ไวรัสซิก้า (Zika Virus) คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 21, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที

ซิก้า” เป็นการติดเชื้อที่มียุงเป็นพาหะนำโรค โรคนี้ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1947 ในลิงรีซัส (Rhesus Monkeys) จากป่าซิก้า (Zika forest) ในประเทศอูกันดา (Uganda) โดยมีประวัติระบุว่ามีการติดเชื้อซิก้าในมนุษย์เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1952 มีการระบาดของไวรัสซิก้าเกิดขึ้นในบริเวณทวีปอเมริกา แอฟริกา เอเชีย และบริเวณแถบแปซิฟิก โดยการระบาดครั้งแรกเกิดขึ้นที่ทวีปอเมริกาในช่วงปี ค.ศ. 2015 อ้างอิงจากกรมการควบคุมโรค (Centers for disease control and prevention / CDC) ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสซิก้า 1 ใน 5 รายจะมีอาการป่วยเป็นโรค โดยในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกัน หรือวิธีการรักษาการติดเชื้อไวรัสซิก้าได้เลย!

*รูปดังต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสซิก้า (Zika virus)

 

สาเหตุของโรค

ไข้ซิกาเกิดจากยุงลายที่เป็นพาหะ ซึ่งเคยระบาดหนักในแถบละตินอเมริกา แต่ด้วยการคมนาคมจึงทำให้เกิดเชื้อไวรัสแพร่กระจายในหลายประเทศต่อจากนั้น จนองค์การอนามัยโลกออกมาประกาศให้การระบาดของไวรัสซิกาเป็นภาวะฉุกเฉินทันที ในประเทศไทยเราพบผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่ง แต่ในขณะนี้ยังไม่เกิดการระบาดในวงกว้าง

ไวรัสซิก้า (Zika virus) แพร่กระจายได้อย่างไร ?

ไวรัสซิก้าจะถูกแพร่กระจายโดยการกัดของยุงตระกูลเอดีส์ (ยุงลาย) (Aedes mosquitoes) ยุงชนิดนี้มักจะออกหากินในช่วงเวลากลางวัน และเป็นยุงชนิดเดียวกันกับที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก (Dengue fever) โรคชิคุนกุยา (Chikungunya) และโรคไข้เหลือง (Yellow Fever) ยุงจะได้รับเชื้อเมื่อมันไปกัดและดูดเลือดจากผู้ที่ติดเชื้อไวรัสอยู่แล้ว โดยยุงที่มีเชื้อไวรัสเหล่านี้จะนำเชื้อไปแพร่กระจายต่อผ่านการกัดนั่นเอง นอกจากนี้ไวรัสซิก้ายังสามารถติดต่อจากแม่ไปสู่ลูกได้ในระหว่างตั้งครรภ์หรือในช่วงการคลอด แต่ยังไม่มีรายงานระบุว่ามีการติดต่อผ่านทางการให้นมลูกแต่อย่างใด แม้ว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้โดยปกติแล้วจะแพร่กระจายผ่านทางยุงและการมีเพศสัมพันธ์ แต่ก็มีรายงานจากกรมควบคุมโรค (CDC) ว่ามีการติดต่อผ่านทางการให้เลือดได้ด้วยเช่นเดียวกัน มีการวิจัยทางการแพทย์เพิ่มเติมที่ระบุว่าการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือทางช่องคลอดได้อีกด้วย ในความเป็นจริงแล้ว ไวรัสซิก้าจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในน้ำเลี้ยงอสุจิ (Semen) เป็นระยะเวลานานกว่าอยู่ในเลือดเสียอีก

ระยะฟักตัวของโรค

โรคซิกาหลังจากเกิดการติดเชื้อจากคนสู่คนแล้ว จะมีระยะฟักตัวประมาณ 4-7 วันขึ้นอยู่กับสภาพบุคคล โดยอาการที่เห็นได้ชัดคือในช่วง 2-5 วันแรก ผู้ป่วยจะมีผื่นคัน มีไข้ มีอาการปวดอย่างรุนแรงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย วิงเวียนศรีษะ ตาแดง อาจมีอาการของอุจาระร่วง ซึ่งอาการของโรคโดยรวมนั้นคล้ายกับโรคไข้เลือดออก แต่ไม่รุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต

อาการของโรคซิก้า

ผู้ติดเชื้อไวรัสซิก้าส่วนใหญ่มักไม่มีอาการเลย ประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ติดเชื้อจะแสดงอาการออกมาให้เห็นหลังรับเชื้อ ซึ่งอาการจะคล้ายคลึงกับอาการของไข้เลือดออก ได้แก่

โดยปกติแล้วอาการเหล่านี้มักจะเป็นไม่รุนแรงนัก และจะทุเลาลงภายใน 2-7 วัน ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงที ซึ่งจะไม่รุนแรงเท่ากับโรคไข้เลือดออก แต่หากปล่อยไว้ อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ระบบการทำงานของสมองผิดปกติได้

การตั้งครรภ์และการติดเชื้อไวรัสซิก้า

เนื่องจากเชื้อไวรัสอาจทำให้เกิดความผิดปกติกับศีรษะของเด็กทารกในครรภ์ได้ กรมควบคุมโรคให้คำแนะนำว่า หญิงตั้งครรภ์ควรงดเว้นการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดหรือสงสัยว่ามีการระบาดของเชื้อไวรัสซิก้า ถ้าหากมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางเข้าสู่พื้นที่เหล่านั้นจริง ๆ ควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้าเพื่อวางแผนรับมือโดยการป้องกันยุงซึ่งเป็นพาหะของโรค

ผลกระทบต่อทารกในครรภ์

  • ทำให้ทารกพิการ
  • ทำให้ทารกมีศีรษะเล็กกว่าปกติ

หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสซิก้า สามารถหาดูได้ใน “CDC’s Zika travel information page”

ภาวะไมโครเซฟาลี (Microcephaly) / ภาวะศีรษะเล็กแต่กำเนิด คืออะไร ?

ไมโครเซฟาลี (Microcephaly) เป็นความผิดปกติโดยกำเนิดที่ทารกเกิดมามีภาวะผิดปกติ คือมีศีรษะขนาดเล็กตั้งแต่แรกเกิด โดยทั่วไปมักทำให้เกิดความผิดปกติในช่วงการเจริญเติบโตของเด็ก และในบางครั้งเกิดการเสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กได้ ไมโครเซฟาลีถูกพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับมารดาที่ติดเชื้อไวรัสซิก้าระหว่างตั้งครรภ์ ในปี ค.ศ. 2015 มีรายงานจากประเทศบราซิลถึงเรื่องภาวะไมโครเซฟาลีที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการระบาดของไวรัสซิก้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้บราซิลกลายเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่มีนโยบายแนะนำให้ผู้หญิงเว้นช่วงการตั้งครรภ์ไปก่อนระยะหนึ่ง

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง “กิลแลง-บาร์เร” (Guillain-Barre Syndrome)

โรคกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre Syndrome) เป็นความผิดปกติที่หาได้ยากชนิดหนึ่ง เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันมีการทำลายเซลล์ประสาทของตนเอง ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง และในบางครั้งเกิดเป็นอัมพาต (Paralysis) ขึ้นมา ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่าโรคนี้มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสซิก้าด้วยเช่นกัน กระทรวงสาธารณสุขของบราซิล (The Brazilian Ministry of Health) มีรายงานเกี่ยวกับอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคกิลแลง-บาร์เร กรมควบคุมโรคได้ประกาศยืนยันว่า การติดเชื้อซิก้านั้นมีความเกี่ยวข้องอย่างมากเกี่ยวกับโรคกิลแลง-บาร์เร แต่รายละเอียดหรือสาเหตุการเกิดนั้นยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

การวินิจฉัย

หากคุณมีอาการที่คล้ายกับอาการของโรคซิก้า ควรรีบไปพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเพิ่งจะเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสซิก้า แพทย์จะสั่งตรวจเพิ่มเติมโดยการเจาะเลือดเพื่อหาเชื้อไวรัสซิก้าหรือเชื้อไวรัสที่ก่อโรคอื่น ๆ เช่น โรคไข้เลือดออกและโรคชิคุนกุนยา

การรักษา

ในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษาไวรัสซิก้าได้ แพทย์จะแนะนำให้คุณปฏิบัติตนดังต่อไปนี้ เพื่อลดอาการที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration)
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • กินยาลดไข้ บรรเทาปวดตามอาการ (พาราเซตามอล)
  • ไม่ควรกินยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ / NSAIDs (Non-steroidal anti inflammatory drugs) โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อน โดยตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ แอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)

ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่คุณกินอยู่เป็นประจำด้วย

ถ้าหากติดเชื้อไวรัสซิก้าแล้วจะหายได้ไหม ?

ในคนส่วนใหญ่ ไวรัสซิก้าจะก่อให้เกิดอาการคล้ายโรคไข้หวัดใหญ่ (Flu-like symptoms) เพียงช่วงระยะสั้น และมักมีอาการไม่รุนแรง ประมาณ 80% ของผู้ติดเชื้อไวรัสซิก้าจะไม่มีอาการแสดงใด ๆ เลย สำหรับผู้ที่มีอาการจากการติดเชื้อ อาการเหล่านี้โดยมากมักจะหายได้เองภายในไม่เกิน 1 สัปดาห์ โดยปกติเชื้อไวรัสซิก้าจะคงอยู่ในกระแสเลือดได้เป็นระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ในบางกรณีก็อาจอยู่ได้นานมากกว่านั้น

การป้องกัน

ยังไม่มีวัคซีนใดที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อไวรัสซิก้าได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าวิธีการป้องกันตนเองที่ดีที่สุดคือ ป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด หากคุณกำลังจะเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของไวรัสซิก้า กรมควบคุมโรคแนะนำดังต่อไปนี้

  • ใช้ยากันแมลง (ที่ได้รับการตรวจสอบว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม/ EPA-registered) โดยไม่ควรใช้ยากันแมลงกับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 เดือน
  • ใส่เสื้อและกางเกงขายาว
  • พักอาศัยในที่ที่มีหน้าต่างปิดมิดชิด
  • หากจำเป็นต้องนอนนอกอาคาร ให้ใช้มุ้งกันยุง
  • คลุมเปล / รถเข็นเด็กทารกด้วยตาข่ายกันยุง

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสซิก้า หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัดภายในช่วงสัปดาห์แรกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อต่อไป

สถาณการณ์การประกาศภาวะฉุกเฉิน

1 ก.พ. 2559 WHO - องค์การอนามัยโลกได้มีการประกาศให้โรคซิกาเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง เพื่อมีจุดประสงค์ให้ทุกๆประเทศร่วมมือกันตรวจหาผู้ติดเชื้อ และเร่งมือพัฒนาวัคซีนเพื่อวิจัยโรคให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการประกาศภาวะฉุกเฉินในครั้งนี้ จะประกาศเฉพาะใน 23 พื้นที่ที่มีการติดเชื้อไวรัสในวงกว้าง ได้แก่

  1. บราซิล
  2. โคลอมเบีย
  3. โดมินิกัน
  4. นิการากัว
  5. เอลซัลวาดอร์
  6. เฟรนช์เกียนา
  7. กัวเตมาลา
  8. เฮติ
  9. ฮอนดูรัส
  10. มาร์ตีนิก
  11. เม็กซิโก
  12. ปานามา
  13. ปารากวัย
  14. ซูรินาม
  15. เวเนซุเอลา
  16. เปอร์โตริโก
  17. บาร์เบโดส
  18. โบลิเวีย
  19. เอกวาดอร์
  20. กัวเดอลุป
  21. กายอานา
  22. หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา
  23. เกาะเซนต์มาร์ติน

http://www.dw.com/en/who-expec...

Update: 30 สิงหาคม 2559 ในประเทศไทย ตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกา ที่ จ.เชียงใหม่จำนวน 7 คนในชุมชนบ้านแม่โจ้ และสามารถควบคุมพื้นที่แพร่กระจายได้แล้ว หน่วยงานต่าง ๆ พร้อมเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง (แหล่งอ้างอิง)

สำหรับประเทศไทยก็มีการพบผู้ติดเชื้อ แม้จะยังไม่ถึงขั้นระบาด โดยปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทยได้ออกมาประกาศว่า ไวรัสซิกา สามารถพบได้ในทั่วประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมียุงลายและเป็นเขตร้อนชื้น แต่ยังไม่มีรายงานการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกจนทำให้ทารกเกิดความพิการ แต่เพื่อความไม่ประมาทกระทรวงสาธารณสุขจึงประกาศให้ โรคติดต่อไข้ซิก้าเป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ


หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่