ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ Urinary Incontinence คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ต.ค. 15, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที

ปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมกระเพาะปัสสาวะไม่อยู่อาจเป็นเรื่องน่าอาย แต่ถ้าเราเข้าใจถึงสาเหตุจะช่วยให้เรามีโอกาสควบคุมมันได้

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อในกระเพาะปัสสาวะที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะเกร็งหรือคลายตัวโดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้ปัสสาวะเล็ดหรือควบคุมการปัสสาวะไม่ได้ อาการนี้เกิดกับเกือบ 1 ใน 10 ของคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่นี้มีตั้งแต่ระดับอ่อนๆ คือปัสสาวะเล็ดบ้างเป็นครั้งคราวไปจนถึงไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะได้เลยอย่างถาวร การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่จริงๆแล้วไม่ใช่โรค  แต่มันอาจทำให้โรคประจำตัวเกิดอาการ

สาเหตุของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อาจสร้างปัญหาให้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว โดยมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อที่ช่องคลอดหรือทางเดินปัสสาวะ (UTI) อาการท้องผูก การใช้ยาบางชนิด หรืออาจเป็นปัญหาที่เป็นมาอย่างเรื้อรัง

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เรื้อรัง ได้แก่:

  • กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะทำงานมากไป
  • กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแอ
  • สำหรับผู้ชายบางคน ต่อมลูกหมากอาจขยายใหญ่ขึ้นหรือเป็นโรคต่อมลูกหมากโต (BPH)
  • การทำลายเส้นประสาทที่มีผลต่อการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ Interstitial cystitis (เป็นการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะเรื้อรัง) หรือภาวะกระเพาะปัสสาวะอื่นๆ
  • ความพิการหรือข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถไปเข้าห้องน้ำได้อย่างทันท่วงที
  • ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดที่ผ่านมา

อาการปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจาม (Stress Incontinence)

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่มีอยู่หลายประเภท ประเภทที่พบมากที่สุดคืออาการปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจาม (Stress Incontinence) และภาวะที่กระเพาะปัสสาวะทำงานมากเกินไป (หรือที่เรียกว่า อาการปัสสาวะราด, urge incontinence) อาการปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจาม เป็นการปัสสาวะเล็ดออกโดยไม่ได้ตั้งใจ สาเหตุมาจากแรงดันหรือการหดตัวอย่างฉับพลันของกล้ามเนื้อในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งภาวะนี้มักเกิดขึ้นขณะออกกำลังกาย การยกของหนัก ไอ จาม หรือหัวเราะ การปัสสาวะเล็ดนี้เป็นปัญหาการควบคุมกระเพาะปัสสาวะที่พบมากในหญิงวัยสาวและวัยกลางคน ในผู้หญิงที่อายุยังน้อย ภาวะนี้อาจเกิดจากการที่มีกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อ่อนแออยู่แล้วหรือเป็นผลจากแรงบีบจากการคลอดบุตร ในหญิงวัยกลางคน ภาวะปัสสาวะเล็ดนี้อาจเริ่มเป็นปัญหาในช่วงหมดประจำเดือน

อาการปัสสาวะราด (Urge Incontinence)

อาการปัสสาวะราดบางครั้งก็เรียกว่า ภาวะกระเพาะปัสสาวะทำงานมากเกินไป หรือ OAB ภาวะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกปวดปัสสาวะแต่คุณกลั้นได้ไม่นานพอที่จะไปปัสสาวะที่ห้องน้ำได้ ภาวะปัสสาวะราดนี้บางครั้งก็เกิดกับคนที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือมีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน หรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ( Multiple sclerosis) ในผู้ป่วยบางราย การปัสสาวะราดอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะในระยะแรกๆ

ประเภทของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อื่นๆ

ปัสสาวะเล็ดโดยไม่รู้ตัว (Overflow incontinence): ภาวะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณไม่สามารถปัสสาวะได้หมดและปัสสาวะก็เล็ดออกมาอีก เนื่องจากร่างกายผลิตปัสสาวะระลอกใหม่ออกมาด้วย การปัสสาวะเล็ดบางครั้งก็เกิดกับผู้ชายที่มีต่อมลูกหมากโต และอาจพบในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือมีไขสันหลังอักเสบ

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เนื่องจากข้อจำกัดของร่างกาย (Functional Incontinence): การกลั้นปัสสาวะไม่ได้ประเภทนี้ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ แต่จะเกี่ยวกับการลุกไปเข้าห้องน้ำไม่ทันเวลาเสียมากกว่า ซึ่งมักจะเจอในคนสูงวัยหรือผู้พิการที่สามารถควบคุมกระเพาะปัสสาวะได้อย่างปกติหรือเกือบจะปกติเลย เพียงแต่พวกเขาไม่สามารถไปเข้าห้องน้ำเพื่อปลดทุกข์ได้ทันเวลาเนื่องจากข้อจำกัดหรือมีความลำบากในการเคลื่อนไหว นั่นเอง

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้เลย (Gross total incontinence): หมายถึงการที่มีปัสสาวะไหลออกจากกระเพาะปัสสาวะอย่างต่อเนื่องสืบเนื่องมาจากกระเพาะปัสสาวะไม่ทำหน้าที่ในการกักเก็บปัสสาวะนั่นเอง ภาวะนี้อาจเป็นผลมาจากความบกพร่องทางด้านกายภาพ (anatomical defect) การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง  กระเพาะปัสสาวะทะลุอย่างผิดปกติ (fistula) หรือผลกระทบหลังการผ่าตัดทางเดินปัสสาวะ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

ปัจจัยเสี่ยงของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ส่วนใหญ่ ได้แก่:

เป็นเพศหญิง: ผู้หญิงมักจะประสบกับการปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจามเป็นสองเท่าของผู้ชาย ในทางกลับกัน ผู้ชายนั้นเสี่ยงที่จะปัสสาวะราดและปัสสาวะเล็ดโดยไม่รู้ตัวมากกว่า

สูงวัย: เมื่อเรามีอายุมากขึ้น กระเพาะปัสสาวะและกล้ามเนื้อหูรูดปัสสาวะจะอ่อนแอลง ซึ่งจะทำให้เราปัสสาวะเล็ดโดยไม่รู้ตัวบ่อยขึ้น

ถึงแม้การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่จะเกิดมากในผู้สูงอายุ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไปที่เราจะนิ่งนอนใจได้

มีไขมันส่วนเกินในร่างกาย: ไขมันจำนวนมากในร่างกายจะไปเพิ่มความดันในกระเพาะปัสสาวะและนำไปสู่การปัสสาวะเล็ดขณะออกกำลังกายหรือเวลาไอหรือจาม

เป็นโรคเรื้อรังอื่นๆ: โรคหลอดเลือด โรคไต โรคเบาหวาน มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคอัลไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple sclerosis) โรคพาร์กินสัน และโรคอื่นๆอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้

สูบบุหรี่: อาการไอเรื้อรังของผู้สูบบุหรี่สามารถกระตุ้นหรือทำให้ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้รุนแรงขึ้นได้ โดยจะไปเพิ่มแรงดันที่กล้ามเนื้อหูรูดปัสสาวะนั่นเอง

เล่นกีฬาที่มีการปะทะสูง: การเล่นกีฬาต่างๆอาจไม่ทำให้เราปัสสาวะเล็กหรือราดได้  แต่อาการวิ่ง กระโดดและการทำกิจกรรมอื่นๆที่สร้างแรงดันให้กับกระเพาะปัสสาวะในทันทีทันใดสามารถนำไปสู่อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ขณะเล่นกีฬาได้เป็นครั้งคราว

แพทย์วินิจฉัยภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อย่างไร

อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่จะดูออกได้ง่าย อาการแรกเริ่มที่คนส่วนใหญ่เป็นกันคือการปัสสาวะออกโดยไม่ได้ตั้งใจอย่างไรก็ตาม การกำหนดประเภทและสาเหตุของอาการดังกล่าวอาจเป็นเรื่องยากและจำเป็นต้องใช้การตรวจและทดสอบที่หลากหลาย

แพทย์ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการดังต่อไปนี้:

