โรคทอกโซพลาสโมซิส Toxoplamosis คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ต.ค. 15, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

Toxoplasmosis เป็นโรคที่หากมีอาการก็มักทำให้เกิดอาการที่ไม่รุนแรง แต่ก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตบางอย่าง

Toxoplasmosis เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อปรสิต Toxoplasma gondii แม้ว่าแมวและสัตว์ในตระกูลแมวทั้งหลายจะเป็นสัตว์กลุ่มเดียวที่เชื้อชนิดนี้จะสืบพันธุ์ แต่ก็สามารถพบเชื้อเหล่านี้ในมนุษย์และสัตว์อื่นๆ ทั้งในหนู นก หมู และแกะ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของอเมริกากาคาดว่ามีผู้ติดเชื้อ T. gondii ประมาณ 60 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ยิ่งไปกว่านั้นพบว่ากว่า 95% ของประชากรโลกต่างก็ติดเชื้อชนิดนี้เช่นกัน

วัฏจักรชีวิตของเชื้อ Toxoplasma gondii

แมวมีบทบาทสำคัญในวัฏจักรชีวิตของ T. gondii และการแพร่กระจายของเชื้อนำโรคให้มนุษย์ แมวที่ติดเชื้อ T. gondii จากการกินนกหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่มีเชื้อปรสิตดังกล่าว เชื้อจะสืบพันธุ์ภายในลำไส้ของแมวและสร้างไข่ (oocyst) ผนังหนาและมีตัวอ่อนอยู่ข้างใน แมวจะปล่อย oocyst ของปรสิตมากับอุจจาระ โดยแมวส่วนใหญ่มักจะปล่อยเพียงครั้งเดียวในชีวิต แต่เป็นการปล่อยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ วารสาร Trends in Parasitology ปี 2013 รายงานว่ามีการวิจัยพบว่าประมาณ 1 เปอร์เซนต์ของประชากรแมวในโลกจะปล่อย oocyst ในเวลาใดเวลาหนึ่ง แมวตัวหนึ่งจะสามารถปล่อย oocyst ได้จำนวน 3 ล้านถึง 810 ล้านฟอง และสามารถคงอยู่ในสภาพแวดล้อมได้อีกหลายเดือน จนถึงเกิน 1 ปีหากสภาพแวดล้อมเหมาะสม ภายในเวลา 5 วัน oocyst เหล่านี้จะเข้าสู่ขบวนการ sporulation ที่จะทำให้เชื้อติดต่อได้ สัตว์ชนิดอื่นๆก็จะติดเชื้อจากการกินดิน น้ำ หรือพืชผักที่ปนเปื้อน oocyst เหล่านี้ หลังจากที่กินได้ไม่นาน ตัวปรสิตก็จะพัฒนามาเป็น cyst ในเนื้อเยื่อ และคงอยู่ในโฮสต์ตัวกลางไปตลอดชีวิต

การติดเชื้อ Toxoplasmosis

คุณอาจติดเชื้อได้จากการทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ T. gondii ได้แก่

  • กินเนื้อไม่สุกหรือเนื้อดิบที่มีเชื้อปรสิต โดยเฉพาะพวกเนื้อกวาง เนื้อหมู หรือเนื้อแกะ
  • ดื่มน้ำหรือของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อ
  • กินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโดยตรงหรือติดมากับมีด เครื่องครัวต่างๆ หรือเขียง
  • บังเอิญกินเศษเนื้อเล็กๆที่ปนเปื้อนเชื้อจากการไม่ล้างมือหลังสัมผัสเนื้อเหล่านี้
  • กินผักผลไม้ที่สัมผัสดินหรือน้ำที่ปนเปื้อนและไม่ได้ล้าง ปอก หรือปรุงสุกเสียก่อน

คุณอาจเป็น toxoplasmosis ได้จากการกลืนเศษอุจจาระแมวที่มี oocyst เช่น เวลาคุณจับปากหลังทำความสะอาดหรือเปลี่ยนกล่องส้วมแมว หลังถืออุปกรณ์ที่สัมผัสกับอุจจาระของแมว หรือหลังทำสวนโดยไม่สวมถุงมือ พบได้ยากในกรณีที่มีการถ่ายเลือดหรือทำการปลูกถ่ายในอวัยวะ

