มะเร็งหลังโพรงจมูก (Nasopharyngeal carcinoma; NPC)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 2, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 174,756 คน

มะเร็งหลังโพรงจมูก (Nasopharyngeal carcinoma; NPC)

ความหมาย เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นหลังโพรงจมูก ซึ่งอยู่ด้านหลังของจมูก เหนือช่องคอใต้ฐานของสมอง

สาเหตุ เกิดจากกรรมพันธุ์และเชื้อชาติ หรืออาจเกิดจากเชื้อไวรัส Ebstein-Barr virus หรือสารไนโตรชามีน ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็ง พบมากในบุหรี ปลาเค็ม ปลาร้า ฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม ฟอร์มาดีไฮด์ ควันไฟ นอกจากนี้พบว่าคนที่ขาดวิตามินเอ จะทำให้สารไนเตรตเปลี่ยนเป็นสารไนโตรชามีนได้

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

คลิก

พยาธิสรีรภาพ การเกิดมะเร็งหลังโพรงจมูกมักเป็นชนิด Squamous cell carcinoma เริ่มเกิดที่ด้านข้างของหลังจมูกและผนังคอด้านหลัง มักเริ่มที่ชั้นใต้เยื่อเมือกลุกลามออกไปจากบริเวณเริ่มต้น จึงเกิดอาการทำให้ผู้ป่วยไปรับการตรวจรักษา มะเร็งหลังโพรงจมูก แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 (T1) ก้อนเนื้องอกอยู่ภายในโพรงจมูกข้างเดียวหรือยังไม่เห็นก้อนเนื้องอกแต่การตรวจชิ้นเนื้อจะได้ผลบวก

ระยะที่ 2 (T2) ก้อนเนื้องอกอยู่เต็มภายในหลังโพรงจมูกทั้งด้านข้างและด้านหลัง

ระยะที่ 3 (T3) ก้อนเนื้องอกลุกลามไปถึงช่องจมูกและช่องคอหรือก้อนอยู่ภายในโพรงหลังจมูก แต่ต่อมน้ำเหลืองข้างคอด้านที่เป็นมะเร็งโตไม่เกิน 3 เซนติเมตร

ระยะที่ 4 (T4) ก้อนเนื้องอกลุกลามไปยังกะโหลกศีรษะและเส้นประสาทสมองหรือมีต่อมน้ำเหลืองโต หรือกระจายไปสู่อวัยวะอื่นที่อยู่ไกล การกระจายไปยังต่อมข้างคอ

แบ่งตามลักษณะและขนาด คือ N1 หมายถึง ต่อมน้ำเหลืองโตข้างเดียวกับที่เกิดก้อนมะเร็ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 3 เซนติเมตร N2 หมายถึง ต่อมน้ำเหลืองโตข้างเดียวกับที่เกิดมะเร็ง โตก้อนเดียวหรือหลายก้อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 3 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 6 เซนติเมตร N3 หมายถึง ต่อมน้ำเหลืองโตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 6 เซนติเมตร

อาการ อาการจะปรากฎเมื่อก้อนมะเร็งลุกลามไปแล้ว มีอาการคัดจมูกคล้ายเป็นหวัดเรื้อรังรักษาไม่หาย แต่ไม่มีน้ำมูก ต่อมาอาจมีเลือดกำเดาออก มีมูกปนหนอง มีเสมหะปนเลือด เมื่อก้อนโตขึ้นจะอุดตันภายในจมูก ทำให้เสียงเปลี่ยนไป พูดไม่ชัด โดยเฉพาะอักษร “ม” “น” “ง” ซึ่งเป็นอักษรที่ต้องผ่านช่องจมูก มักพบต่อมน้ำเหลืองใต้กกหูโต ต่อมน้ำเหลืองหลังติ่งหูโต มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง กดไม่เจ็บ จะค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก้อนใหญ่มากขึ้นจะทำให้ปวดร้าวไปที่หู อาจมีอาการหูอื้อข้างเดียวฟังเสียงไม่ชัดเนื่องจากก้อนมะเร็งโตขึ้นไปกดรูเปิดของท่อยูสเตเชียน ทำให้สูญเสียการได้ยิน อาจมีน้ำในหูชั้นกลาง ทำให้หูชั้นกลางอักเสบ อาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วยเนื่องจากก้อนมะเร็งลุกลามไปกดเส้นประสาทใต้ฐานสมอง มองเห็นภาพซ้อนเนื่องจากเส้นประสาทที่ 6 ถูกกด หนักตาตก ปวดฟัน อาจมีอัมพาตของกล้ามเนื้อหน้า และอาการอื่นๆ ตามอวัยวะต่างๆ เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เป็นไข้ ปวดบริเวณบั้นเอว มีอาการไอ หอบ ท้องอืด ตัวเหลือง ตาเหลือง

