลวที่บรรจุภายในท่อทั้ง 3 นี้ จะเคลื่อนที่ตามทิศทางการเอียงของศีรษะ ซึ่งจะไปกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวแล้วส่งความรู้สึกไปยังสมองจึงทำให้เราทราบว่าร่างกายของเราทรงตัวอยู่ในลักษณะใด ของเหลวที่บรรจุในท่อครึ่งวงกลมนี้จะปรับไปตามความกดดันของอากาศ หากความกดดันอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ของเหลวปรับตัวไม่ทันจะทำให้เรามีอาการวิงเวียนศีรษะเมื่อขึ้นไปอยู่ที่สูงๆ อย่างรวดเร็ว

การได้ยินเสียง เสียงที่เกิดขึ้นทุกชนิดมีลักษณะเป็นคลื่นเสียง ใบหูรับคลื่นเสียงเข้าสู่รูหูไปกระทบเยื่อแก้วหู เยื่อแก้วหูถ่ายทอดความสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงไปยังกระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโคลน ซึ่งอยู่ในหูชั้นกลาง และเลยไปยังท่อรูปครึ่งวงกลมแล้วต่อไปยังของเหลวในท่อรูปหอยโข่งและประสาทรับเสียงในหูชั้นในตามลำดับ ประสาทรับเสียงถูกกระตุ้นแล้วส่งความรู้สึกไปสู่สมองเพื่อแปลความหมายของเสียงที่ได้ยิน

4. โรคและความผิดปกติของหู หูเป็นอวัยวะที่บอบบางและมีลักษณะเป็นช่องเปิดจากภายนอกเข้าไปจึงอาจทำให้เป็นโรคหรือเกิดอาการผิดปกติขึ้นในส่วนต่างๆ ของหูได้ง่าย โรคของหูที่พบได้บ่อย คือ หูน้ำหนวก แก้วหูทะลุและเชื้อราในช่องหู

4.1 หูน้ำหนวก พบได้บ่อยมากโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งมักจะเป็นหวัดบ่อยๆ สาเหตุ โรคนี้ไม่ได้มีสาเหตุจากน้ำเข้าหูตามที่เข้าใจกัน แต่เกิดจากเป็นหวัดเรื้อรังแล้วมีเชื้อโรคเล็ดลอดจากบริเวณลำคอผ่านท่อยูสเตเชี่ยนเข้าสู่หูชั้นกลาง โดยเฉพาะการสั่งน้ำมูกแรงๆ ก็อาจทำให้เชื้อเข้าสู่หูชั้นกลางได้ อาการ มีหูอื้อ ฟังไม่ค่อยได้ยินและปวดหูมากเนื่องจากเกิดการอักเสบในหูชั้นกลางแล้วมีหนองขังอยู่ภายใน หากหนองดันทะลุผ่านเยื่อแก้วหูออกมาอาการปวดจึงจะทุเลาลง หากไม่ได้รับการรักษาก็จะเป็นหนองไหลออกมาจากรูหูอยู่เรื่อยๆ กลายเป็นโรคหูน้ำหนวกชนิดเรื้อรัง ซึ่งอาจลุกลามเข้าสมอง เกิดฝีในสมองจนเสียชีวิตได้ การป้องกันและการรักษา 1) ควรป้องกันไม่ให้เป็นโรคหวัด และเมื่อเป็นหวัดก็ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ 2) หากมีอาการของโรคหูน้ำหนวก ควรปรึกษาแพทย์ 3) ในกรณีที่แพทย์รักษาจนหนองแห้งแล้วควรพยายามไม่ให้น้ำเข้าหู เพราะแก้วหูยังทะลุอยู่ หากน้ำไม่สะอาดเข้าหูชั้นกลางอาจทำให้เกิดการอักเสบ 4) ควรรับการผ่าตัดปะแก้วหูที่ทะลุให้เป็นปกติ