การจดบันทึกการปัสสาวะ (A bladder diary): แพทย์อาจให้คุณสังเกตการณ์และติดตามการดื่มของเหลวและการปัสสาวะในช่วงหลายๆวัน

ซึ่งวิธีการนี้อาจรวมไปถึงการติดตามว่ามีช่วงของการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือการปัสสาวะที่ฉุกเฉินหรือไม่  เพื่อช่วยในการวัดปริมาณปัสสาวะ คุณอาจต้องใช้อุปกรณ์ที่ชื่อ calibrated container ซึ่งจะวางไว้เหนือชักโครกได้อย่างพอดีเพื่อกักเก็บน้ำปัสสาวะของคุณ

การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): ตัวอย่างปัสสาวะสามารถตรวจหาการติดเชื้อ ร่องรอยของเลือด หรือความผิดปกติอื่นๆ เช่น การปรากฏตัวของเซลล์มะเร็ง

การเพาะเชื้อจากปัสสาวะ (urine culture) จะช่วยตรวจหาสัญญาณของการติดเชื้อ ส่วนการตรวจเซลล์กระเพาะปัสสาวะ (urine cytology) จะช่วยตรวจหาเซลล์มะเร็ง

การตรวจเลือด (Blood tests): การตรวจเลือดสามารถตรวจหาสารเคมีและสารต่างๆที่อาจเกี่ยวข้องกับสภาวะต่างๆที่อันเป็นสาเหตุให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้

Pelvic ultrasound: เป็นการตรวจจากรูปภาพ อุปกรณ์ที่ใช้ในการอัลตราซาวน์จะใช้เพื่อฉายภาพของกระเพาะปัสสาวะหรือส่วนอื่นๆของทางเดินปัสสาวะเพื่อตรวจหาปัญหาที่เกิดขึ้น

การตรวจวัดปริมาณปัสสาวะที่ตกค้าง (Postvoid residual (PVR) measurement): 

ในกระบวนการนี้ ผู้ป่วยจะต้องถูกล้างกระเพาะปัสสาวะออกจนหมด และแพทย์จะใช้อุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณปัสสาวะที่หลงเหลืออยู่ในกระเพาะปัสสาวะว่ามีปริมาณเท่าใด ปัสสาวะที่ค้างอยู่จำนวนมากแสดงให้เห็นว่าร่างกายมีภาวะปัสสาวะเล็ดโดยไม่รู้ตัว

การทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test): ในการทดสอบนี้ ผู้ป่วยจะต้องไอหรือเกร็งช่วงล่างอย่างแรงขณะที่แพทย์ทำการตรวจเช็คปัสสาวะที่ไหลออกในช่วงนั้น

การตรวจพลศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะ (Urodynamic testing): การทดสอบนี้จะวัดแรงดันที่กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะและกล้ามเนื้อหูรูดปัสสาวะว่าสามารถทนต่อการหยุดพักและระหว่างการใส่ของเหลวหรือไม่

การถ่ายภาพรังสีที่กระเพาะปัสสาวะ (Cystogram หรือ Cystography): การเอ็กซเรย์กระเพาะปัสสาวะวิธีนี้ สีย้อมจะถูกฉีดเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ และเมื่อผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะ สีย้อมจะปรากฏในการเอ็กซเรย์และจะแสดงภาพความผิดปกติภายในทางเดินปัสสาวะ  

การส่องกล้องดูกระเพาะปัสสาวะ(cystoscopy): กระบวนการนี้จะใช้อุปกรณ์ที่เป็นท่อบางๆที่มีเลนส์กับไฟฉายเล็กๆหนึ่งอันอยู่ที่ปลายท่อ เรียกว่า  cystoscope Cystoscope จะถูกสอดเข้าไปในท่อปัสสาวะ แพทย์จะส่องตรวจเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะและท่อกระเพาะปัสสาวะด้วยสายตา

การรักษาอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เองที่บ้าน

การรักษาภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะลองใช้วิธีรักษาที่ง่ายที่สุดก่อนจะใช้ยาหรือการผ่าตัดรักษา

