Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

ไวรัสซิกาคืออะไร อันตรายแค่ไหน?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,815,174 คน

ไวรัสซิกาคืออะไร อันตรายแค่ไหน?

เมื่อไม่นานมานี้ ชื่อ ไวรัสซิกา คงจะพอคุ้นหูคุ้นตาคนไทยบ้าง จากข่าวการแพร่ระบาดของมันในประเทศแถบละตินอเมริกันเมื่อไม่กี่ปีก่อน จนประเทศต่างๆ ต้องออกมาควบคุมและเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางเข้าออกประเทศเหล่านั้นเป็นการใหญ่

ไวรัสซิกา (Zika virus) เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม Flavivirus และเป็นตัวก่อโรคไข้ซิกา (Zika fever) สัตว์ที่เป็นพาหะนำเชื้อก็คือยุงลาย เช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก และไข้เหลือง เป็นเหตุให้โรคนี้ระบาดและแพร่กระจายได้ง่าย เดิมทีไวรัสซิกาถูกค้นพบที่ป่าซิกา ประเทศยูกันดา และเคยแพร่ระบาดในแถบแอฟริกามาก่อน ก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก นอกจากเชื้อจะติดสู่คนได้จากการถูกยุงลายกัดแล้ว ยังสามารถติดต่อผ่านการให้เลือด การมีเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์จากแม่สู่ลูกได้ด้วย ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา มีการประกาศเตือนอย่างเข้มงวดไม่ให้หญิงตั้งครรภ์เดือนทางไปยังประเทศที่สุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

อาการของโรคไข้ซิกา

เชื้อไวรัสซิกาโดยทั่วไปมีระยะฟักตัวประมาณ 3-7 วัน หลังจากนั้นผู้ติดเชื้อจึงจะเริ่มแสดงอาการให้เห็น อาการของโรคจะคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่มีพาหะเป็นยุงลายเหมือนกัน แต่ไม่รุนแรงมากนัก เช่น

  • มีไข้เล็กน้อย ครั่นเนื้อครั่นตัว
  • ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย
  • มีผื่นแดงขึ้นตามแขน ขา และลำตัว
  • ตาแดง บางครั้งมีเยื่อบุตาอักเสบ
  • ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อ

ในผู้ติดเชื้อทั่วไป อาการดังกล่าวจะปรากฏอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ หายไป โดยไม่มีอันตรายรุนแรง ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ อาจทำให้คลอดทารกออกมาพิการ มีสมองเล็กกว่าปกติ หรือมีอาการแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ได้

หากป่วยเป็นไข้ซิกา จะดูแลรักษาอย่างไร?

เนื่องจากโรคไข้ซิกายังไม่มียารักษาที่จำเพาะเจาะจง แพทย์จึงเน้นการรักษาและให้ยาตามอาการ เช่น ให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ บรรเทาปวด นอกจากนี้ วิธีการดูแลตัวเองคือต้องพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆ จะทำให้หายป่วยเร็วขึ้นโดยไม่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรง สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่างคือ ห้ามทานยากลุ่ม NSAIDs และแอสไพรินเด็ดขาด! เพราะอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกในเยื่อบุอวัยวะได้ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ต้องไปพบแพทย์สม่ำเสมอและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยแพทย์อาจตรวจอัลตราซาวน์เพื่อระวังความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับทารกในครรภ์เป็นระยะๆ

การป้องกันโรคไข้ซิกา

  • ระวังอย่าให้ยุงกัด หากอาศัยในที่ที่มียุงชุม ควรฉีดสเปรย์หรือทายากันยุง ถ้าเป็นไปได้ควรนอนกางมุ้ง ติดตั้งม่านกันยุงตามประตูหน้าต่าง และปิดให้สนิท นอกจากนี้ ต้องหมั่นกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น แอ่งหรือภาชนะที่มีน้ำขัง ควรปิดคว่ำภาชนะหรือใช้ทราย abate ใส่ในแหล่งน้ำ
  • หากพบข่าวการแพร่ระบาดของโรค ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่สุ่มเสี่ยง หรือหากจำเป็นก็ควรเตรียมร่างกายให้แข็งแรง และติดตามประกาศหรือคำแนะนำต่างๆ อย่างใกล้ชิด
  • ควรสวมถุงยางอนามัยในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสทุกชนิด
  • หญิงตั้งครรภ์ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองอยู่เสมอ

 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป