Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

มะเร็งปอด (Lung cancer)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,221,484 คน

มะเร็งปอดเกิดจากอะไร

มะเร็งปอด (Lung Cancer) เกิดจากการเจริญเติบโตของเซลล์ในปอดที่ผิดปกติเป็นจำนวนมาก จนเกิดเป็นกลุ่มก้อนและมีการแพร่เชื้อไปตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งในประเทศไทย จากข้อมูลสถิติจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ 15 อันดับแรกทั้งเพศหญิงและเพศชาย พ.ศ. 2560 จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรคมะเร็งปอดและหลอดลมติดอยู่ในอันดับ 3 ของโรคมะเร็งในผู้ป่วยเพศชาย และอยู่ในอันดับ 5 ของผู้ป่วยเพศหญิง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขอันดับที่สูงมาก 

ใครที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดบ้าง

  • ผู้ที่สูบบุหรี่ และดมควันบุหรี่มือสอง (Second hand smoker)
  • ผู้ที่สัมผัสกับแก๊สเรดอน (Radon) ซึ่งแปลงสภาพมาจากธาตุยูเรเนียม (Uranium) ที่เป็นธาตุโลหะหนักกัมมันตรังสี แก๊สเหล่านี้สามารถมากับหิน ดิน ทราย ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ก่อสร้างอาคารได้
  • ผู้ที่สัมผัสหรือสูดดมโลหะหนัก ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ได้แก่ 
    • สารหนู 
    • แคดเมียม (Cadmium)
    • โครเมียม (Chromium) 
    • นิคเกิล (Nickel) 
    • เบอริลเลียม (Beryllium) 
    • ซิลิกา (Silica)
    • ละอองน้ำมัน 
    • แร่ใยหิน
  • ผู้ที่มีประวัติเป็นมะเร็งที่อวัยวะอื่น
  • ผู้ที่มีโรคปอดเป็นโรคประจำตัว เช่น โรคถุงลมโป่งพอง
  • ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งปอด

อาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด

ส่วนมากอาการของโรคมะเร็งปอดมักจะไม่แสดงให้เห็นจนกระทั่งเชื้อมะเร็งได้ลุกลามเข้าสู่ระยะรักษาได้ยากไปแล้ว และเป็นเหตุผลว่าทำไมอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดถึงได้ต่ำกว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดอื่น 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad

อาการของโรคมะเร็งปอดนั้นเป็นได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและความรุนแรงของโรค เช่น

  • ไอ หายใจเหนื่อย บางครั้งเวลาหายใจจะมีเสียงวี๊ดๆ ซึ่งเกิดจากก้อนมะเร็งไปกดเบียดหลอดลม หรือเนื้อปอด
  • ไอเป็นเลือด ซึ่งเกิดจากเชื้อมะเร็งลุกลามสู่หลอดเลือด
  • เจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าลึกๆ เกิดจากก้อนมะเร็งทำให้เกิดเยื่อหุ้มปอดอักเสบ หรือเชื้อมะเร็งลุกลามไปยังเยื่อหุ้มปอดแล้ว
  • เสียงแหบ ซึ่งเกิดจากมีก้อนมะเร็งไปกดเบียด หรือทำลายเส้นประสาทบริเวณช่องอกที่ไปเลี้ยงกล่องเสียง 
  • ปวดศีรษะ หน้าบวม แขนบวม พบได้ในกรณีผู้ป่วยที่มีภาวะอุดตันของหลอดเลือดดำซึ่งมีสาเหตุมาจากก้อนมะเร็งไปกดเบียด ทำให้เลือดดำของศีรษะ ใบหน้าและแขน ไหลกลับสู่หัวใจไม่สะดวกและเกิดการคั่งของเลือด จึงมีอาการบวมเกิดขึ้น
  • ในกรณีก้อนมะเร็งอยู่บริเวณยอดปอด จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการต่อไปนี้
    • เกิดอาการปวดแขนและไหล่ จากการกดเบียดบริเวณเส้นประสาทส่วนคอ 
    • เกิดอาการมืออ่อนแรง หากก้อนมะเร็งมีการกดเบียดถึงไขสันหลัง 
    • มีอาการหนังตาตก เนื่องจากระบบประสาทอัตโนมัติที่อยู่ใกล้ยอดปอดถูกก้อนมะเร็งกดเบียด
  • มีการติดเชื้อในปอดบ่อย เช่น เป็นโรคหลอดลมอักเสบ โรคปอดอักเสบ

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดบางรายยังอาจมีอาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับปอดและการหายใจได้อีกด้วย เช่น

  • น้ำหนักลด
  • เบื่ออาหาร
  • ปวดกระดูก หรือกระดูกหักง่าย

การตรวจวินิจฉัย

ส่วนมากแพทย์จะมีการเอกซเรย์ปอดเบื้องต้นก่อน เพื่อตรวจดูว่ามีก้อนมะเร็งหรือไม่ แต่เพราะมีผู้ป่วยมะเร็งบางส่วนที่เป็นโรคมะเร็งปอดแต่ตรวจจากการเอกซเรย์แล้วไม่พบก้อนมะเร็ง จึงทำให้แพทย์ต้องมีการตรวจเพิ่มเติมโดยการถ่ายภาพทางรังสี เพื่อความละเอียดในการวินิจฉัย รวมไปถึงการตรวจโดยการทดสอบชนิดอื่นๆ อีก เช่น 

  • การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ CT Scan (Computerised Tomography) 
  • การถ่ายภาพรังสีระนาบด้วยการปล่อยโพสิตรอน (Positron Emission Tomography: PET Scan) 
  • การตรวจเซลล์เสมหะ หากผู้ป่วยมีอาการไอ แล้วแพทย์จะนำตัวอย่างเสมหะไปตรวจหาเซลล์มะเร็งผ่านกล้องจุลทรรศน์
  • การตัดชิ้นเนื้อปอด เป็นหัตถการที่นำสารน้ำ หรือเนื้อเยื่อที่ตัดจากปอดไปตรวจหาเซลล์มะเร็งผ่านกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งวิธีการตัดชิ้นเนื้อสามารถทำได้หลายวิธี เช่น
    • วิธีการส่องกล้องทางหลอดลม (Bronchoscopy) โดยแพทย์จะทำการส่องกล้องผ่านทางคอหอยเข้าไปสู่ปอด จากนั้นจะใส่เครื่องมือสำหรับตัดชิ้นเนื้อผ่านทางท่อส่องกล้องที่ใส่เข้าไป
    • วิธีตัดชิ้นเนื้อด้วยเข็ม โดยแพทย์จะทำการแทงเข็มผ่านบริเวณผนังทรวงอก และเข้าสู่ปอดเพื่อเก็บชิ้นเนื้อไปตรวจ

ใครที่ควรตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปอด  

การตรวจมะเร็งปอดในประเทศไทยยังให้การคัดกรองมะเร็งเป็นแบบแล้วแต่โอกาส ซึ่งหมายถึง การคัดกรองที่ทำโดยอิสระและขึ้นอยู่กับแต่ละสถานพยาบาล ซึ่งต่างกับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งทวารหนัก ที่จะมีอยู่ในแผนสาธารณสุขระดับชาติและรัฐจะให้การสนับสนุน โดยการคัดกรองประชากรที่มีความเสี่ยงเป็นกลุ่มใหญ่

ในการคัดกรองผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด จะมีการนับจำนวนแพ็คเยียร์ (Pack Year) หรือ "ประวัติสูบบุหรี่จัด" ในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งวิธีคำนวณค่าแพ็คเยียร์คือ จำนวนปีที่ผู้ป่วยสูบบุหรี่ คูณ จำนวนซองบุหรี่ที่สูบต่อวัน เช่น ผู้ป่วยสูบบุหรี่ 2 ซองต่อวันเป็นเวลา 15 ปี แพ็คเยียร์ของผู้ป่วยรายนั้นจะเท่ากับ 30 ซึ่งผู้ป่วยที่มีค่าแพ็คเยียร์สูงกว่า 30 ถือว่าเป็นผู้ที่สูบบุหรี่จัด

สำหรับผู้อยู่ในกลุ่มมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดสูง จะมีลักษณะดังต่อไปนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad
  • อายุระหว่าง 55-74 ปี สูบบุหรี่มากกว่า 30 แพ็คเยียร์ และอยู่ในช่วงเวลาไม่เกิน 15 ปีหลังเลิกบุหรี่
  • อายุมากกว่า 50 ปี สูบบุหรี่มากกว่า 20 แพ็คเยียร์ และมีความเสี่ยงอื่นๆ ของมะเร็งปอดด้วย 

