สมองและระบบประสาท (ฺBrain and Nervous system)

เผยแพร่ครั้งแรก 17 ก.ย. 2019 อัปเดตล่าสุด 18 พ.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 8 นาที

การเคลื่อนไหว ความคิด ความรู้สึก และการทำงานของร่างกายทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การควบคุมของสมองและระบบประสาท

หน้าที่ของระบบประสาท (Nervous system)

ระบบประสาทจะทำหน้าที่แบบอัตโนมัติ และอยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ เช่น การหายใจ การหมุนเวียนของกระแสเลือด การย่อยอาหาร เป็นต้น ส่วนใหญ่จะถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งประกอบด้วย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195
  • ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System: SNS)
  • ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System: PNS)

ซึ่งระบบประสาททั้งสองส่วนนี้เปรียบเสมือนสวิตซ์เปิด-ปิด การทำงานของอวัยวะต่างๆ ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถรักษาสภาวะสมดุลไว้ได้ 

หากเกิดความผิดปกติของสมอง หรือระบบประสาทก็จะก่อให้เกิดความผิดปกติ ตั้งแต่ความผิดปกติเล็กน้อยในการเคลื่อนไหวไปจนถึงขั้นเป็นอัมพาต และความจำเสื่อม

ระบบรับความรู้สึก (Sensory system)

ระบบรับความรู้สึกเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นร่างกายในรูปแบบต่างๆ 

โดยการรับความรู้สึกพื้นฐานมี 5 ทาง ได้แก่ การมองเห็นภาพ การได้ยินและการทรงตัว การรู้รส การได้กลิ่น และการสัมผัส ซึ่งการรับรู้เหล่านี้จะทำงานประสานกันเพื่อให้เราสามารถรับรู้ภาพรวมทั้งหมดได้อย่างชัดเจนนั่นเอง

1. การมองเห็นภาพ (Sensory of vision)

การมองเห็นภาพเกิดจากแสงไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาผ่านกระจกตา รูม่านตา แก้วตา จนไปตกที่จอตา หลังจากนั้นเซลล์รับภาพที่จอตาจะรับภาพในลักษณะหัวกลับ แล้วส่งไปตามเส้นประสาทสู่สมองส่วนท้ายทอย  ซึ่งสมองส่วนนี้จะทำหน้าที่แปลภาพหัวกลับเป็นหัวตั้งตามรูปแบบเดิมของสิ่งที่เห็น 

ตามีส่วนประกอบ 2 ส่วนคือ

1. ส่วนประกอบภายนอกตา ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195
  • คิ้ว ทำหน้าที่ป้องกันมิให้เหงื่อไหลเข้าตา
  • ขนตา ช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้าตา
  • หนังตา ทำหน้าที่ช่วยปิด-เปิด เพื่อรับแสงและควบคุมปริมาณของแสงสู่นัยน์ตา ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตา และหลับตาเพื่อให้นัยน์ตาได้พักผ่อน
  • ต่อมน้ำตา เป็นต่อมเล็กๆ ที่อยู่ใต้หางคิ้ว โดยจะทำหน้าที่ขับน้ำตามาหล่อเลี้ยงนัยน์ตาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน้ำตาส่วนใหญ่นั้นจะระเหยไปในอากาศ ส่วนที่เหลือจะระบายออกที่รูระบายน้ำตาซึ่งอยู่บริเวณหัวตา

2. ส่วนประกอบภายในดวงตา หรือที่เรียกว่า ลูกตา

ลูกตามีรูปร่างเป็นทรงกลมรี ภายในมีของเหลวลักษณะเป็นวุ้นใส โดยมีส่วนประกอบ ได้แก่ ตาขาว ตาดำ แก้วตา และจอตาหรือฉากตา