การวินิจฉัยโรค จากประวัติ อาจมีอาการปวด คัดจมูก อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีน้ำมูกและมีเลือดกำเดาออก มีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็นและการได้ยิน ตรวจพบก้อนมะเร็ง ต่อมน้ำเหลืองโต น้ำหนักตัวลดลง ตรวจดูขนาดของก้อนมะเร็งและการลุกลามของมะเร็งโดยการถ่ายภาพรังสีปอด ทำ Computed tomography (CT), Magnetic resonance imaging (MRI) ตรวจดูชนิดของเซลล์มะเร็ง โดยตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) ตรวจประเมินดูภาวะซีด เช่น ตรวจเลือดดูระดับฮีโมโกลบิน (Hb) เม็ดเลือดขาว (WBC) เม็ดเลือดแดง (RBC) เกล็ดเลือด (Platelet)

การรักษา โดยการใช้รังสีรักษา ซึ่งได้ผลดีที่สุดของการรักษาในระยะที่ 2 และ 3 และครอบคลุมทั้งก้อนมะเร็งต้นกำเนิดและต่อมน้ำเหลืองที่โต บางรายอาจใช้การฝังแร่ร่วมด้วยหากเป็นระยะ 3 หรือ 4 หรือมะเร็งลุกลามไปยังบริเวณคอ หรือต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 6 เซนติเมตร นิยมใช้ยาเคมีบำบัด เช่น Cisplatin, 5 FU (5 Fluouracil)หรืออาจใช้ร่วมกับรังสีรักษา ให้ก่อนหรือให้หลังรังสีรักษาก็ได้ บางรายอาจต้องใช้การผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกทั้งหมดจะทำให้ในรายที่ฉายแสงแล้วต่อมน้ำเหลืองไม่ยุบ นอกจากนี้ยังมียังการใช้แสงเลเซอร์  เรียกว่า Photodynamic therapy (PDT) โดยฉีดสารไวแสงเข้าทางหลอดเลือดดำ เซลล์ในร่างกายจะจับสารไวแสงไว้โดยเฉพาะเซลล์ที่เป็นมะเร็ง ส่วนเซลล์ที่ปกติจะขับสารไวแสงออกไปภายใน 2-3 วัน แล้วจึงยิงแสงเลเซอร์ไปยังเซลล์มะเร็งที่มีสารไวแสงจับอยู่ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายหลังจากฉีดสารไวแสงผู้ป่วยต้องไม่ถูกแสงแดด 4-6 สัปดาห์

การพยาบาล ดูแลให้การช่วยเหลือในการปรับตัวต่อการวินิจฉัยโรค ดูแลในระยะที่ผู้ป่วยได้รับการฉายรังสี และเคมีบำบัด ตลอดจนช่วยเหลือในการปรับตัวต่อผลที่เกิดจากการรักษา บรรเทาอาการปวด เช่น ให้ยาแก้ปวด ให้อมน้ำยาที่มียาชา (Xylocaine viscous) งดบุหรี่และสุรา รักษาความสะอาดในช่องปากโดยให้กลั้วปากและคอด้วยน้ำเกลือ แนะนำให้จิบน้ำบ่อยๆ หรือใช้น้ำลายเทียม ซึ่งอาการปากแห้งจะเกิดได้ตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์แรกของการฉายแสงและหลังหยุดฉายแสงอีกหลายสัปดาห์ ดูแลให้ได้รับน้ำอย่างเพียงพอเพื่อขับเอาเซลล์ที่ถูกทำลายจากการฉายแสงหรือใช้เคมีบำบัด ดูแลให้ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ หากผู้ป่วยรับประทานอาหารไม่ได้เพราะเจ็บแผนในปากมาก ควรให้อาหารอ่อน รสไม่จัด และให้ยาแก้ปวดก่อนรับประทานอาหารประมาณครึ่งชั่วโมง หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือเบื่ออาหาร อาจต้องให้อาการทางสายยาง หรือทางหลอดเลือดดำ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

แผลพุงพองตามร่างกายเรื้อรังเกิดจากไขมันในเลือดสูงหรือไม่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
มียาหรือยาฉีดแก้น้ำเหลืองเสียไหม
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แฟนปวดตรงข้างๆคอคะ แล้วมีอาการบวมเป็นบางครั้ง
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่