มาลาเรีย (Malaria) คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 16, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที

มาลาเรีย (Malaria) คืออะไร ?

มาลาเรียเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต การติดเชื้อชนิดนี้พบได้บ่อยในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนทั่วโลก โดยเกิดจากเชื้อปรสิตในยุงที่อาศัยอยู่ในเขตร้อน ซึ่งปรสิตที่ทำให้เกิดมาลาเรียจะเข้าโจมตีเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะซีดอย่างรุนแรง มีไข้ และอาการอื่น ๆ ที่อาจดำเนินไปอย่างรวดเร็วจากระดับไม่รุนแรงจนเสียชีวิต

แม้ว่าจะไม่มีการติดต่อของโรคนี้ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ต้นยุค 1950 แต่มีการระบาดของโรคนี้ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางกลับเข้าสู่สหรัฐอเมริกาติดเชื้อ ทำให้ยุงเกิดการติดเชื้อและทำให้ผู้อื่นติดเชื้อได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมาลาเรียคืออะไร ?

โรคมาลาเรียเกิดเมื่อปรสิตชนิด Plasmodium เข้าสู่กระแสเลือดของคุณ

โดยส่วนใหญ่แล้วเชื้อมาลาเรียจะเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางน้ำลายของยุง Anopheles (ยุงก้นป่อง) ซึ่งติดมาจากคนอื่นที่มีการติดเชื้อมาลาเรีย ในบางกรณีพบว่าเชื้อมาลาเรียอาจติดต่อจากมารดาสู่ทารก ผ่านการได้รับเลือดหรือจากการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ หรือจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน แต่พบได้น้อย

การเลือกใช้ยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อหรือเพื่อรักษาการติดเชื้อมาลาเรียนั้นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อ และยานั้นสามารถใช้ได้ผลกับการติดเชื้อจากบริเวณนั้นของโลกหรือไม่ ซึ่งมีเชื้อปรสิต 5 สายพันธุ์ที่ให้เกิดโรคมาลาเรียในคน การติดเชื้อเหล่านี้ไม่ว่าสายพันธุ์ใดในตระกูล สามารถทำให้เสียชีวิตได้ทั้งสิ้น ดังนี้

P. falciparum: สายพันธุ์นี้พบได้ทั่วโลกโดยเฉพาะในแอฟริกา

โดยเชื้อมาลาเรียสายพันธุ์ falciparum เป็นเชื้อที่อันตรายมากที่สุดเพราะสามารถแบ่งตัวได้รวดเร็ว ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตกได้มาก ซึ่งเซลล์ที่แตกแล้วก็อาจอุดตันเส้นเลือดขนาดเล็กได้ รวมถึงเส้นเลือดในสมอง

P. vivax: สายพันธุ์นี้มักพบในเอเชีย ละตินอเมริกา และบางส่วนของแอฟริกา

สายพันธุ์นี้จะมีช่วงที่ติดเชื้อแอบแฝงอยู่ภายในตับ และสามารถออกมาทำลายเม็ดเลือดได้หลังจากการได้รับเชื้อครั้งแรกนานถึง 2 ปี ซึ่งจะทำให้คุณเป็นโรคอีกครั้ง การกลับมาเป็นโรคนี้ซ้ำยังทำให้มีการนำเชื้อมาลาเรียเข้าสู่บริเวณที่กำจัดเชื้อไปได้แล้วอีกครั้ง

P. ovale: เชื้อสายพันธุ์นี้พบได้มากในแอฟริกาตะวันตกและหมู่เกาะในทะเลแปซิฟิกตะวันตก สามารถแอบแฝงอยู่ภายในตับและทำให้เป็นโรคซ้ำได้ใน 4 ปีหลังจากการติดเชื้อครั้งแรก

P. malariae: สายพันธุ์นี้พบได้ทั่วโลก อาจทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรังหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น nephritic syndrome ได้ หากไม่ได้รับการรักษา

