มะเร็งและโรคร้าย

คู่มือไข้หวัดธรรมดา (Common Cold)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ย. 2, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที
คู่มือไข้หวัดธรรมดา (Common Cold)

ไข้หวัดจากไวรัสและไข้หวัดจากแบคทีเรีย ต่างกันอย่างไร

ไข้หวัดจากไวรัส

โดยแท้จริงแล้วไข้หวัดที่เราเป็นกันโดยส่วนใหญ่หรือไข้หวัดธรรมดา (Common cold) นั้น กว่า 80 เปอร์เซ็นเป็นไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์บนโลก และมีจำนวนมากถึงขนาดที่ว่าถ้าเราเป็นหวัดปีละ 3 ครั้งก็ยังเป็นหวัดจากเชื้อไวรัสได้ไม่ครบทุกชนิดที่มีบนโลกนี้เลยทีเดียว

โดยเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดหวัดนั้นส่วนใหญ่จะมีชื่อสายพันธุ์ ได้แก่ เชื้อ Rhinoviruses โดยเชื้อตัวนี้จะก่อให้เกิดไข้หวัดธรรมดาได้ถึงร้อยละ 30-50 จากจำนวนคนที่ติดเชื้อหวัดทั้งหมดที่มีบนโลก  ส่วนเชื้อ Coronaviruses จะก่อให้เกิดไข้หวัดอยู่ที่ร้อยละ 10-15 จากจำนวนของคนเป็นไข้หวัดทั้งหมด

อาการของคนเป็นไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส

ไข้หวัดจากเชื้อไวรัสหรือไข้หวัดธรรมดา (Common cold) จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการไข้ต่ำ ๆ หรืออาจไม่มีไข้เลยก็ได้  แต่โดยส่วนใหญ่จะมีอาการแสดงออกถึงการเป็นหวัดจากทางจมูกและทางเดินหายใจ อันได้แก่  ผู้ป่วยจะมีน้ำมูกใส ๆ ไหลออกมาจากจมูก (บางครั้งอาจมีสีเหลืองข้นในช่วงเช้า) รวมไปถึงมีอาการคัดจมูก แน่นจมูก ไอ จาม เจ็บคอ คอแดง ต่อมทอลซินบวมแต่ไม่มีตุ่มหนองอักเสบ  ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการอื่นข้างต้น  

ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดจากไวรัสจะไม่มีอาการรุนแรง โดยจะมีอาการป่วยอยู่ราว 7-14 วัน แล้วก็จะหายเองได้เป็นปกติ แต่ในช่วง3-5วันแรกของการเป็นหวัดจะเป็นช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการหนักที่สุด ดังนั้นในช่วงดังกล่าวจึงควรดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้

ความแตกต่างของไข้หวัดจากไวรัสและไข้หวัดจากแบคทีเรีย

ไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียนั้นมีอาการเหมือนกับไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสทุกประการ เพียงแต่สามารถสังเกตความแตกต่างได้ กล่าวคือ มักจะมีอาการป่วยเรื้อรังนานกว่า 5-10 วัน มีไข้ตัวร้อนสูง มีอาการเจ็บคอมาก ซึ่งถ้าหากเป็นแบบหวัดเรื้อรังอาจมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณโพรงจมูกและไซนัส สังเกตได้จากการมีน้ำมูกสีเขียวข้นปนสีเหลือง มีอาการปวดบริเวณจมูกและตึงบนใบหน้า มีอาการคัดแน่นจมูก ความสามารถในการรับกลิ่นแย่ลง ในขณะเดียวกันก็อาจมีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอร่วมกับการอักเสบบริเวณต่อมทอนซิลด้วย

