มะเร็งและโรคร้าย

ไข้หวัดหรือไข้เลือดออก อาการต่างกันอย่างไร

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
Istock 810686896 %281%29

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเรานั้นมีข่าวดาราที่มีชื่อเสียงคือปอ ทฤษฎี สหวงศ์ ที่ป่วยและต้องเสียชีวิตด้วยโรคไข้ ด้วยเหตุนี้ลือดออก จึงทำให้เกิดกระแส ความตื่นตัว และความสนใจต่อโรคชนิดนี้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ถึงแม้หลายคนจะรู้ว่าเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิตแต่ก็มักถูกละเลยไม่ว่าจะด้วยความประมาทหรือชะล่าใจ เพราะส่วนใหญ่อาการของโรคที่ปรากฏจะมีลักษณะแทบจะไม่แตกต่างกันกับอาการของโรคหวัดธรรมดาที่เป็นกันอยู่ จะมารู้ว่าเป็นไข้เลือดออกก็เมื่ออาการหนักและอยู่ในจุดที่อันตรายต่อชีวิตแล้ว แล้วเราจะสามารถแยกความแตกต่างระหว่างไข้หวัดและไข้เลือดออกออกจากกันได้อย่างไร?

ทำความรู้จักไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก นั้นเป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง โดยมีไวรัสชื่อ เดงกี (dengue) เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออก ซึ่งไวรัสชนิดนี้สามารถพบได้ในยุงลาย คือมียุงลายเป็นเป็นพาหะนำโรคนั่นเอง โดยยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีนี้จะพบเป็นจำนวนมากในแถบประเทศเขตร้อนและเขตอบอุ่น จากข้อมูลของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยพบว่าในปี 2557 พบผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกร่วม 40,000 ราย ปัจจุบันสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี 2561  มีจำนวนผู้ป่วยสะสม ณ   วันที่ 03 เม.ย 2561 จำนวนมากถึง 5,868 ราย เสียชีวิตแล้ว 9 ราย โดยมีอัตราป่วยต่อประชากร 1แสนคนถึง 8.91 ราย ไข้เลือดออกจึงนับว่าเป็นโรคที่น่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อคนได้รับเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus)นี้จากการกัดของยุงที่เป็นพาหะ จะยังไม่มีอาการปรากฏในทันที เนื่องจากเชื้อนี้จะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 5-8 วัน (สั้นที่สุด 3 วัน - นานที่สุด 15 วัน) และหลังจากนั้นจะมีอาการเหมือนไข้หวัด กล่าวคือ มีไข้ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้เวียนหัว เป็นต้น จึงอาจจะทำให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดได้ในกรณีที่โรคยังไม่ถึงระยะลุกลาม ดังนั้นเมื่อพบคนไข้ที่มีอาการคล้ายกับไข้หวัด แพทย์จึงนิยมสั่งให้ตรวจเลือดเพื่อค้นหาว่าผู้ป่วยไม่สบายจากการติดเชื้ออะไร  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตรวจหาเชื้อไข้เลือกออก และไข้หวัดใหญ่ แต่ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน  โดยมีอาการนี้ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา รวมไปถึงอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ ปวดตามกระดูก ซึ่งบางรายอาจมีอาการหน้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และมีผื่นตามผิวหนังเป็นจุดเลือดออกตามผิวหนังอีกด้วย  หรือมีเลือดออกผิดปกติอย่างเลือดกำเดาไหลออกมา รวมถึงมีความดันโลหิตต่ำ แต่ถ้าหากมีอาการถึงขั้นที่เลือดออกตามผิวหนังหรือเลือดกำเดาไหลก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยจะเกิดอาการช็อคตามมาได้   

ในด้านการรักษานั้น แพทย์จะรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ตัวอย่างเช่น หากมีไข้ก็จะให้ผู้ป่วยกินยาลดไข้ คือ พาราเซตามอล (ห้ามให้แอสไพรินเด็ดขาดเพราะจะทำให้เลือดออกมากยิ่งขึ้น) หากผู้ป่วยอาเจียนบ่อย ๆ แพทย์จะให้ยาแก้อาเจียน ให้จิบน้ำเกลือชนิดกิน อาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดร่วมด้วย และจะรับไว้รักษาในโรงพยาบาลในกรณีที่เห็นว่าผู้ป่วยนั้นมีอาการรุนแรง   เช่น มีไข้สูงมาก อาเจียนตลอดเวลา เกล็ดเลือดต่ำ มีเลือดออกมาก เสี่ยงต่อภาวะช็อค    

กลุ่มเสี่ยงที่มักพบว่าเป็นโรคไข้เลือดออก

กลุ่มเสี่ยงของโรคไข้เลือดออกนี้ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่อ้วนมาก ผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่ขยับร่างกายน้อย  รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เป็นต้น โดยเราสามารถป้องกันการเกิดโรค และช่วยทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ง่าย ๆ อาทิ กำจัดแหล่งน้ำขังในภาชนะ เทน้ำในจานรองกระถางต้นไม้ เทน้ำในแจกันทิ้ง ปิดฝาโอ่งน้ำ กำจัดขยะมูลฝอย ทำลายทิ้ง ใส่ทรายเคมีเพื่อกำจัดลูกน้ำ หรือเลี้ยงปลาเพื่อกินลูกน้ำยุงลาย

ไข้หวัดเป็นอย่างไร?

ไข้หวัดธรรมดา (Common cold)เกิดได้จากไวรัสหลายสายพันธ์ เช่น จากเชื้อ Rhinoviruses ซึ่งก่อให้เกิดไข้หวัดธรรมดาถึงร้อยละ 30-50  ส่วนเชื้อ Coronaviruses จะก่อให้เกิดไข้หวัดอยู่ที่ร้อยละ 10-15 จากจำนวนของคนเป็นไข้หวัดทั้งหมด เมื่อเป็นไข้หวัดผู้ป่วยมักมีอาการไข้ต่ำ ๆ (หรืออาจไม่มีไข้) ร่วมกับอาการแสดงออกทางจมูกและทางเดินหายใจ เช่น  มีอาการน้ำมูกใส ๆ ไหลออกมา มีอาการคัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ คอแดง ต่อมทอลซินบวมแต่ไม่มีตุ่มหนองอักเสบ  บางรายมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย  และส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดจะไม่มีอาการรุนแรง และสามารถหายได้เองในเวลาไม่นาน (ในกรณีที่ผู้ป่วยมีสุขภาพดีไม่มีโรคอื่นๆแทรกซ้อน)

ความแตกต่างระหว่างไข้เลือดออกและไข้หวัด

จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่าอาการของผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกและไข้หวัดนั้นใกล้เคียงกันมาก กล่าวคือมีไข้ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้เวียนหัว เป็นเบื้องต้น จึงทำให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างชะล่าใจ ไม่รีบทำการรักษาเนื่องจากคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แล้วมาพบแพทย์ก็ต่อเมื่ออาการหนักจนเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ดังนั้นทางที่ดีเมื่อพบว่าตนเองมีอาการป่วยไข้อย่านิ่งนอนใจให้รีบมาพบแพทย์ หรือถ้าหากกินยาแล้วอาการไม่ทุเลาลงแต่กลับมีไข้สูงให้รีบเช็ดตัวผู้ป่วยเพื่อลดไข้ และกินยาพาราเซตตามอล จากนั้นให้รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป เนื่องจากหากรีบรักษาผู้ป่วยเองก็จะกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้เร็ววัน และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อได้ทราบว่าลักษณะอาการของไข้เลือดออกและไข้หวัดว่าแตกต่างกันอย่างไรแล้ว อย่าลืมนำไปสังเกตุคนรอบข้าง รวมไปถึงทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ตลอดจนรักษาสุขภาพให้แข็งแรงโดยการรับประทานอาหารครบ5หมู่อย่างพอเหมาะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนหยิบจับอาหาร ไม่ใช้มือสกปรกขยี้หูขยี้ตา หรือเอาเข้าปาก  และต้องไม่ลืมทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส  หากคุณทำได้ดังนี้รับรองว่าไม่ใช่แค่ไข้เลือดออกและไข้หวัดเท่านั้นที่คุณสามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่คุณยังมีภูมิคุ้มกันที่ทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีแข็งแรงสดชื่นแจ่มใสเพื่ออยู่กับคนที่คุณรักไปได้อีกนานแสนนาน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่