Toxoplasmosis และการตั้งครรภ์

หากคุณเป็นโรค toxoplasmosis ระหว่างตั้งครรภ์ คุณอาจส่งเชื้อต่อไปให้ลูกในท้องได้(congenital toxoplasmosis) แม้คุณจะไม่แสดงอาการก็ตาม แต่หากคุณมีโรคดังกล่าวก่อนการตั้งครรภ์ ลูกของคุณก็จะไม่เสี่ยงเป็นโรค toxoplasmosis เพราะมีภูมิคุ้มกันของคุณช่วยป้องกันการติดโรค CDC กล่าวว่าบางครั้งก็จะแนะนำให้ควรรออย่างน้อย 6 เดือนหลังการติดเชื้อก่อนจะตั้งครรภ์ Toxoplasmosis ระหว่างการตั้งครรภ์อาจทำให้แท้งเด็ก, เด็กเสียชีวิตในท้อง หรือเด็กเกิดมามีอาการของโรค คือมีศีรษะขนาดไม่ปกติ เมื่อโตขึ้น เด็กเหล่านี้ก็จะแสดงอาการปัญหาทางระบบประสาทขึ้น เช่น เสียการมองเห็น มีความบกพร่องทางสติปัญญา และชัก

อาการแสดงของโรค toxoplasmosis

โรค toxoplasmosis ส่งผลกระทบได้หลายอวัยวะ ได้แก่ สมอง ปอด หัวใจ ตา และตับ

คนสุขภาพแข็งแรงที่เป็นโรคหลายคนไม่แสดงอาการ แต่อาจเกิดอาการต่างๆคล้ายหวัดได้แก่

  • ต่อมน้ำเหลืองโตและกดเจ็บบริเวณศีรษะและคอ
  • ปวดหัว และมีไข้
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • เจ็บคอ

ท้ายที่สุดหลังผ่านไป 2-3 สัปดาห์หรือ 2-3 เดือน ระบบภูมิคุ้มกันของคุณก็จะมาสู้กับโรค แต่เชื้อปรสิตก็จะอยู่ภายในร่างกายไปตลอดในสภาพที่ไม่ทำงาน จนกว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องและเชื้อถูกกระตุ้นให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

หากคุณมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อ HIV หรือเป็นมะเร็ง คุณอาจมีอาการที่รุนแรงขึ้น เช่น

  • มึนงง
  • มีไข้ ปวดหัว
  • สายตาพร่ามัว
  • ชัก
  • คลื่นไส้
  • การประสานงานของร่างกายไม่ดี

นอกจากนี้ก็สามารถมีอาการทางตา โดยเฉพาะคนที่เกิดมาด้วย toxoplasmosis โรคนี้สามารถทำให้เกิดแผลเรตินาอักเสบและเป็นรอย ทำให้เจ็บตา ทนแสงไม่ได้ เกิดการฉีกของเรตินา และสายตาพร่ามัว งานวิจัยบางชิ้นเสนอว่า T. gondii สามารถส่งผลกระทบต่อบุคคลิกภาพและพฤติกรรมโดยทำให้เกิดบุคลิกภาพแบบหวั่นไหว(neuroticism), schizophrenia, depression และมีความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย แต่รายงานในวารสาร PLoS One ปี 2016 ไม่เห็นด้วยกับความเชื่อมโยงนี้

การรักษา Toxoplasmosis

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรงไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาต้านมาลาเรียลดอาการของโรคได้ ยาที่นิยมใช้ได้แก่ pyrimethamine และ sulfadiazine ร่วมกับ folinic acid (leucovorin) ในกรณีจำเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจรักษาด้วยยาเหล่านี้จนกว่าอาการจะดีขึ้นแม้บางคนอาจต้องรักษาทั้งชีวิต ยาชุดอื่นๆก็สามารถใช้รักษาได้ เช่น pyrimethamine กับ clindamycin ผู้หญิงตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรกหรือไตรมาสสองช่วงต้นจะรักษาด้วยยา spiramycin และจะรักษาด้วย pyrimethamine และ sulfadiazine ร่วมกับ leucovorin ในช่วงหลังของไตรมาสสองหรือไตรมาสสาม ทารกแรกคลอดมักรักษาด้วยยา pyrimethamine และ sulfadiazine ร่วมกับ leucovorin ในช่วงขวบปีแรก

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่