ดังนั้นถ้าอยากทราบว่าผู้ป่วยหรือตัวท่านเองเป็นไข้หวัดที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยหรือไม่ ท่านสามารถตรวจเบื้องต้นได้ด้วยตนเองโดยให้อ้าปากแล้วใช้ไฟฉายส่อง หรือมองผ่านกระจกเพื่อตรวจดูว่าต่อมทอนซิลที่อยู่ข้างบริเวณข้างลำคอมีจุดขาว หรือจุดหนองหรือไม่ หากพบว่ามี แสดงว่าเป็นไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ให้ลองจับดูบริเวณใต้กรามทั้งสองข้างของใบหน้า ว่ามีการบวมของต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ โดยใช้วิธีกดลงไป หากมีอาการเจ็บและหรือสัมผัสได้ว่ามีอาการบวมก็แสดงว่าท่านติดเชื้อแบคทีเรียแล้วอย่างแน่นอน

วิธีรักษาไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย

เมื่อทราบแล้วว่าท่านป่วยเป็นไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย  ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการและเพื่อจัดยาแก้อักเสบ รวมไปถึงยาประเภทอื่น ๆ ที่จำเป็นตามความเหมาะสมของโรค  หรือถ้าไม่สะดวกไปพบแพทย์ควรซื้อยาแก้อักเสบจากร้านที่มีเภสัชกรประจำ ไม่ควรซื้อยาเองตามใจชอบ หรือซื้อตามที่คนอื่นแนะนำมา และห้ามแบ่งยาปฏิชีวนะของตนเองให้แก่ผู้อื่น เนื่องจากยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบนี้มีหลายชนิด เช่น เตตราซัยคลิน เพนนิซิลลิน โคทรัยม็อกซาโซล อะม็อกซิซิลลิน อิริทโทรมัยซิน เป็นต้น ซึ่งยาแต่ละชนิดก็ใช้กับเชื้อแบคทีเรียที่แตกต่างกัน จากนั้นรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามจำนวนที่แพทย์หรือเภสัชกรจัดให้เพื่อป้องกันภาวะดื้อยาแก้อักเสบในอนาคต เพราะถ้าหากเกิดอาการดื้อยาแก้อักเสบขึ้นมา คราวหน้าเมื่อป่วยและมีการอักเสบเกิดขึ้นอีกท่านจำเป็นจะต้องใช้จำนวนยาและประเภทของยาที่มากยิ่งขึ้นเพื่อรักษาให้หายขาด แน่นอนว่าการใช้ยาในปริมาณมากขึ้นจะส่งผลเสียต่อการทำงานของตับและไต ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรังต่อไปโดยไม่จำเป็น 

การดูแลและป้องกันตนเองจากไข้หวัด

วิธีการรักษาไข้หวัดที่ดีที่สุดนั้น นอกจากจะต้องกินยาตามแพทย์หรือเภสัชกรกำหนดให้แล้ว ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องรับประทานอาหารให้ถูกต้องตรงเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้มากขึ้นอีกสักนิด ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายของเราสร้างภูมิต้านทานที่แข็งแรงเพื่อต่อสู้กับไข้หวัด ในส่วนของวิธีป้องกันการเป็นไข้หวัดนั้นก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงรับประทานอาหารหลากหลายให้ครบ5หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และต้องไม่ลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ท่านก็จะห่างไกลจากโรคหวัดแล้ว

ความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับโรคไข้หวัด

โรคไข้หวัดเป็นได้ไม่ง่ายนัก แต่ถ้าเป็นแล้วอาจจะสร้างความรำคาญได้เป็นอย่างมาก เพราะต้องอยู่บ้านนอนซมกับไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล และต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะหายขาด ดังนั้นทางที่ดีจึงควรป้องกันไข้หวัดตั้งแต่ยังไม่เป็นและลบล้างความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับโรคไข้หวัด ดังต่อไปนี้

เพราะอากาศเย็น จึงทำให้เป็นโรคไข้หวัด

จริงอยู่ในข้อนี้เพราะว่าความเย็นจะทำให้เลือดไปไหลเวียนทางเดินหายใจช้าลง อุณหภูมิที่คอหอยจึงลดต่ำลงด้วย ทำให้เส้นเลือดฝอยในเยื่อบุเมือกหดตัว ร่างกายจึงจัดการกับเชื้อโรคได้ไม่ทัน ไวรัสจึงเข้าไปในอวัยวะได้ หากแต่ความเย็นมีข้อดีคือ ถ้าเราใช้ความเย็นสลับกับความร้อน เช่นการ อาบน้ำ ก็จะช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี สามารถป้องกันไวรัสไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้

