มาลาเรีย (Malaria) คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 22, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 305,926 คน

มาลาเรีย เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักโรคนี้ เพราะเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์ปีละราว 4 แสนราย โรคมาลาเรีย ร้ายแรงแค่ไหน? อาการของโรคเป็นอย่างไร และมีวิธีการป้องกันอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ

มาลาเรีย (Malaria) คืออะไร ?

มาลาเรียหรือที่รู้จักกันในชื่ออื่นๆ เช่น ไข้ป่า ไข้จับสั่น เป็นต้น นับเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงถึงชีวิต โดยมักพบการติดเชื้อในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก จากรายงานขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ในปีพ.ศ. 2560 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อมาลาเรียทั้งสิ้น 219 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อสูงถึง 435,000 ราย ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่สูงมาก ทำให้ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในการลดอัตราการติดเชื้อและการเสียชีวิตให้น้อยลง โดยหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดคือการให้ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุการติดเชื้อ อาการ วิธีรักษาและวิธีป้องกัน เพื่อให้ทุกคนปลอดภัยจากโรคมาลาเรีย    

สาเหตุของโรคมาลาเรีย

โรคมาลาเรียเกิดจากเชื้อโปรโตซัวกลุ่ม “พลาสโมเดียม” (Plasmodium) เข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของผู้ป่วย ทำให้เกิดภาวะซีดอย่างรุนแรง มีไข้ หนาวสั่น ฯลฯ โดยเชื้อชนิดนี้มี ยุงก้นปล่อง เป็นพาหะนำโรค

กระบวนการติดเชื้อของผู้ป่วยคือ เมื่อยุงก้นปล่องกัดผู้ป่วยมาลาเรีย เชื้อจะอยู่ในตัวยุงประมาณ 10 – 12 วัน เมื่อยุงตัวนั้นกัดคนอื่นต่อ ก็จะปล่อยเชื้อมาลาเรียจากต่อมน้ำลายสู่ผู้ที่ถูกกัด ทำให้คนนั้นติดเชื้อมาลาเรียต่อไป

ทั้งนี้เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ถูกกัด เชื้อจะเข้าไปอาศัยในเซลล์ตับ จากนั้นจะเจริญเติบโตในเซลล์ตับประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ จนเซลล์ตับแตก จึงกลับออกมาในกระแสเลือดอีกครั้ง และเข้าไปเจริญเติบโตต่อในเซลล์เม็ดเลือดแดง จนทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก

ร่างกายจะตอบสนองต่อแอนติเจนของเชื้อมาลาเรียโดยการปล่อยไซโตไคน์ (Cytokine) เช่น Interleukin 1(IL-1) และ Tumor necrosis factor (TNF) ซึ่งเป็นสารโปรตีนขนาดเล็กทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์ที่มีหน้าที่ปกป้องร่างกาย เคลื่อนเข้ามายังเซลล์หรือเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย เพื่อทำหน้าที่ปกป้องเซลล์หรือเนื้อเยื่อนั้นๆ ผลข้างเคียง เช่น ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น เป็นต้น

หากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลายจำนวนมาก จะทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะพร่องออกซิเจน หมายถึง ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ (เนื่องจากเม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ลำเอียงออกซิเจน) ทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้ไม่เต็มที่ อาจมีการจับกลุ่มของเม็ดเลือดแดง ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี เลือดจับตัวเป็นลิ่มเลือดเล็กๆ ในหลอดเลือดฝอย หรือจับตัวเป็นก้อนขนาดใหญ่ในอวัยวะต่าง ๆ จนส่งผลกระทบรุนแรงได้ เช่น ตับและม้ามโต มีเลือดคั่งเป็นหย่อมๆ สมองบวมและมีเลือดคั่ง ปอดมีเลือดคั่งและบวม หากไม่ได้รับการรักษาทันที อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

เชื้อมาลาเรีย นอกจากจะติดต่อกันผ่านการถูกยุงก้นปล่องกัดแล้ว ยังพบการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารก ผ่านการได้รับเลือด การผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน แต่ถือว่าพบน้อยมาก