นอกจากนี้ การคัดกรองโรคจะทำโดยการตรวจ CT Scan ด้วย ซึ่งแพทย์จะสามารถเห็นก้อนมะเร็งในปอดได้ชัดเจนกว่าการตรวจภาพเอกซเรย์ปอดทั่วไป จากนั้น แพทย์จะมีการนัดติดตามการลุกลามของเชื้อมะเร็งเป็นระยะๆ ขึ้นกับว่าตรวจ CT Scan แล้วพบอะไรบ้าง แต่ไม่แนะนำในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำเข้ารับการคัดกรอง เนื่องจากการเอกซเรย์และการตรวจด้วยถ่ายภาพรังสีจะทำให้ผู้ป่วยได้รับรังสีไปด้วย ซึ่งไม่คุ้มค่ากับการตรวจหากไม่พบเจออะไรเลย

การรักษามะเร็งปอดทำได้อย่างไร

หลังจากทำการตรวจก้อนมะเร็งและวินิจฉัยเรียบร้อยแล้วว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งในระยะไหน แพทย์จะให้การรักษาซึ่งประกอบด้วย

  • การผ่าตัด จะกระทำได้ในกรณีที่สามารถเอาก้อนเนื้องอกออกได้ทั้งหมด
  • การฉายแสง
  • การให้ยาเคมีบำบัด
  • การให้สารเพื่อเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ
  • การใช้วิธีการทางภูมิคุ้มกัน เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

กลุ่มและระยะของโรคมะเร็งปอด

เราสามารถแบ่งโรคมะเร็งปอดออกได้ 2 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มมะเร็งชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (Small Cell Lung Cancer: SCLC) เป็นกลุ่มมะเร็งที่ก้อนมะเร็งจะมีขนาดเล็ก แต่มีการแพร่กระจายได้เร็ว ส่วนมากมักรักษาด้วยการใช้ยา โดยจะแบ่งกลุ่มผู้ป่วยได้เป็น 2 ระยะคือ
    • ระยะโรคกำจัดที่ (Limited Stage) หมายถึง ระยะที่เชื้อมะเร็งจะอยู่ในปอดข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งเมื่อลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลือง ก็จะลุกลามไปต่อมด้านเดียวกับปอดที่มีเชื้อมะเร็ง
    • ระยะโรคกระจายไปแล้ว (Extensive Stage) หมายถึง ระยะที่เชื้อมะเร็งได้กระจายไปยังปอดอีกข้างรวมถึงอวัยวะอื่นๆ แล้ว
  • กลุ่มมะเร็งชนิดไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer: NSCLC) เป็นกลุ่มมะเร็งที่ผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า และมีโอกาสตรวจเจอเชื้อมะเร็งได้มากกว่ากลุ่มมะเร็งชนิดเซลล์ขนาดเล็ก โดยแบ่งออกได้เป็น 6 ระยะ ได้แก่
    • ระยะแอบแฝง (Occult Stage) คือ ระยะที่จะพบเชื้อมะเร็งในน้ำลายหรือเสมหะเท่านั้น แต่ยังไม่พบเชื้อมะเร็งในปอด
    • ระยะ 0 (Stage 0) คือ พบเชื้อมะเร็งในหลอดลม และยังอยู่เฉพาะที่ ยังไม่มีการกระจายตัวหรือลุกลามลงไปที่ปอด
    • ระยะ I (Stage I) คือ พบเชื้อมะเร็งในปอดแล้ว แต่ยังไม่แพร่กระจายไปอวัยวะส่วนอื่น
    • ระยะ II (Stage II) คือ เชื้อมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในปอดข้างเดียวกันแล้ว
    • ระยะ III (Stage III) แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ
      • ระยะ IIIA (Stage IIIA) เป็นระยะที่เชื้อมะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองรอบหลอดลม และอาจรวมไปถึงกระบังลมกับทรวงอกข้างเดียวกันด้วย
      • ระยะ IIIB (Stage IIIB) เป็นระยะที่เชื้อมะเร็งแพร่กระจายไปยังปอดอีกข้างแล้ว
    • ระยะ IV (Stage IV) คือ เชื้อมะเร็งแพร่กระจายไปสู่อวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกายแล้ว 

การรักษาโรคมะเร็งปอด

การรักษาโรคมะเร็งปอดจะแบ่งออกตามกลุ่มของโรคมะเร็งซึ่งมีอยู่ 2 กลุ่มด้วยกัน

1. การรักษาโรคมะเร็งปอดกลุ่มชนิดมีเซลล์ขนาดเล็ก

  • การให้ยาเคมีบำบัด: เป็นวิธีการรักษาหลักในการรักษาโรคมะเร็งชนิดนี้ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาต้านมะเร็งหลายตัวซึ่งมีทั้งแบบฉีดเข้าเส้นเลือดดำ และแบบรับประทาน และผู้ป่วยมักจะได้รับยาเคมีบำบัดประมาณ 4-6 รอบด้วย โดยแต่ละรอบจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งใน 1 รอบจะรวมเวลาที่ร่างกายผู้ป่วยได้รับยา (1-3 วัน) และตามมาด้วยช่วงเวลาที่จะให้ร่างกายผู้ป่วยได้พักฟื้นจากการรักษา
  • การฉายรังสี: เป็นวิธีการรักษาโดยฉายรังสีพลังงานสูงเพื่อฆ่าเชื้อมะเร็งออกไป วิธีการฉายรังสีจะฉายจากเครื่องภายนอกร่างกายและพุ่งเป้าที่ก้อนมะเร็ง ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้อาจรักษาร่วมกับการรับยาเคมีบำบัดด้วย หรือหลังจากสิ้นสุดการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดแล้ว ก็อาจใช้การฉายรังสีเป็นการรักษาถัดไป
  • การผ่าตัด: เป็นการผ่านำก้อนมะเร็งออกจากร่างกาย อาจเป็นทางเลือกในการรักษามะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นได้ดี หรือในระยะที่ก้อนมะเร็งยังอยู่ในปอดข้างเดียวและยังไม่ลุกลามไปอวัยวะส่วนอื่น

2. การรักษาโรคมะเร็งปอดกลุ่มชนิดไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก 

  • การผ่าตัด: เป็นทางเลือกในการรักษาที่ดีที่สุดเมื่อมะเร็งอยู่ในระยะเริ่มต้น และแพทย์อาจใช้การฉายรังสีกับการให้ยาเคมีบำบัดร่วมด้วย
  • การฉายรังสี: อาจเป็นทางเลือกในการรักษาแทนการผ่าตัด ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้เนื่องจากขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็งในปอด และนอกเหนือจากการฉายรังสีแล้ว ผู้ป่วยอาจรักษาด้วยยาเคมีบำบัดร่วมด้วย
  • การให้ยาเคมีบำบัด: เป็นวิธีการรักษาที่ขึ้นอยู่กับระยะของโรค หรือผู้ป่วยบางรายก็อาจใช้ยาเคมีบำบัดก่อนเข้ารับการผ่าตัด เพื่อให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง หรืออาจใช้หลังผ่าตัดเพื่อกำจัดเชื้อมะเร็งที่เหลืออยู่ให้หมดไป นอกจากนี้ การให้ยาเคมีบำบัดยังถือเป็นวิธีการรักษาหลักของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะลุกลามด้วย
  • การรักษาแบบจำเพาะ: เป็นการรักษาด้วยการใช้ยาเพื่อให้จำเพาะกับเชื้อมะเร็ง ซึ่งยากลุ่มนี้จะแตกต่างไปจากยาเคมีบำบัดทั่วไป และมักใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะลุกลามแล้ว โดยตัวยาที่นิยมใช้ในการรักษาวิธีนี้ ประกอบด้วย
    • Alectinib (Alecensa)
    • Bevacizumab (Avastin)
    • Ramucirumab (Cyramza)
    • Pembrolizumab (Keytruda)
    • Erlotinib) (Tarceva)
    • Crizotinib (Xalkori)
  • การรักษาด้วยภูมิคุ้มกัน: เป็นการรักษาโดยใช้ยาไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเข้าไปจับและฆ่าเซลล์มะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น วิธีนี้สามารถรักษากลุ่มโรคมะเร็งปอดชนิดมีเซลล์ขนาดเล็กได้ด้วย

วิธีการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้ายจะมีอาการเจ็บป่วยบางอย่างที่ต้องได้รับการดูแลและช่วยเหลือ เช่น

  • มีอาการไอและหายใจลำบาก หรือหายใจเร็ว หรือสั้นมากๆ หรือผู้ป่วยอาจมีอาการไอเป็นเลือด รู้สึกหายใจได้ตื้นไม่เต็มปอดและอ่อนเพลียอย่างหนัก ผู้ดูแลควรจัดให้ผู้ป่วยได้นอนพักผ่อนอย่างสบาย มีการให้ออกซิเจนช่วยในการหายใจและให้ยาบรรเทาตามอาการที่เกิดขึ้น
  • ความอ่อนแอของร่างกายที่เพิ่มขึ้น ในระยะสุดท้ายของโรคมะเร็ง ผู้ป่วยจะเริ่มไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง รวมทั้งมีอาการหอบอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดความอ่อนเพลียเพิ่มมากขึ้น และผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่ายและเป็นระยะเวลานาน ผู้ดูแลอาจต้องจัดให้ผู้ป่วยพักอยู่บนเก้าอี้ยาวหรือบนเตียง และซื้อเก้าอี้รถเข็นสำหรับผู้ป่วยไว้เพื่อให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้สะดวกขึ้น
  • อาการปวดที่รุนแรง ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดสามารถเกิดอาการปวดลุกลามไปได้ถึงในหน้าอก หรือที่ไขสันหลังอย่างรุนแรง ผู้ดูแลจึงอาจต้องฝึกวิธีการควบคุมอาการปวดเพื่อช่วยประคับประคองให้ผู้ป่วยผ่านช่วงเวลาที่เกิดอาการเจ็บปวดไปได้ หรืออาจเป็นการประคับประคองอาการในรูปของการใช้ยาบรรเทา
  • มีอาการอยากอาหารลดลง เพราะร่างกายของผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายจะเริ่มไม่ต้องการสารอาหารให้กับร่างกายอีก รวมทั้งระบบลำไส้ที่จะเริ่มหยุดทำงาน ผู้ดูแลสามารถสอบถามผู้ป่วยได้ว่า อยากรับประทานอาหารอะไรเป็นพิเศษไหม หากผู้ป่วยไม่ต้องการรับประทานอาหารชนิดใดเลย ให้ผู้ดูแลจัดอาหารอ่อนๆ ให้ผู้ป่วยรับประทาน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะขาดสารอาหาร 
  • อาการสับสน เป็นอีกอาการในผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายที่จะมีความวิตกกังวล อยู่ไม่นิ่ง ความจำเริ่มเลอะเลือน แม้กระทั่งคนในครอบครัวก็อาจจำหน้าไม่ได้ หรืออาจมีอาการเพ้อถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงและกระสับกระส่าย ในขั้นตอนการดูแลนี้ ผู้ดูแลอาจต้องใช้ความอดทนในการประคับประคองผู้ป่วย มิฉะนั้นจะรู้สึกรำคาญและไม่อยากอยู่ใกล้ผู้ป่วยอีก รูปแบบการดูแลอาจเป็นการหมั่นพูดคุยกับผู้ป่วยเรื่อยๆ เพื่อลดความวิตกกังวลในใจ หรืออาจเป็นการถามคำถามง่ายๆ แล้วให้ผู้ป่วยตอบเพื่อลดอาการสับสน 

อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด

ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด 54% ที่ตรวจพบเชื้อมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกนั้น จะมีอัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ 5 ปีขึ้นไป และอีก 4% จะมาจากผู้ป่วยที่เชื้อมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายแล้ว เมื่อคิดเป็นสัดส่วนโดยรวม จะมีผู้ป่วยมะเร็งปอดทุกชนิดที่มีอัตราการรอดชีวิตอยู่ที่ 5 ปีขึ้นไปเป็นจำนวน 18% แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่เสียชีวิตภายในปีแรกที่ได้รับการวินิจฉัย และมะร็งปอดก็ยังเป็นชนิดของโรคมะเร็งที่มีอัตราการเกิดสูงมากในผู้คนทั่วไป ทั้งปัจจัยจากมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ การสูบบุหรี่ และรับควันบุหรี่จากผู้อื่น


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

มะเร็งปอด นอกจากการรักษาด้วยวิธีให้เคมี ยังมีการรักษาด้วยวิธีอื่นอีกไหมคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
โรคมะเร็งปอดสามารถหายขาดได้มั้ย
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ได้รับควันบุหรี่จากคนอื่นบ่อยๆเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดไหมคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
มะเร็งปอดอาการแรกเริ่มจะมีอาการอย่างไร
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
เป็นมะเร็งปอดมีโอกาสหายไหมค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
นานมั้ยค่ะอาการของโรคมะเร็งกว่าจะรู้ว่าเป็น
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป