มะเร็งและโรคร้าย

ไข้หวัดหรือไข้เลือดออก อาการต่างกันอย่างไร

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 5, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
Istock 810686896 %281%29

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีข่าวดาราที่มีชื่อเสียงคือปอ ทฤษฎี สหวงศ์ ที่ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคไข้เลือดออก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดกระแส ความตื่นตัว และความสนใจต่อโรคนี้เป็นอย่างมาก ถึงแม้หลายคนจะรู้ว่าเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิตแต่ก็มักถูกละเลย ไม่ว่าจะด้วยความประมาทหรือชะล่าใจ เพราะส่วนใหญ่อาการของโรคที่ปรากฏแทบจะไม่แตกต่างกับอาการของโรคหวัดธรรมดาที่เป็นกันอยู่ จะรู้ว่าเป็นไข้เลือดออกก็เมื่ออาการหนักและอยู่ในจุดที่อันตรายถึงชีวิตแล้ว แล้วเราจะสามารถแยกความแตกต่างระหว่างไข้หวัดและไข้เลือดออกออกจากกันได้อย่างไร

ทำความรู้จักไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกนั้นเป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง โดยมีไวรัสชื่อ เดงกี (dengue) เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออก ซึ่งไวรัสชนิดนี้สามารถพบได้ในยุงลาย คือมียุงลายเป็นเป็นพาหะนำโรคนั่นเอง โดยยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีนี้จะพบเป็นจำนวนมากในแถบประเทศเขตร้อนและเขตอบอุ่น จากข้อมูลของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยพบว่าในปี พ.ศ. 2557 พบผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกร่วม 40,000 ราย ปัจจุบันสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2561  มีจำนวนผู้ป่วยสะสม ณ วันที่ 3 เม.ย. 2561 จำนวนมากถึง 5,868 ราย เสียชีวิตแล้ว 9 ราย โดยมีอัตราป่วยต่อประชากร 1 แสนคนถึง 8.91 ราย ไข้เลือดออกจึงนับว่าเป็นโรคที่น่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อคนได้รับเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) จากการกัดของยุงที่เป็นพาหะ จะยังไม่มีอาการปรากฏในทันที เนื่องจากเชื้อนี้จะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 5-8 วัน (สั้นที่สุด 3 วัน - นานที่สุด 15 วัน) และหลังจากนั้นจะมีอาการเหมือนไข้หวัด กล่าวคือ มีไข้ ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้ เวียนหัว เป็นต้น จึงอาจจะทำให้เกิดการวินิจฉัยผิดพลาดได้ในกรณีที่โรคยังไม่ถึงระยะลุกลาม ดังนั้นเมื่อพบคนไข้ที่มีอาการคล้ายกับไข้หวัด แพทย์จึงมักสั่งให้ตรวจเลือดเพื่อค้นหาว่าผู้ป่วยไม่สบายจากการติดเชื้ออะไร  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะตรวจหาเชื้อไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่ แต่ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน โดยมีอาการนี้ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา รวมไปถึงอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ ปวดตามกระดูก ซึ่งบางรายอาจมีอาการหน้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และมีผื่นตามผิวหนังเป็นจุดเลือดออกตามผิวหนังอีกด้วย  หรือมีเลือดออกผิดปกติอย่างเลือดกำเดาไหลออกมา รวมถึงมีความดันโลหิตต่ำ แต่ถ้าหากมีอาการถึงขั้นเลือดออกตามผิวหนังหรือเลือดกำเดาไหลก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยจะเกิดอาการช็อกตามมาได้   

ในด้านการรักษานั้น แพทย์จะรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น หากมีไข้ก็จะให้ผู้ป่วยกินยาลดไข้ คือ พาราเซตามอล (ห้ามให้แอสไพรินเด็ดขาดเพราะจะทำให้เลือดออกมากยิ่งขึ้น) หากผู้ป่วยอาเจียนบ่อย ๆ แพทย์จะให้ยาแก้อาเจียน ให้จิบน้ำเกลือชนิดดื่ม อาจให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดร่วมด้วย และจะให้รักษาตัวในโรงพยาบาลกรณีที่เห็นว่าผู้ป่วยนั้นมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูงมาก อาเจียนตลอดเวลา เกล็ดเลือดต่ำ มีเลือดออกมาก เสี่ยงต่อภาวะช็อก       

กลุ่มเสี่ยงที่มักพบว่าเป็นโรคไข้เลือดออก

กลุ่มเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่อ้วนมาก ผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่ขยับร่างกายน้อย  รวมไปถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เป็นต้น โดยเราสามารถป้องกันการเกิดโรคและช่วยทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ง่าย ๆ เช่น กำจัดแหล่งน้ำขังในภาชนะ เทน้ำในจานรองกระถางต้นไม้ เทน้ำในแจกันทิ้ง ปิดฝาโอ่งน้ำ กำจัดขยะมูลฝอย ใส่ทรายเคมีเพื่อกำจัดลูกน้ำ หรือเลี้ยงปลาเพื่อกินลูกน้ำยุงลาย

ไข้หวัดเป็นอย่างไร ?

ไข้หวัดธรรมดา (Common cold) เกิดได้จากไวรัสหลายสายพันธุ์ เช่น จากเชื้อ Rhinoviruses ซึ่งก่อให้เกิดไข้หวัดธรรมดาถึงร้อยละ 30-50 ส่วนเชื้อ Coronaviruses จะก่อให้เกิดไข้หวัดอยู่ที่ร้อยละ 10-15 จากจำนวนของคนเป็นไข้หวัดทั้งหมด เมื่อเป็นไข้หวัดผู้ป่วยมักมีอาการไข้ต่ำ ๆ (หรืออาจไม่มีไข้) ร่วมกับอาการแสดงทางจมูกและทางเดินหายใจ เช่น มีอาการน้ำมูกใส ๆ ไหลออกมา มีอาการคัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ คอแดง ต่อมทอนซิลบวมแต่ไม่มีตุ่มหนองอักเสบ  บางรายมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย และผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นไข้หวัดจะไม่มีอาการรุนแรง และสามารถหายได้เองในเวลาไม่นาน (ในกรณีที่ผู้ป่วยมีสุขภาพดี ไม่มีโรคอื่นแทรกซ้อน)

ความแตกต่างระหว่างไข้เลือดออกและไข้หวัด

จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่าอาการของผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกและไข้หวัดนั้นใกล้เคียงกันมาก กล่าวคือ มีไข้ ตัวร้อน ไอ คลื่นไส้เวียนหัว จึงทำให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างชะล่าใจ ไม่รีบรักษาเนื่องจากคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แล้วมาพบแพทย์ก็ต่อเมื่ออาการหนักจนเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ดังนั้นทางที่ดีเมื่อพบว่าตนเองมีอาการป่วยไข้ อย่านิ่งนอนใจให้รีบมาพบแพทย์ หรือถ้าหากกินยาแล้วอาการไม่ทุเลาลงแต่กลับมีไข้สูง ให้รีบเช็ดตัวผู้ป่วยเพื่อลดไข้ และกินยาพาราเซตามอล จากนั้นให้รีบมาพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป เนื่องจากหากรีบรักษาผู้ป่วยจะกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงได้ในเร็ววัน และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อย่างรวดเร็ว

 

เมื่อทราบความแตกต่างระหว่างลักษณะอาการของไข้เลือดออกกับไข้หวัดแล้ว อย่าลืมนำไปสังเกตคนรอบข้าง รวมไปถึงทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ตลอดจนรักษาสุขภาพให้แข็งแรงโดยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างพอเหมาะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนหยิบจับอาหาร ไม่ใช้มือสกปรกขยี้หูขยี้ตาหรือเอาเข้าปาก และต้องไม่ลืมทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส  หากคุณทำได้ดังนี้รับรองว่าไม่ใช่แค่ไข้เลือดออกและไข้หวัดเท่านั้นที่คุณสามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่คุณยังมีภูมิคุ้มกันที่ทำให้สุขภาพแข็งแรง สดชื่น แจ่มใส เพื่ออยู่กับคนที่คุณรักไปได้อีกนานแสนนาน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่