  • ตาขาว คือส่วนสีขาวของนัยน์ตา ทำหน้าที่หุ้มลูกตาไว้ ด้านหลังลูกตามีกล้ามเนื้อยึดอยู่ 6 มัด ทำให้กลอกตาไปทางซ้ายขวา หรือขึ้นลงได้ ผนังด้านหน้าของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อใส เรียกว่า กระจกตา ซึ่งหากมีจุดหรือรอยถลอกเพียงเล็กน้อย ก็จะรบกวนการมองเห็น และทำให้เคืองตาได้มาก ซึ่งหากเป็นฝ้าขาวอาจทำให้ตาบอดได้
  • ตาดำ คือส่วนที่เป็นม่านตา มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อยืดหดได้ และมีสีตามชาติพันธุ์ โดยตาดำตรงกลางม่านตาจะมีรูกลมๆ ที่เรียกว่า รูม่านตาอยู่ ซึ่งเป็นทางให้แสงผ่าน หากอยู่ในที่สว่างมากม่านตาจะหดแคบ และรูม่านตาก็จะเล็กลงจนทำให้แสงผ่านเข้าลูกตาได้น้อยลงนั่นเอง
  • แก้วตา จะอยู่หลังรูม่านตา มีลักษณะเป็นแผ่นใสๆ คล้ายเลนส์นูนธรรมดา มีเอ็นยึดแก้วตายึดระหว่างแก้วตาและกล้ามเนื้อ โดยกล้ามเนื้อจะทำหน้าที่ปรับแก้วตาให้โค้งออกมาเมื่อมองภาพในระยะใกล้ และปรับแก้วตาให้แบนเมื่อมองภาพในระยะไกล ซึ่งทำให้เราสามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจนในทุกระยะ
  • จอตาหรือฉากตา จะอยู่ด้านหลังแก้วตา มีลักษณะเป็นผนังที่ประกอบด้วยใยประสาทจำนวนมากที่ไวต่อแสงมาก โดยเซลล์ประสาทเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นจอรับภาพ และส่งความรู้สึกผ่านไปยังเส้นประสาทตา ซึ่งทอดทะลุออกทางด้านหลังกระบอกตาโยงไปสู่สมอง เพื่อแปลความหมายให้เกิดความรู้สึกเห็นภาพ ทำให้รู้ว่ากำลังมองเห็นภาพอะไรอยู่นั่นเอง

ความผิดปกติของสายตา

เกิดขึ้นเพราะส่วนประกอบของนัยน์ตามีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการมองเห็นภาพไม่ชัด ตาพร่า โดยความผิดปกติที่พบบ่อย ได้แก่

  • สายตาสั้น คือการที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ ส่วนสิ่งที่อยู่ไกลจะมองเห็นไม่ชัด
  • สายตายาว คือการที่มองเห็นเฉพาะสิ่งที่อยู่ไกลๆ ส่วนสิ่งที่อยู่ใกล้จะมองเห็นไม่ชัด
  • สายตาเอียง คือการที่มองเห็นบิดเบี้ยวจากรูปทรงที่แท้จริง บางคนมองเห็นภาพในแนวดิ่งชัด แต่มองภาพในแนวระดับแนวนอนไม่ชัด เป็นต้น
  • ตาส่อน ตาเอก ตาเข และตาเหล่ คือคนที่มีตาสองข้างไม่อยู่ในแนวตรงกัน

การถนอมดวงตา

ตาเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย การถนอมดวงตาไว้ใช้งานได้นาน และอยู่ในสภาพดีที่สุดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งควรปฏิบัติดังนี้

  • อย่าใช้สายตานานเกินควร 
  • การอ่านหนังสือ จะต้องมีแสงสว่างเพียงพอ และตาควรห่างจากหนังสือประมาณ 1 ฟุต
  • การดูโทรทัศน์ ควรดูในห้องที่มีแสงสว่างเพียงพอสม และควรนั่งห่างจากโทรทัศน์ประมาณ 5 เท่าของขนาดโทรทัศน์
  • เมื่อมีฝุ่นละออง หรือเศษผงเข้าตา อย่าใช้มือขยี้ตา ให้ใช้น้ำสะอาด หรือน้ำยาล้างตา ล้างเอาฝุ่นออก
  • หลีกเลี่ยงการมองแสงจ้า เช่น ดวงอาทิตย์ หรือของสีขาวที่อยู่กลางแดด เพราะจะทำให้เซลล์ประสาทตาเสื่อมได้
  • ระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดกับตาได้ เช่น อย่าให้ของแหลมอยู่ใกล้ตา ไม่เล่นขว้างปา เป็นต้น
  • ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น แว่นตา ผ้าเช็ดหน้า เพราะอาจติดเชื้อได้
  • เวลานอนควรปิดไฟ เพื่อให้ดวงตาได้พักผ่อนเต็มที่
  • ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอเป็นประจำ เช่น ไข่ นม น้ำมันตับปลา ผัก ผลไม้สีเหลือง เป็นต้น
  • เมื่อมีความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา เช่น มองเห็นภาพไม่ชัด ตาบวม คันตา ควรปรึกษาจักษุแพทย์