สั่งน้ำมูกแรงๆ เพื่อให้จมูกโล่ง

การสั่งน้ำมูกแรงโดยเฉพาะการสั่งน้ำมูกด้วยจมูกทั้งสองข้างพร้อมกัน จะทำให้โพรงอากาศรอบจมูกหรือที่เรียกว่าไซนัสเกิดอาการอักเสบติดเชื้อได้ ดังนั้นจึงควรสั่งน้ำมูกทีละข้างแบบเบาๆ ด้วยการปิดจมูกอีกข้างหนึ่งไว้ขณะสั่งน้ำมูกก็จะเป็นสิ่งดี

เจ็บคอ ควรกลั้วคอดีกว่าดื่มชาอุ่นๆ

ในความเป็นจริงเมื่อเจ็บคอเราสามารถทำได้ทั้งสองวิธี โดยจะกลั้วคอด้วยน้ำเกลือหรือดื่มน้ำดอกเก๊กฮวยอุ่นๆ น้ำสมุนไพรยี่หร่า เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับคอที่อักเสบ ล้างเสมหะ ล้างเชื้อโรคออกจากร่างกาย สำหรับบริเวณคอหอยไม่สามารถกลั้วคอได้ ก็อมลูกอมสมุนไพรแทน เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นต่อมน้ำลาย ให้มีการสร้างเอนไซม์ เช่น Lysozyme ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสาร Flurbiprofen ยับยั้งการอักเสบเมื่อรู้สึกเจ็บคอเวลากลืนน้ำลาย ทางที่ดี จึงควรอมลูกอมสมุนไพรทันทีเมื่อเริ่มมีอาการ ทั้งนี้ควรพันผ้าพันคอเพื่อให้คออบอุ่นเป็นการช่วยอีกแรงหนึ่งด้วย

ทุกคนควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

อาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะคนที่อายุน้อยและมีสุขภาพแข็งแรงดี มักมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงอยู่แล้ว จึงไม่ควรฉีดก็ได้ แต่สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี หรือผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ควรฉีดวัคซีนและควรฉีดทุกปี เพราะเชื้อไวรัสอินฟลูเอ็นซ่านี้มีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

เป็นหวัด ห้ามออกกำลังกาย

ข้อนี้ไม่เป็นความจริง เพราะหากเป็นหวัดไม่มาก ไอหรือมีน้ำมูกเล็กน้อย ก็สามารถออกกำลังกายเบาๆช้าๆโดยไม่หักโหมได้ เพียงแต่หลังออกกำลังกายทุกครั้งต้องอาบน้ำอุ่นเพราะจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายทำการรักษาตนเองได้ แต่ถ้ารู้สึกว่าเป็นมาก ต่อมน้ำเหลืองบวมโตหรือมีไข้ก็ไม่ควรออกกำลังกาย