เชื้อมาลาเรีย 5 สายพันธุ์

จริงๆ แล้วการติดเชื้อมาลาเรียไม่ได้มีแค่ชนิดเดียว แต่มีหลากหลายชนิด โดยชนิดที่พบได้ในประเทศไทยมีทั้งหมด 5 ชนิด ซึ่งล้วนรุนแรงและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

  • Plasmodium falciparum (Pf) สายพันธุ์นี้พบได้ทั่วโลก แต่พบได้บ่ายในแอฟริกา เชื้อชนิดนี้นับว่าอันตรายมากที่สุดเพราะสามารถแบ่งตัวได้รวดเร็ว และทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดแดงที่แตกจะเข้าไปอุดตันเส้นเลือดขนาดเล็ก รวมถึงเส้นเลือดในสมอง อาจกลายเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • Plasmodium vivax (Pv) สายพันธุ์นี้มักพบในเอเชีย ละตินอเมริกา และบางส่วนของแอฟริกา สายพันธุ์นี้สามารถเข้าไปแฝงตัวอยู่ในตับได้นานถึง 2 ปี หลังจากการติดเชื้อครั้งแรก แล้วจึงออกมาทำลายเม็ดเลือดแดงอีกครั้ง
  • Plasmodium ovale (Po) เชื้อสายพันธุ์นี้พบได้มากในแอฟริกาตะวันตกและหมู่เกาะในทะเลแปซิฟิกตะวันตก สายพันธุ์นี้สามารถเข้าไปแฝงตัวอยู่ในตับได้นานถึง 4 ปี หลังจากการติดเชื้อครั้งแรก
  • Plasmodium malariae (Pm) สายพันธุ์นี้พบได้ทั่วโลก อาจทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรังหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น “เนโฟรติก ซินโดรม” (Nephritic syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการของโรคไตที่ทำให้ร่างกายขับโปรตีนออกทางปัสสาวะมาก ผู้ป่วยจะมีอาการบวมน้ำ โดยเฉพาะบริเวณเท้า ข้อเท้า
  • Plasmodium knowlesi (Pk) สายพันธุ์นี้พบได้ในลิงที่อาศัยในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถติดต่อสู่คนได้และมีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ภาวะติดเชื้อรุนแรง

อาการของโรคมาลาเรีย

อาการเริ่มแรกของมาลาเรียจะเป็นอาการคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ไอ แต่เมื่อผ่านไปสักระยะ ผู้ป่วยจะมีไข้เป็นช่วงๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่ละช่วงเรียกว่า “แพร็อกซิซึม” (Paroxysm) ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะหนาวสั่น: ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกายลดลง มีอาการหนาวสั่น เป็นเวลา 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
  • ระยะไข้ตัวร้อน: ผู้ป่วยมีไข้สูง 40-41 เซลเซียส ตัวร้อนจัด หน้าแดง ริมฝีปากแห้งมาก หิวน้ำ กระวนกระวาย กระสับกระส่าย เป็นเวลา 1-4 ชั่วโมง
  • ระยะออกเหงื่อ: อาการตัวร้อนจะค่อยๆ ลดลง มีเหงื่อออกมากตามหน้าผากและลำตัว จากนั้นอุณหภูมิร่างกายจะลดลงจนเป็นปกติ หรือเรียกว่า ช่วงปราศจากไข้ (Apyrexia) ผู้ป่วยจะอ่อนเพลีย และอาจหลับไปเพราะความเพลีย เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกตัวเหมือนปกติทุกอย่าง

จากนั้นอาการของผู้ป่วยก็จะเข้าสู่ระยะหนาวสั่นอีกครั้ง วนเช่นนี้เรื่อยไป ทั้งนี้การติดเชื้อชนิด P. vivax และ P. ovale นั้น ทำให้มีไข้ทุกๆ 48 ชั่วโมง หรือเรียกว่ามีไข้วันเว้นวัน ส่วน P. malariae นั้น ทำให้มีไข้วันเว้นสองวัน

ผู้ป่วยเป็นโรคมาลาเรียที่ป่วยนานและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะมีผิวหนังเหลืองซีด ตาเหลือง ผอม ท้องป่อง เนื่องจากตับและม้ามโต โดยภาวะนี้มักจะเกิดในผู้ป่วยที่เป็นชาวเขา หรือชาวบ้านที่อาศัยตามชายป่า แต่หากเป็นนักท่องเที่ยวที่เข้าป่าเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวแล้วเผอิญติดเชื้อมาลาเรีย มักมีอาการรุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตมากกว่า เพราะไม่เคยมีภูมิต้านทานต่อเชื้อมาลาเรียเลย

ไข้กลับ (Relapse)

หลังจากเป็นไข้ครั้งแรกและหายเป็นปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการไข้มาลาเรียได้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆ ที่ไม่ถูกยุงกัด ปรากฏการณ์นี้ เรียกว่า “ไข้กลับ” ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อมาลาเรียบางตัวยังหลงเหลืออยู่ที่เซลล์ตับ หรืออยู่ในกระแสโลหิต แต่มีระดับเกินกว่าจะตรวจพบได้

ภาวะแทรกซ้อนของมาลาเรีย

ภาวะแทรกซ้อนของมาลาเรียอาจเกิดได้ดังนี้

  • ภาวะมาลาเรียขึ้นสมอง (Cerebral malaria) ผู้ป่วยมักมีอาการชัก ไม่รู้สึกตัว และหากไม่ได้รักษาทันที อาจผู้ป่วยตาบอด หรือหูหนวกได้ (โดยเฉพาะในเด็ก) และหากร้ายแรงกว่านั้นอาจทำให้เสียชีวิตได้
  • โลหิตจางอย่างรุนแรง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย จนอาจทำให้เสียชีวิตได้
  • ไตวาย
  • ปอดบวม ภาวะนี้จะทำให้สารน้ำเข้าสู่ปอดทำให้มีอาการหายใจลำบาก
  • ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะนี้อาจเกิดจากการที่เชื้อมาลาเรียเข้าขัดขวางการทำหน้าที่ของตับ ในการกักตุนน้ำตาล หรือเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยา Quinine sulfate เพื่อรักษาโรคมาลาเรีย จนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมาก
  • ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว อาจเกิดการอุดตันของเส้นเลือด ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะช็อค ความดันโลหิตต่ำ ตัวเย็น หรือชักได้
  • เลือดเป็นกรด (Metabolic acidosis) ภาวะนี้เลือดและสารน้ำในเนื้อเยื่อจะเป็นกรดเพิ่มขึ้น โดยมักพบร่วมกับการมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

อาการของโรคมาลาเรียอาจมีตั้งแต่ระดับที่ไม่รุนแรง ไปจนถึงระดับที่อันตรายต่อชีวิต ดังนั้นการวินิจฉัยโรคได้เร็วและรักษาอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อมาลาเรียระดับรุนแรง

  • หญิงตั้งครรภ์ ทารกและเด็กเล็ก (อายุระหว่าง 6-36 เดือน)
  • นักเดินทางที่ไม่ได้มีภูมิต้านทานเชื้อมาลาเลียมาก่อน
  • ผู้ที่ระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหาเช่น HIV/AIDS
  • นักเดินทางที่เดินทางไปทวีปแอฟริกาเขต Sub-Saharan ซึ่งมีเชื้อมาลาเรียชนิด P. falciparum (สายพันธุ์ที่อันตรายที่สุด) อยู่มาก

อาการติดเชื้อมาลาเรียรุนแรง

เด็กที่ติดเชื้อมาลาเรียระดับรุนแรง มักมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เลือดเป็นกรด ซีดอย่างรุนแรง ไม่รู้สึกตัว ชัก และพัฒนาการเกี่ยวกับการรับรู้ถูกทำลาย

ผู้ใหญ่ที่มีการติดเชื้อมาลาเรียระดับรุนแรง มีแนวโน้มที่จะเกิดตัวเหลืองตาเหลืองรุนแรง ไตวาย และปอดบวม

การวินิจฉัยโรคมาลาเรีย

เบื้องต้นหากสงสัยว่าตัวเองมีอาการคล้ายติดเชื้อมาลาเรีย เช่น มีไข้สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส มีอาการหนาวสั่น ซีด ตาแดง ปัสสาวะสีเข้ม และเคยเดินทางไปในประเทศที่มีการระบาดของมาลาเรีย หรืออยู่ในพื้นที่ที่เคยพบการติดเชื้อภายใน 12 เดือน ควรเข้ารีบแพทย์ทันที เพราะบางครั้งอาการของมาลาเรียอาจเปลี่ยนจากระดับไม่รุนแรงกลายเป็นระดับรุนแรงได้ภายใน 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้แพทย์จะซักประวัติและสอบถามอาการเบื้องต้น หากพบว่ามีอาการคล้ายโรคมาลาเรียจึงตรวจเลือด เพื่อทดสอบว่ามีร่างกายมีเชื้อมาลาเรียอยู่หรือไม่และติดเชื้อชนิดใด นอกจากนี้การตรวจเลือดยังทำให้ทราบว่าเราติดเชื้อระดับรุนแรงหรือไม่ มีภาวะซีด เลือดเป็นกรด หรือมีปัญหาที่ตับ ไต หรือไม่

  • การตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคมาลาเรีย
    • การวินิจฉัยจากกล้องจุลทรรศน์: การทดสอบนี้ถือเป็นวิธีการตรวจมาตรฐาน ในการยืนยันการติดเชื้อโดยสามารถบ่งบอกได้ว่าเชื้อมาลาเรียเป็นสายพันธุ์ใดและประเมินว่ามีการติดเชื้อในเม็ดเลือดแดงกี่เปอร์เซ็นต์
    • การทำ Rapid diagnostic test (RDTs): การทดสอบนี้ให้ผลอย่างรวดเร็ว แต่อาจไม่แม่นยำเท่าการตรวจจากกล้องจุลทรรศน์ โดยบางโรงพยาบาลจะใช้การตรวจวิธีนี้เพื่อบอกผลอย่างคร่าวๆ ก่อนการส่งตรวจใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อยืนยันการวินิจฉัย
    • การทำ Rapid diagnostic test (RDTs): การทดสอบนี้ให้ผลอย่างรวดเร็ว แต่อาจไม่แม่นยำเท่าการตรวจจากกล้องจุลทรรศน์ โดยบางโรงพยาบาลจะใช้การตรวจวิธีนี้เพื่อบอกผลอย่างคร่าวๆ ก่อนการส่งตรวจใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อยืนยันการวินิจฉัย
    • การวินิจฉัยจากโมเลกุล: การทดสอบนี้เป็นทดสอบโดยใช้ Polymerase Chain Reaction (PCR) สามารถใช้วินิจฉัยสายพันธุ์ของมาลาเรียได้อย่างแม่นยำ แต่มักใช้เวลานานเกินกว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยที่ป่วยเฉียบพลันได้
    • การวินิจฉัยโรคโดยการตรวจแอนติบอดีในน้ำเลือด (Serology): ใช้ตรวจว่าผู้ป่วยเคยมีประวัติการติดเชื้อมาก่อนหรือไม่
  • การทดสอบการดื้อยา: การทดสอบนี้จำเป็นต้องทำเพื่อให้ทีมแพทย์ประเมินได้ถูกต้องว่าควรจ่ายยาชนิดใดในการกำจัดเชื้อมาลาเรีย

การรักษาโรคมาลาเรีย

ยาที่ใช้รักษาโรคมาลาเรียมีหลากหลายชนิด โดยเบื้องต้นแพทย์จะต้องประเมินตามปัจจัยดังนี้

