มะเร็งหลังโพรงจมูก (Nasopharyngeal carcinoma; NPC)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 18, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

มะเร็งหลังโพรงจมูก (Nasopharyngeal carcinoma; NPC)

ความหมาย เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นหลังโพรงจมูก ซึ่งอยู่ด้านหลังของจมูก เหนือช่องคอใต้ฐานของสมอง

สาเหตุ เกิดจากกรรมพันธุ์และเชื้อชาติ หรืออาจเกิดจากเชื้อไวรัส Ebstein-Barr virus หรือสารไนโตรชามีน ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็ง พบมากในบุหรี ปลาเค็ม ปลาร้า ฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม ฟอร์มาดีไฮด์ ควันไฟ นอกจากนี้พบว่าคนที่ขาดวิตามินเอ จะทำให้สารไนเตรตเปลี่ยนเป็นสารไนโตรชามีนได้

พยาธิสรีรภาพ การเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูกมักเป็นชนิด Squamous cell carcinoma เริ่มเกิดที่ด้านข้างของหลังจมูกและผนังคอด้านหลัง มักเริ่มที่ชั้นใต้เยื่อเมือกลุกลามออกไปจากบริเวณเริ่มต้น จึงเกิดอาการทำให้ผู้ป่วยไปรับการตรวจรักษา มะเร็งหลังโพรงจมูก แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 (T1) ก้อนเนื้องอกอยู่ภายในโพรงจมูกข้างเดียวหรือยังไม่เห็นก้อนเนื้องอกแต่การตรวจชิ้นเนื้อจะได้ผลบวก

ระยะที่ 2 (T2) ก้อนเนื้องอกอยู่เต็มภายในหลังโพรงจมูกทั้งด้านข้างและด้านหลัง

ระยะที่ 3 (T3) ก้อนเนื้องอกลุกลามไปถึงช่องจมูกและช่องคอหรือก้อนอยู่ภายในโพรงหลังจมูก แต่ต่อมน้ำเหลืองข้างคอด้านที่เป็นมะเร็งโตไม่เกิน 3 เซนติเมตร

ระยะที่ 4 (T4) ก้อนเนื้องอกลุกลามไปยังกะโหลกศีรษะและเส้นประสาทสมองหรือมีต่อมน้ำเหลืองโต หรือกระจายไปสู่อวัยวะอื่นที่อยู่ไกล การกระจายไปยังต่อมข้างคอ

แบ่งตามลักษณะและขนาด คือ N1 หมายถึง ต่อมน้ำเหลืองโตข้างเดียวกับที่เกิดก้อนมะเร็ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 3 เซนติเมตร N2 หมายถึง ต่อมน้ำเหลืองโตข้างเดียวกับที่เกิดมะเร็ง โตก้อนเดียวหรือหลายก้อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 3 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 6 เซนติเมตร N3 หมายถึง ต่อมน้ำเหลืองโตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 6 เซนติเมตร

อาการ อาการจะปรากฎเมื่อก้อนมะเร็งลุกลามไปแล้ว มีอาการคัดจมูกคล้ายเป็นหวัดเรื้อรังรักษาไม่หาย แต่ไม่มีน้ำมูก ต่อมาอาจมีเลือดกำเดาออก มีมูกปนหนอง มีเสมหะปนเลือด เมื่อก้อนโตขึ้นจะอุดตันภายในจมูก ทำให้เสียงเปลี่ยนไป พูดไม่ชัด โดยเฉพาะอักษร “ม” “น” “ง” ซึ่งเป็นอักษรที่ต้องผ่านช่องจมูก มักพบต่อมน้ำเหลืองใต้กกหูโต ต่อมน้ำเหลืองหลังติ่งหูโต มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง กดไม่เจ็บ จะค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก้อนใหญ่มากขึ้นจะทำให้ปวดร้าวไปที่หู อาจมีอาการหูอื้อข้างเดียวฟังเสียงไม่ชัดเนื่องจากก้อนมะเร็งโตขึ้นไปกดรูเปิดของท่อยูสเตเชียน ทำให้สูญเสียการได้ยิน อาจมีน้ำในหูชั้นกลาง ทำให้หูชั้นกลางอักเสบ อาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วยเนื่องจากก้อนมะเร็งลุกลามไปกดเส้นประสาทใต้ฐานสมอง มองเห็นภาพซ้อนเนื่องจากเส้นประสาทที่ 6 ถูกกด หนักตาตก ปวดฟัน อาจมีอัมพาตของกล้ามเนื้อหน้า และอาการอื่นๆ ตามอวัยวะต่างๆ เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เป็นไข้ ปวดบริเวณบั้นเอว มีอาการไอ หอบ ท้องอืด ตัวเหลือง ตาเหลือง

การวินิจฉัยโรค จากประวัติ อาจมีอาการปวด คัดจมูก อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีน้ำมูกและมีเลือดกำเดาออก มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นและการได้ยิน ตรวจพบก้อนมะเร็ง ต่อมน้ำเหลืองโต น้ำหนักตัวลดลง ตรวจดูขนาดของก้อนมะเร็งและการลุกลามของมะเร็งโดยการถ่ายภาพรังสีปอด ทำ Computed tomography (CT), Magnetic resonance imaging (MRI) ตรวจดูชนิดของเซลล์มะเร็ง โดยตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) ตรวจประเมินดูภาวะซีด เช่น ตรวจเลือดดูระดับฮีโมโกลบิน (Hb) เม็ดเลือดขาว (WBC) เม็ดเลือดแดง (RBC) เกล็ดเลือด (Platelet)

การรักษา โดยการใช้รังสีรักษา ซึ่งได้ผลดีที่สุดของการรักษาในระยะที่ 2 และ 3 และครอบคลุมทั้งก้อนมะเร็งต้นกำเนิดและต่อมน้ำเหลืองที่โต บางรายอาจใช้การฝังแร่ร่วมด้วยหากเป็นระยะ 3 หรือ 4 หรือมะเร็งลุกลามไปยังบริเวณคอ หรือต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 6 เซนติเมตร นิยมใช้ยาเคมีบำบัด เช่น Cisplatin, 5 FU (5 Fluouracil)หรืออาจใช้ร่วมกับรังสีรักษา ให้ก่อนหรือให้หลังรังสีรักษาก็ได้ บางรายอาจต้องใช้การผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมดจะทำให้ในรายที่ฉายแสงแล้วต่อมน้ำเหลืองไม่ยุบ นอกจากนี้ยังมียังการใช้แสงเลเซอร์  เรียกว่า Photodynamic therapy (PDT) โดยฉีดสารไวแสงเข้าทางหลอดเลือดดำ เซลล์ในร่างกายจะจับสารไวแสงไว้โดยเฉพาะเซลล์ที่เป็นมะเร็ง ส่วนเซลล์ที่ปกติจะขับสารไวแสงออกไปภายใน 2-3 วัน แล้วจึงยิงแสงเลเซอร์ไปยังเซลล์มะเร็งที่มีสารไวแสงจับอยู่ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายหลังจากฉีดสารไวแสงผู้ป่วยต้องไม่ถูกแสงแดด 4-6 สัปดาห์

การพยาบาล ดูแลให้การช่วยเหลือในการปรับตัวต่อการวินิจฉัยโรค ดูแลในระยะที่ผู้ป่วยได้รับการฉายรังสี และเคมีบำบัด ตลอดจนช่วยเหลือในการปรับตัวต่อผลที่เกิดจากการรักษา บรรเทาอาการปวด เช่น ให้ยาแก้ปวด ให้อมน้ำยาที่มียาชา (Xylocaine viscous) งดบุหรี่และสุรา รักษาความสะอาดในช่องปากโดยให้กลั้วปากและคอด้วยน้ำเกลือ แนะนำให้จิบน้ำบ่อยๆ หรือใช้น้ำลายเทียม ซึ่งอาการปากแห้งจะเกิดได้ตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์แรกของการฉายแสงและหลังหยุดฉายแสงอีกหลายสัปดาห์ ดูแลให้ได้รับน้ำอย่างเพียงพอเพื่อขับเอาเซลล์ที่ถูกทำลายจากการฉายแสงหรือใช้เคมีบำบัด ดูแลให้ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ หากผู้ป่วยรับประทานอาหารไม่ได้เพราะเจ็บแผนในปากมาก ควรให้อาหารอ่อน รสไม่จัด และให้ยาแก้ปวดก่อนรับประทานอาหารประมาณครึ่งชั่วโมง หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือเบื่ออาหาร อาจต้องให้อาการทางสายยาง หรือทางหลอดเลือดดำ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

แผลพุงพองตามร่างกายเรื้อรังเกิดจากไขมันในเลือดสูงหรือไม่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
มียาหรือยาฉีดแก้น้ำเหลืองเสียไหม
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แฟนปวดตรงข้างๆคอคะ แล้วมีอาการบวมเป็นบางครั้ง
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่