4.2 แก้วหูทะลุ สาเหตุ เกิดจากการมีแรงอัดสูงๆ ในรูหู เช่น ถูกตบที่ข้างหูหรืออาจเกิดจากการใช้ของแข็ง เช่น กิ๊บติดผมแคะหูซึ่งอาจทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาด อาการ รู้สึกปวดหูในระยะแรกและทำให้หูข้างนั้นได้ยินเสียงไม่ชัดเจนหรือหูอื้อ การป้องกันและการรักษา ไม่ควรใช้ไม้หรือของแข็งอื่นๆ แคะหู และหากมีอาการปวดหู หูอื้อ ควรปรึกษาแพทย์

5. เชื้อราในช่องหู สาเหตุ เกิดจากรูหูสกปรกและเปียกชื้น อาการ คันมากในรูหู ทำให้อยากแคะหู หากใช้วัตถุแข็งๆ เข้าไปปั่นหรือเกาจะทำให้เกิดการอักเสบลุกลามมากขึ้น การป้องกันและการรักษา 1) ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าหู 2) ไม่ควรใช้กิ๊บ ไม้ หรือวัตถุอื่นใดแคะหรือเกาหู เพราะของดังกล่าวอาจสกปรกทำให้มีการติดเชื้อได้ การดูแลรักษาหู หูเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย เพื่อป้องกันมิให้หูได้รับอันตรายจากเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม หรือสิ่งสกปรกต่างๆ ควรปฏิบัติดังนี้

1) ไม่ควรแคะขี้หูด้วยวัตถุแข็ง เช่น ไม้ หรือโลหะ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อหูได้ โดยแท้จริงแล้วขี้หูเป็นสิ่งที่ขับออกมาตามธรรมชาติ ซึ่งมีกลิ่นพิเศษที่ป้องกันไม่ให้แมลงเข้าหูได้ จึงไม่จำเป็นต้องแคะออก การทำความสะอาดหู ควรใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาดๆ เช็ดบริเวณใบหูและรูหูเท่าที่นิ้วมือจะสอดเข้าไปได้ แต่ถ้ามีขี้หูมากและแข็งจนทำให้การได้ยินไม่ชัดเจน ก็อาจใช้น้ำยากลีเชอลีนหยอดเข้าไปในรูหูวันละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยให้ขี้หูนุ่มและละลายไหลมาเอง

2) เวลาเป็นหวัดไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดแรงอัดดันให้เชื้อโรคเข้าสู่หูชั้นกลางได้

3) หลีกเลี่ยงการฟังเสียงที่ดังเกินไป เช่น เสียงปืน เสียงพลุ หรือเสียงที่ดังตลอดเวลา เช่น เสียงเพลงจากหูฟัง เสียงเครื่องจักรทำงานในโรงงานต่างๆ เป็นต้น หากจำเป็นจะต้องใช้สำลีหรือเศษผ้าอุดหูไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคหูตึง

4) เมื่อมีแมลงเข้าหู อย่าพยายามแคะออก ควรใช้น้ำมันพืชหยอดลงในรูหู แล้วทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้แมลงตาย แล้วจึงเอียงหูให้น้ำมันไหลออกมาพร้อมกับแมลงและใช้สำลีเช็ดให้แห้ง

5) หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าหู เช่น เด็กเล็กๆ ที่ชอบใส่เศษวัสดุลงในรูหู ไม่ควรเอาออกเองเพราะอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อแก้วหู ควรไปพบแพทย์

6) หากมีอาการผิดปกติของหู เช่น ปวดหู หูอื้อ ได้ยินไม่ชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์

3. การรู้รส เกิดจากผิวของลิ้นซึ่งมีปุ่มเล็กๆ (Papillae) จำนวนนับล้าน ทำให้ลิ้นมีผิว ไม่เรียบเหมือนปุย ปุ่มรับรส (Taste buds) เปรี้ยว หวาน เค็ม และขม มีเส้นประสาทที่ประสานกันอย่างซับซ้อน ประสาทที่รับกลิ่นจะช่วยให้เราสามารถแยกรสต่างๆ ได้อย่างละเอียด

ลิ้น เป็นอวัยวะในช่องปาก ทำหน้าที่ช่วยคลุกเคล้าอาหารและรับความรู้สึกเกี่ยวกับรสชาติของอาหาร การที่ลิ้นสามารถรับรู้รสชาติของอาหารได้นั้น เพราะมีอวัยวะในการรับรู้รส เรียกว่า ตุ่มรับรส (Taste buds) อยู่บนลิ้น

