มะเร็งและโรคร้าย

คู่มือไข้เลือดออก (Dengue) ฉบับสมบูรณ์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 26, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 15 นาที
คู่มือไข้เลือดออก (Dengue) ฉบับสมบูรณ์

โรคไข้เลือดเป็นโรคจากการเชื้อไวรัสเด็งกี่ (Dengue) โดยมีพาหะเป็นยุงลายตัวเมีย โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่น่ากลัวสำหรับหลายคน เพราะมีความอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ความจริงแล้วโรคนี้จะไม่มีความอันตรายถึงตายหากรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ และได้รับการรักษาทัน ฉะนั้นจึงต้องสังเกตอาการเริ่มแรกให้ได้ เพื่อแยกแยะความแตกต่างของไข้หวัดใหญ่กับไข้เลือดออก

เชื้อเด็งกี่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เดงกี-1, เดงกี-2, เดงกี-3 และเดงกี-4 ใครที่ได้รับเชื้อไวรัสไม่ว่าจะสายพันธุ์ใดก็สามารถเป็นโรคไข้เลือดออกได้ทั้งนั้น ซึ่งมีโรคไข้เลือดออกเป็นการติดเชื้อแบบรุนแรงที่สุด หากร่างกายติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานสายพันธุ์นั้น แปลว่าเราจะไม่ติดเชื้อจากสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่จะมีโอกาสติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นได้ นี่จึงเป็นที่มาของ “วัคซีนโรคไข้เลือดออก” คลิกเพื่ออ่านเกี่ยวกับไข้เด็งกี่

อาการของโรคไข้เลือดออก

อาการของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมีความรุนแรงต่างกัน แต่อาการที่เด่นชัดคือ มีไข้คล้ายคนไข้ที่มีอาการไข้หวัดทั่วไปคือเป็นไข้ตัวร้อน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บางรายมีอาการความดันโลหิตต่ำ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดตามข้อ ปวดตามกระดูก ปวดตา ตาพร่า ท้องเสีย

ผู้ป่วยที่พบอาการรุนแรงจะมีภาวะเลือดออก พบบ่อยที่สุดคือบริเวณผิวหนัง มีเลือดออกเป็นจุดเล็กๆ กระจายอยู่เต็มตามแขน ขา ลำตัว และรักแร้ รวมทั้งเลือดออกที่อวัยวะภายในร่างกาย เช่น ทางเดินอาหาร บางคนอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการตับโต และเมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ มีเลือดออกที่ตับ ม้ามหรือมีอาการของไตวายร่วมด้วย และมีโอกาสเกิดภาวะช็อกร่วมด้วยซึ่งอันตรายมาก

 เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัด อาการของไข้เลือดออกที่เห็นชัดมีดังนี้

  1. มีไข้สูงเฉียบพลัน แต่ส่วนมากไม่มีน้ำมูก ไม่ไอ
  2. อาจพบว่ามีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
  3. มีเลือดออก (กรณีอาการถึงขั้นรุนแรง) เลือดกำเดาไหล เลือดตามไรฟัน อาจถ่ายหรืออาเจียนเป็นเลือด

ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการหนักในช่วง 3-5 วันเมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นอาการก็อาจจะทุเลาลงไประยะหนึ่งและมีอาการรุนแรงขึ้นมาอีกจนอาจถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้ ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะหายจากโรคได้ภายในไม่กี่วันเท่านั้น

สำหรับอาการของโรคไข้เลือดออกสามารถสังเกตได้ดังนี้

  1. ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงลอยประมาณ 2-7 วัน และยังมีไข้สูงที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน โดยส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรืออาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งในบางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน
  2. ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออก ซึ่งพบบ่อยที่สุดในบริเวณผิวหนัง โดยจะตรวจพบว่ามีเส้นเลือดเปราะและแตกง่ายร่วมกับมีจุดเลือดออกเป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มตามแขน ขา ลำตัว และรักแร้ ทั้งนี้อาจมีเลือดดำหรือเลือดออกตามไรฟัน สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในรายที่มีอาการขั้นรุนแรงอาจมีอาการอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งก็มักจะเป็นเลือดสีดำ สำหรับอาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนใหญ่นั้นจะพบร่วมกับภาวะช็อกในรายที่มีการช็อกอยู่นาน
  3. ผู้ป่วยจะมีอาการตับโตและเมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ โดยส่วนใหญ่จะพบว่าตับโตในช่วงวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มป่วย
  4. ผู้ป่วยจะมีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ซึ่งประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง หรือที่เราเรียกว่าภาวะช็อกนั่นเอง เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอดหรือช่องท้อง เกิด Hypovolemic Shock ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับไข้ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับช่วงเวลาที่ผู้ป่วยเกิดอาการช็อกนั้นจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ด้วยเช่นกัน อาจจะเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 หรือวันที่ 8 ของวันที่ป่วย ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการแย่ลง โดยเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเริ่มเย็น ชีพจรเบา และความดันโลหิตมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่าอาการของผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกและไข้หวัดนั้นใกล้เคียงกันมาก กล่าวคือ มีไข้ ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้เวียนหัว จึงทำให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างชะล่าใจ ไม่รีบรักษาเนื่องจากคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่จะมารู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อมีอาการเลือดออกมากผิดปกติและมีไข้ อาเจียน ปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด มือ เท้าเย็น ตาลาย เหงื่อออกมากในช่วงที่ไข้ลด อาการเหล่านี้คืออาการชนิดรุนแรงจึงต้องรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะคนไข้อาจเกิดอาการช็อกหมดสติได้

ดังนั้นทางที่ดีเมื่อพบว่าตนเองมีอาการป่วยไข้ อย่านิ่งนอนใจให้รีบมาพบแพทย์ หรือถ้าหากกินยาแล้วอาการไม่ทุเลาลงแต่กลับมีไข้สูง ให้รีบเช็ดตัวผู้ป่วยเพื่อลดไข้ และกินยาพาราเซตามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพรินกับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเด็ดขาด) จากนั้นให้รีบมาพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป เนื่องจากหากรีบรักษาผู้ป่วยจะกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้ในเร็ววัน และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อย่างรวดเร็ว

ความแตกต่างของไข้หวัดธรรมดา, ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

ความแตกต่างของ ไข้หวัดธรรมดา, ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก
ความแตกต่างของ ไข้หวัดธรรมดา, ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

คลิกเพื่ออ่านบทความเปรียบเทียบตวามแตกต่างของไข้หวัดธรรมดา, ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

วิธีการสังเกตลักษณะของตุ่มไข้เลือดออก

การสังเกตลักษณะของตุ่มที่เกิดขึ้นว่ามาจากแมลงกัดต่อย ผลพวงจากโรคอื่น หรือเป็นตุ่มที่มาจากไข้เลือดออก ซึ่งจะมีทั้งแบบที่มีไข้ร่วมด้วยและแบบที่ไม่มีอาการไข้ บางครั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิดจำเป็นต้องสังเกตอาการให้ดีดังนี้

1. ตุ่มจากแมลงกัดต่อย ส่วนมากแล้วพบว่าเป็นตุ่มนูน หรือเห่อขึ้นมาเป็นจุด ๆ ตามผิวหนังของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่เดียว แผ่กระจายในจุดเดียวกัน แต่ในตำแหน่งอื่นกลับไม่พบตุ่มนูน บางครั้งมีลักษณะเห่อเหมือนกับลมพิษ อาจมีอาการคันร่วมด้วย ส่วนมากการกัดของแมลงแล้วเกิดเป็นตุ่มจะไม่มีไข้ นอกจากเป็นแมลงมีพิษแล้วมีอาการแพ้

2. ตุ่มจากโรคมือเท้าปาก พบได้เช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก ซึ่งจะมีไข้ร่วมด้วยพร้อมกับอาการเจ็บปาก กินอาหารได้น้อย มีแผลที่กระพุ้งแก้ม เพดานปาก ตุ่มหรือผื่นแดงจะเกิดขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า อวัยวะเพศ ผิวหนังของก้น และอาจพบตามลำตัว แขนและขาได้ อาการจะคงอยู่ประมาณ 2-3 วันก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น และหายได้ภายใน 1 สัปดาห์

 

3. ตุ่มที่เกิดขึ้นจากไข้เลือดออก ควรสังเกตตั้งแต่อาการไข้ที่จะพบร่วมด้วย หากไข้สูงนำมาแล้ว 2-7 วัน ภายหลังจากไข้เริ่มลดลง ในระยะดังกล่าวจะปรากฏผื่นแดงขึ้นมา ผื่นเหล่านี้เมื่อขึ้นมาแล้วจัดอยู่ในระยะที่ต้องระมัดระวัง เสี่ยงต่อการเกิดภาวะช็อกได้ ลักษณะของตุ่มจะเป็นตุ่มแดง มีขนาดเล็ก กระจายไปทั่วทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา ลำตัว หรือตามใบหน้า

กลุ่มเสี่ยงโรคไข้เลือดออก

กลุ่มเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่อ้วนมาก ผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่ขยับร่างกายน้อย  รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เป็นต้น โดยเราสามารถป้องกันการเกิดโรคและช่วยทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ง่าย ๆ เช่น กำจัดแหล่งน้ำขังในภาชนะ เทน้ำในจานรองกระถางต้นไม้ เทน้ำในแจกันทิ้ง ปิดฝาโอ่งน้ำ กำจัดขยะมูลฝอย ใส่ทรายเคมีเพื่อกำจัดลูกน้ำ หรือเลี้ยงปลาเพื่อกินลูกน้ำยุงลาย

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากตัวไวรัสเด็งกี่ มักระบาดในหน้าฝน โดยมียุงลายเพศเมียเป็นพาหะนำโรค เนื่องจากยุงลายเพศเมียจะดูดเลือดคนเป็นอาหาร ถึงแม้ยุงลายจะกินเลือดตอนกลางวันและมีอายุเพียง 7 วัน แต่กลับมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อไวรัสเดงกีได้ทุกเวลา

เมื่อยุงไปกัดคนที่มีเชื้อไวรัส เชื้อนั้นจะเข้าสู่กระเพาะของยุง และเข้าไปอยู่ในเซลล์บริเวณผนังกระเพาะ และจะยิ่งเพิ่มจำนวนไวรัสมากขึ้นจนออกมาจากเซลล์ผนังกระเพาะ จากนั้นจะเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลายของยุงที่พร้อมจะเข้าสู่คนที่ถูกกัดต่อไป สำหรับระยะฟักตัวในยุงนั้นจะใช้เวลาประมาณ 8-12 วัน และเมื่อยุงตัวนั้นไปกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกกัดต่อไป เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนผ่านระยะเวลาฟักตัวนาน 5-8 วัน (สั้นที่สุด 3 วัน - นานที่สุด 15 วัน) และหลังจากนั้นจะมีอาการเหมือนไข้หวัด กล่าวคือ มีไข้ ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้ เวียนหัว เป็นต้น จึงอาจจะทำให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดได้ในกรณีที่โรคยังไม่ถึงระยะลุกลาม ดังนั้นเมื่อพบคนไข้ที่มีอาการคล้ายกับไข้หวัด แพทย์จึงมักสั่งให้ตรวจเลือดเพื่อค้นหาว่าผู้ป่วยไม่สบายจากการติดเชื้ออะไร  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตรวจหาเชื้อไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่  

ยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีนี้จะพบเป็นจำนวนมากในแถบประเทศเขตร้อนและเขตอบอุ่น จากข้อมูลของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยพบว่าในปี พ.ศ. 2557 พบผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกร่วม 40,000 ราย ปัจจุบันสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2561  มีจำนวนผู้ป่วยสะสม ณ วันที่ 3 เม.ย. 2561 จำนวนมากถึง 5,868 ราย เสียชีวิตแล้ว 9 ราย โดยมีอัตราป่วยต่อประชากร 1 แสนคนถึง 8.91 ราย ไข้เลือดออกจึงนับว่าเป็นโรคที่น่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว

ส่วนใหญ่แล้วคนปกติที่มีร่างกายแข็งแรงจะมีภูมิคุ้มกันโรค แต่เด็กหรือคนที่มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง เชื้อไข้เลือดออกจะเข้าทำลายระบบการไหลเวียนของเลือด ผนังเซลเม็ดเลือดแดง และทำลายอวัยวะภายในร่างกายจนมีเลือดออก

การตรวจโรคไข้เลือดออก

เมื่อมีคนไข้ที่แพทย์เฉพาะทางสงสัยว่าเป็นอาการของโรคไข้เลือดออก แพทย์จะเจาะเลือด ตรวจหาเชื้อที่ห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้การตรวจจำนวนเกล็ดเลือด ก็เป็นการวินิจฉัยได้เป็นอย่างดี

การรักษาโรคไข้เลือดออก

การรักษาไข้เลือดออก ในขณะนี้ยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถต่อต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไข้เลือดออกได้  เนื่องจากยังไม่มียารักษาโดยตรง แพทย์จะรักษาตามอาการแบบประคับประคองไปก่อนเท่านั้น เช่น หากมีไข้ก็จะให้ผู้ป่วยกินยาลดไข้ คือ พาราเซตามอล หากผู้ป่วยอาเจียนบ่อยๆ แพทย์จะให้ยาแก้อาเจียน ให้จิบน้ำเกลือชนิดดื่ม อาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดร่วมด้วย

คนไข้จะต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยเฉพาะถ้ามีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูงมาก อาเจียนตลอดเวลา เกล็ดเลือดต่ำ มีเลือดออกมาก เสี่ยงต่อภาวะช็อกโดยแพทย์เฉพาะทางจะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่ผู้ป่วยยังคงอยู่ในช่วงวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วไหลของพลาสมา

นอกจากนี้ผู้ป่วยจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบ เพื่อป้องกันการระบาด คนไข้ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง เพราะปัจจุบันเชื้อไข้เลือดออกมีการกลายพันธุ์ ทำให้เชื้อรุนแรงมากขึ้น

สิ่งนี้ทุกคนควรจำให้ขึ้นใจคือห้ามใช้ยาแอสไพรินกับผู้ป่วยไข้เลือดออกเด็ดขาด ไม่ว่าจะป่วยด้วยอาการมากน้อยแค่ไหนก็ใช้ยาชนิดนี้ในผู้ป่วยไข้เลือดออกไม่ได้ ให้ใช้ยาพาราเซจามอลในการลดไข้แทน รวมถึงยากลุ่ม NSAIDS เพราะในยากลุ่มนี้มีคุณสมบัติจับตัวกันเป็นก้อนเลือด ซึ่งยานี้อาจไปกระตุ้นอาการเลือดออกให้มากกว่าเดิมได้นั่นเอง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ก็สังเกตได้จากอาการไข้ที่ลดลงภายใน 24-48 ชั่วโมง คนไข้จะรู้สึกตัว ร่าเริง เริ่มกินอาหารได้บ้างเล็กน้อย นี่เป็นอาการบ่งบอกว่าผู้ป่วยกำลังจะหายจากโรคไข้เลือดออกแล้วนั่นเอง

การป้องกันโรคไข้เลือดออก

  1. ป้องกันไม่ให้ยุงกัด
    ไม่ว่าทั้งกลางวันและกลางคืน ทายากันยุง ติดมุ้งลวด หรืออย่างน้อยควรกางมุ้งเวลานอน โดยเฉพาะเด็กและคนชราควรอยู่ในห้องที่มีการป้องกันยุงมิดชิด เพราะคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ยุงลายจะใช้โปรตีนบางตัวในเลือดในการวางไข่ เมื่อยุงลายไม่ได้กินเลือดก็จะไม่สามารถวางไข่ได้ นอกจากนี้การไม่สวมเสื้อที่มีสีทึบ และไม่อยู่ในที่มืดก็เป็นการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย  
  2. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและลูกน้ำยุงลายรอบบริเวณบ้าน
    ยุงลายเป็นยุงบ้านที่มักวางไข่ตามแหล่งน้ำขังต่างๆ โดยเฉพาะน้ำนิ่ง ดังนั้นจึงต้องมีการกำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างต่อเนื่องทุก ๆ สัปดาห์โดยการเปลี่ยนน้ำในโอ่งหรือถังน้ำบ่อยๆ ถ่ายถ้วยน้ำรองขาโต๊ะหรือน้ำในแจกัน คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง เช่นชามเก่า กระป๋อง เป็นต้น เพื่อป้องกันยุงลายวางไข่ นอกจากนี้ยังอาจจะเลี้ยงปลาเพื่อช่วยกำจัดลูกน้ำ หรือใส่ทรายอะเบทหรือเกลือแกงลงไปเป็นการทำลายไข่ยุง
  3. แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตพื้นที่
    เพื่อฉีดยากันยุง และใส่ทรายอะเบทในแหล่งน้ำ รวมถึงแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อมีคนใกล้ตัวป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก
  4. เผ้าระวังตัวเองและผู้อื่นเมื่อมีอาหาร
    พยายามอย่าให้ผู้ป่วยที่กลับมาพักฟื้นที่บ้านโดนยุงกัดในระยะเวลา 5 วันแรก เพราะระยะนี้ผู้ป่วยจะยังมีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกหลงเหลืออยู่ ซึ่งหากโดนยุงกัดอาจทำให้แพร่กระจายสู่คนในบ้านได้
  5. ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพแข็งแรงจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้

วัคซีนไข้เลือดออก

ทำความรู้จักกับวัคซีนโรคไข้เลือดออก

วัคซีนโรคไข้เลือดออกรู้จักกันดีในชื่อ CYD-TDV เป็นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดแรกและชนิดเดียวที่ผ่านการศึกษาวิจัย ทั้งในด้านของประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก และได้ขึ้นทะเบียนใช้แล้วในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

วัคซีน CYD-TDV หรือชื่อเต็ม Chimeric Yellow Fever Dengue Tetravalent Dengue Vaccine มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไข้เลือดออกเด็งกีทั้ง 4 สายพันธุ์ สามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกเด็งกีได้ทุกสายพันธุ์ถึง 65 % เมื่อฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเด็งกีครบ 3 เข็มจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นผู้ป่วยไข้เลือดออกในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามวัคซีนนี้ยังมีข้อควรระวังในการใช้

ข้อควรระวังในการฉีดวัคซีน CYD-TDV

  • วัคซีน CYD-TDV เป็นวัคซีนที่ป้องกันโรคไข้เลือดออกจากไวรัสเด็งกี 4 สายพันธุ์ก็จริง แต่ผลที่เกิดขึ้นในแต่ละรายอาจจะสร้างภูมิคุ้มกันแตกต่างกันไป เช่น ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกีสายพันธุ์ที่ 3 และ 4 ได้ดีมาก แต่สายพันธุ์ที่ 1 และ 2 อาจส่งผลไม่ดีนัก
  • เป็นวัคซีนที่เหมาะสำหรับผู้ที่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกมาแล้ว เพราะจะมีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงมาก แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกมาก่อน วัคซีนชนิดนี้มีเชื้อไวรัสเด็งกีทั้ง 4 ประเภทซึ่งถูกทำให้มีฤทธิ์อย่างอ่อนก่อนนำเข้าสู่ร่างกาย หลักการทำงานของวัคซีนนี้คือเมื่อร่างกายได้รับแล้วก็จะสร้างภูมิต้านทานสายพันธุ์นั้น ๆ และทำให้ไม่เป็นโรคนี้อีก แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยป่วยแล้วฉีดวัคซีนอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าเดิม ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นจึงไม่ควรฉีด
  • ประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันโรคในผู้ที่มีอายุ 9 – 45 ปี ผู้ที่อายุน้อยกว่านี้ไม่ควรฉีดเพราะยาจะไม่มีประสิทธิภาพมากพอ
  • วัคซีนนี้ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ แต่ก็ยังมีราคาค่อนข้างสูง เข็มละประมาณ 3,000 บาท และต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยระยะเวลาที่ฉีดคือ เดือนที่ 1, 6 และ 12 
  • ผลข้างเคียงที่พบจากการฉีดวัคซีนมีน้อย อาจจะมีไข้หรือเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด ซึ่งก็เหมือนกับการฉีดวัคซีนทั่วไป การวิจัยยังไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง เพียงแต่ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกยังไม่ควรฉีดเพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ปัจจุบันมีให้บริการที่บางโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลเอกชน คลินิกตามตัวเมือง จากการวิจัยพบว่าเมื่อถูกยุงกัดและเป็นไข้เลือดออกตามธรรมชาติ วัคซีนนี้สามารถลดความรุนแรงของการเกิดโรคไข้เลือดออกได้ ลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้ออีกในอนาคต แถมยังลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้กว่า 80% ถึงแม้ปัจจุบันประสิทธิภาพโดยรวมของวัคซีนจะอยู่ที่ประมาณ 65% ซึ่งอาจดูไม่สูงนัก เพราะวัคซีนนี้ใช้เวลาในการค้นคว้าวิจัยยาวนานมากกว่า 50 ปี เป็นเพราะมีความยากลำบากในทางเทคนิคหลายประการ อย่างไรก็ตามก็ยังมีการวิจัยและพัฒนาต่อไป

วิธีดูแลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก

  1. ในช่วงที่ผู้ป่วยมีไข้สูง บางรายอาจมีอาการชักได้พร้อมกัน โดยเฉพาะเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้ยาลดไข้ และควรใช้ยาพาราเซตามอลเท่านั้น ห้ามใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกล็ดเลือดในร่างกายเสียการทำงาน อีกทั้งยังทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและทำให้เลือดออกมาได้ง่ายขึ้น
  2. ควรชดเชยน้ำให้แก่ผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้และมีอาการเบื่ออาหาร รวมทั้งอาเจียน จึงทำให้ขาดน้ำในปริมาณมาก ดังนั้นจึงควรชดเชยน้ำด้วยการให้ดื่มน้ำผลไม้หรือสารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่
  3. หมั่นติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพื่อป้องกันภาวะช็อกได้ทันเวลา
  4. ต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ปลอดยุง ควรมีมุ้งลวดหรือกางมุ้งเพื่อป้องกันยุงและการแพร่ระบาดของโรค
  5. ควรให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
  6. ควรให้ผู้ป่วยพักผ่อนมาก ๆ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน
  7. ดื่มน้ำหรือเกลือแร่ให้มากพอ โดยสังเกตที่สีปัสสาวะจะเป็นสีเหลืองอ่อน หากปัสสาวะสีเข้ม ต้องดื่มน้ำเพิ่มขึ้น
  8. เช็ดตัวผู้ป่วยด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น ควรรักษาอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วยไม่ให้สูงถึง 39 องศาเซลเซียส กรณีที่มีไข้ ห้ามเช็ดตัวหรืออาบน้ำด้วยน้ำเย็น เพราะผู้ป่วยอาจสั่นได้
  9. ควรกินยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์สั่ง เพราะหากรับยาเกินขนาดอาจทำให้ตับอักเสบได้
  10. ห้ามให้ผู้ป่วยกินยาแอสไพรินและยากลุ่ม NSAIDS เด็ดขาด เนื่องจากยาทั้ง 2 ตัวต้านการจับตัวเป็นก้อนของเลือด อาจไปกระตุ้นอาการเลือดออกได้ 
  11. ห้ามฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ งดใช้ยากลุ่มปฏิชีวนะ เพราะเชื้อไวรัสของโรคไข้เลือดออกไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย จึงไม่จำเป็นกับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเลย
  12. ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และรสไม่จัด เช่น ข้าวต้ม หรือแกงจืด เป็นต้น
  13. ไม่ควรรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีแดง ดำ หรือน้ำตาล เพราะเวลาปัสสาวะและอุจจาระอาจสังเกตได้ยากกว่าสิ่งที่ผู้ป่วยขับถ่ายออกมามีเลือดปนมาด้วย 
ช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่ต้องระวังไข้เลือดออก เพราะเป็นช่วงที่ยุงลายออกอาละวาดหนัก ทุกคนควรป้องกันตัวเองและคนใกล้ชิดให้ห่างจากยุงลายให้มากที่สุด