การฝึกนิสัยการขับถ่ายของกระเพาะปัสสาวะ: นี่เป็นแนวทางแรกที่ใช้รักษาอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ส่วนใหญ่ เป้าหมายของการรักษาคือ เพื่อกำหนดตารางการปัสสาวะให้เป็นปกติสม่ำเสมอ พร้อมทั้งกำหนดช่วงพักช่องว่างระหว่างช่วงที่ปัสสาวะด้วย แพทย์มักจะแนะนำให้เริ่มทำด้วยการปัสสาวะทุกๆหนึ่งชั่วโมงและค่อยๆเพิ่มระยะห่างในการปัสสาวะเมื่อเวลาผ่านไป

การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic muscle exercises): 

อีกชื่อที่รู้จักกันก็คือ การฝึกกระชับช่องคลอด (kegel exercise) เป็นชื่อที่ได้จากสูตินรีแพทย์ที่ชื่อ Dr. Arnold Kegel ซึ่งเป็นผู้พัฒนาวิธีนี้ขึ้นมานั่นเอง  การฝึกอย่างเป็นประจำจะช่วยให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อ่อนแอแข็งแรงขึ้นและจะช่วยให้ควบคุมกระเพาะปัสสาวะได้ดีขึ้น เกร็งกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกักเก็บปัสสาวะ และหดเกร็งไว้ประมาณ 4-10 วินาที จากนั้นผ่อนคลายกล้ามเนื้อโดยใช้ระยะเวลาเท่ากันในการผ่อนคลาย ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นอาทิตย์ๆหรือเดือนๆในการฝึกกระชับช่องคลอดจึงจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงวิธีอื่นๆที่จะฝึกกระชับช่องคลอดคือการหยุดชะงักการหลั่งปัสสาวะเป็นเวลาหลายๆวินาทีระหว่างที่กำลังปัสสาวะ

ยารักษาภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

แพทย์จะสั่งยาเพื่อจัดการกับภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งยาจะออกฤทธิ์ผ่อนคลายกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะเพื่อหยุดยั้งการหดเกร็งที่ไม่เป็นปกติและมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการปัสสาวะราด

ยาที่ใช้รักษาประกอบด้วย:

  • Bentyl (dicyclomine)
  • Cystospaz (hyoscyamine)
  • Detrol หรือ Detrol LA (tolterodine)
  • Ditropan หรือ Ditropan XL (oxybutynin)
  • Levbid (hyoscyamine)
  • Oxytrol (oxybutynin)
  • ProBanthine (propantheline)
  • Sanctura (trospium)
  • Urispas (flavoxate)
  • Urotrol (oxybutynin)

ยาอื่นๆที่ใช้รักษาภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ได้แก่:

M3 selective receptor antagonists: ยากลุ่ม anticholinergic จะมุ่งเข้าที่ตัวรับของเส้นประสาทที่ทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะกระตุกโดยไม่ตั้งใจโดยเฉพาะ

ยาประเภทนี้มีอยู่ 2 ตัวยาที่ได้รับการรับรองแล้วว่าสามารถใช้รักษาอาการปัสสาวะราด ได้แก่:

  • Enablex (darifenacin)
  • VESIcare (solifenacin)

Alpha-adrenergic antagonists หรือ alpha-blockers: ยาประเภทนี้จะทำงานโดยเข้าไปผ่อนคลายกล้ามเนื้อเรียบ จะช่วยให้ปัสสาวะได้ดีขึ้น ซึ่งยาประเภทนี้ใช้ได้ผลดีในผู้ชายที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโต (BPH) และมีอาการปัสสาวะราด

ยากลุ่ม Alpha-adrenergic antagonists ได้แก่:

  • Cardura หรือ Cardura XL (doxazosin)
  • Flomax (tamsulosin)
  • Hytrin (terazosin)
  • Uroxatral (alfuzosin)

Alpha-adrenergic agonists: ยากลุ่มนี้ เช่น ยาเอฟีดรีน (Ephedrine) และยาซูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine)   อาจได้ผลกับผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจามอ่อนๆ เนื่องจากยาจะไปช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเปิดและปิดหูรูดปัสสาวะให้แข็งแรงขึ้น ผลข้างเคียงของยาประเภทนี้ เช่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายและวิตกกังวลยาประเภท Alpha-adrenergic agonists ไม่ควรใช้กับคนที่หัวใจมีปัญหา เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคต้อหิน หรือภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism)