ตุ่มรับรส มีลักษณะกลมรี ประกอบด้วย เซลล์รูปทรงกระสวยและมีปลายเส้นประสาทที่ทำหน้าที่รับรู้รสสามเส้น ตุ่มรับรสส่วนใหญ่พบที่ด้านหน้าและด้านข้างของลิ้น แต่ส่วนบนของต่อมทอนซิล เพดานปาก และหลอดคอ พบตุ่มรับรสเป็นส่วนน้อยจากการทดลองแล้วปรากฏว่า ตุ่มรับรสมีอย่างน้อยที่สุดประมาณ 4 ชนิดด้วยกัน ซึ่งจะคอยรับรสแต่ละอย่าง คือ รสหวาน รสเค็ม รสขม และรสเปรี้ยว ตุ่มรับรสเหล่านี้อยู่ตามบริเวณต่างๆ บนลิ้น

การรู้รส การรู้รสเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้โดยปฏิกิริยาทางเคมี กล่าวคือ เมื่ออาหารเข้าสู่ปาก อาหารจะทำปฏิกิริยากับน้ำย่อยและน้ำลายในปากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ซึ่งกระตุ้นให้ตุ่มรับรสที่เคยรับการเปลี่ยนแปลงทางเคมีรับรู้ถึงรสชาติของอาหาร แล้วส่งความรู้สึกผ่านเส้นประสาทสมองสามเส้นเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง เพื่อแปลความหมายที่สมองว่าเป็นรสอะไร ร้อนหรือเย็น มนุษย์สามารถแยกการรู้รสต่างๆ ได้อย่างง่ายๆ 4 รส ด้วยกัน คือ 1) รสหวาน (sweet) เกิดจากสารเคมีหลายชนิด ได้แก่ น้ำตาล แอลกอฮอล์ กรดอะมิโน และเกลืออนินทรีย์ของตะกั่ว 2) รสเค็ม (salty)) เกิดจากอณูของเกลือ 3) รสขม (bitter) เกิดจากสารสองชนิดโดยเฉพาะ คือ สารอินทรีย์ที่ประกอบด้วยไนโตรเจนและพวกอัลคาลอยด์ เช่น ยาควินิน คาเฟอีก สตริกนิน เป็นต้น 4) รสเปรี้ยว (sour) เกิดจากความเป็นกรด จากการทดสอบความไวในการรับรู้รสชนิดต่างๆ พบว่า มนุษย์มีความรู้สึกเกี่ยวกับรสได้ไวที่สุด ซึ่งคาดคะเนว่าเป็นกลไกตามธรรมชาติที่มีไว้ป้องกันตัว โดยสังเกตได้จากการรับประทานอาหารที่มีรสขมมากๆ มนุษย์หรือสัตว์จะคายอาหารออก ซึ่งนับว่าเป็นผลดี เพราะสารพิษหลายอย่างในธรรมชาติมีรสขมจัด เมื่อราไม่สบาย ลิ้นจะมีฝ้าขาว ทำให้ไม่รู้รส จึงรับประทานอาหารไม่อร่อย และเบื่ออาหาร หากไม่สบายต้องดื่มน้ำบ่อยๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอ

การดูแลรักษาลิ้น ปกติเราควรระวังรักษาลิ้นมิให้เป็นโรคหรืออันตรายต่างๆ ด้วยการทำความสะอาดลิ้นอยู่เสมอ เวลารับประทานอาหารควรค่อยๆ เคี้ยว ไม่ควรรีบร้อน เพราะอาจกัดลิ้นตนเองเป็นแผลได้ และไม่ควรรับประทานอาหารที่ร้อนมากๆ หรืออาหารที่มีรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เพราะทำให้ลิ้นชาได้ หมั่นสังเกตว่าลิ้นเป็นฝ้าขาวหรือเป็นแผลหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติดังกล่าวก็ควรรีบรักษา