หากอาการของผู้ป่วยไม่ดีขึ้น มีไข้สูงต่อเนื่อง และมีอาการเตือนที่รุนแรง ให้รีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยด่วน ซึ่งอาการจะมีดังนี้

  • ผู้ป่วยมีอาการซึมหรืออ่อนเพลียมากขึ้น
  • ผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
  • มีอาการคลื่นไส้และอาเจียนตลอดเวลา
  • มีอาการปวดท้องมาก
  • เลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำมีเลือดปน
  • ผู้ป่วยปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลยในระยะ 4-6 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลา
  • กระสับกระส่าย หงุดหงิด หรือเอะอะโวยวาย
  • หากเป็นคนไข้เด็กอาจร้องกวนตลอดเวลา
  • มีอาการตัวเย็นชื้น เหงื่อออก สีผิวคล้ำลง ตัวลาย ซึ่งในขั้นนี้อาจช็อกได้

สำหรับการดูแลตัวเองเพื่อให้ห่างไกลจากโรคไข้เลือดออกนั่นก็คือ การพยายามป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัด โดยการนอนในมุ้ง หมั่นสวมใส่เสื้อผ้าแขนยาวขายาว และควรใช้สารยา(กัน)ไล่ยุงด้วย ทั้งนี้ มั่นออกกำลังกายและกินอาหารที่มีประโยชน์ก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี เพียงเท่านี้ก็จะทำให้คุณและคนที่คุณรักห่างไกลความเสี่ยงของการเป็นไข้เลือดออกได้มากขึ้นแล้ว

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก

วัคซีนไข้เลือดออก ถ้าเป็นแล้วควรจะฉีดอีกไหมคะ

คำตอบ: สามารถฉีดได้ค่ะ เพราะไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกีซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ค่ะ สามารถป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ผู้ป่วยยังไม่เคยติดได้ แต่วัคซีนไข้เลือดออกยังไม่สามารถป้องกันได้ 100 % อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนสามารถลดระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออกได้ และยังสามารถลดอัตราการป่วยมีภาวะเลือดออกรุนแรงจากไวรัสเด็งกีได้ โดยวัคซีนนี้ทำมาจากเชื้อไวรัสเด็งกีที่ประกอบด้วยเชื้อไวรัส 4 สายพันธุ์ คือ DEN1, DEN2, DEN3 และ DEN4 ประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้เลือดออก ประวัติการติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน และอายุของผู้ได้รับวัคซีนค่ะ - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

แพ้ยุง ต้องฉีดยาเผื่อไข้เลือดออกไหม

คำตอบ: อาการแพ้ยุงกับไข้เลือดออกไม่เหมือนกันครับ จึงไม่จำเป็นต้องฉีดยาครับ และถึงแม้จะเป็นไข้เลือดออกก็ไม่จำเป็นต้องฉีดยาครับ ควรกินยาแก้แพ้หรือใช้ยาทาเอาครับ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

คนที่ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกมีสิทธิ์เป็นไข้เลือดออกไหมคะ

คำตอบ: มีโอกาสเป็นไข้เลือดออกได้อยู่ค่ะ เพราะวัคซีนไข้เลือดออกยังไม่สามารถป้องกันได้ 100 % สามารถป้องกันการเกิดไข้เลือดออกได้ร้อยละ 65ค่ะ อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน สามารถลดระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออกได้ และยังสามารถลดอัตราการป่วยมีภาวะเลือดออกรุนแรงจากไวรัสเด็งกีได้ โดยวัคซีนนี้ทำมาจากเชื้อไวรัสเด็งกีที่ประกอบด้วยเชื้อไวรัส 4 สายพันธุ์ คือ DEN1, DEN2, DEN3 และ DEN4 ประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้เลือดออก ประวัติการติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน และอายุของผู้ได้รับวัคซีน ค่ะ - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

คำตอบ 2: การฉีดวัคซีนไข้เลือดออก สามารถป้องกันการเป็นไข้เลือดออกยังไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธ์ุ ของไข้เลือดออก แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันแต่ละสายพันธ์ุไม่เท่ากันด้วยครับ โอกาสที่จะเป็นไข้เลือดออกก็ยังเป็นได้อยู่ครับ แต่อาการและความรุนแรงที่เป็นจะน้อยกว่าปกติครับ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

ไข้เลือดออกยังไม่แสดงอาการ ให้น้ำเกลือก่อนจะหายไหม

คำตอบ: การให้สารน้ำเพิ่มเติมที่ปลอดภัยที่สุดคือการรับประทานน้ำเกลือแร่ทางปากเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำครับ ส่วนการให้ทางหลอดเลือดดำ แพทย์จะพิจารณาจากระยะของโรค ซึ่งการให้มากหรือน้อยเกินไปก็อาจส่งผลให้ผู่ป่วยมีอาการแย่ลงได้ - ตอบโดย กิตติศัพท์ สินน้อย (นพ.)

คำตอบ 2: การรักษาไข้เลือดออกเป็นเรื่องละเอียดอ่อนครับ ขึ้นอยู่กับสภาวะหลาย ๆ อย่าง โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเองครับ - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

คำตอบ 3: อาการของไข้เลือดออก ถ้ายังกินอาหารได้ ไม่ซึม สัญญาณชีพปกติ ไม่มีเลือดออก ก็อาจจะยังไม่ต้องให้น้ำเกลือครับ เพราะว่าถ้าให้ไปก่อน เวลามีอาการช็อกหรือสัญญาณชีพต่ำ อาจจะทำให้น้ำเกิน มีน้ำท่วมปอดได้ครับ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

ถ้าเคยเป็นไข้เลือดออกแล้วจะเป็นซ้ำอีกไหม

คำตอบ: เป็นซ้ำได้ค่ะเพราะเชื้อไข้เลือดออกมีหลายสายพันธ์ุ เป็นแล้วจะไม่เป็นสายพันธ์ุเดิมค่ะ - ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)

คำตอบ 2: สามารถเป็นได้อีกค่ะ เพราะว่าไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อเด็งกี ซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ค่ะ หากเราเคยเป็นไข้เลือดออกสายพันธุ์ใดจะมีภูมิแค่สายพันธุ์นั้นค่ะ สามารถติดเชื้อไข้เลือดออกได้อีกอีกสามสายพันธุ์ค่ะ - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

คำตอบ 3: สามารถเป็นอีกได้ครับ เพราะภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังการรับเชื้อนั้นจะมีอยู่สูงระยะหนึ่งเท่านั้น จึงสามารถรับเชื้อได้อีก และมีอาการได้อีกครับแต่ไม่น่าจะเป็น 2 หรือ 3 ครั้งในปีเดียวกัน - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

แล้วผื่นตุ่มไข้เลือดออกกี่วันถึงจะหายคันและหายไปคะ ?

คำตอบ: ส่วนใหญ่ผื่นจากไข้เลือดออกมักจะขึ้นหลังจากไข้ลดลงแล้ว ส่วนใหญ่ผื่นจะคันเล็กน้อยและหายเองได้ภายใน 2-3 วันค่ะ - ตอบโดย Buakhao Arpaporn (พญ.)

คำตอบ 2: ผื่นจากไข้เลือดออกมีได้ 2 ระยะ ได้แก่ ระยะไข้สูง เป็นในระยะไข้วันที่ 3 ซึ่งผื่นประเภทนี้อาจไม่คันจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน และอีกระยะหนึ่งคือระยะพักฟื้น ซึ่งผื่นที่ขึ้นจะมีลักษณะเป็นจุดขาวบนรอยปื้นแดง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีอาการคันและเจ็บ แต่อาจพบอาการคันได้ ซึ่งผื่นจะหายไปเองภายใน 1 สัปดาห์ค่ะ - ตอบโดย สุนิสา โพธิ์พันธ์ (พว.)

บทความน่าอ่าน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่