วิธีรักษาไข้หวัดธรรมดา ให้หายภายใน 7 วันโดยไม่ต้องทานยา

  1. กินต้มยำไก่หรือแกงไก่ เพราะในเนื้อไก่จะมีกรดอะมิโนที่มีชื่อว่า "ซีสเทอีน" (Cysteine) อยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งกรดอะมิโนชนิดนี้จะช่วยในการบรรเทาอาการคัดจมูกได้ อีกทั้งในต้มยำไก่ยังประกอบไปด้วยสมุนไพรไทย เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดซึ่งมีสรรพคุณรักษาอาการเป็นไข้หวัดได้ แต่ต้องทานตอนร้อนๆเท่านั้น
  2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการนอนหลับจะเป็นการสร้างเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้กลับมาแข็งแรงต่อสู้กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการเป็นไข้หวัด
  3. ดื่มน้ำสะอาดให้เยอะๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรืออย่างน้อยวันละ 2 ลิตร ควรงดดื่มน้ำเย็นจัด เพราะจะยิ่งทำให้อุณหภูมิของร่างกายเย็นลง การดื่มน้ำจะช่วยทำให้อาการอ่อนเพลียจากการเป็นหวัดลดลง
  4. หากมีอาการเจ็บคอร่วมด้วยให้ทำการกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ เพราะในน้ำเกลือจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ภายในลำคอ โดยใช้เกลือ 1 ช้อนผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้ว คนให้เข้ากันดี อมน้ำเกลือกลั้วคอ ทำการหงายศีรษะไปด้านหลังประมาณ 3 วินาที แล้วจึงบ้วนน้ำเกลือทิ้ง ควรทำซ้ำวันละ 4 ครั้ง
  5. ควรสวมผ้าปิดจมูก เพราะเป็นการป้องกันการหายใจเอาฝุ่นละอองเข้าไปในร่างกาย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มอาการคัดจมูกได้ อีกทั้งยังเป็นการป้องกันการเผยแพร่เชื้อหวัดไปสู่คนรอบข้างได้อีกทางหนึ่งด้วย
  6. อมวิตามินซีหรือกินผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม สับประรด จะช่วยให้บรรเทาอาการได้
  7. ล้างทำความสะอาดมือให้บ่อยๆ เพราะเป็นการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการสัมผัสสิ่งของ
  8. ไม่ควรสระผมบ่อยๆ เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้อาการไข้หวัดเป็นเพิ่มความชื้นให้แก่ร่างกายทำให้อาการไข้หวัดเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
  9. สวมใส่เสื้อผ้าให้อบอุ่นอยู่เสมอ

หากเป็นไข้หวัด และปฏิบัติตัวได้ตามที่กล่าวมาข้างบน จะสามารถหายได้เองภายใน 3-4 วันสำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว แต่จะไม่เกิน 7 วันสำหรับผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทานยารักษาไข้หวัดใดๆเลย

บรรเทาไข้หวัดคัดจมูก ด้วยวิธีง่ายๆ ที่คุณก็ทำเองได้

1. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หากรู้ตัวว่ากำลังเป็นไข้หวัด สิ่งแรกคือควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้ก่อนเลย เพราะถ้าดื่มเข้าไปตอนที่ร่างกายอ่อนแอ ก็จะหายช้ากว่าเดิม อีกทั้งมีผลต่อการสูบฉีดเลือดลมให้ไหลเวียนภายในร่างกายมากกว่าปกติ หัวใจจะเต้นเร็วส่งผลให้นอนไม่หลับ

2. จิบชาร้อน

เครื่องดื่มที่ดีตอนป่วยมากที่สุดก็คือ ชาเขียวร้อน หรือชาดำร้อน ที่จะช่วยกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น และหากเจ็บคอ และคัดจมูกก็ควรเพิ่มน้ำมะนาว และน้ำผึ้งลงไปด้วย โดยน้ำมะนาวจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย ลดน้ำมูกและเสมหะ ส่วนน้ำผึ้งจะทำให้ชุ่มคอ และอาการเจ็บคอก็จะดีขึ้น

3. บำรุงด้วยธาตุสังกะสี

หากป่วยจนไม่มีแรงทำอะไร ให้ทานอาหารประเภทโปรตีน และแร่ธาตุสังกะสี เพราะจะช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคมากขึ้น กระบวนการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ กลับมาทำหน้าที่ตามปกติ สำหรับอาหารประเภทนี้ก็ได้แก่จำพวก ปลา ไข่ไก่ และโยเกิร์ต ส่วนอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีสูง เช่น ถั่วชนิดต่าง ๆ เนื้อสัตว์ ไข่แดง และนม เป็นต้น

4. หมั่นทำความสะอาดของใช้ส่วนตัว

สาเหตุที่เราป่วยอาจเพราะติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่เกิดมาจากความสกปรกรอบตัว ดังนั้นจึงควรทำความสะอาดบ้านเรือนให้เรียบร้อย และใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทำความสะอาดของใช้ส่วนตัวที่หยิบใช้บ่อยอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน โทรศัพท์ อุปกรณ์แต่งหน้า หรือแม้แต่โต๊ะทำงาน ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยลดจำนวนเชื้อโรคไม่ให้สะสมเพิ่มในร่างกาย