ยารักษาอาการซึมเศร้า กลุ่ม Tricyclic Antidepressants (TCAs): คือสารสื่อประสาท เซโรโทนิน (serotonin) และนอร์แอดรีนาลี (Noradrenaline) ซึ่งเชื่อว่าสองสารนี้มีบทบาทในการปัสสาวะและเกี่ยวข้องกับอาการปัสสาวะราดและปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจาม

ยาที่ใช้ในการปรับสารสื่อประสาท ได้แก่:

  • Janimine (imipramine)
  • Norpramin (desipramine)
  • Pamelor (nortriptyline)
  • Sinequan (doxepin)
  • Tofranil (imipramine)

การผ่าตัดฝังอุปกรณ์ เพื่อรักษาภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Implants for Incontinence)

บางครั้งผู้ป่วยก็ต้องผ่าตัดเพื่อกำจัดสิ่งอุดตันในกระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะอันเป็นสาเหตุของอาการปัสสาวะเล็ดไม่รู้ตัว หรืออาจต้องเปลี่ยนตำแหน่งของกระเพาะปัสสาวะเพื่อกำจัดความดันในกระเพาะปัสสาวะซึ่งเป็นสาเหตุของการปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจาม กระบวนการผ่าตัดที่ใช้ในการรักษาอาการปัสสาวะเล็ดขณะไอหรือจามมากที่สุดมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่ผ่าตัดที่เรียกว่า Sling procedure และวิธี Bladder neck suspension บางครั้งจะใช้ไฟฟ้ากระตุ้นที่เส้นประสาทซาคราล (Sacral nerve stimulation) เพื่อรักษากระเพาะปัสสาวะที่ไวเกิน การรักษานี้จะเป็นกระบวนการผ่าตัดเพื่อฝังอุปกรณ์ขนาดเล็กไว้ใต้ผิวหนังที่ก้น อุปกรณ์นี้จะกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆไปที่เส้นประสาท sacral เป็นระยะๆ ซึ่งจะส่งผลให้เพิ่มความตึงเครียดขึ้นในกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ กล้ามเนื้อหูรูดและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยจัดการกับภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

หลายคนใช้ผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้เพื่อจัดการกับปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่:

ผ้าอ้อมและชุดชั้นในผู้ใหญ่: เป็นแผ่นอนามัยที่ไม่ใหญ่มากและชั้นในที่สวมใส่สบายๆภายใต้เสื้อผ้า มีมากมายหลายขนาดทั้งของผู้ชายและผู้หญิง สำหรับคนที่มีอาการปัสสาวะเล็ดระดับอ่อนๆถึงปานกลาง อาจใช้แค่แผ่นอนามัย ( panty liners) แบบบางก็พอ

Patches and plugs: ผู้หญิงหลายคนสามารถจัดการกับการรั่วซึมจากภาวะปัสสาวะเล็ดขณะไอจามได้โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยป้องกันการไหลของปัสสาวะ เช่น แผ่นอุดกั้นปากมดลูก (แผ่นอนามัยที่มีกาวติดแน่นแต่สามารถถ่ายเทอากาศได้ขนาดเล็กๆ มีขนาดพอดีกับปากมดลูก) ผ้าอนามัยแบบสอด (tampon) หรืออุปกรณ์ที่ใช้สอดในช่องคลอด ที่ชื่อ pessary  

หลอดสวนปัสสาวะ (Catheters): สำหรับคนที่กลั้นปัสสาวะไม่อยู่จริงๆ แบบควบคุมไม่ได้เลย แพทย์จะใส่หลอดสวนปัสสาวะ (catheter) ในท่อปัสสาวะเพื่อระบายปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากวิธีนี้เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเป็นนิ่วในไตสูง หลอดสวนปัสสาวะจึงมักเป็นทางเลือกสุดท้ายและจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหนักจริงๆเท่านั้น

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

มีปัญหาเรื่องปัสสาวะเล็ดอยู่ตลอดเวลา จะมีทางรักษาไหม
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ฉี่บ่อยเวลากลางคืนจะเป็นไรไหมครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่