4. การได้กลิ่น เกิดจากประสาทสัมผัสกลิ่น ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่แผ่นเยื่อรับกลิ่นที่เพดานของช่องจมูก ขณะอากาศผ่านเข้าสู่ช่องจมูกจะกระตุ้นเซลล์ที่แผ่นเยื่อรับกลิ่นให้ส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังสมองเพื่อแยกแยะกลิ่นต่างๆ

จมูก เป็นอวัยวะรับสัมผัสที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย โดยทำหน้าที่รับกลิ่นของสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา เช่น กลิ่นอาหาร กลิ่นดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นทางผ่านของอากาศที่เราหายใจอยู่ตลอดเวลา โดยทำหน้าที่กรองอากาศ ปรับอุณหภูมิ และวามชื้นของอากาศก่อนที่จะเข้าสู่ปอด เช่น หากอากาศเย็นจมูกจะปรับให้อุ่นขึ้น หากอากาศแห้งมากจมูกจะปรับให้อากาศชุ่มชื้น นอกจากนี้จมูกยังช่วยปรับเสียงที่เราพูดให้กังวานน่าฟังอีกด้วย

ส่วนประกอบของจมูก จมูกมีโครงร่างเป็นกระดูกแข็งและกระดูกอ่อน ภายนอกหุ้มด้วยผิวหนัง ภายในบุด้วยแผ่นเยื่อเมือกโดยตลอด ส่วนประกอบของจมูก มีดังนี้

1) สันจมูก เป็นกระดูกอ่อนที่เริ่มตั้งแต่ใต้หัวคิ้ว ส่วนบนเป็นกระดูก ที่เรียกว่าดั้งจมูก ส่วนล่างเป็นกระดูกอ่อน มีเนื้อเยื่อและผิวหนังปกคลุมอยู่ภายนอก

2) รูจมูก มี 2 ข้าง อยู่ส่วนล่างของจมูก ภายในมีขนจมูกทำหน้าที่ป้องกันฝุ่นละอองในขณะหายใจเข้า

3) โพรงจมูก อยู่ถัดจากรูจมูกเข้าไปข้างในซึ่งเป็นที่พักของอากาศก่อนจะถูกสูดเข้าปอด โพรงจมูกทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของอากาศ โดยมีหลอดเลือดฝอยซึ่งมีอยู่มากมายตามแผ่นเยื่อเมือกทำหน้าที่ถ่ายเทความร้อนออกมาทำให้อากาศชุ่มชื้น แผ่นเยื่อเมือกเองจะทำหน้าที่ปรับความชื้นให้กับอากาศพร้อมทั้งดักจับฝุ่นละอองที่เล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าไปแล้วขับทิ้งออกมาเป็นน้ำมูกนั่นเอง บริเวณด้านบนของโพรงจมูกมีปลายประสาททำหน้าที่รับกลิ่นอยู่มากมาย ภายในจมูกยังมีรูเปิดของท่อน้ำตา ซึ่งเป็นที่ระบายน้ำตาลงมาในโพรงจมูก เพื่อมิให้เอ่อล้นออกมานอกลูกตา เมื่อเราร้องไห้จะมีน้ำตาออกมามาก น้ำตาส่วนหนึ่งไหลลงมาตามท่อนี้เข้าสู่ช่องจมูกทำให้เห็นเป็นน้ำมูกใสๆ ไหลออกมาทางจมูก เวลาร้องไห้จึงมักจะคัดจมูกและมีน้ำมูกไหลออกมาด้วย

4) โพรงอากาศรอบจมูก (ไซนัส) เป็นโพรงกระดูดที่อยู่ในบริเวณรอบๆ จมูก มีอยู่ 4 คู่ คือ บริเวณกึ่งกลางหน้าผากเหนือคิ้วทั้งสองข้าง 1 คู่ บริเวณใต้สมองทั้งสองข้าง 1 คู่ บริเวณค่อนไปข้างหลังของกระดูกจมูก 1 คู่ และอยู่บริเวณสองข้างของจมูกอีก 1 คู่

โพรงอากาศเหล่านี้มีเยื่อบางๆ อยู่เช่นเดียวกับช่องจมูก และโพรงอากาศเหล่านี้จะเปิดเข้าสู่ช่องจมูกโดยตรงด้วย ดังนั้นหากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นที่ช่องจมูกจะมีผลต่อโพรงอากาศนี้ด้วย

การได้รับกลิ่น กระเปาะรับกลิ่น คือบริเวณที่เยื่อบุภายในโพรงจมูกมีประสาทสำหรับรับกลิ่นอยู่ทั่วไปซึ่งเชื่อมโยงไปสู่สมอง เมื่อกลิ่นผ่านเข้าไปในโพรงจมูก กลิ่นมากระทบปลายประสาทสัมผัสรับกลิ่น ปลายประสาทรับกลิ่นส่งกระแสประสาทไปสู่สมองเพื่อแปลความหมายของสิ่งที่ได้รับ

การดูแลรักษาจมูก เพื่อให้จมูกทำหน้าที่ได้ตามปกติและปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ เราควรปฏิบัติดังนี้

1) รักษาจมูกให้สะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการไปอยู่ที่ๆ มีฝุ่นละอองมากๆ

2) ไม่เข้าไปในบริเวณที่มีกลิ่นฉุน เหม็น หรือใส่น้ำหอมกลิ่นรุนแรงเพราะทำให้ประสาทรับกลิ่นเสื่อมลง

3) ไม่ใช้นิ้วหรือสิ่งของอื่นๆ เช่น ปากกา ดินสอ กระดาษ แหย่จมูกเล่น เพราอาจทำให้จมูกอักเสบหรือเป็นอันตรายได้

4) ไม่ถอนขนจมูกหรือตัดให้สั้น เพราะขนจมูกมีประโยชน์ในการกรองฝุ่นละออง เชื้อโรค และสิ่งอื่นๆ ที่อาจปนเข้ามากับลมหายใจ ไม่ให้เข้าสู่ช่องจมูกและปอดได้

5) เวลาจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษนุ่มๆ ปิดปากไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังผู้อื่น

6) เวลาสั่งน้ำมูกให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษนุ่มๆ รอไว้ที่จมูก แล้วค่อยๆ สั่งน้ำมูก ถ้าสั่งแรงและบีบจมูกจะทำให้คัดจมูกและจะหายใจลำบากมากขึ้น เยื่อจมูกจะมีเลือดมาคั่งและบวม และเชื้อโรคในช่องจมูกและโพรงจมูกจะเข้าสู่หูชั้นกลางได้ง่าย

7) เมื่อต้องการดมกลิ่นของบางอย่างเพื่ออยากทราบว่าคืออะไร อย่าใช้จมูกจ่อจนใกล้แล้วสูดหายใจเพราะอาจะเป็นอันตรายได้ เช่น การสูดดมสารเคมีบางชนิด ดังนั้นจึงควรให้จมูกอยู่ห่างของนั้นพอประมาณ แล้วใช้มือโบกให้กลิ่นโชยเข้าจมูก โดยสูดกลิ่นเพียงเล็กน้อย

8) เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นที่จมูก เช่น คัดจมูก เลือดกำเดาไหล ปวดจมูก ควรไปให้แพทย์ตรวจรักษา

5. การสัมผัส เกิดจากผิวหนังสามารถรับความรู้สึกสัมผัสได้ ทันที่ที่สัมผัสวัตถุสิ่งของ เราจะรู้ได้ทันทีเช่นกันว่าสิ่งนั้นมีผิวสัมผัสอย่างไร อ่อนนุ่มหรือแข็ง ร้อนหรือเย็น เรียบหรือขรุขระ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ทำไมชอบได้ยินเสียงเหมือนน้ำไหลไม่เติมสายยางวิ่งขึ้นสมอง
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ปวดหัวข้างเดียวอาการบ่งบอกถึงโรคอะไรหรือป่าวค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ปลายประสาทขาซ้ายอักเสบเกิดจากสาเหตอะไรคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ลูดแข็งแรงตั้งแต่อยู่ในครรถ์ต้องทำยังไงบ้างค่ะ ?
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
หมอนรองทับเส้นประสาทนี่ จำเป็นต้องผ่าตัดไหมคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่