  1. ความรุนแรงของอาการ: หากผู้ป่วยมีอาการมาลาเรียระดับไม่รุนแรง สามารถให้ยาด้วยการรับประทานได้ แต่หากมีอาการระดับรุนแรงจะต้องให้ยาผ่านทางเส้นเลือดดำ
  2. สายพันธุ์ของเชื้อมาลาเรีย: เชื้อมาลาเรียแต่ละสายพันธุ์ จะมีระยะเวลาในการทำลายเม็ดเลือดแดงต่างกัน ดังนั้นยาที่เลือดใช้ก็ต้องต่างกันด้วย ทั้งนี้ยาส่วนใหญ่จะเข้าไปทำลายเชื้อในกระแสเลือด แต่หากเป็นการติดเชื้อสายพันธุ์ P. Vivax หรือ P. Ovale จะต้องใช้ยาเพื่อกำจัดเชื้อตัวอ่อนที่อาจกำลังฟักตัวอยู่ในตับเพิ่มเติมด้วย เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต
  3. อายุ: เด็กใช้ยาปริมาณน้อยกว่าผู้ใหญ่ โดยขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว
  4. การตั้งครรภ์: ยาบางชนิดไม่ปลอดภัยที่จะใช้ระหว่างการตั้งครรภ์ หรือไม่ทราบระดับความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์ แต่ก็จำเป็นที่จะต้องรักษาโรคมาลาเรียในหญิงตั้งครรภ์
  5. การดื้อยา: โรคมาลาเรียเป็นโรคที่มักพบการดื้อยา ดังนั้นแพทย์จึงต้องเลือกใช้ยาโดยอ้างอิงจากสายพันธุ์ของเชื้อลักษณะการดื้อยา รวมทั้งใช้ยาหลายชนิดควบคู่กันในการรักษา
  6. ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD: ผู้ป่วยบางคนมีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD หมายถึง ร่างกายขาดเอนไซม์ G6PD ที่ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงทำงานได้ปกติ หากร่างกายเอนไซม์ชนิดนี้จึงอาจส่งผลให้เซลล์เม็ดเลือดแดงสลายตัวจนเกิดภาวะโลหิตจางตามมาได้ ซึ่งยารักษาโรคมาลาเรียบางตัวไม่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ดังนั้นแพทย์ต้องตรวจหาภาวะนี้ก่อนการเริ่มให้ยา

ยารักษาโรคมาลาเรีย

  • Aralen หรือ Plaquenil (Chloroquines): ยาชนิดนี้จัดเป็นยาแรกที่ใช้ในการรักษาโรคมาลาเรียที่ไม่ดื้อยาและไม่รุนแรง
  • Quinine: ยานี้ใช้รักษาโรคมาลาเรียชนิดที่มีการดื้อต่อยา Chloroquine
  • Primaquine: ยานี้ใช้รักษาผู้ที่ติดเชื้อสายพันธุ์ P. vivax หรือ P. ovale เพื่อกำจัดเชื้อมาลาเรียตัวอ่อนในตับ แต่ไม่สามารถใช้ได้ในผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD
  • Lariam (Mefloquine): ยานี้อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติทางจิตได้ จึงหลีกเลี่ยงการใช้ในบางครั้ง
  • Malarone (Atovarone และ Proguanil): ยานี้สามารถทำให้เกิดอาการผิดปกติในกระเพาะอาหารและจำเป็นที่ต้องรับประทานพร้อมกับอาหารหรือนม
  • Coarten (Artemether และ Lumefantrine): ยาชนิดนี้ เป็นการรวมยาที่ออกฤทธิ์สั้นเข้ากับยาที่ออกฤทธิ์ยาว โดยการรักษาโดยใช้ยา Artemisinin เป็นส่วนประกอบ เช่น Coartem จึงเป็นแนวทางหลักของการรักษาโรคมาลาเรียในปัจจุบัน สาร Artemisinins มีต้นกำเนิดมาจากพืชตระกูล Artemisia annua
  • Doxycycline, Tetracycline และ Clindamycin: ยาปฏิชีวนะเหล่านี้มักใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแต่สามารถช่วยหยุดการแบ่งตัวของเชื้อมาลาเรียได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมียาที่ใช้ในการรักษาโรคมาลาเรียที่รุนแรง ดังนี้

  • Quinidex (Quinidine gluconate): ยาชนิดนี้ให้ทางเส้นเลือดดำสำหรับการรักษาโรคมาลาเรียระดับรุนแรง แต่จำเป็นต้องติดตามการทำงานของหัวใจและความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากยาชนิดนี้อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจรุนแรงได้
  • Artesunate: ยาชนิดนี้ให้ทางเส้นเลือดดำในผู้ที่ติดเชื้อมาลาเรียระดับรุนแรง ซึ่งไม่สามารถทนต่อยา Quinidine ได้

นอกจากการให้ยาฆ่าเชื้อมาลาเรียแล้ว แพทย์จะรักษาตามอาการควบคู่กันไปด้วย เช่น ให้ยาลดไข้ ให้น้ำเกลือ ให้เลือด เป็นต้น

การป้องกันโรคมาลาเรีย

  • วัคซีนโรคมาลาเรีย: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนโรคมาลาเรียที่ได้รับการยอมรับให้ใช้อย่างแพร่หลาย แต่มีวัคซีนหลายชนิดที่อยู่ในขั้นพัฒนา โดยวัคซีนที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบันชื่อ Mosquirix (RTS,S/AS01) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2015 วัคซีนตัวนี้เป็นวัคซีนตัวแรกที่ผ่านการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 และได้รับการยอมรับทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้กับการติดเชื้อ P. falciparum จากผลการทดลองเมื่อมีการให้วัคซีน 4 ครั้ง ในเด็กเล็กอายุมากกว่า 5 เดือน พบว่า 
    • การติดเชื้อมาลาเรียลดลง 51% ในช่วง 12 เดือน หลังการฉีดเข็มที่ 3 และลดโอกาสการติดเชื้อมาลาเรียชนิดรุนแรงได้ 45%
    • การติดเชื้อมาลาเรียลดลง 39% ในช่วง 48 เดือน (การติดเชื้อลดลง 43% ในเด็กชาย และ 35% ในเด็กหญิง)
  • ยาป้องกันโรคมาลาเรีย: แม้วัคซีนจะยังไม่ได้ใช้อย่างแพร่หลาย แต่ก็มีวิธีที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เช่นกัน โดยยาที่ใช้ป้องกันโรคมาลาเรียมักเป็นยาชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในการรักษา หากจำเป็นต้องเดินทางไปในบริเวณที่มีการระบาดของเชื้อมาลาเรีย แพทย์จะจ่ายยาป้องกันโรคมาลาเรียโดยประเมินจากพื้นที่ที่ต้องเดินทาง ว่าพื้นที่นั้นพบการระบาดของเชื้อมาลาเรียชนิดใด ลักษณะการดื้อยาเป็นอย่างไร เพื่อจะได้เลือกจ่ายยาได้อย่างเหมาะสม โดยแพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาก่อน ระหว่างและหลังจากเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด แม้ว่าเราจะเคยอยู่พื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อ หรือเคยติดเชื้อมาลาเรียมาก่อน ก็ควรรับประทานยาป้องกัน
  • การดูแลตัวเอง: วิธีป้องกันมาลาเรียเบื้องต้นที่สามารถทำเองได้คือ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อ แต่หากจำเป็นจริงๆ ต้องพยายามป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยยุงก้นป่องมักจะออกหากินในช่วงระหว่างหัวค่ำจนถึงเช้ามืด ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวมีดังนี้
    • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่กลางแจ้งระหว่างช่วงหัวค่ำและเช้ามืด
    • สวมเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังให้มากที่สุด
    • ทายากันยุง

มาลาเรียนับเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต หากรู้ตัวตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือมีอาการใดๆ ที่คล้ายคลึงกับอาการของโรคมาลาเรีย แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและรักษา จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/malaria

http://www.med.cmu.ac.th/dept/...

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความต่อไป
อาการและการวินิจฉัย
อาการและการวินิจฉัย

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ป่วยเป็นมาลาเลีย มีเพศสัมพันธ์ได้มั้ยครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โดนยุงกัดช่วง 4ทุ่ม ถึง ตี 2 เป็นประจำ ต้องตรวจเลือดเลยไหมครับ กลัวพวกเท้าช้าง มาลาเรีย ไข้สมอง หอพักอยู่ในกรุงเทพ ข้างหอ เป็นหญ้าสูงครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่