P. knowlesi: สายพันธุ์นี้พบได้ในลิงที่อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถติดต่อสู่คนได้และมีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็วจนสู่ภาวะติดเชื้อรุนแรง

ความชุกของการเกิดโรค

องค์การอนามัยโลกมีการประมาณว่าการติดเชื้อมาลาเรียใหม่เกิดขึ้น 214 ล้านครั้งต่อปี โดยระหว่างปี ค.ศ. 2000-2015 ทั่วโลกมีความพยายามที่จะลดความชุกและการเสียชีวิตจากโรคมาลาเรียได้สำเร็จ โดยองค์การอนามัยโลกได้ประมาณว่าการเสียชีวิตจากโรคมาลาเรียลดลง 48% ระหว่างช่วงนี้ โดยลดจาก 830,000 รายในปี 2000 เหลือ 438,000 ในปี 2015

ในปี 2015 การเสียชีวิตจากโรคมาลาเรียทั่วโลกมากกว่า 90% เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกาเขต sub-Saharan และอีก 10% ที่เหลือเกิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอเมริกาใต้

การเสียชีวิตเกือบทั้งหมดมาจากการติดเชื้อ P. falciparum และเกิดในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

มีการติดเชื้อมาลาเรียประมาณ 1,500-2,000 รายในสหรัฐอเมริกา และเกือบทั้งหมดเกิดในผู้ที่เพิ่งเดินทาง

พยาธิสรีรภาพ

เชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยถูกยุงก้นปล้อง (Anopheline mosquito) กัด โดย Sqorozoit ของเชื้อมาลาเรียที่อยู่ในน้ำลายยุงจะเข้าสู่กระแสเลือดแล้วไปอาศัยในเซลล์ของตับจนหมดภายใน 1 ชั่วโมง ทำให้ในระยะเวลานี้ไม่สามารถตรวจ Sporozoit พบในกระแสเลือด เมื่อ Sporozoit เข้าสู่เซลล์ตับแล้วจะเจริญเป็น Merozoit ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก่อนเข้าสู่กระแสเลือดอีกครั้ง ต่อมา Merozoit ที่อยู่ในเซลล์ตับแตกออก เชื้อมาลาเรีย Plasmodium จะเจริญเต็มที่เป็น Mature schizoint เข้าไปอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดแดง แล้วเริ่มต้นวงจรชีวิตในเม็ดเลือดแดงต่อไป ทำให้เม็ดเลือดแดงแตก ร่างกายจะตอบสนองต่อแอนติเจนของเชื้อมาลาเรียโดยการปล่อยไซโตไคน์ เช่น Interleukin 1(IL-1) และ Tumor necrosis factor (TNF) ออกมา ทำให้ผู้ป่วยมีไข้สูง หนาวสั่น หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงจะทำให้มีภาวะพร่องออกซิเจน ทำให้อวัยวะต่าง ๆ เสียหน้าที่ เนื่องจากเม็ดเลือดแดงจะถูกทำลายเป็นจำนวนมาก มีการจับกลุ่มกันของเม็ดเลือดแดงทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี เม็ดเลือดแดงไม่สามารถบีบตัวผ่านหลอดเลือดที่ตีบแคบหรือที่มีขนาดเล็กได้ เลือดจับตัวเป็นลิ่มเลือดเล็ก ๆ ในหลอดเลือดฝอย หรือเป็นก้อนโตและเกิดทั่วไปในอวัยวะต่าง ๆ (Disseminated intravascular clotting : DIC) จากภาวะพร่องออกซิเจน ทำให้อวัยวะต่าง ๆ เปลี่ยนแปลง เช่น ตับและม้ามโต มีเลือดคั่งเป็นหย่อม ๆ ภายในสมองบวมและมีเลือดคั่ง ปอดมีเลือดคั่งและบวม

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมาลาเรีย

ปัจจัยเสี่ยงหลักของการติดเชื้อมาลาเรียในนักท่องเที่ยวสามารถแบ่งได้เป็นลักษณะของสถานที่ท่องเที่ยวและลักษณะเฉพาะของผู้เดินทาง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงจากลักษณะของสถานที่ท่องเที่ยวประกอบด้วย

เขตที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ : มีบางส่วนของโลกที่พบการระบาดของเชื้อมาลาเรีย โดยมักเป็นเขตร้อน กึ่งเขตร้อน หรือสูงจากระดับน้ำทะเลเล็กน้อย เนื่องจากอากาศร้อนจำเป็นต่อการโตของเชื้อมาลาเรียในยุง

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาและองค์การอนามัยโลก มีเว็บไซต์ที่คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ากำลังจะเดินทางไปยังบริเวณที่มีการระบาดของมาลาเรียหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วการเดินทางไปยังทวีปแอฟริกาเขต sub-Saharan จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคสูงกว่าการเดินทางไปเอเชียหรืออเมริกา

ชนิดของที่พัก : ที่พักที่มีมุ้งลวดหรือมีเครื่องปรับอากาศจะลดความเสี่ยงลงเมือเทียบกับที่พักแบบเปิดโล่งหรือเต็นท์

ฤดูกาล : ฝนตกจะทำให้เกิดน้ำขังซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่ทำให้มีการติดเชื้อมาลาเรีย

ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของผู้เดินทางประกอบด้วย

หญิงตั้งครรภ์ : หากเป็นไปได้ควรเลื่อนการเดินทางไปหลังจากคลอดบุตร เพราะการติดเชื้อมาลาเรียระหว่างการตั้งครรภ์อาจทำให้มารดาและทารกมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้

เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงทางระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เพิ่มความไวต่อเชื้อ P. falciparum มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อรุนแรงและเสียชีวิต

การติดเชื้อมาลาเรียยังเพิ่มความเสี่ยงของการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ และลดโอกาสในการรอดชีวิตของทารกอีกด้วย

การไปเยี่ยมเพื่อนหรือญาติ : ผู้ที่มีพื้นเพมาจากบริเวณที่มีการระบาดของโรคแต่ย้ายออก และเดินทางกลับไปเยี่ยมจัดเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งก็มีหลายคนที่ไม่ทราบว่าต้องรับประทานยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อมาลาเรีย โดยในปี 2012 การติดเชื้อมาลาเรียรุนแรงในสหรัฐอเมริกา 55% เกิดในกลุ่มคนเหล่านี้

ทหาร : ผู้ที่เป็นทหารมักต้องนอนในที่โล่งแจ้ง ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมาลาเรีย


อาการ

อาการแสดงของโรคมาลาเรีย โดยทั่วไปจะมีอาการ 3 ระยะติดต่อกัน เริ่มต้นจากมีอาการหนาวสั่น หนาวมากถึงขนาดให้ผ้าห่มอย่างไรก็ไม่หายหนาว ระยะหนาวนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 15 นาทีถึงครึ่งชั่วโมง และจะเข้าสู่ระยะร้อน ผู้ป่วยจะรู้สึกร้อนจัด ไข้สูง หน้าแดง ริมฝีปากแห้งมาก หิวน้ำ กระวนกระวาย กระสับกระส่าย ระยะนี้จะเป็นอยู่ราว 1 ชั่วโมง แล้วจะเข้าสู่ระยะเหงื่อออก อาการร้อนจะค่อย ๆ น้อยลง มีเหงื่อออกมากที่หน้าผากและตามตัว ไข้จะลดลงจนปกติ ผู้ป่วยจะอ่อนเพลีย และอาจหลับไปเพราะความเพลีย เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกตัวเหมือนปกติทุกอย่าง (อาจเพลียเล็กน้อย) และสามารถทำงานหรือดำเนินชีวิตตามปกติได้ อาการทั้ง 3 ระยะนี้จะเกิดขึ้นทุกวันเว้นวัน (ประมาณ 48 ชั่วโมง) หรือทุกวันเว้น 2 วัน (ประมาณ 72 ชั่วโมง) แล้วแต่ชนิดของเชื้อไข้มาลาเรีย กล่าวคือ เชื้อไข้มาลาเรียจะมี 3 ชนิด แต่ชนิดที่เป็นบ่อยที่สุดคือ ชนิดจับไข้ทุกวัน และรองลงมาคือชนิดจับไข้ทุกวันเว้นวัน

ผู้ป่วยเป็นโรคมาลาเรีย เมื่อป่วยนาน ๆ จะพบว่าผิวหนังเหลืองซีด ตาเหลือง ผอม ท้องป่องเนื่องจากตับ และม้ามโต ผู้ป่วยที่เป็นโรคมาลาเรียนาน ๆ มักจะเป็นชาวป่าชาวดอย หรือชาวบ้านที่ทำมาหากินกับป่า ในกรณีชาวเมืองหรือนักทัศนาจรที่ไปค้างแรมในป่าและป่วยเป็นโรค คนกลุ่มเหล่านี้มักมีอาการรุนแรงและมีโรคแทรกซ้อนถึงตายได้ โรคแทรกซ้อนที่สำคัญได้แก่ มาลาเรียขึ้นสมอง และภาวะไตวายจากไข้มาลาเรีย ผู้ป่วยจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็วหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

การวินิจฉัย

มีประวัติเคยเข้าไปในดงมาลาเรีย มีไข้โดยวัดอุณหภูมิได้ประมาณ 40 องศาเซลเซียส หนาวสั่น ซีด หน้าแดง ตาแดง ม้ามโต ตับอาจโต อาจจะมีอาการซีดเหลือง ปัสสาวะแดงเข้มหรือดำเหมือนน้ำโคล่า หากมาลาเรียขึ้นสมองจะมีอาการเพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว หรือหมดสติ เจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรีย พบเชื้อมาลาเรียในเม็ดเลือดแดง

การรักษา

ให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ให้น้ำเกลือ ให้เลือด เป็นต้น ให้ยาต้านมาลาเรีย เช่น ควินิน (Quinine) อาร์ทีซูเนต (Artesunate) ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำจนกว่าอาการจะดีขึ้นจึงเปลี่ยนเป็นยารับประทาน

การพยาบาล

ดูแลให้ผู้ป่วยมีภาวะสมดุลน้ำและอิเล็กโทรไลต์ ลดไข้ และลดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยและญาติ

การป้องกันการติดเชื้อมาลาเรีย

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้ แต่มียาที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคหากคุณติดเชื้อ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ผล 100%

การป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัดจึงเป็นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด ยุงก้นป่องมักจะกัดในช่วงระหว่างย่ำค่ำจนถึงเช้ามืด และบางครั้งอาจอาศัยอยู่ภายในบ้าน

วิธีการป้องกันตัวเองจากการถูกยุงก้นป่องกัดประกอบด้วย

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่กลางแจ้งระหว่างช่วงย่ำค่ำและเช้ามืด
  • ใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังให้มากที่สุด
  • ทายากันยุงที่มีสาร (DEET ความเข้มข้น 30-50%) หรือสาร picaridin (20%) บนผิวหนัง
  • นอนในมุ้งที่มียาฆ่าแมลง (เช่น permethrin)
  • ใส่เสื้อผ้าที่มี permethrin หรือพ่น permethrin ลงบนเสื้อผ้า (ซื้อสเปรย์ permethrin ได้ตามร้านขายสินค้าสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง)
  • อยู่ในห้องที่มิดชิดหรือมีเครื่องปรับอากาศ

ขั้นตอนเหล่านี้ยังช่วยป้องกันโรคอื่น ๆ ที่ติดต่อผ่านทางยุง เห็บ และแมลงวันได้อีกด้วย

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่