5. ล้างมือให้บ่อยขึ้น

แต่ละวันมือต้องหยิบจับสิ่งของมากมาย เช่น ราวบันได ห่วงจับบนรถสาธารณะ ลูกบิดประตูที่ทำงาน พวงมาลัยรถยนต์ หรือแม้แต่รองเท้า และก็ต้องใช้มือหยิบอาหารเข้าปากด้วย ดังนั้นเชื้อโรคต่างๆอาจติดมือมาได้ ทางที่ดีจึงควรล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารก็จะเป็นการดี

6. ออกกำลังกายให้เหงื่อออก

สำหรับคนที่มีไข้ควรต้องพักผ่อนให้มาก แต่หากมีแค่อาการไอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ก็ควรบริหารกายอย่างน้อย 15 นาทีต่อวัน ร่างกายจะได้อุ่นขึ้น มีการขับของเสียออกมาในรูปของเหงื่อ และหากทำแบบนี้ทุกวันก็จะช่วยบรรเทาอาการหวัดได้

7. นวดกระตุ้นเลือดลม

เมื่อร่างกายอ่อนแอ ระบบไหลเวียนเลือดจะทำงานผิดปกติไปด้วย ดังนั้นการนวดผ่อนคลายตัวเองบ้าง เช่น นวดศีรษะให้ตัวเองด้วยการใช้นิ้วโป้งทั้งสองนวดบริเวณขมับไล่ไปจนถึงระหว่างคิ้วนานประมาณ 5 นาที หรือไปนวดผ่อนคลายอย่างน้อยเดือนละครั้ง ซึ่งการนวดจะเป็นการกระตุ้นเลือดลมให้ไหลเวียนดี และร่างกายสามารถผลิตออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์เม็ดเลือดแดงส่งผลให้มีสุขภาพดี

8. พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับตอนกลางคืนเป็นช่วงที่ร่างกายได้พักผ่อนและฟื้นฟูตัวเอง ดังนั้นการนอนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ปกติแล้วควรนอน วันละ 7-8 ชั่วโมง แต่สำหรับคนป่วยสามารถนอนได้มากกว่า 1-2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามไม่ควรนอนติดเตียงทั้งวัน ควรได้ลุกขึ้นมาบริหารร่างกายให้เลือดลมไหลเวียนบ้างก็จะดี

อาการผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกายที่ฟ้องออกมาไม่ว่าจะเป็นการปวดหัว เป็นไข้ เป็นหวัด คือการบอกให้รู้ว่ากำลังใช้งานร่างกายหนักเกินไป ควรที่จะพักผ่อนบ้าง เพราะหากสุขภาพเสียไปแล้วการฟื้นฟูให้กลับมาดีเหมือนเดิมจะทำได้ยากกว่า

10 วิธีป้องกันโรคไข้หวัดที่ได้ผลดีที่สุด

ในช่วงที่อากาศเริ่มเปลี่ยน หลายคนอาจจะต้องพบเจอกับโรคภัยไข้เจ็บ ที่แวะเวียนมาทักทายอย่างเป็นประจำ ยิ่งถ้าหากสุขภาพของเราไม่แข็งแรงพอ ยิ่งจะส่งผลทำให้โรคภัยต่าง ๆ สามารถชนะร่างกายของเราได้มากยิ่งขึ้น และสำหรับโรคที่มาพร้อมกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากที่สุด นั่นก็คือ โรคไข้หวัด เพราะฉะนั้น การดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด ย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้เราทุกคนชนะโรคไข้หวัด ที่คอยเข้ามาคุกคามร่างกายของเราได้เสมอ การป้องกันโรคไข้หวัดได้ดีที่สุด คือการมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างแท้จริง ซึ่งวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไข้หวัด มีดังนี้

1. ดูแลสุขภาพผ่านการดื่มน้ำผักและผลไม้สดอย่างเป็นประจำ

การดูแลสุขภาพ ผ่านการดื่มน้ำผักและผลไม้สดอย่างเป็นประจำ จะส่งผลทำให้ร่างกายของเรานั้น ได้รับสารอาหารและแร่ธาตุหลากหลายชนิดจากผลไม้ได้อย่างเต็มเปี่ยม และที่สำคัญร่างกายของเราจะสามารถร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้นได้ เพียงแค่คุณใส่ใจไปกับการดื่มน้ำผักและผลไม้สดในทุก ๆ วันเท่านั้นเอง

2. ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อผ่อนคลาย

การเลือกทำกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงเวลาว่าง ย่อมส่งผลทำให้คุณมีความผ่อนคลายได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังจะช่วยลดความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อความเครียดลดน้อยลง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะทำงานได้ดียิ่งขึ้น เมื่อสุขภาพของคุณแข็งแรง คุณก็จะห่างไกลจากโรคไข้หวัดได้มากยิ่งขึ้นเช่นกัน

3. ล้างมือให้บ่อยครั้ง

การล้างมือ ถือได้ว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ของการป้องกันโรคไข้หวัด เนื่องจากมือของเรามักจะต้องสัมผัสกับสิ่งของ เครื่องมือชนิดต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีเชื้อโรคแอบแฝงอยู่ และถ้าหากเชื้อโรคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของคนเรา ก็จะส่งผลทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอ และเป็นโรคไข้หวัดได้ในที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงควรล้างมือให้บ่อยยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันเชื้อโรคนั่นเอง

4. พักผ่อนให้เพียงพอ

ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเรา จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากร่างกายของเราทุกคน ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ และในขณะที่เราได้นอนหลับพักผ่อนอยู่นั้น ร่างกายของเราก็จะได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อีกด้วย  เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณไม่อยากป่วยเป็นไข้หวัด ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง

5. เน้นรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์

สำหรับโปรไบโอติกส์ที่ได้จาก โยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยว ถือได้ว่าเป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ส่งผลดีต่อร่างกายของเราทุกคน อีกทั้งโปรไบโอติกส์ยังช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราได้อีกด้วย เพราะฉะนั้น การรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์อย่างเป็นประจำ ก็เหมือนกับเราได้สร้างเกราะคุ้มกันเชื้อโรค ที่อาจจะส่งผลทำให้เราเป็นโรคไข้หวัดได้ง่าย ๆ

6. สวมถุงเท้าอย่างเป็นประจำ

เชื่อหรือไม่ว่า การสวมถุงเท้าอย่างเป็นประจำ จะส่งผลทำให้เราสามารถป้องกันการเป็นโรคไข้หวัดได้  เพราะการสวมถุงเท้าอย่างเป็นประจำ จะเป็นการรักษาอุณหภูมิภายในร่างกาย ให้มีระดับคงที่และมีความอบอุ่นได้อยู่เสมอ

7. ห้ามขาดอาหารมื้อเช้า

เมื่อเราขาดการรับประทานอาหารมื้อเช้า อาจจะส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราบกพร่อง เนื่องจากสุขภาพร่างกายของเราไม่แข็งแรง เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคไข้หวัด คุณควรเน้นย้ำไปกับการรับประทานอาหารเช้าอย่างเป็นประจำ

8. เน้นย้ำไปกับการรับประทานโปรตีน

การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง จะช่วยส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราทุกคน สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อระบบภูมิคุ้มกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โรคไข้หวัดก็ไม่สามารถทำร้ายเราได้อย่างแน่นอน

9. ทำให้ตัวเองมีอารมณ์ดีอยู่เสมอ

สภาพจิตใจจะสามารถป้องกันโรคภัยชนิดต่าง ๆ ได้ เนื่องจากถ้าหากเรามีสุขภาพจิตดี มีความร่าเริง แจ่มใส และไม่เครียดตึงมากจนเกินไป ร่างกายของเราก็จะกระตุ้นการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสำหรับวิธีที่จะทำให้เรามีอารมณ์ดีอยู่เสมอ คือการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อผ่อนคลายเท่านั้นเอง

10. รับประทานกระเทียมให้มากขึ้น

รู้หรือไม่ว่า กระเทียม มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งกระเทียมยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้เป็นอย่างดี ถ้าหากคุณรับประทานกระเทียมอย่างเป็นประจำทุกวัน จะสามารถช่วยป้องกันจากโรคไข้หวัดได้อย่างเห็นผลแน่นอน

ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นวิธีเสริมสร้างสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย 10 วิธีง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถปฏิบัติและนำไปทดลองทำได้ อย่างน้อยการทดลองในครั้งนี้ ก็ทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพของคุณอย่างแน่นอน มีแต่คุณจะสุขภาพดีมากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง


สุดยอด 7 อาหารต้านโรคไข้หวัด หาทานได้ง่ายๆทั่วไป

โยเกิร์ต

เพราะในโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์จำพวก โปรไบโอติกส์ แล็กโตบาซิลลัส หรือไบไฟโดแบคทีเรีย ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะไปเพิ่มเม็ดเลือดขาวที่เป็นตัวดักจับเชื้อโรคต่างๆในร่างกายทำให้ไม่เป็นโรคได้ง่าย โดยสามารถรับประทานได้เลยหรือผสมกับซีเรียล หรือจะเป็นผลไม้ก็ได้เช่นกัน

บร็อกโคลี่

เต็มไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายทั้งวิตามินเอ ซี อี สารกลูโคไซโนเลต สังกะสี ซีลีเนียม และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกมากมาย จึงช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานจากเชื้อโรคต่างๆได้ เพียงแค่รับประทานบร็อกโคลี่วันละ 1 ถ้วยเท่านั้น ซึ่งก็คงจะไม่ยากเกินไปหากต้องการมีสุขภาพที่ดี และปลอดจากโรคหวัด

ฟักทอง

มีวิตามินเอที่ช่วยให้เซลล์เป็นปกติจึงมีส่วนช่วยในการป้องกันมะเร็งได้และยังทำให้ระบบทางเดินหายใจมีสุขภาพดีอยู่เสมอ จึงสามารถป้องกันโรคหวัดได้เป็นอย่างดี

พริกหวานสีแดง

เพราะพริกหวานสีแดงมีวิตามินซีมากกว่าผักและผลไม้อย่างอื่นถึงสองเท่า และยังช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว สามารถสร้างแอนตี้บอดี้อีกด้วย จึงทำให้ร่างกายแข็งแรง เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ยาก

ขมิ้น

มีสารเคอร์คิวมิน มีคุณสมบัติช่วยไม่ให้เกิดการอักเสบในร่างกายได้ อีกทั้งผงขมิ้น หากใช้ภายนอกจะมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้ออีกด้วย

หอยนางรม

ในหอยนางรมเต็มไปด้วยสังกะสีที่สามารถช่วยปกป้องเราจากหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้ และยังช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ดีขึ้น สามารถดักจับและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แต่ ห้ามกินสังกะสีเกินวันละ 11 มิลลิกรัม เพราะจะทำให้เป็นพิษได้ ซึ่งหอยนางรม 1 ตัวจะมีสังกะสี 12.7 มิลลิกรัม ดังนั้นจึงรับประทานได้เพียงวันละ 1 ตัวเท่านั้น

ชา

ในชาจะมีสารโพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติช่วยฆ่าแบคทีเรีย ไวรัส และยังสามารถยับยั้งอาการอักเสบได้อีกด้วย นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวไว้ว่าประโยชน์ของชาส่วนหนึ่งอยู่ที่ความอุ่น ดังนั้นคนที่เป็นหวัดจึงควรเลือกเครื่องดื่มหรือน้ำซุปอุ่น ๆ จะช่วยทำให้เกิดความรู้สึกสดชื่น และการสูดเอาไออุ่น ๆ จากชาเข้าไปจะช่วยให้ทำให้โล่งจมูกได้มาก ดังนั้นจึงทำให้ห่างไกลโรคหวัดได้ดีเช่นเดียวกันกับการรับประทานอย่างอื่น

เป็นไข้หวัด ควรงดอาหาร 4 ชนิดนี้ เพื่อย่นระยะเวลารักษา

1. งดน้ำอัดลม น้ำผลไม้สำเร็จรูป หรือน้ำหวานทุกชนิด

เนื่องจากน้ำตาลในอาหารประเภทนี้ สามารถเพิ่มความเสี่ยงของอาการอักเสบและการติดเชื้อในร่างกายได้ โดยเฉพาะคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้ผู้ป่วยไข้หวัดมีอาการทรงตัว หรืออาจมีอาการหนักมากกว่าเดิมก็ได้ นอกจากนี้อาหารประเภทน้ำตาลสูงหรือเต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในกระบวนการย่อย เช่น คุกกี้ ซีเรียลเคลือบน้ำตาล ลูกกวาด ก็ควรต้องเลี่ยงด้วยเช่นกัน แต่หากร่างกายขาดรสหวานไม่ได้ ก็ควรดื่มน้ำมะพร้าวสดจากต้นแทนก็ได้

2. งดผลิตภัณฑ์จากนม

นมใช่จะมีประโยชน์ต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับผู้ป่วยโรคหวัดบางราย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่แพ้โปรตีนจากนมอาจต้องหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด เพราะผลิตภัณฑ์จากนมอาจทำให้น้ำมูกข้นเหนียว จนขัดขวางทางเดินหายใจมากขึ้น แต่สำหรับคนที่ดื่มนมได้ และไม่มีปัญหาอะไรกับการรับประทานผลิตภัณฑ์จากนม ก็ควรดื่มนมอุ่น ๆ หรือรับประทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติเพื่อเพิ่มวิตามินดี และเพิ่มจำนวนโพรไบโอติกส์ในร่างกาย เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ป้องกันกับเชื้อแบคทีเรียและไวรัสอันเป็นสาเหตุของไข้หวัด

3. งดสุรา และแอลกอฮอล์

เพราะแอลกอฮอล์จะมีฤทธิ์กดภูมิต้านทานในร่างกาย และยังทำให้ไปละลายตัวยาที่รักษาอาการหวัดที่กินเข้าไปอีกด้วย ดังนั้นทางที่ดีหากรู้ตัวว่ากำลังป่วยอยู่ ก็ควร ลด ละ เลิก จากสุรา รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทุกชนิดจะดีกว่า

4. งดขนมปังและแครกเกอร์

โดยเฉพาะขนมปังและแครกเกอร์จากแป้งขัดขาว ถึงแม้จะเป็นขนมที่กินง่าย สะดวก ในตอนที่ป่วยไม่อยากกินอะไร แต่เพราะแป้งขัดขาวจะย่อยและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ไวมาก จึงสามารถทำให้ร่างกายที่กำลังอ่อนล้าเสี่ยงในการเกิดอักเสบและอาจติดเชื้อโรคมากขึ้น ผู้ที่ป่วยอยู่แล้วก็อาจมีอาการหนักกว่าเดิมได้ แต่ถ้านึกอยากกินขนมปังขึ้นมาในตอนเป็นหวัด ก็ควรเลือกกินแต่ขนมปังโฮลวีท 100% รวมทั้งแครกเกอร์ที่ผลิตจากโฮลวีทหรือโฮลเกรน 100% เช่นเดียวกัน

เมื่อรู้ว่ากินอาหารเหล่านี้แล้วอาจทำให้เป็นหวัดมากขึ้น ทางที่ดีก็ควรงดอดใจรอไว้ทานในช่วงที่ไม่เป็นหวัดจะดีกว่า เพื่อป้องกันการกำเริบของโรคและทำให้อาการหวัดหายโดยเร็ว



ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
การส่งอุจจาระตรวจเพาะเชื้อจะส่งตรวจเมื่อไหร่และทำไมต้องส่งตรวจ
การส่งอุจจาระตรวจเพาะเชื้อจะส่งตรวจเมื่อไหร่และทำไมต้องส่งตรวจ

การส่งตรวจที่ทำกันทั่วไปและไม่เจ็บตัวนี้ใช้เพื่อการวินิจฉัยโรคของทางเดินอาหาร