กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
นพ.วรพันธ์ พุทธศักดา
ตรวจสอบความถูกต้องโดย
นพ.วรพันธ์ พุทธศักดา
มะเร็งและโรคร้าย

คู่มือไข้หวัดธรรมดา (Common Cold)

ไข้หวัด เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย แต่ก็ยังมีหลายคนเข้าใจผิดว่า เมื่อเป็นไข้หวัดจะต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ นั่นไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป
เผยแพร่ครั้งแรก 28 มี.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 12 พ.ค. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 22 เม.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
คู่มือไข้หวัดธรรมดา (Common Cold)

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • ไข้หวัดเกิดได้ทั้งจากเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย โดยคนส่วนใหญ่มักเป็นไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส
  • ไข้หวัดจากเชื้อไวรัส สามารถหายได้เองภายใน 7-14 วัน โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยให้หายเร็วขึ้น
  • ไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรียจะต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ซึ่งผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาให้หมด เพื่อป้องกันอาการเชื้อดื้อยา
  • วิธีจำแนกไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรียคือ มีอาการป่วยเรื้อรัง ไข้สูง เจ็บคอมาก น้ำมูกมีสีเขียวปนเหลือง ต่อมน้ำเหลืองและต่อมทอนซิลอักเสบ
  • การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน บรรเทาความรุนแรง และลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน (ดูแพ็กเกจฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ที่นี่)

ไข้หวัด (Common cold) เป็นโรคที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า เมื่อเป็นไข้หวัดจะต้องรักษาด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะ นั่นไม่ใช่ความจริงเสมอไป 

ไข้หวัดนั้นเกิดได้ทั้งจากเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย โดยไข้หวัดจากเชื้อไวรัส สามารถหายได้เองภายใน 7-14 วัน ในขณะที่ไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรียต้องรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

แล้วจะแยกไข้หวัดจากเชื้อไวรัส และไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรียออกจากกันได้อย่างไร วันนี้เราได้ทำ “คู่มือไข้หวัด” เพื่ออธิบายความแตกต่างของไข้หวัดทั้งสองชนิด อาการ วิธีการรักษา และวิธีป้องกัน

ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดจากเชื้อไวรัส และไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย

รู้หรือไม่ว่า มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยโรคไข้หวัด เป็น ไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์บนโลก

โดยเชื้อไวรัสหลักที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดคือ ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) คิดเป็น 30-50 เปอร์เซ็นต์ และโคโรน่าไวรัส (Coronaviruses) คิดเป็น 10-15 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนคนเป็นไข้หวัดทั้งหมด

อาการไข้หวัดจากเชื้อไวรัสคือ มีไข้ต่ำ หรือไม่มีไข้เลยก็ได้ แต่มักจะมีอาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจ เช่น มีน้ำมูกใส คัดจมูก แน่นจมูก ไอ จาม เจ็บคอ คอแดง ต่อมทอนซินบวมโดยที่ไม่มีตุ่มหนองอักเสบ และอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย

ในขณะที่อาการของผู้ป่วยไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย จะมีอาการป่วยเรื้อรังนานกว่า 5-10 วัน มีไข้ตัวร้อนสูง เจ็บคอมาก มีน้ำมูกสีเขียวปนเหลือง ปวดจมูก ความสามารถในการรับกลิ่นแย่ลง และอาจมีการอักเสบบริเวณต่อมน้ำเหลือง หรือต่อมทอนซิลด้วย

วิธีตรวจจำแนกไข้หวัดด้วยตนเอง

สามารถตรวจเบื้องต้นได้ด้วยการอ้าปากแล้วใช้ไฟฉายส่อง หรือมองผ่านกระจก เพื่อดูว่า ต่อมทอนซิลที่อยู่บริเวณข้างลำคอมีจุดขาว หรือจุดหนองหรือไม่ หรือทดลองจับบริเวณใต้กรามทั้งสองข้างเพื่อดูว่า มีการบวมของต่อมน้ำเหลืองหรือไม่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

หากมีอาการเจ็บ หรือสัมผัสได้ถึงอาการบวม แสดงว่า เป็นไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง

วิธีรักษาไข้หวัดจากเชื้อไวรัส และไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย

  • ไข้หวัดจากเชื้อไวรัส สามารถหายได้เองภายใน 7-14 วัน ในระหว่างนี้ แนะนำให้พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง จะช่วยให้หายไข้เร็วขึ้น
  • ไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย ควรไปพบแพทย์เพื่อขอรับยาปฏิชีวนะ และยาบรรเทาอาการอื่นๆ ซึ่งผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาปฏิชีวนะให้หมดเพื่อป้องกันอาการเชื้อดื้อยา

วิธีป้องกันไข้หวัดด้วยตนเอง

ไข้หวัดมักเกิดจากร่างกายมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง วิธีป้องกันโรคไข้หวัดที่ดีที่สุดจึงเป็นการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และไขมัน เพื่อให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ประมาณวันละ 8-10 แก้ว เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบหลักของร่างกาย หากร่างกายขาดน้ำ จะทำให้อ่อนเพลีย และป่วยง่าย
  • ล้างมือให้บ่อยครั้ง เนื่องจากเราอาจสัมผัสกับสิ่งของ หรือเครื่องมือต่างๆ ที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ เมื่อขยี้ตา หรือรับประทานอาหารก็อาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ผ่อนคลายความเครียด เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

สิ่งที่ควรทำเมื่อเป็นไข้หวัด

เมื่อป่วยเป็นไข้หวัด ผู้ป่วยควรหยุดงาน หรือหยุดเรียน เพื่อพักฟื้นร่างกาย อีกทั้งยังป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคอีกด้วย แต่หากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ก็ควรสวมหน้ากากอนามัย และสวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ

ในช่วงนี้ไม่ควรสระผมบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้อาการหวัดรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม

หากเจ็บคอให้บรรเทาอาการด้วยการกลั้วน้ำเกลือ เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย วันละ 3-4 ครั้ง

การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สำคัญอย่างไร?

ในทุกๆ ปี หน่วยงานด้านการเฝ้าระวังการระบาดของไข้หวัดใหญ่ระดับโลก จะกำหนดสายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่ 3-4 สายพันธุ์ที่มีแนวโน้มจะระบาดมากที่สุดในปีนั้นๆ เพื่อจัดทำเป็นวัคซีนไข้หวัดใหญ่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 474 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงจำเป็นต้องฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง โดยวัคซีนจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ บรรเทาความรุนแรง และลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

ไข้หวัดสามารถป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี

แต่หากป่วยเป็นไข้หวัด จะต้องแยกให้ได้ก่อนว่า ไข้หวัดนั้นเกิดจากเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย และรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม จะช่วยให้อาการป่วยหายได้เร็วขึ้น โดยอาจไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะอีกด้วย

ดูแพ็กเกจฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจเหล่านี้ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @HonestDocs และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


5 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
NHS.UK, Common Cold (https://www.nhs.uk/conditions/common-cold/), 5 March 2020.
Healthline.com, Common Cold (https://www.healthline.com/health/life-cycle-of-the-common-cold), 5 March 2020.
CDC, Common Cold (https://www.cdc.gov/features/rhinoviruses/index.html), 5 March 2020.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป