มะเร็งและโรคร้าย

คู่มือไข้เลือดออก (Dengue) ฉบับสมบูรณ์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 15 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,722,590 คน

คู่มือไข้เลือดออก (Dengue) ฉบับสมบูรณ์

โรคไข้เลือดออกคืออะไร ?

โรคไข้เลือดเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส "เด็งกี่" (Dengue) โดยมี ยุงลาย เป็นพาหะนำโรค ไข้เลือดออกนับเป็นโรคที่เราต้องให้ความสำคัญ เพราะถ้ารักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่หากรู้ตัวและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ภายในเวลาไม่นาน ทั้งนี้หลายๆ คนอาจสับสนระหว่างโรคไข้เลือดออกกับโรคไข้หวัดใหญ่ เพราะมีอาการเบื้องต้นคล้ายคลึงกัน ฉะนั้นจึงต้องสังเกตอาการเริ่มแรกให้ดี เพื่อแยกแยะความแตกต่างของไข้หวัดใหญ่กับ ไข้เลือดออก ให้ได้

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

จากที่กล่าวไปตอนต้นว่าโรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ โดยเชื้อเด็งกี่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เด็งกี่-1, เด็งกี่-2, เด็งกี่-3 และเด็งกี่-4 ใครที่ได้รับเชื้อไวรัสไม่ว่าจะสายพันธุ์ใด ก็สามารถเป็นโรคไข้เลือดออกได้ทั้งนั้น แต่หากร่างกายติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งไปแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานสายพันธุ์นั้นขึ้นมา แปลว่าเราจะไม่ติดเชื้อจากสายพันธุ์นั้นอีกไปตลอดชีวิต แต่จะมีโอกาสติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่นได้

คลิกเพื่ออ่านเกี่ยวกับไข้เด็งกี่

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากตัวไวรัสเด็งกี่ มักระบาดในหน้าฝน โดยมียุงลายเพศเมียเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงไปกัดคนที่มีเชื้อไวรัส เชื้อนั้นจะเข้าสู่กระเพาะของยุง และเข้าไปอยู่ในเซลล์บริเวณผนังกระเพาะ และจะยิ่งเพิ่มจำนวนไวรัสมากขึ้นจนออกมาจากเซลล์ผนังกระเพาะ จากนั้นจะเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำลายของยุงที่พร้อมจะเข้าสู่คนที่ถูกกัดต่อไป 

สำหรับระยะฟักตัวในยุงนั้นจะใช้เวลาประมาณ 8-12 วัน และเมื่อยุงตัวนั้นกัดคนอื่นก็จะปล่อยเชื้อไวรัสไปยังผู้ที่ถูกกัดต่อไป เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนผ่านระยะเวลาฟักตัวนาน 5-8 วัน (สั้นที่สุด 3 วัน - นานที่สุด 15 วัน) และหลังจากนั้นจะมีอาการเหมือนไข้หวัด กล่าวคือ มีไข้ ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้ เวียนหัว เป็นต้น จึงอาจจะทำให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดได้ในกรณีที่โรคยังไม่ถึงระยะลุกลาม ดังนั้นเมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายกับไข้หวัด แพทย์จึงมักสั่งให้ตรวจเลือดเพื่อค้นหาว่าผู้ป่วยไม่สบายจากการติดเชื้ออะไร  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตรวจหาเชื้อไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่  

ยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเด็งกี่นี้จะพบเป็นจำนวนมากในแถบประเทศเขตร้อนและเขตอบอุ่น จากข้อมูลของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยพบว่าในปี พ.ศ. 2557 พบผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกร่วม 40,000 ราย ปัจจุบันสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2561  มีจำนวนผู้ป่วยสะสม ณ วันที่ 3 เม.ย. 2561 จำนวนมากถึง 5,868 ราย เสียชีวิตแล้ว 9 ราย โดยมีอัตราป่วยต่อประชากร 1 แสนคนถึง 8.91 ราย ไข้เลือดออกจึงนับว่าเป็นโรคที่น่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว

ส่วนใหญ่แล้วคนปกติที่มีร่างกายแข็งแรงจะมีภูมิคุ้มกันโรค แต่เด็กหรือคนที่มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง เชื้อไข้เลือดออกจะเข้าทำลายระบบการไหลเวียนของเลือด ผนังเซลล์เม็ดเลือดแดง และทำลายอวัยวะภายในร่างกายจนมีเลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออก

อาการของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมีความรุนแรงต่างกัน แต่อาการที่เด่นชัดคือ มีไข้คล้ายอาการไข้หวัดทั่วไปคือเป็นไข้ตัวร้อน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บางรายมีอาการความดันโลหิตต่ำ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดตามข้อ ปวดตามกระดูก ปวดตา ตาพร่า ท้องเสีย

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจะมีภาวะเลือดออก พบบ่อยที่สุดคือบริเวณผิวหนัง มีเลือดออกเป็นจุดเล็กๆ กระจายอยู่เต็มตามแขน ขา ลำตัว และรักแร้ รวมทั้งเลือดออกที่อวัยวะภายในร่างกาย เช่น ทางเดินอาหาร บางคนอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ผู้ป่วยอาจมีอาการตับโต เมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ มีเลือดออกที่ตับ ม้ามหรือมีอาการของไตวาย รวมทั้งมีโอกาสเกิดภาวะช็อกร่วมด้วยซึ่งอันตรายมาก

 เมื่อเปรียบเทียบกับไข้หวัด อาการของไข้เลือดออกที่เห็นชัดมีดังนี้

  1. มีไข้สูงเฉียบพลัน แต่ส่วนมากไม่มีน้ำมูก ไม่ไอ
  2. อาจพบว่ามีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
  3. มีเลือดออก (กรณีอาการถึงขั้นรุนแรง) เลือดกำเดาไหล เลือดตามไรฟัน อาจถ่ายหรืออาเจียนเป็นเลือด

ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการรุนแรงในช่วง 3-5 วัน หลังได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นอาการอาจจะทุเลาลงไประยะหนึ่งและมีอาการรุนแรงขึ้นมาอีก จนอาจถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้ แต่หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็สามารถหายจากโรคได้ภายในไม่กี่วัน

สำหรับอาการของโรคไข้เลือดออกสามารถสังเกตได้ดังนี้

  1. ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงลอยประมาณ 2-7 วัน ส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส หรืออาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส โดยอาจเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน ในบางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน
  2. ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออก พบบ่อยที่สุดบริเวณผิวหนัง โดยจะพบว่ามีเส้นเลือดเปราะและแตกง่ายร่วมกับมีจุดเลือดออกเป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มตามแขน ขา ลำตัว และรักแร้ ทั้งนี้อาจมีเลือดดำหรือเลือดออกตามไรฟันร่วมด้วย สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการขั้นรุนแรง อาจมีอาการอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ สำหรับอาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนใหญ่จะพบร่วมกับภาวะช็อกในผู้ป่วยที่มีการช็อกอยู่นาน
  3. ผู้ป่วยจะมีอาการตับโต เมื่อกดจะรู้สึกเจ็บ โดยส่วนใหญ่จะพบว่าผู้ป่วยมีอาการตับโต ในช่วงวันที่ 3-4 นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ
  4. ผู้ป่วยจะมีภาวะระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกอาจจะมีอาการรุนแรง หรือเรียกว่าภาวะช็อก เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอดหรือช่องท้อง เกิดภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ (Hypovolemic Shock) ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับไข้ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับช่วงเวลาที่ผู้ป่วยเกิดอาการช็อกนั้นจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ด้วยเช่นกัน อาจจะเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 หรือวันที่ 8 ของวันที่ป่วย ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการแย่ลง โดยเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเริ่มเย็น ชีพจรเบา และความดันโลหิตมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าอาการของผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกและไข้หวัดนั้นใกล้เคียงกันมาก กล่าวคือ มีไข้ ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้เวียนหัว จึงทำให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างชะล่าใจ เนื่องจากคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อมีอาการเลือดออกมากผิดปกติ มีไข้ อาเจียน ปวดท้อง ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด มือ เท้าเย็น ตาลาย เหงื่อออกมาก หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่ไข้ลด ถือเป็นสัญญาณอันตรายต้องรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาจช็อกหมดสติได้

ดังนั้นทางที่ดีเมื่อพบว่าตนเองมีอาการป่วยไข้ อย่านิ่งนอนใจให้รีบมาพบแพทย์ หรือถ้าหากกินยาแล้วอาการไม่ทุเลาลงแต่กลับมีไข้สูง ให้รีบเช็ดตัวผู้ป่วยเพื่อลดไข้ และกินยาพาราเซตามอล จากนั้นให้รีบมาพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป 

ความแตกต่างของไข้หวัดธรรมดา, ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

ความแตกต่างของ ไข้หวัดธรรมดา, ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

คลิกเพื่ออ่านบทความเปรียบเทียบตวามแตกต่างของไข้หวัดธรรมดา, ไข้หวัดใหญ่ และไข้เลือดออก

วิธีการสังเกตลักษณะของตุ่มไข้เลือดออก

การสังเกตลักษณะของตุ่มที่เกิดบริเวณผิวหนัง ว่ามาจากแมลงกัดต่อย ผลพวงจากโรคอื่น หรือเป็นตุ่มที่มาจากไข้เลือดออกนั้น สังเกตได้ดังนี้

1. ตุ่มจากแมลงกัดต่อย ส่วนมากจะเป็นตุ่มนูน หรือเห่อขึ้นมาเป็นจุด ๆ ตามผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือแผ่กระจายในจุดเดียวกัน แต่ในตำแหน่งอื่นกลับไม่พบตุ่มนูน บางครั้งมีลักษณะเห่อเหมือนกับลมพิษ อาจมีอาการคันร่วมด้วย ส่วนมากผู้ป่วยจะไม่มีไข้ เว้นแต่สัตว์ที่กัดต่อยจะเป็นสัตว์มีพิษจนทำให้เกิดอาการแพ้และมีไข้ร่วมด้วย

2. ตุ่มจากโรคมือเท้าปาก จะมีไข้ร่วมด้วย พร้อมกับอาการเจ็บปาก กินอาหารได้น้อย มีแผลที่กระพุ้งแก้ม เพดานปาก ตุ่มหรือผื่นแดงจะเกิดขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า อวัยวะเพศ ผิวหนังของก้น และอาจพบตามลำตัว แขนและขาได้ อาการจะคงอยู่ประมาณ 2-3 วันก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น และหายได้ภายใน 1 สัปดาห์

 

รูปแสดงผื่นที่เกิดจากโรคมือเท้าปาก

3. ตุ่มที่เกิดขึ้นจากไข้เลือดออก ลักษณะของตุ่มจะเป็นตุ่มแดง มีขนาดเล็ก กระจายไปทั่วทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา ลำตัว หรือตามใบหน้า จะพบร่วมกับอาการมีไข้ หากไข้สูงนำมาแล้ว 2-7 วัน หลังจากไข้เริ่มลดลงจะปรากฏผื่นแดง เมื่อสังเกตเห็นผื่นแดงแสดงว่าอยู่ในระยะที่ต้องเฝ้าระวัง เสี่ยงต่อการเกิดภาวะช็อกได้ 

กลุ่มเสี่ยงโรคไข้เลือดออก

กลุ่มเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่อ้วนมาก ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่ขยับร่างกายน้อย หรือผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้กับแหล่งที่มีน้ำขัง เป็นต้น หากสงสัยว่าจะป่วยเป็นไข้เลือดออก ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เพราะปัจจุบันเชื้อไข้เลือดออกมีการกลายพันธุ์ ทำให้เชื้อรุนแรงมากขึ้นจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


การตรวจโรคไข้เลือดออก

หากสงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นไข้เลือดออก วิธีที่ดีที่สุดคือแพทย์จะเจาะเลือด เพื่อตรวจหาเชื้อที่ห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้การตรวจจำนวนเกล็ดเลือดก็เป็นการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน ซึ่งมักจะพบความผิดปกติ ประมาณวันที่ 3 นับจากวันที่เริ่มป่วย ทั้งนี้ตามปกติคนเราจะมีเกล็ดเลือดประมาณ 150,000 – 450,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร แต่ในผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออก ส่วนใหญ่เกล็ดเลือดจะต่ำกว่า 100,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร

การรักษาโรคไข้เลือดออก

ปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดที่สามารถต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะเชื้อไข้เลือดออกได้ แพทย์จึงต้องใช้วิธีรักษาตามอาการ เช่น หากมีไข้ก็จะให้ผู้ป่วยกินยาลดไข้ หากผู้ป่วยอาเจียน แพทย์จะให้ยาแก้อาเจียน พร้อมจิบน้ำเกลือชนิดดื่ม หรืออาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดร่วมด้วย 

ทั้งนี้ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูงมาก อาเจียนตลอดเวลา เกล็ดเลือดต่ำ มีเลือดออกมาก เสี่ยงต่อภาวะช็อก  โดยแพทย์จะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่ผู้ป่วยยังคงอยู่ในช่วงวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วไหลของพลาสมา

ข้อควรรู้!

ห้ามใช้ยาแก้ปวดลดไข้ในกลุ่ม NSAIDS (Nonsteroidal anti-inflammatory drug) เช่น "แอสไพริน" กับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเด็ดขาด เพราะผลข้างเคียงของยาอาจทำให้เกิดอาการเลือดออกมากขึ้น

รู้ได้อย่างไรว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น 

สังเกตได้จากอาการไข้ที่ลดลงภายใน 24-48 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายตัวขึ้น เริ่มกินอาหารได้บ้างเล็กน้อย อาการต่างๆ ที่เคยเป็นจะเริ่มทุเลาลง นี่เป็นอาการบ่งบอกว่าผู้ป่วยกำลังจะหายจากโรคไข้เลือดออกแล้ว

การป้องกันโรคไข้เลือดออก

  1. ป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด
    ไม่ว่าทั้งกลางวันและกลางคืน ควรทายากันยุง ติดมุ้งลวด ไม่สวมเสื้อที่มีสีทึบและไม่อยู่ในที่มืด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุควรอยู่ในห้องที่มีการป้องกันยุงมิดชิด เพราะคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจมีโอกาสได้รับเชื้อมากกว่า
  2. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและลูกน้ำยุงลายรอบบริเวณบ้าน
    ยุงลายมักวางไข่ตามแหล่งน้ำขังต่างๆ โดยเฉพาะน้ำนิ่ง ดังนั้นจึงต้องกำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างต่อเนื่องทุก ๆ สัปดาห์ โดยการเปลี่ยนน้ำในโอ่งหรือถังน้ำบ่อยๆ ถ่ายถ้วยน้ำรองขาโต๊ะหรือน้ำในแจกัน คว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ชามเก่า กระป๋อง เป็นต้น เพื่อป้องกันยุงลายวางไข่ นอกจากนี้ยังอาจจะเลี้ยงปลาเพื่อช่วยกำจัดลูกน้ำ หรือใส่ทรายอะเบทหรือเกลือแกงลงไปเพื่อทำลายไข่ยุง
  3. แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในเขตพื้นที่
    เพื่อฉีดยากันยุง และใส่ทรายอะเบทในแหล่งน้ำ รวมถึงแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อมีคนใกล้ตัวป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก
  4. เฝ้าระวังตัวเองและผู้อื่นเมื่อมีอาการ
    พยายามอย่าให้ผู้ป่วยที่กลับมาพักฟื้นที่บ้านโดนยุงกัดในระยะเวลา 5 วันแรก เพราะระยะนี้ผู้ป่วยจะยังมีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกหลงเหลืออยู่ ซึ่งหากผู้ป่วยถูกยุงกัด เชื้อจะติดไปกับยุงและอาจแพร่กระจายสู่คนในบ้านได้
  5. ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพแข็งแรงจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้

    วิธีดูแลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก

    1. ในช่วงที่ผู้ป่วยมีไข้สูง บางรายอาจมีอาการชัก โดยเฉพาะเด็กที่เคยมีประวัติการชักมาก่อน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องให้ยาลดไข้
    2. ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้และมีอาการเบื่ออาหาร รวมทั้งอาเจียน จึงทำให้ร่างกายขาดน้ำในปริมาณมาก ดังนั้นจึงควรชดเชยน้ำด้วยการให้ดื่มน้ำผลไม้หรือสารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่
    3. หมั่นติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันภาวะช็อก
    4. ต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ปลอดยุง ควรมีมุ้งลวดหรือกางมุ้งเพื่อป้องกันยุงและการแพร่ระบาดของโรค
    5. ควรให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
    6. ควรให้ผู้ป่วยพักผ่อนมาก ๆ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน
    7. ดื่มน้ำหรือเกลือแร่ให้มากพอ โดยสังเกตที่สีปัสสาวะจะเป็นสีเหลืองอ่อน หากปัสสาวะสีเข้ม ต้องดื่มน้ำเพิ่มขึ้น
    8. เช็ดตัวผู้ป่วยด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น ควรรักษาอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วยไม่ให้สูงถึง 39 องศาเซลเซียส กรณีที่มีไข้ ห้ามเช็ดตัวหรืออาบน้ำด้วยน้ำเย็น เพราะผู้ป่วยอาจหนาวสั่น
    9. ควรกินยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์สั่ง เพราะหากรับยาเกินขนาดอาจทำให้ตับอักเสบได้
    10. ห้ามให้ผู้ป่วยกินยาแอสไพรินและยากลุ่ม NSAIDS เด็ดขาด เนื่องจากยาทั้ง 2 ตัวต้านการจับตัวเป็นก้อนของเลือด อาจไปกระตุ้นอาการเลือดออกได้
    11. ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และรสไม่จัด เช่น ข้าวต้ม หรือแกงจืด เป็นต้น
    12. ไม่ควรรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีแดง ดำ หรือน้ำตาล เพราะเวลาปัสสาวะและอุจจาระอาจสังเกตได้ยากกว่าสิ่งที่ผู้ป่วยขับถ่ายออกมามีเลือดปนมาด้วยหรือไม่ 
    ช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่ต้องระวังไข้เลือดออก เพราะเป็นช่วงที่ยุงลายออกอาละวาดหนัก ทุกคนควรป้องกันตัวเองและคนใกล้ชิดให้ห่างจากยุงลายให้มากที่สุด

    หากอาการของผู้ป่วยไม่ดีขึ้น มีไข้สูงต่อเนื่อง และมีอาการเตือนที่รุนแรง ให้รีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยด่วน ซึ่งอาการจะมีดังนี้

    • ผู้ป่วยมีอาการซึมหรืออ่อนเพลียมากขึ้น
    • ผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
    • มีอาการคลื่นไส้และอาเจียนตลอดเวลา
    • มีอาการปวดท้องมาก
    • เลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำมีเลือดปน
    • ผู้ป่วยปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะเลยในระยะ 4-6 ชั่วโมง
    • ผู้ป่วยกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลา
    • กระสับกระส่าย หงุดหงิด หรือเอะอะโวยวาย
    • หากเป็นผู้ป่วยเด็กอาจร้องกวนตลอดเวลา
    • มีอาการตัวเย็นชื้น เหงื่อออก สีผิวคล้ำลง ตัวลาย ในขั้นนี้อาจเกิดอาการช็อกได้

    วัคซีนไข้เลือดออก

    ทำความรู้จักกับวัคซีนโรคไข้เลือดออก

    วัคซีนโรคไข้เลือดออกรู้จักกันดีในชื่อ CYD-TDV เป็นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกชนิดแรกและชนิดเดียวที่ผ่านการศึกษาวิจัย ทั้งในด้านของประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก และได้ขึ้นทะเบียนใช้แล้วในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

    วัคซีน CYD-TDV หรือชื่อเต็ม Chimeric Yellow Fever Dengue Tetravalent Dengue Vaccine มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไข้เลือดออกเด็งกี่ทุกสายพันธุ์ถึง 65 % เมื่อฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเด็งกี่ครบ 3 เข็มจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นผู้ป่วยไข้เลือดออกในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามวัคซีนนี้ยังมีข้อควรระวังในการใช้ดังนี้

    ข้อควรรู้ในการฉีดวัคซีน CYD-TDV

    • วัคซีน CYD-TDV เป็นวัคซีนที่ป้องกันโรคไข้เลือดออกจากไวรัสเด็งกี่ 4 สายพันธุ์ก็จริง แต่ผลที่เกิดขึ้นในแต่ละรายอาจจะสร้างภูมิคุ้มกันแตกต่างกันไป เช่น ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเด็งกี่สายพันธุ์ที่ 3 และ 4 ได้ดีมาก แต่สายพันธุ์ที่ 1 และ 2 อาจส่งผลไม่ดีนัก
    • เป็นวัคซีนที่เหมาะสำหรับผู้ที่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกมาแล้ว เพราะจะมีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงมาก แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกมาก่อน วัคซีนชนิดนี้มีเชื้อไวรัสเด็งกี่ทั้ง 4 ประเภทซึ่งถูกทำให้มีฤทธิ์อย่างอ่อนก่อนนำเข้าสู่ร่างกาย หลักการทำงานของวัคซีนนี้คือเมื่อร่างกายได้รับแล้วก็จะสร้างภูมิต้านทานสายพันธุ์นั้น ๆ และทำให้ไม่เป็นโรคนี้อีก แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยป่วยแล้วฉีดวัคซีนอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าเดิม ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นจึงไม่ควรฉีด
    • ประสิทธิภาพโดยรวมในการป้องกันโรคในผู้ที่มีอายุ 9 – 45 ปี ผู้ที่อายุน้อยกว่านี้ไม่ควรฉีดเพราะยาจะไม่มีประสิทธิภาพมากพอ
    • วัคซีนนี้ได้รับการยอมรับในหลายประเทศ แต่ก็ยังมีราคาค่อนข้างสูง เข็มละประมาณ 3,000 บาท และต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยระยะเวลาที่ฉีดคือ เดือนที่ 1, 6 และ 12 
    • ผลข้างเคียงที่พบจากการฉีดวัคซีนมีน้อย อาจจะมีไข้หรือเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด มีอาการปวดบวมแดงบริเวณผิวหนังที่ฉีด อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำๆ ซึ่งถือเป็นอาการที่พบได้บ่อยและไม่มีอันตราย แต่ในบางรายอาจมีอาการข้างเคียงที่รุนแรงขึ้น เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต น้ำมูกไหล ปวดตามข้อ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพักฟื้นสักระยะหนึ่ง ส่วนผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมากคือการแพ้วัคซีน ซึ่งจะมีอาการที่รุนแรง เช่น มีผื่นขึ้น ใบหน้าบวม ความดันต่ำ หายใจลำบาก ฯลฯ หากพบอาการดังกล่าวต้องรีบแจ้งให้แพทย์ทราบโดยด่วน 

ปัจจุบันมีให้บริการที่บางโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลเอกชน คลินิกตามตัวเมือง จากการวิจัยพบว่าเมื่อถูกยุงกัดและเป็นไข้เลือดออกตามธรรมชาติ วัคซีนนี้สามารถลดความรุนแรงของการเกิดโรคไข้เลือดออกได้ ลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้ออีกในอนาคต แถมยังลดอัตราการนอนโรงพยาบาลได้กว่า 80% ถึงแม้ปัจจุบันประสิทธิภาพโดยรวมของวัคซีนจะอยู่ที่ประมาณ 65% ซึ่งอาจดูไม่สูงนัก เพราะวัคซีนนี้ใช้เวลาในการค้นคว้าวิจัยยาวนานมากกว่า 50 ปี เป็นเพราะมีความยากลำบากในทางเทคนิคหลายประการ อย่างไรก็ตามก็ยังมีการวิจัยและพัฒนาต่อไป


    คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก

    วัคซีนไข้เลือดออก ถ้าเป็นแล้วควรจะฉีดอีกไหมคะ

    คำตอบ: สามารถฉีดได้ค่ะ เพราะไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ค่ะ สามารถป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ผู้ป่วยยังไม่เคยติดได้ แต่วัคซีนไข้เลือดออกยังไม่สามารถป้องกันได้ 100 % อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนสามารถลดระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออกได้ และยังสามารถลดอัตราการป่วยมีภาวะเลือดออกรุนแรงจากไวรัสเด็งกี่ได้ โดยวัคซีนนี้ทำมาจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ที่ประกอบด้วยเชื้อไวรัส 4 สายพันธุ์ คือ DEN1, DEN2, DEN3 และ DEN4 ประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้เลือดออก ประวัติการติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน และอายุของผู้ได้รับวัคซีนค่ะ - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

    แพ้ยุง ต้องฉีดยาเผื่อไข้เลือดออกไหม

    คำตอบ: อาการแพ้ยุงกับไข้เลือดออกไม่เหมือนกันครับ จึงไม่จำเป็นต้องฉีดยาครับ และถึงแม้จะเป็นไข้เลือดออกก็ไม่จำเป็นต้องฉีดยาครับ ควรกินยาแก้แพ้หรือใช้ยาทาเอาครับ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

    คนที่ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกมีสิทธิ์เป็นไข้เลือดออกไหมคะ

    คำตอบ 1: มีโอกาสเป็นไข้เลือดออกได้อยู่ค่ะ เพราะวัคซีนไข้เลือดออกยังไม่สามารถป้องกันได้ 100 % สามารถป้องกันการเกิดไข้เลือดออกได้ร้อยละ 65 ค่ะ อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน สามารถลดระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออกได้ และยังสามารถลดอัตราการป่วยมีภาวะเลือดออกรุนแรงจากไวรัสเด็งกี่ได้ โดยวัคซีนนี้ทำมาจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ที่ประกอบด้วยเชื้อไวรัส 4 สายพันธุ์ คือ DEN1, DEN2, DEN3 และ DEN4 ประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้เลือดออก ประวัติการติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน และอายุของผู้ได้รับวัคซีน ค่ะ - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

    คำตอบ 2: การฉีดวัคซีนไข้เลือดออก สามารถป้องกันการเป็นไข้เลือดออกยังไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธ์ุ ของไข้เลือดออก แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันแต่ละสายพันธ์ุไม่เท่ากันด้วยครับ โอกาสที่จะเป็นไข้เลือดออกก็ยังเป็นได้อยู่ครับ แต่อาการและความรุนแรงที่เป็นจะน้อยกว่าปกติครับ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

    ไข้เลือดออกยังไม่แสดงอาการ ให้น้ำเกลือก่อนจะหายไหม

    คำตอบ: การให้สารน้ำเพิ่มเติมที่ปลอดภัยที่สุดคือการรับประทานน้ำเกลือแร่ทางปากเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำครับ ส่วนการให้ทางหลอดเลือดดำ แพทย์จะพิจารณาจากระยะของโรค ซึ่งการให้มากหรือน้อยเกินไปก็อาจส่งผลให้ผู่ป่วยมีอาการแย่ลงได้ - ตอบโดย กิตติศัพท์ สินน้อย (นพ.)

    คำตอบ 2: การรักษาไข้เลือดออกเป็นเรื่องละเอียดอ่อนครับ ขึ้นอยู่กับสภาวะหลาย ๆ อย่าง โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเองครับ - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

    คำตอบ 3: อาการของไข้เลือดออก ถ้ายังกินอาหารได้ ไม่ซึม สัญญาณชีพปกติ ไม่มีเลือดออก ก็อาจจะยังไม่ต้องให้น้ำเกลือครับ เพราะว่าถ้าให้ไปก่อน เวลามีอาการช็อกหรือสัญญาณชีพต่ำ อาจจะทำให้น้ำเกิน มีน้ำท่วมปอดได้ครับ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

    ถ้าเคยเป็นไข้เลือดออกแล้วจะเป็นซ้ำอีกไหม

    คำตอบ: เป็นซ้ำได้ค่ะเพราะเชื้อไข้เลือดออกมีหลายสายพันธ์ุ เป็นแล้วจะไม่เป็นสายพันธ์ุเดิมค่ะ - ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)

    คำตอบ 2: สามารถเป็นได้อีกค่ะ เพราะว่าไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อเด็งกี่ ซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ค่ะ หากเราเคยเป็นไข้เลือดออกสายพันธุ์ใดจะมีภูมิแค่สายพันธุ์นั้นค่ะ สามารถติดเชื้อไข้เลือดออกได้อีกอีกสามสายพันธุ์ค่ะ - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

    คำตอบ 3: สามารถเป็นอีกได้ครับ เพราะภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังการรับเชื้อนั้นจะมีอยู่สูงระยะหนึ่งเท่านั้น จึงสามารถรับเชื้อได้อีก และมีอาการได้อีกครับแต่ไม่น่าจะเป็น 2 หรือ 3 ครั้งในปีเดียวกัน - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

    แล้วผื่นตุ่มไข้เลือดออกกี่วันถึงจะหายคันและหายไปคะ ?

    คำตอบ: ส่วนใหญ่ผื่นจากไข้เลือดออกมักจะขึ้นหลังจากไข้ลดลงแล้ว ส่วนใหญ่ผื่นจะคันเล็กน้อยและหายเองได้ภายใน 2-3 วันค่ะ - ตอบโดย Buakhao Arpaporn (พญ.)

    คำตอบ 2: ผื่นจากไข้เลือดออกมีได้ 2 ระยะ ได้แก่ ระยะไข้สูง เป็นในระยะไข้วันที่ 3 ซึ่งผื่นประเภทนี้อาจไม่คันจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน และอีกระยะหนึ่งคือระยะพักฟื้น ซึ่งผื่นที่ขึ้นจะมีลักษณะเป็นจุดขาวบนรอยปื้นแดง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีอาการคันและเจ็บ แต่อาจพบอาการคันได้ ซึ่งผื่นจะหายไปเองภายใน 1 สัปดาห์ค่ะ - ตอบโดย สุนิสา โพธิ์พันธ์ (พว.)

    อ้างอิง:

    Bhamarapravati N. Pathology of dengue infections. In: Gubler D J, Kuno G, editors. Dengue and dengue hemmorhagic fever. London, United Kingdom: CAB International; 1997. pp. 115–132.

    Waterman S H, Gubler D J. Dengue fever. Clin Dermatol. 1989;7:117–122. [PubMed]

    บทความน่าอ่าน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่