2. การได้ยินและการทรงตัว (Hearing and balance)

เกิดจากคลื่นเสียงเดินทางผ่านอากาศเข้าสู่หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็นแรงสั่นสะเทือนโดยกระดูกหูซึ่งวางเรียงตัวกันอยู่ ซึ่งแรงสั่นสะเทือนจะผ่านของเหลวภายในหูชั้นใน และถูกแปรเป็นสัญญาณประสาทไฟฟ้า ก่อนที่จะถูกส่งไปแปลความหมายในสมอง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

หูนั้นนอกจากจะเป็นอวัยวะที่ช่วยให้ได้ยินเสียงต่างๆ แล้ว ยังเป็นอวัยวะที่ทำงานเกี่ยวกับการทรงตัวของร่างกายขณะร่างกายเคลื่อนไหวอีกด้วย

หู มีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือ

1. หูชั้นนอก

หูชั้นนอก ประกอบด้วย

  • ใบหู เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มด้วยผิวหนังบางๆ ทำหน้าที่ดัก และรับเสียงเข้าสู่รูหู
  • รูหู เป็นท่อคดเคี้ยวเล็กน้อย ลึกประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังของรูหูบุด้วยเยื่อบาง และใต้เยื่ออ่อนนี้มีต่อมน้ำมันจำนวนมาก ซึ่งทำหน้าที่ขับไขมันเหนียวและเหลวมาหล่อเลี้ยงรูหู ไขมันเหล่านี้เมื่อรวมกับสิ่งสกปรกต่างๆ ก็จะกลายเป็นขี้หู ซึ่งจะช่วยป้องกันสิ่งแปลงปลอมที่เข้ามาทางรูหูไม่ให้เข้าถึงเยื่อแก้วหูได้ง่าย
  • เยื่อแก้วหู เป็นเยื่อบางๆ อยู่ลึกเข้าไปในส่วนของรูหู กั้นอยู่ระหว่างหูชั้นนอกและหูชั้นกลาง ทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงที่เดินทางเข้ามาทางรูหู

2. หูชั้นกลาง

มีลักษณะเป็นโพรงอากาศบรรจุกระดูกเล็กๆ 3 ชิ้นติดต่อกัน คือ กระดูกค้อนที่อยู่ติดกับเยื่อแก้วหู กระดูกทั่งที่อยู่ตรงกลาง และกระดูกโกลนที่อยู่ติดกับหูชั้นใน

ส่วนล่างของโพรงอากาศตอนปลายของหูชั้นกลางจะมีท่อยูสเตเชี่ยน (Eustachian tube) ซึ่งมีลักษณะเป็นช่องอากาศแคบๆ และยาวต่อไปถึงคอ ทำหน้าที่ปรับความกดอากาศข้างในและข้างนอกหูให้มีความสมดุลกัน ทำให้ไม่ปวดหูเวลาอากาศเข้าไปกระทบแก้วหูขณะที่มีการหายใจ หรือขณะกลืนอาหาร

3. หูชั้นใน

ประกอบด้วยอวัยวะที่สำคัญ 2 ส่วน คือ

  • ส่วนที่ทำหน้าที่รับเสียง มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ ที่ขดเป็นวงซ้อนกันอยู่หลายชั้นคล้ายหอยโข่ง ภายในมีท่อของเหลวบรรจุอยู่ ตามผนังด้านในของท่อมีอวัยวะรับเสียงอยู่ทั่วไป
  • ส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว มีลักษณะเป็นรูปท่อโค้งครึ่งวงกลมเล็กๆ 3 วง เรียงติดต่อกันตั้งฉากกับผนังภายใน ปลายของครึ่งวงกลมทั้ง 3 นั้นอยู่ติดกัน ท่อครึ่งวงกลมทั้ง 3 นี้บุด้วยเนื้อเยื่อบางๆ ที่มีประสาทรับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวกระจายอยู่ ส่วนที่เป็นช่องว่างภายในท่อครึ่งวงกลมจะบรรจุด้วยของเหลว
    เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวที่ศีรษะหูจะเอนเอียงตามไปด้วย ซึ่งของเหลวที่บรรจุภายในท่อทั้ง 3 นี้จะเคลื่อนที่ไปตามทิศทางการเอียงของศีรษะ กระตุ้นให้ระบบประสาทรับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัว และส่งความรู้สึกเหล่านั้นไปยังสมอง เพื่อทราบว่าขณะนี้ร่างกายกำลังทรงตัวอยู่ในลักษณะใด
    ซึ่งของเหลวที่บรรจุในท่อครึ่งวงกลมนี้จะปรับเปลี่ยนไปตามความกดดันของอากาศ หากความกดดันอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันจนทำให้ของเหลวปรับตัวไม่ทัน ก็จะทำให้มีอาการวิงเวียนศีรษะนั่นเอง

โรคและความผิดปกติของหู

หูเป็นอวัยวะที่บอบบาง และมีลักษณะเป็นช่องเปิดจากภายนอกเข้าไป จึงอาจทำให้เป็นโรค หรือเกิดอาการผิดปกติขึ้นในส่วนต่างๆ ของหูได้ง่าย โดยโรคของหูที่พบได้บ่อย คือ หูน้ำหนวก แก้วหูทะลุและเชื้อราในช่องหู

การถนอมหู

  • ไม่ควรแคะขี้หูด้วยวัตถุแข็ง เช่น ไม้ หรือโลหะ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อหูได้ โดยแท้จริงแล้วขี้หูเป็นสิ่งที่ขับออกมาตามธรรมชาติ ซึ่งมีกลิ่นพิเศษที่ป้องกันไม่ให้แมลงเข้าหู จึงไม่จำเป็นต้องแคะออก การทำความสะอาดหูนั้น ให้นำผ้าชุบน้ำพอหมาดๆ เช็ดบริเวณใบหูและรูหูเท่าที่นิ้วมือจะสอดเข้าไปได้ก็เพียงพอแล้ว
  • เวลาเป็นหวัดไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดแรงอัดจนดันให้เชื้อโรคเข้าสู่หูชั้นกลางได้
  • หลีกเลี่ยงการฟังเสียงที่ดังเกินไป เช่น เสียงปืน เสียงพลุ หรือเสียงที่ดังตลอดเวลา เช่น เสียงเพลงจากหูฟัง เสียงเครื่องจักรทำงานในโรงงานต่างๆ เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคหูตึง
  • เมื่อมีแมลงเข้าหู อย่าพยายามแคะออก ควรใช้น้ำมันพืชหยอดลงในรูหู แล้วทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้แมลงตาย แล้วจึงเอียงหูให้น้ำมันไหลออกมาพร้อมกับแมลง และใช้สำลีเช็ดให้แห้ง
  • หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าหู ไม่ควรเอาออกดัวยตนเองเพราะอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อแก้วหูได้ ควรไปพบแพทย์
  • หากมีอาการผิดปกติของหู เช่น ปวดหู หูอื้อ หรือได้ยินไม่ชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์

3. การรู้รส (Taste)

ลิ้นเป็นอวัยวะในช่องปาก ทำหน้าที่ช่วยคลุกเคล้าอาหารและรับความรู้สึกเกี่ยวกับรสชาติของอาหาร การที่ลิ้นสามารถรับรู้รสชาติของอาหารได้นั้น เพราะมีอวัยวะในการรับรู้รสที่เรียกว่า ตุ่มรับรส มีลักษณะกลมรี ภายในประกอบด้วย เซลล์รูปทรงกระสวย และมีปลายเส้นประสาทที่ทำหน้าที่รับรู้รสอยู่ 3 เส้น 

ตุ่มรับรสส่วนใหญ่จะพบที่ด้านหน้าและด้านข้างของลิ้น แต่ส่วนบนของต่อมทอนซิล เพดานปาก และหลอดคอ จะพบได้น้อย โดยตุ่มรับรสจะมีอย่างน้อยที่สุดประมาณ 4 ชนิดด้วยกัน ซึ่งจะคอยรับรสที่แตกต่างกันคือ รสหวาน รสเค็ม รสขม และรสเปรี้ยว

การดูแลรักษาลิ้น

  • ควรระวัง และดูแลรักษาลิ้นไม่ให้เป็นโรค ด้วยการทำความสะอาดลิ้นอยู่เสมอ 
  • เวลารับประทานอาหาร ให้ค่อยๆ เคี้ยว ไม่ควรรีบร้อน เพราะอาจกัดลิ้นตนเองจนเป็นแผลได้ 
  • ไม่ควรรับประทานอาหารที่ร้อนมากๆ หรืออาหารที่มีรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เพราะอาจทำให้ลิ้นชาได้
  • หมั่นสังเกตว่าลิ้นเป็นฝ้าขาว หรือเป็นแผลหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติดังกล่าวให้รีบรักษาทันที

4. การได้กลิ่น (Smell)

เกิดจากประสาทสัมผัสกลิ่น ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่แผ่นเยื่อรับกลิ่นบริเวณเพดานของช่องจมูก เมื่ออากาศผ่านเข้าสู่ช่องจมูกจะกระตุ้นเซลล์ที่แผ่นเยื่อรับกลิ่นเหล่านี้ให้ส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังสมองเพื่อแยกแยะกลิ่นต่างๆ 

ส่วนประกอบของจมูก

จมูกมีโครงสร้างเป็นกระดูกแข็ง และกระดูกอ่อน ภายนอกหุ้มด้วยผิวหนัง ภายในบุด้วยแผ่นเยื่อเมือก ซึ่งส่วนประกอบของจมูกมีดังนี้

  • สันจมูก เป็นกระดูกอ่อนที่เริ่มตั้งแต่ใต้หัวคิ้ว ส่วนบนเป็นกระดูกเรียกว่า ดั้งจมูก ส่วนล่างเป็นกระดูกอ่อน ซึ่งจะมีเนื้อเยื่อและผิวหนังปกคลุมอยู่ภายนอก
  • รูจมูก มี 2 ข้าง อยู่ส่วนล่างของจมูก ภายในมีขนจมูก ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันฝุ่นละอองในขณะหายใจเข้า
  • โพรงจมูก อยู่ถัดจากรูจมูกเข้าไปข้างใน เป็นที่พักของอากาศก่อนจะถูกสูดเข้าปอด โดยโพรงจมูกทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของอากาศ และมีหลอดเลือดฝอยจำนวนมากอยู่ตามแผ่นเยื่อเมือก ทำหน้าที่ถ่ายเทความร้อนออกมาทำให้อากาศ
    ด้านแผ่นเยื่อเมือกจะทำหน้าที่ปรับความชื้นให้กับอากาศ พร้อมทั้งดักจับฝุ่นละอองที่เล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าไป และขับทิ้งออกมาเป็นน้ำมูก ส่วนบริเวณด้านบนของโพรงจมูกจะมีปลายประสาททำหน้าที่รับกลิ่นอยู่มากมาย
    นอกจากนี้ ภายในจมูกยังมีรูเปิดของท่อน้ำตา ซึ่งเป็นที่ระบายน้ำตาลงมาในโพรงจมูกเพื่อไม่ให้เอ่อล้นออกมานอกลูกตา ดังนั้น เวลาที่ร้องไห้จึงมีน้ำตาส่วนหนึ่งไหลลงมาตามท่อดังกล่าวเข้าสู่ช่องจมูกกลายเป็นน้ำมูกใสๆ ไหลออกมาทางรูจมูก และทำให้รู้สึกคัดจมูกนั่นเอง
  • โพรงอากาศรอบจมูก เป็นโพรงกระดูกที่อยู่บริเวณรอบๆ จมูก มีอยู่ 4 คู่ คือ บริเวณกึ่งกลางหน้าผากเหนือคิ้วทั้งสองข้าง 1 คู่ บริเวณใต้สมองทั้งสองข้าง 1 คู่ บริเวณค่อนไปข้างหลังของกระดูกจมูก 1 คู่ และอยู่บริเวณสองข้างของจมูกอีก 1 คู่
    ซึ่งโพรงอากาศเหล่านี้จะมีเยื่อบางๆ อยู่เช่นเดียวกันกับช่องจมูก และเปิดเข้าสู่ช่องจมูกโดยตรง ดังนั้นหากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นที่ช่องจมูกก็จะมีผลต่อโพรงอากาศรอบจมูกด้วย

การดูแลรักษาจมูก

เพื่อให้จมูกทำหน้าที่ได้ตามปกติ และปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ควรปฏิบัติดังนี้

  • รักษาจมูกให้สะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการไปอยู่ที่ๆ มีฝุ่นละอองมากๆ
  • ไม่เข้าไปในบริเวณที่มีกลิ่นฉุน เหม็น หรือใส่น้ำหอมกลิ่นรุนแรง เพราะทำให้ประสาทรับกลิ่นเสื่อมลง
  • ไม่ใช้นิ้วหรือสิ่งของอื่นๆ เช่น ปากกา ดินสอ กระดาษ แหย่จมูกเล่น เพราอาจทำให้จมูกอักเสบหรือเป็นอันตรายได้
  • ไม่ถอนขนจมูกหรือตัดให้สั้น เพราะขนจมูกมีประโยชน์ในการกรองฝุ่นละออง เชื้อโรค และสิ่งอื่นๆ ที่อาจปนเข้ามากับลมหายใจไม่ให้เข้าสู่ช่องจมูกและปอดได้
  • เวลาจามให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษนุ่มๆ ปิดปากไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังผู้อื่น
  • เวลาสั่งน้ำมูกให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษนุ่มๆ รองไว้ที่จมูก แล้วค่อยๆ สั่งน้ำมูก ถ้าสั่งแรงและบีบจมูกจะทำให้คัดจมูกและหายใจลำบากมากขึ้น
  • เมื่อต้องการดมกลิ่นของบางอย่างเพื่ออยากทราบว่าคืออะไร อย่าใช้จมูกจ่อจนใกล้แล้วสูดหายใจเพราะอาจะเป็นอันตรายได้ เช่น การสูดดมสารเคมีบางชนิด ดังนั้นจึงควรให้จมูกอยู่ห่างจากของสิ่งนั้นพอประมาณ แล้วใช้มือโบกให้กลิ่นโชยเข้าจมูก โดยสูดกลิ่นเพียงเล็กน้อย
  • เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นที่จมูก เช่น คัดจมูก เลือดกำเดาไหล ปวดจมูก ควรไปให้แพทย์ตรวจรักษา

5. การสัมผัส (Touch)

ระบบประสาทจะรับความรู้สึกที่ผิวหนัง และส่งไปยังสมองเพื่อแปรความหมาย หลังจากนั้นจะส่งสัญญาณกลับมายังร่างกายโดยผ่านทางเส้นประสาทสมอง หรือเส้นประสาทไขสันหลัง ซึ่งใช้เวลาทั้งหมดแค่เสี้ยววินาที และแทบไม่ต้องใช้ความคิดเลย


2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
ncbi.nlm.nih, How does the nervous system work? (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK279390/), October 28, 2009
KidsHealth Medical Experts, Brain and Nervous System (https://kidshealth.org/en/parents/brain-nervous-system.html)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอาการนี้
ทำไมชอบได้ยินเสียงเหมือนน้ำไหลไม่เติมสายยางวิ่งขึ้นสมอง
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ตั้งแต่คลอดลูกมาไม่รุ้ว่าเป็นใลค่ะชอบปวดหัวแล้วก็ปวดมากด้วย
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ปวดหัวข้างเดียวอาการบ่งบอกถึงโรคอะไรหรือป่าวค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ปลายประสาทขาซ้ายอักเสบเกิดจากสาเหตอะไรคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ลูดแข็งแรงตั้งแต่อยู่ในครรถ์ต้องทำยังไงบ้างค่ะ ?
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
หมอนรองทับเส้นประสาทนี่ จำเป็นต้องผ่าตัดไหมคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
หากคุณยังมีคำถาม ส่งคำถามให้คุณหมอตอบได้ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม