มะเร็งและโรคร้าย

มะเร็งเต้านมคืออะไร

นิยาม, ประเภทของมะเร็งเต้านม, อาการที่พบบ่อย
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 13, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 24 นาที
มะเร็งเต้านมคืออะไร


ความหมาย

มะเร็งคือเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นโรคมะเร็งเต้านมก็คือเนื้องอกชนิดร้ายที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเนื้อเยื่อภายในเต้านม โดยโรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในผู้หญิง แต่ก็สามารถพบโรคมะเร็งเต้านมในผู้ชายได้เช่นกัน ซึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากถึง 1/8 ของประชากรผู้หญิงทั้งหมดในประเทศ มะเร็งเต้านมแบ่งได้หลายแบบ

แบบที่ 1 แบ่งตามที่ตั้งของมะเร็งและการแพร่กระจาย ได้แก่

  • มะเร็งเต้านมระยะแรก มักเป็นมะเร็งของเซลล์บุท่อน้ำนมที่เชื่อมระหว่างต่อมน้ำนมไปยังหัวนม หากตรวจพบขณะที่ยังอยู่ที่ท่อหรือที่กลุ่มท่อน้ำนมแล้วผ่าตัดออกได้จะมีโอกาสหายถึงร้อยละ 90
  • มะเร็งเต้านมระยะรุกราน เป็นช่วงที่เซลล์มะเร็งลุกลามจากท่อน้ำนมไปยังเนื้อเยื่อเต้านมและต่อมน้ำเหลืองข้างเดียว ซึ่งเป็นระยะที่เราสามารถคลำก้อนมะเร็งที่เต้านมได้
  • มะเร็งเต้านมระยะรุกลาม เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายนอกเต้านมแล้ว เช่น กระดูก ตับ ปอด สมอง เป็นต้น

แบบที่ แบ่งตามชนิดของเซลล์ ได้แก่

  • มะเร็งชนิด Infilltrating (invasive) ductal carcinoma พบร้อยละ 70 ของมะเร็งเต้านม มะเร็งจะเริ่มที่ท่อนำน้ำนมแล้วรุกรานผ่านผนังท่อไปยังเนื้อเยื่อไขมันข้างเคียงหรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เส้นเลือดหรือท่อน้ำเหลือง
  • มะเร็งชนิด Infilltrating lobular carcinoma พบร้อยละ 10-15 ของมะเร็งเต้านม มะเร็งจะเริ่มที่ต่อมสร้างน้ำนม แล้วกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • มะเร็งชนิด ductal carcinoma in situ มะเร็งจะเป็นที่ต่อมผลิตน้ำนม หากทิ้งไว้จะกลายเป็นประเภทที่ 2
  • มะเร็งชนิด Inflammatory breast cancer เป็นมะเร็งชนิดที่เกิดขึ้นน้อย มีลักษณะแดง ร้อน ผิวหนังไม่เรียบ แพร่กระจายเร็ว มะเร็งชนิด Recurrent เป็นมะเร็งชนิดที่หลังจากรักษาแล้วกลับเป็นอีกที่เต้านมข้างเดียวกัน หรือที่ผนังทรวงอกที่เต้านมเคยอยู่

ประเภทของมะเร็งเต้านมที่พบได้บ่อยคือ

  • Ductal carcinoma (พบได้ 85-90% ของผู้ป่วย)
  • Lobular carcinoma (พบได้ 8% ของผู้ป่วย)

Invasive (Infiltrating) Breast Cancer

โรคมะเร็งเต้านมชนิดนี้มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งจากจุดเริ่มต้น ลุกลามไปทั่วเต้านมและยังสามารถลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อีก ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อยได้หลายประเภท

ชนิดที่พบไม่บ่อย เช่น

  • Inflammatory breast cancer (เกิดในผิวหนัง)
  • Paget’s disease of the nipple

ชนิดของมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมบางชนิดอาจเห็นเป็นก้อนนูนชัด ในขณะที่ชนิดอื่น ๆ อาจเห็นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนัง หรืออาจไม่แสดงอาการให้เห็นเลย

มะเร็งเต้านมไม่ได้หน้าตาเหมือนกันหมด แต่จะแบ่งประเภทตามชนิดของเนื้อเยื่อต้นกำเนิดมะเร็ง บริเวณที่เริ่มก่อมะเร็งจะบอกว่าโรคนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด

มะเร็งชนิดต่าง ๆ ที่พบได้ทั่วไป มีดังนี้

Ductal carcinoma in situ (DCIS)

Ductal carcinoma in situ หรือ DCIS มีชื่ออีกอย่างว่า intraductal carcinoma DCIS กำเนิดจากเซลล์ของท่อน้ำนม แต่สามารถเปลี่ยนตัวเองมาเป็นมะเร็งที่ลุกลามได้ American Cancer Society กล่าวว่าเคสมะเร็งเต้านมใหม่ประมาณ 1 ใน 5 เป็น DCIS ซึ่งสามารถรักษาได้ดี ยกเว้นจะถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้รักษา หรือไม่ได้รับการวินิจฉัยและแพร่กระจายไปตามบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย

Invasive ductal carcinoma (IDC)

Invasive ductal carcinoma (IDC หรือ infiltrative breast cancer) เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้มากที่สุดโดยเฉพาะในผู้ชาย National Breast Cancer Foundation กล่าวว่าประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม ทั้ง DCIS และ IDC ต่างมีที่มาจากท่อน้ำนม แต่อย่างหลังจะต่างกับ DCIS ที่จะแพร่ไปทะลุผนังของหลอดเลือดและเนื้อเยื่อไขมันภายในเต้านม หลังจากนี้มะเร็งอาจแพร่กระจาย (metastasize) ไปยังส่วนอื่นของร่างกายผ่านระบบน้ำเหลืองและการไหลเวียนของเลือด

Invasive lobular carcinoma (ILC)

เกิดจากต่อมผลิตน้ำนม เรียกว่า lobules และสามารถแพร่ไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้เหมือน IDC โดย American Cancer Society พบว่าประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมลุกลามจะเป็นชนิด ILC มะเร็งเต้านมชนิดนี้ตรวจพบใน mammogram ได้ยากกว่าชนิด IDC

Inflammatory breast cancer (IBC)

American Cancer Society พบว่ามะเร็งเต้านมชนิดนี้มีเพียง 1 ใน 3 ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด อย่างไรก็ตามมันถือเป็นมะเร็งชนิดที่รุนแรงมาก โดยมีโอกาสแพร่ไปยังตำแหน่งอื่น ๆ มากและหน้าตาก็ดูย่ำแย่กว่ามะเร็งเต้านมแบบอื่นๆอีกด้วย บางครั้ง IBC ระยะแรก ๆ จะทำให้สับสนกับการติดเชื้อของเต้านม (mastitis) และถูกรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ไม่มีประโยชน์ในการรักษามะเร็งชนิดนี้ IBC มักไม่เห็นก้อนนูนหรือก้อนมะเร็ง ผิดกับมะเร็งเต้านมชนิดอื่น ทำให้การตรวจใน mammogram สามารถเห็นได้ยาก

แต่เนื่องจากมีเซลล์มะเร็งไปอุดท่อน้ำเหลืองที่ผิวหนัง ดังนั้น IBC สามารถพบลักษณะต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • ผิวหนังบริเวณเต้านมแดงและอุ่น
  • ผิวหนังบริเวณเต้านมหนาและเป็นตะปุ่มตะป่ำคล้ายเปลือกส้ม
  • เต้านมโตขึ้น แข็งขึ้น สัมผัสแล้วปวด หรือคัน

โรค Paget disease of the breast

หรือรู้จักกันในชื่อ Paget's disease of the nipple หรือ mammary Paget's disease ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดที่ก่อขึ้นที่ท่อน้ำนม และแพร่กระจายไปยังผิวหนังบริเวณหัวนม (nipple) และรอบวงเข้ม ๆ ของหัวนม (areola) Paget disease มักถูกวินิจฉัยผิดตอนต้น เนื่องจากอาการแสดงแรกที่เห็นได้ชัดจะสับสนกับโรคทางผิวหนังที่ส่งผลกระทบกับหัวนมที่พบได้บ่อยครั้งกว่า

อาการแสดงของโรค Paget disease ได้แก่

  • ผิวหนังแห้งแตก เป็นเกล็ด หรือมีสีแดงบริเวณหัวนมและวงเข้มรอบ ๆ
  • มีเลือดหรือน้ำนมออกจากเต้านม
  • รู้สึกแสบหรือคันบริเวณนั้น

American Cancer Society กล่าวว่า Paget disease มีอยู่จริงเพียงประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทุกกรณี แต่แทบจะเกี่ยวข้องกับทั้ง DCIS และ IDC เสมอ เมื่อเกิดรอยโรค Paget disease ขึ้นที่หัวนม ก็มักจะพบก้อนเนื้องอกหนึ่งก้อนหรือมากกว่า และมักต้องผ่าตัดเต้านมออก หากไม่สามารถสัมผัสก้อนนูนได้ที่เนื้อเยื่อไขมัน และผลการตรวจชิ้นเนื้อพบ DCIS แต่ไม่มีมะเร็งชนิดลุกลามจะมีแนวโน้มการดำเนินของโรคดี แต่ถ้าหากมีมะเร็งชนิดลุกลาม แนวโน้มการดำเนินของโรคก็จะไม่ดีเท่า ต้องให้รักษาที่รุนแรงมากขึ้น

มะเร็งเต้านมแบบ Triple Negative

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมแบบ Triple negative หมายความว่าเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ตรวจได้ผลลบกันทั้ง 3 ตัว ตัวรับที่พบได้มากที่สุดซึ่งมีการเจริญเติบโตของมะเร็งมากสุด ได้แก่ hormonal epidermal growth factor receptor 2 (HER-2), estrogen receptors (ER) และ progesterone receptors (PR) การรักษาทั่วไปของมะเร็ง เช่น การทดแทนด้วยฮอร์โมนหรือยาที่เจาะจงกับ estrogen, progesterone และ HER-s ก็จะไร้ประโยชน์กับมะเร็งเต้านมแบบ triple negative อย่างไรก็ตามการรักษาก็ทำด้วยการให้เคมีบำบัด และยิ่งตอบสนองได้ดีในระยะแรก ๆ 

Medullary carcinoma มีประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้ที่เป็นมะเร็งทั้งหมด (จากมูลนิธิ National Breast cancer foundation) ส่วนใหญ่มักคลำก้อนไม่พบ แต่จะสามารถสังเกตได้ด้วย mammogram

Tubular carcinoma มีการสะสมของเซลล์ที่ทำให้รู้สึกว่าผิวสัมผัสมีลักษณะคล้ายฟองน้ำมากกว่าจะเป็นก้อนนูน โดยปกติผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีอยู่ 2 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมที่ได้รับการวินิจฉัยทั้งหมด (จากมูลนิธิ National Breast Cancer Foundation) มักใช้เครื่อง mammogram ตรวจหามะเร็งชนิดนี้ และรักษาโดยการบำบัดด้วยฮอร์โมน

Mucinous carcinoma (หรือ mucionous colloid) มีลักษณะเด่นคือการผลิตเยื่อเมือกและไม่มีขอบเขตเซลล์ที่ชัดเจน มะเร็งเต้านมชนิดนี้พบได้เพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด และยังเป็นชนิดที่มีแนวโน้มการดำเนินของโรคที่ดีที่สุดอีกด้วย

สาเหตุ 

 ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น ฮอร์โมน (ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็วก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนช้า เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี การคลอดบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี หญิงที่ไม่มีบุตร) มีประวัติมารดาเป็นโรคมะเร็งเต้านม การได้รับรังสี สนามแม่เหล็ก มีประวัติเป็นมะเร็งที่อื่นมาก่อน เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม

แม้ว่ารูปแบบวิธีการใช้ชีวิต สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางด้านฮอร์โมนอาจเพิ่มความเสี่ยงของคุณในการเกิดมะเร็งเต้านม แต่การมีปัจจัยเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณจะต้องเป็นโรคนี้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผู้หญิงส่วนมากที่เป็นโรคไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามมีบางปัจจัยที่ทราบแน่ชัดว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม เช่น อ้วน มีประวัติครอบครัวหรือประวัติส่วนตัวที่เป็นมะเร็งเต้านมและมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และแม้ว่าหลายคนที่เป็นมะเร็งเต้านมจะไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว แต่การมีลักษณะดังต่อไปนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

  • เป็นผู้หญิง
  • อ้วน
  • อายุมาก
  • มีประวัติส่วนตัวเคยเป็นมะเร็งเต้านมที่เต้านมข้างหนึ่ง (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่ง)
  • มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมในญาติที่ใกล้ชิด เช่น แม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูกสาว โดยเฉพาะหากเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เช่น BRCA1 และ BRCA2
  • เคยได้รับรังสีบริเวณหน้าอกขณะยังเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ตอนต้น
  • เริ่มมีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี
  • หมดประจำเดือนช้า
  • คลอดลูกครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี
  • ไม่เคยตั้งครรภ์
  • ได้รับยาฮอร์โมนที่ผสมระหว่าง estrogen และ progesterone
  • ดื่มแอลกอฮอล์

มะเร็งเต้านมที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่ได้มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ในความเป็นจริงแล้วมีเพียง 5-10% เท่านั้นที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมซึ่งสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยที่สุดและมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านมคือ BRCA1 และ BRCA2 การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมทั้ง 2 แบบนั้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งอื่น ๆ ตลอดชีวิตของผู้หญิงคนนั้น โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่ ในเซลล์ปกติ BRCA1 และ BRCA2 จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งโดยการสร้างโปรตีนที่ทำให้เซลล์ไม่มีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ แต่หากยีนเหล่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะทำให้กระบวนการป้องกันการเกิดมะเร็งทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ในผู้หญิงบางคนที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ BRCA1 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมให้กลายเป็นสูงได้ถึง 80% แต่โดยเฉลี่ยแล้วนั้น ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะอยู่ที่ 55-65% ในผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ BRCA2 ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมตลอดชีวิตนั้นอยู่ที่ประมาณ 45% มะเร็งเต้านมที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนี้เกิดได้บ่อยในผู้หญิงอายุน้อย และมะเร็งเต้านมที่เกิดกับเต้านมทั้ง 2 ข้างนั้นมักจะพบได้ในผู้ป่วยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมมากกว่า แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA1 และ BRCA2 จะสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่ก็มักจะพบการเปลี่ยนแปลงนี้ในคนที่มีเชื้อสายยิวที่มีถิ่นกำเนิดมาจากยุโรปตะวันออกมากกว่าเชื้อชาติอื่นภายในสหรัฐอเมริกา ผู้ชายสามารถมีการเปลี่ยนแปลงของยีนนี้ได้เช่นกัน และหากมีก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่น ๆ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก

การตรวจทางพันธุกรรม

การตรวจทางพันธุกรรมอาจเป็นทางเลือกหนึ่งหากคุณมีประวัติครอบครัวที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งชนิดอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA และยีนอื่นๆ ได้จากการตรวจเลือดหรือน้ำลาย คุณควรปรึกษาแพทย์ว่าคุณควรจะต้องตรวจทางพันธุกรรมหรือไม่ และแพทย์ยังสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับผู้ให้คำแนะนำทางพันธุกรรมซึ่งจะเป็นผู้แนะนำรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจต่อไป คุณควรตรวจสอบกับบริษัทประกันเพื่อดูว่าการตรวจความเปลี่ยนแปลงที่ยีน BRCA1 และ BRCA2 นี้รวมอยู่ภายใต้การครอบคลุมของประกันหรือไม่ การให้คำแนะนำทางพันธุกรรมและการตรวจสำหรับผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงอยู่ภายใต้การครอบคลุมของกฎหมาย Affordable Care Act (ACA)

พยาธิสรีรภาพ

มะเร็งเต้านมมักเกิดที่เนื้อเยื่อของท่อต่อมน้ำนม ที่พบมากจะเป็นชนิด Adenocarcinoma หากก้อนมะเร็งที่เต้านมมีขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตรซึ่งจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือด มักพบก้อนมะเร็งบริเวณด้านบนส่วนนอก (Upper outer quadrant) ซึ่งมักจะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ หากเป็นบริเวณด้านในของเต้านมจะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในทรวงอก ปอด กระดูก ตับ

นอกจากนี้อาจพบบริเวณใต้หัวนมและรอบหัวนม พบที่เต้านมด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา เมื่อมีการแพร่กระจายไปที่อื่นจะทำให้การพยากรณ์โรคไม่ดี หากพบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองมากพยากรณ์โรคจะเลวลง


มะเร็งเต้านมมีอาการอย่างไร

 อาการแสดงเฉพาะ คือ มีก้อนแข็งในเต้านมในระยะแรก ๆ จะไม่มีอาการเจ็บปวด เคลื่อนไหวได้ ในระยะนี้จะทราบได้ยากนอกจากตัวผู้ป่วยเองคลำก้อนได้ และมาปรึกษาหมอ เมื่อโรคเป็นมากขึ้น ก้อนจะโตขึ้น คลำหรือมองเห็นชัดเจน เริ่มติดแน่นกับที่ หรือมีการดึงรั้งหนังหรือหัวนมให้บุ๋มลง บางรายมีน้ำเหลืองหรือเลือดออกจากหัวนม หากมีอาการอุดตันของหลอดน้ำเหลือง จะทำให้มีการบวมแดง ถ้าเป็นมากก้อนจะแตกเป็นแผลและปวดเหมือนเป็นฝี ผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต หรือมีอาการทางปอด ตับ หรืออวัยวะอื่น ๆ

อาการแสดงของโรคมะเร็งเต้านม

  • มีก้อนหรือมีการหนาตัวขึ้นของเต้านมหรือบริเวณใต้วงแขน
  • มีการเปลี่ยนขนาดหรือรูปร่างในเต้านมโตที่เจริญเต็มที่
  • มีสารคัดหลั่งจากหัวนมซึ่งไม่ใช่น้ำนม
  • มีการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของหัวนม
  • มีการเปลี่ยนสีหรือพื้นผิวของหัวนมและลานนม หรือผิวหนังบนเต้านม (เช่น มีรอยบุ๋ม มีผื่น หรือรอยย่น)

การวินิจฉัยโรค

จากประวัติเกี่ยวกับความผิดปกติของรูปร่างและผิวหนังของเต้านม จากปัจจัยเสี่ยงและอาการดังกล่าว จากการคลำเต้านมของตนเอง หรือ Self breast examination (SBE) พบก้อนที่เคลื่อนไหวไม่ได้หรือติดแน่นกับทรวงอก ตรวจเลือดหา CA 15-3 จะพบมีค่าสูงขึ้น จากการตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) หรือการถ่ายภาพรังสีของเต้านม (Mammography) การทำอัลตราซาวนด์ และตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ โดยเจาะดูดด้วยเข็มเล็ก (Fine needle) การเจาะดูด (Aspiration incision) การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ (Excision biopsy) อาจใช้เทคโนโลยีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายเต้านม (MRI)

หากคุณมีอาการปวดเต้านม

การเป็นโรคมะเร็งเต้านมระยะแรกอาจจะยังไม่เกิดอาการเจ็บหรือรู้สึกไม่สบายใด ๆ การทำ mammogram และการตรวจเต้านมโดยผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่จะสามารถช่วยให้คุณรู้และเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของเต้านมของคุณได้ และการตรวจเต้านมด้วยตนเองนั้นก็สามารถช่วยให้คุณสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือนอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามก้อนหรือผื่นที่ขึ้นบริเวณเต้านมของคุณอาจเป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ร้ายแรงซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ ดังนั้นถ้าหากคุณมีความรู้สึกว่าตนเองมีอาการผิดปกติ ควรไปพบแพทย์

วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเองทำได้อย่างไร

 การตรวจเต้านมด้วยตนเองมีความสำคัญมาก เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคแต่เนิ่น ๆ

วิธีตรวจทำได้ตามลำดับดังนี้

  1. ถอดเสื้อออกหมด นั่งตัวตรงหน้ากระจกเงา ไหล่ผึ่งตรง แขนแนบลำตัว สังเกตลักษณะเต้านมทั้งสองข้างโดยละเอียด เปรียบเทียบกันดูรูปร่าง ขนาด และการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง ทุกส่วนของเต้านมโดยปกติ เต้านมจะมีรูปร่างกลม รี รูปไข่ ขนาดเท่ากัน มีส่วนนูน ส่วนโค้งเหมือนกัน หัวนมก็อยู่ในระดับเดียวกัน ผิวหนังมีลักษณะปกติ
  2. นั่งตัวตรงยกแขนเหยียดเหนือศีรษะทั้ง 2 ข้าง ก็มีการรั้งดึงก้อนเนื้องอก จะเห็นรอยบุ๋ม
  3. นั่งตัวเอนมาทางข้างหน้า ให้เต้านมห้อยลง ให้สังเกตว่ามีการเหนี่ยวรั้งเป็นรอยบุ๋มหรือไม่
  4. คลำด้วยฝ่ามือตนเอง อาจคลำในท่านั่งหน้ากระจก โดยใช้ฝ่ามือข้างตรงข้ามคลำตรวจ เต้านมทีละข้าง สังเกตว่ามีก้อนอะไรผิดปกติหรือไม่ ต่อมาใช้นิ้วคลำแล้วบีบเข้าหากัน เพื่อดูลักษณะผิวหนังว่าหนา ด้าน แข็งผิดปกติหรือไม่

อีกท่าคือ คลำในท่านอน ท่านอนนี้เต้านมจะแบนลง ทำให้คลำก้อนได้ชัด เวลานอนใช้หมอนหรือผ้าห่มหนุนตรงไหล่ ให้อกด้านที่จะตรวจแอ่นขั้น ยกแขนขึ้นสูง ใช้ปลายนิ้วคลำเบา ๆ ก่อน ต่อไปกดตามส่วนต่าง ๆ ของเต้านม สังเกตว่ามีก้อนอะไรอยู่หรือไม่

ควรตรวจเต้านมของท่านอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือนและควรตรวจในช่วงที่เพิ่งหมดประจำเดือน

มะเร็งเต้านมมีโอกาสหายหรือไม่

 หากตรวจพบได้เร็วก่อนที่โรคจะลุกลาม โอกาสหายก็จะมีมากขึ้น ฉะนั้นควรตรวจเต้านมเป็นประจำ เมื่อสงสัยว่ามีสิ่งผิดปกติให้รีบปรึกษาหมอ

วิธีการรักษามะเร็งเต้านม รวมถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยกำลังอยู่ในการพัฒนาให้ดีขึ้น

ในการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกและได้รับความช่วยทางการแพทย์ก็มีความสำคัญอย่างมากในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตหลังจากวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง

การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม ก่อให้เกิดความกลัวและความตื่นตระหนกได้ แต่ถ้าคุณทราบว่าเป็นระยะแรกก็คงใจชื้นขึ้น เนื่องจากมะเร็งในระยะเริ่มแรกสามารถรักษาให้ทุเลาลงได้ อัตราการรอดชีวิตสำหรับมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่งก็ยังสูงมากอีกด้วย

ระยะของโรคมะเร็งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวินิจฉัย คุณจะได้รับการตรวจอีกมาก ก่อนจะได้การวินิจฉัยอย่างถูกต้องครอบคลุม และการวางแผนการรักษา และในบทความนี้จะขอพาทุกท่านมารู้จักทางเลือกในการรักษาต่าง ๆ กันก่อน เพื่อเลือกทางที่เหมาะสมก่อนจะเริ่มการรักษา

มะเร็งเต้านมระยะแรก

มะเร็งเต้านมระยะแรกเป็นระยะที่มีก้อนขนาดเล็กมาก หรือเป็นเพียงกลุ่มของเซลล์มะเร็งในเต้านม หรือในต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง มะเร็งเต้านมระยะแรกจะถูกจัดเป็น T0N0M0 ในการจัดระบบแบบ TNM  (TNM system) โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการให้คะแนนสำหรับก้อนมะเร็ง (tumor) การกระจายไปต่อมน้ำเหลือง (node status) และการแพร่กระจายไปยังที่อื่น (metastasis)

ถ้ามะเร็งของคุณถูกจัดเป็น T1 นั่นหมายความว่าก้อนมีขนาดเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2 เซนติเมตร อาจมีการแพร่กระจายในระดับที่ตามองไม่เห็น (micrometastasis) ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.1 เซนติเมตร ถ้าไม่พบก้อนในเต้านม แต่พบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงก็จะถูกจัดเป็น N1

มะเร็งเต้านมระยะ 1A: คุณมีก้อนขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร และไม่มีก้อนหรือเซลล์มะเร็งนอกเต้านม

มะเร็งเต้านมระยะ 1B: เป็นได้อย่างน้อย 2 สถานการณ์

1. มีก้อนขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร หรือมีกลุ่มเซลล์มะเร็งเล็ก ๆ ในต่อมน้ำเหลือง

2. ไม่มีก้อนในเต้านม แต่มีกลุ่มเซลล์มะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 มิลลิเมตร แต่ไม่เกิน 2 เซนติเมตร ในต่อมน้ำเหลือง

มะเร็งเต้านมระยะ 1B แบบอื่นที่เป็นได้: อาจมีทั้งก้อนขนาด 2 เซนติเมตรในเต้านม และมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง

อัตราการรอดชีวิตสำหรับมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง

จากข้อมูลของ National Cancer Database อัตราการรอดชีวิตที่ระยะห้าปีเป็น 100% สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาครบ ทั้งนี้ อัตราการรอดชีวิตที่ระยะห้าปีไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ได้แค่ห้าปีหลังจากได้รับการวินิจฉัย

ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะได้พบแพทย์ต่อเนื่องเป็นเวลาห้าปี เพื่อติดตามให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่จำเป็นต้องมีการรักษาสำหรับการเป็นซ้ำ ซึ่งหากสามารถควบคุมโรคได้เป็นเวลานานขนาดนั้นแล้ว โอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกก็ลดลงมาก คุณอาจต้องเผชิญกับโรคและภาวะอื่น ๆ แต่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง กล่าวโดยสรุปคือ การพยากรณ์โรคดีมาก

การรักษามะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง

ปัจจัยหลายอย่างมีผลต่อการเลือกการรักษา ทั้งลักษณะความรุนแรงของเซลล์มะเร็ง (Tumor grade), ฮอร์โมน, HER 2/neu status, การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง, ขอบเขตของการผ่าตัด (surgical margin) และสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker score) ระยะของโรคเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งในการวินิจฉัยที่ทั้งคุณและแพทย์ผู้รักษาต้องนำมาร่วมพิจารณาเพื่อวางแผนการรักษา

การรักษาอาจจะเป็นเพียงแค่การตัดก้อนมะเร็งออก (Lumpectomy) ร่วมกับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซ็นติเนล (Centinel node biopsy) ต่อด้วยการฉายแสงและให้ฮอร์โมนบำบัดเป็นเวลาห้าปี แต่หากก้อนมะเร็งอยู่ลึก หรือมีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัวที่ชัดเจน การตัดเนื้อเต้านมร่วมกับการเสริมสร้างเต้านมหลังการผ่าตัด (Skin sparing mastectomy with immediate reconstructions) ร่วมกับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเพื่อดูเรื่องการกระจายของโรค ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษา

ไม่ว่าจะผ่าตัดด้วยวิธีใดก็ตาม แพทย์จะแนะนำให้มีการรักษาร่วมเพิ่มเติมเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งการรักษาดังกล่าวอาจรวมถึงการฉายแสง การให้ยาเคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด หรืออาจใช้หลายแบบร่วมกันเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาในแง่อื่น

การพยากรณ์โรคและอารมณ์ของคุณ

เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง คุณอาจมองหากลุ่มช่วยเหลือ หรือผู้ป่วยคนอื่น ๆ ที่ได้รับการวินิจฉัยคล้าย ๆ กัน ซึ่งเป็นความคิดที่ดีเนื่องจากคุณจะได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์มาก่อน อย่างไรก็ตาม อารมณ์ความรู้สึกของคุณอาจจะอ่อนไหวมากพอ ๆ กันกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายได้ แม้ว่าความจริงแล้วการพยากรณ์โรคจะแตกต่างกันอย่างมาก

ใครก็ตามที่ถูกบอกว่า “คุณเป็นมะเร็งนะ” ก็คงจะมีอารมณ์หลากหลาย ทั้งกลัว กังวล สับสน ตื่นตกใจ กล่าวโทษสิ่งอื่น ๆ และหวังว่าจะยอมรับได้ อารมณ์ของคุณเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นมะเร็งระยะไหนก็ตาม คนที่ระยะโรครุนแรงกว่าคุณอาจจะช่วยเหลือคุณได้ แต่พวกเขาอาจจะเพิกเฉยต่อความรู้สึกของคุณ อย่าให้สิ่งนี้มาเป็นสิ่งรบกวนจิตใจของคุณ แต่ให้จดจ่ออยู่กับการฟื้นตัวและการต่อสู้กับโรคของตนเอง จงมีความหวัง และมุ่งมั่น วางแผนสำหรับการมีชีวิตอยู่ต่อไป และช่วยเหลือผู้อื่นที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับคุณ

มะเร็งเต้านมระยะที่ 2

บางครั้งมะเร็งเต้านมไม่สามารถวินิจฉัยได้จนกว่าจะเข้าสู่ระยะที่ 2 แม้มะเร็งบางชนิดวินิจฉัยยาก ขณะที่มะเร็งเต้านมตรวจพบในระยะเริ่มต้น ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 จะได้รับการรักษาและฟื้นตัวโดยใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างระมัดระวัง แม้ว่าในบางครั้งมะเร็งระยะนี้จะอยู่ใกล้ต่อมน้ำเหลืองมาก แต่ก็ยังไม่แพร่กระจาย โดยในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปดูการแบ่งระยะของโรค การรักษา อัตราการรอดชีวิต ของมะเร็งเต้านมระยะที่สอง

มะเร็งเต้านมระยะที่ 2

มะเร็งเต้านมระยะที่ 2 เป็นก้อนมะเร็งที่มีขนาดอย่างน้อย 2 ซม. ไปจนถึง 5 ซม. ในเต้านมหรือในต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 2 จะมีการให้คะแนนโดย TNM System โดย TNM จะบ่งบอกถึงจำนวนของก้อนมะเร็ง ระยะของต่อมน้ำเหลือง และการแพร่กระจายของมะเร็ง บางครั้งไม่สามารถตรวจพบก้อนมะเร็ง แต่เซลล์อาจจับกลุ่มอยู่ในต่อมน้ำเหลืองใกล้ ๆ กับเต้านม ซึ่งมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 จะแบ่งเป็น 5 ระยะ ดังนี้

  • Stage 2A: T0, N1, M0: ไม่พบก้อนมะเร็งในเนื้อเยื่อเต้านม แต่เซลล์มะเร็งจะอยู่ในต่อมน้ำเหลืองใกล้กับเต้านม
  • Stage 2A: T1, N1, M0: จะพบก้อนมะเร็งขนาด 2 ซม. หรือเล็กกว่า จะไปยังต่อมน้ำเหลืองอย่างน้อย 1 ต่อม หรือก้อนมะเร็งแพร่ไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียงน้อยที่สุด 0.1 ซม. และแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองอย่างน้อย 1 ต่อม
  • Stage 2A: T2, N0, M0: จะมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 ซม. หรือเล็กกว่า 5 ซม. แต่ไม่มีผลต่อต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ
  • Stage 2B: T2, N1, M0: จะมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 ซม. หรือเล็กกว่า 5 ซม. และมีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
  • Stage 2B: T3, N0, M0: ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. แต่ไม่พบบริเวณหน้าอกหรือผิวหนัง และไม่ไปยังต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ

อัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2

ฐานข้อมูลมะเร็งแห่งชาติพบว่า อัตราการรอดชีวิต 5 ปีของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ของผู้ที่รับการรักษาสำเร็จเท่ากับ 93%

การรักษาจะพัฒนาตลอดเวลา เราหวังว่าถ้ามีนวัตกรรมใหม่ ๆ จะช่วยให้มีชีวิตรอดยืนยาวขึ้น ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทุก 5 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายมีการฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมและมีการรักษาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เมื่อโรคหายไปครบ 5 ปีจะมั่นใจได้ว่าจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก แม้ว่าคุณจะกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ แต่อัตราการตายของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 เกิดขึ้นน้อย ดังนั้นหลังจากให้การรักษาสำเร็จและมีการนัดตรวจติดตามจะทำให้การดำเนินโรคดีขึ้น

การรักษาของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2

ผู้เชี่ยวชาญจะอธิบายผลการทดสอบทั้งหมดของโรคมะเร็ง และจะให้การวินิจฉัย การรักษา ตัวเลือกในการรักษาจะเหมือนกับมะเร็งในระยะที่ 1 จะมีความหลากหลายของก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีชนิดของมะเร็งในระดับที่สูงขึ้น

การรักษาเฉพาะที่ การผ่าตัดจะมีตัวเลือกระหว่างผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองหรือผ่าตัดก้อนมะเร็งออกไป ซึ่งอาจจะมีการรักษาโดยฉายรังสีที่เต้านมหรือหน้าอกภายหลัง หากมีการฉายรังสีแพทย์จะให้คำแนะนำว่าจะมีผลกระทบต่อการฟื้นฟูเต้านม

การรักษาแบบทั่วร่างกาย จะมีผลต่อเซลล์ทั่วร่างกายและจะช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ ระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำเหลือง และผลของ HER2/neu คุณอาจจะให้เคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด, Herceptin หรือการรักษาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงไปยังเป้าหมายที่เป็นเซลล์มะเร็ง

การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดหรือฉายรังสี คุณอาจจะมีการเสนอให้ทำก่อนการผ่าตัด ก้อนมะเร็งจะมีขนาดใหญ่แต่ให้ผลที่ดีหลังจากผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง ในกรณีนี้ผู้เชี่ยวชาญอาจจะแนะนำให้รับการรักษาแบบทั่วร่างกายก่อนการผ่าตัด เพื่อหวังว่าขนาดของมะเร็งจะน้อยลง เมื่อวิธีนี้ประสบความสำเร็จ ก้อนมะเร็งจะเล็กลงจนสามารถเอาออกไปได้ และหากมีความจำเป็นก็อาจรักษาแบบเฉพาะที่ก้อนมะเร็งบางก้อน อาจจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบเคมีบำบัด การผ่าตัดก็เป็นสิ่งที่จำเป็น คุณอาจจะพิจารณาผ่าตัดเพื่อเสริมสร้างเต้านม

การติดตามการรักษาภายหลังการรักษาครั้งแรก

คุณอาจจะใช้เวลาในการรักษา 3-18 เดือนหรือนานกว่านี้ในการรักษามะเร็งระยะที่ 2  มันอาจจะง่ายเท่ากับการผ่าตัดและการฉายรังสี 6 เดือน หรืออาจเกี่ยวข้องกับการรักษาแบบเต็มรูปแบบของยาเคมีบำบัด รังสีรักษา และการรักษาทางเลือก แม้ว่าจะมีการติดตามผลทุก 5 ปีกับแพทย์เฉพาะทาง ในระหว่างนี้อาจต้องใช้การรักษาด้วยฮอร์โมนถ้าก้อนมะเร็งไวต่อฮอร์โมน

การไปพบแพทย์ของคุณจะค่อย ๆ เว้นระยะออกไปและลดการกลับเป็นซ้ำ คุณจะประสบความสำเร็จจากยาที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ และมีการตรวจเช็กมะเร็งตามปกติ ต่อจากนั้นจะต้องคัดกรองเต้านมและห้ามลืมที่จะตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน โรคนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงการดูแลสุขภาพที่ดีของคุณ

มะเร็งเต้านมระยะที่ 3  

มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็นระยะที่รุนแรงกว่าระยะที่ 2 แต่ก็ยังไม่มีการกระจายของโรคไปยังอวัยวะอื่น ในการวินิจฉัยของระยะนี้ มะเร็งยังไม่ได้แพร่กระจายจากเต้านมไปยังอวัยวะหรือตำแหน่งอื่น ๆ ที่ห่างออกไปในร่างกาย แต่เซลล์มะเร็งได้แพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว หรืออยู่ที่ต่อมน้ำเหลืองใต้กระดูกหน้าอก หรือแม้แต่ต่อมน้ำเหลืองใต้กระดูกไหปลาร้า ก้อนเนื้อมะเร็งในระยะที่ 3 อาจมีขนาดตั้งแต่น้อยกว่า 2 เซนติเมตร จนถึงใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร แต่ในบางครั้งก็ไม่เจอมะเร็งในเนื้อเต้านมเลย

มะเร็งเต้านมในระยะนี้อาจลุกลามไปถึงกล้ามเนื้อหน้าอกใต้เต้านมหรืออาจเป็นผิวหนังเต้านม หากผิวหนังของเต้านมบวมหรือเป็นแผลจากมะเร็ง นั่นอาจเป็นมะเร็งเต้านมชนิด inflammatory breast cancer (IBC) มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็นมะเร็งเต้านมลุกลามที่อาจอธิบายได้ใน 3 กรณี คือ 3A, B และ C ซึ่งจะแบ่งย่อยต่อไปด้วยขนาดของก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลือง ในกรณีที่ใช้การแบ่งแบบระบบ TNM system แม้ว่าอาจมีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองได้ แต่มะเร็งเต้านมในระยะที่สามยังไม่ถือเป็นระยะที่มีการแพร่กระจาย

มะเร็งเต้านมระยะ 3A

  • ระยะ 3A: T0, N2, M0 ไม่มีก้อนมะเร็งในเนื้อเต้านม แต่พบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม
  • ระยะ 3A: T1, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาด 2 เซนติเมตรหรือเล็กกว่านั้น หรือลุกลามเลยออกไปจากเนื้อเต้านมเล็กน้อย และนอกเหนือจากนั้นคือมะเร็งมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม
  • ระยะ 3A: T2, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 5 เซนติเมตร มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือในเต้านม
  • ระยะ 3A: T3, N1, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดมากกว่า 5 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังเต้านมหรือกล้ามเนื้อหน้าอก พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้
  • ระยะ 3A: T3, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังเต้านมหรือกล้ามเนื้อหน้าอก พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือในต่อมน้ำเหลืองในเนื้อเต้านม

มะเร็งเต้านมระยะ 3B

  • ระยะ 3B: T4, N0, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และลุกลามไปยังผิวหนังเต้านม หรือโตเข้าไปในผนังหน้าอกโดยไม่ลุกลามไปยังกล้ามเนื้อ pectoralis บางครั้งมะเร็งอาจจะไปถึงทั้งผิวหนังเต้านมและผนังหน้าอก ซึ่งอาจเป็น inflammatory breast cancer ได้เช่นกัน
  • ระยะ 3B: T4, N1, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และอาจอยู่ชิดผิวหนังหรือผนังหน้าอก หรืออาจเป็น inflammatory breast cancer โดยพบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ใกล้เต้านมข้างที่เป็นโรค
  • ระยะ 3B: T4, N2, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และอาจลุกลามไปที่ผิวหนังเต้านมหรือผนังหน้าอก หรืออาจเป็น inflammatory breast cancer และยังพบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม

มะเร็งเต้านมระยะ 3C

  • ระยะ 3C: Tใดๆ, N3, M0 ก้อนมะเร็งจะมีขนาดใดก็ได้ แต่ยังอยู่ในเนื้อเต้านมเท่านั้น โดยไม่ลุกลามไปยังผนังหน้าอกและผิวหนังเต้านม ต่อมน้ำเหลืองนั้นอาจมีมะเร็งกระจายไปที่รักแร้ ภายในเต้านมเหนือหรือใต้กระดูกไหปลาร้าก็ได้ นอกจากนั้น ยังอาจพบมะเร็งในหลาย ๆ ตำแน่งของต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้ได้ด้วย

อัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมระยะที่ 3

อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีของมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็น 72% อายุรแพทย์มะเร็งวิทยาจะอธิบายเกี่ยวกับอัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมโดยใช้คำว่าอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ต่อได้มากที่สุด 5 ปีหลังการวินิจฉัย แต่หมายความว่าผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 5 ปีหลังจากการวินิจฉัยและส่วนใหญ่จะนานกว่านั้น

ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านม แต่อาจเป็นจากสาเหตุอื่น ๆ แพทย์จะพูดคุยกับคุณเรื่องความคาดหวังต่อการรอดชีวิตของคุณ โดยขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยทั่วไปของคุณ อายุ ภาวะอื่น ๆ ที่มี และสถานะฮอร์โมนของมะเร็ง ตัวเลขต่าง ๆ ที่แพทย์ใช้อ้างอิงมาจากสถิติที่เก็บจากคนจำนวนมาก แต่นั่นอาจจะใช้ไม่ได้กับกรณีของคุณ นอกจากนี้ ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงผลการรักษาที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งเพิ่มขึ้นในหลายปีหลังนี้

การรักษาสำหรับระยะที่สาม

แผนการรักษาของคุณจะมีทั้งการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และในกรณีส่วนใหญ่คือการฉายแสงด้วย หากมะเร็งของคุณมีผล HER2 เป็นบวก คุณอาจได้รับยา Herceptin และหากมะเร็งของคุณมีความไวต่อฮอร์โมน คุณอาจได้รับการรักษาทางฮอร์โมนต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปีหลังการรักษาหลักเสร็จสิ้น

ก้อนมะเร็งขนาดเล็กที่ยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังหรือกล้ามเนื้ออาจถูกนำออกไปโดยการผ่าตัดเอาแค่ก้อนเนื้อและเนื้อเยื่อดีรอบ ๆ บางส่วนออกไป (lumpectomy) และผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซ็นติเนล (sentinel node biopsy) เพื่อดูการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งออกจากเต้านม

ก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น รวมถึงกลุ่มที่ลุกลามไปยังผนังหน้าอก จะต้องผ่าตัดเต้านมออก (mastectomy) รวมถึงการผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกด้วย คุณอาจได้รับการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม ซึ่งบางครั้งอาจต้องทำในภายหลังเนื่องจากต้องฉายแสงก่อน

การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดทำเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายของคุณเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ซึ่งอาจให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนด้วย ในบางครั้งเมื่อมะเร็งลามไปถึงผิวหนังเต้านมด้วยจะเรียกว่า inflammatory breast cancer ซึ่งการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดจะเป็นการรักษาแรก โดยจะลดขนาดของก้อน ทำให้ศัลยแพทย์ผ่าตัดก้อนออกได้ง่ายขึ้นและยังทำลายเซลล์มะเร็งที่อยู่รอบ ๆ ก้อน และที่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ชัดเจนว่ามีการลุกลามหรือไม่

หากไม่กำจัดเซลล์มะเร็งที่ขอบของก้อนเนื้อ จะยังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัด มักจะทำให้ต้องผ่าตัดซ้ำและทำให้แผลผ่าตัดดูไม่สวย โดยมะเร็งเต้านมชนิดนี้จะต้องใช้การผ่าตัดเอาเต้านมออกร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้

การตรวจติดตามหลังการรักษาหลัก

การรักษาต่อจากนั้นจะขึ้นอยู่กับสถานะของฮอร์โมนและ HER2 ซึ่งเมื่อการรักษาระยะแรกเสร็จสิ้น คุณจะต้องมาตรวจติดตามต่ออีก 5 ปี ซึ่งระหว่างนั้นคุณอาจได้รับการรักษาทางฮอร์โมนหากมะเร็งของคุณมีความไวต่อฮอร์โมน คุณยังคงต้องรับการตรวจแมมโมแกรม (mammogram) ทุกปี และควรตรวจเต้านมด้วยตัวเอง เนื่องจากคุณยังคงมีเนื้อเต้านมอยู่หลังการผ่าตัด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่จะช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงของคุณ

สรุปการรักษา

การรักษาโรคมะเร็งเต้านม

การรักษาโรคมะเร็งเต้านมนั้นมีหลายวิธี แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ขึ้นอยู่กับระดับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละรายได้แก่ 

1. การผ่าตัด

เป็นการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกไป และรวมถึงเนื้อเยื่อที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งให้หมดไป ไม่ให้เหลืออยู่เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เช่น ถ้าตรวจพบเซลล์มะเร็งเต้านม แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเต้านมทิ้งออกทั้งเต้า

การรักษาวิธีนี้จะเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ตรวจเจอมะเร็งเต้านมในระยะแรก เป็นผู้ป่วยที่มีการตรวจร่างกายสม่ำเสมอ และเพิ่งตรวจเจอเซลล์มะเร็ง  โดยมีปัจจัยที่จะต้องพิจารณาร่วมกับการผ่าตัด คือ ลักษณะของมะเร็ง (Tumor Features) ตำแหน่ง ขนาดของก้อน และการกระจายตัวของมะเร็ง   นอกจากนี้ต้องพิจารณาปัจจัยด้านตัวผู้ป่วยเอง เช่น ผู้ป่วยอายุน้อยอาจเลือกใช้วิธีอื่น เนื่องจากมีผลกับภาพลักษณ์ พันธุกรรม หรือปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โรคประจำตัวที่ไม่สามารถรักษาวิธีอื่น ๆ ได้

2. รังสีรักษา

รังสีรักษาหรือที่เรารู้จักกันว่าการฉายรังสี เป็นวิธีการรักษาที่มีความสำคัญอีกแบบหนึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งในระยะเริ่มต้นและระยะแพร่กระจาย เป็นการรักษาเฉพาะตำแหน่งเช่นเดียวกับการผ่าตัด เพราะแพทย์จะฉายรังสีเฉพาะบริเวณที่มีก้อนมะเร็ง โดยให้เนื้อเยื่อข้างเคียงได้รับความเสียหายน้อยที่สุด การให้รังสีนอกจากเพื่อทำให้หายขาดจากโรคแล้ว ยังใช้เพื่อบรรเทาอาการจากโรคในกรณีที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

วิธีนี้มีข้อดีคือ ผู้ป่วยไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลและอาการแทรกซ้อนน้อยมาก เพราะว่าใช้รังสีจำนวนค่อนข้างน้อย แต่ก็มีข้อเสียเล็กน้อยคือ จะได้ผลช้ากว่าวิธีการผ่าตัดเล็กน้อย

3. เคมีบำบัด

การให้เคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหรือที่เราเรียกกันว่าคีโมนั้น จะมีสูตรยาเคมีหลายสูตร มีทั้งแบบใช้ยาตัวเดียวหรือยาหลายตัวผสมกัน ทั้งแบบยาฉีดหรือยากิน ทั้งแบบให้ยาทุกสัปดาห์และทุก 3-4 สัปดาห์ ใช้เวลาในการให้ยาเคมีครบประมาณ 3-6 เดือน และนอกจากยาเคมีจะไปทำลายเซลล์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วในร่างกายแล้ว ยังไปทำลายเซลล์ปกติของร่างกายที่มีการเจริญแบ่งตัวด้วย เช่น เซลล์เม็ดเลือด เกล็ดเลือด เนื้อเยื่อในช่องปาก ลำไส้ และเส้นผม เป็นต้น ทำให้มีผลข้างเคียง เช่น การติดเชื้อ แผลในปาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย และผมร่วงได้

4. การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน

การใช้ยาต้านฮอร์โมนในการรักษามะเร็งเต้านมหรือการใช้วิธีการทางด้านฮอร์โมนก็คือ หากมะเร็งเต้านมนั้นตอบสนองต่อฮอร์โมน คือจะเติบโตขึ้น เมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมน เราก็รักษาโดยการลดปริมาณฮอร์โมนในร่างกายลง หรือใช้ยาที่เข้าไปขัดขวางการส่งสัญญาณของฮอร์โมนที่เซลล์มะเร็ง โดยทั่ว ๆ ไปแล้วการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนจะได้ผลดีในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ตรวจพบว่ามีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่ในเซลล์ ซึ่งพบได้ประมาณ  60 - 70% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ เป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามีผลข้างเคียงน้อยกว่าการให้เคมีบำบัดมาก และวิธีการบริหารยาก็สะดวกสำหรับผู้ป่วยมากกว่าการให้เคมีบำบัด

การรักษาด้วยวิธีการทางด้านฮอร์โมนสามารถใช้ได้กับทั้งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ยังมีประจำเดือนอยู่และหมดประจำเดือนแล้ว แต่วิธีการเลือกใช้จะแตกต่างกัน ซึ่งมีเงื่อนไขว่า การตรวจชิ้นเนื้อมะเร็งจะต้องมีเซลล์ที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่ในเซลล์ที่ทำการตรวจ มี 2 ชนิด คือ เอสโตรเจนรีเซปเตอร์ (Estrogen receptor, ER) และโปรเจสโปรเจสเตอโรนรีเซปเตอร์ (Progesterone receptor, PR)

นอกเหนือการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ แล้ว การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy) ก็เป็นทางเลือกที่จะใช้ในการรักษาร่วมกับวิธีอื่น ๆ ได้ สิ่งสำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของการรักษาโรคมะเร็งเต้านมคือ “การตรวจเต้านมด้วยตนเอง” หากตรวจพบก่อนและเร็วที่สุด การรักษาก็จะทำได้เร็วและมีโอกาสที่เซลล์มะเร็งจะไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติต่อไป

การพยาบาล

ดูแลความสะอาดของผิวหนังบริเวณเต้านมด้วยการล้างน้ำสบู่ ซับเบา ๆ ให้แห้ง หากมีอาการปวดให้รับประทานยาแก้ปวด แนะนำผู้ป่วยไม่ให้แตะต้องผิวหนังบริเวณเต้านมบ่อย ๆ และดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมโดยดูแลก่อนผ่าตัด ดูแลความสะอาดบริเวณผิวหนัง หน้าอก และรักแร้ อาจโกนขนด้วยหากมีขนมาก ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารแขนหลังผ่าตัด

การตรวจเต้านมด้วยตนเองหลังผ่าตัด สังเกตและบันทึกสัญญาณชีพ ความปวด ลักษณะแผล สี ปริมาณสิ่งขับหลั่งและเลือดจากแผลผ่าตัด จัดท่าให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สุขสบาย กระตุ้นให้ใช้แขนข้างที่ผ่าตัด เช่น หวีผม เป็นต้น ทำแผล ให้ยาแก้ปวด สังเกตความผิดปกติของแผล ดูแลท่อระบายทรวงอกให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในรายที่ได้รับรังสีรักษา ดูแลการจัดท่าขณะฉายรังสีและติดตามดูความผิดปกติของผิวหนังที่ได้รับรังสี

ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด โดยฉีดยาช้า ๆ ระวังการรั่วของยาออกจากหลอดเลือดดำ สังเกตและแก้ไขอาการข้างเคียงของยา ให้การพยาบาลเพื่อลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียภาพลักษณ์ โดยแนะนำสถานบริการผ่าตัดเสริมเต้านม การใช้อุปกรณ์เสริม เช่น เสื้อยกทรงที่มีเต้านมเทียม วิกผมหากมีผมร่วง เป็นต้น และฟื้นฟูสมรรถภาพโดยใช้แขนข้างที่ผ่าตัดในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น หวีผม ติดกระดุมเสื้อ รับประทานอาหาร แปรงฟัน เป็นต้น

หลังผ่าตัด 24 ชั่วโมง งดการใช้แขนข้างที่ผ่าตัดยกของหนัก งดวัดความดันเลือด ควรยกแขนข้างที่ผ่าตัดให้สูงอยู่เสมอ ใส่เสื้อยกทรงเสริมหรือใส่เต้านมเทียม หลังจากแผลผ่าตัดหายดีแล้วประมาณ 6-10 สัปดาห์ แนะนำให้ผู้ป่วยตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน ลดความสุขไม่สบาย ความวิตกกังวล ความเศร้าเสียใจ ป้องกันความพิการของแขนและการติดเชื้อ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "คู่มือโรค" โดยปราณี ทู้ไพเราะ จากโรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

6 วิธีลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม

รับประทานผักผลไม้จากธรรมชาติ

ควรเลือกรับประทานผักผลไม้ที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นผักในตระกูลผักกาดและกะหล่ำ เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และผักกาดใบหยิก เพราะผักเหล่านึ้จะอุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามิน รวมถึงสารเคมีที่อยู่ในผักด้วย อีกทั้งสารอาหารเหล่านี้จะเป็นยาจากธรรมชาติที่จะช่วยต่อสู้กับมะเร็งเต้านมได้เป็นอย่างดี

หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดง

สำหรับคนที่ชอบรับประทานเนื้อแดงด้วยการนำมาปรุงด้วยความร้อนสูง เช่น การปิ้ง ทอด ย่าง จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูงมากถึง 400% เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นหากหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดงได้ก็จะเป็นอีกวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มากเช่นกัน

ดื่มชาเขียวทุกวัน

ควรดื่มชาเขียวเป็นประจำทุกวันหรืออาจจะเป็นรูปแบบอาหารเสริมก็ได้ เพราะจากการวิจัยพบว่าคนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งน้อยกว่าคนที่ไม่เคยดื่มชาเขียวเลย หรือใครที่กำลังเป็นโรคมะเร็งก็สามารถบรรเทาและรักษาอาการได้ด้วยการดื่มชาเขียว

หมั่นบริโภคขมิ้นเป็นประจำ

จากการวิจัยหลาย ๆ ครั้งจะพบว่าขมิ้นมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังรวมไปถึงสารต่อต้านการอักเสบด้วย ขมิ้นเป็นสมุนไพรหมายเลขหนึ่งในการต้านมะเร็งที่หลาย ๆ คนต่างให้การยอมรับเพราะสามารถช่วยการยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งได้ถึง 17 ชนิด อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอีกด้วย

เข้านอนให้ตรงเวลา

ควรเข้านอนอย่างตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน คือ 22.00 น. แล้วตื่น 6.00 น. ทุกวัน เพราะในขณะหลับ ร่างกายของเราจะมีการสร้างสารเมลาโทนินออกมาเป็นจำนวนมาก และสารตัวนี้เองที่จะคอยดักจับเซลล์มะเร็งเต้านมได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากเมื่อไรที่คุณนอนดึกเกินกว่า 22.00 น. ทุกวัน จะทำให้ปริมาณเมลาโทนินในร่างกายลดลง เมื่อเป็นเช่นนี้คุณก็จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งและโรคภัยต่าง ๆ มากมายอีกด้วย

ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก

การเต้นแอโรบิกอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะเป็นการบริหารร่างกายคล้าย ๆ กับการบริหารเต้านม จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้มากถึง 30-50% แต่หากคุณหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ อาจจะด้วยกีฬาหลากหลายประเภท ก็จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ถึง 80% เลยทีเดียว ซึ่งก็มากพอที่จะทำให้ห่างไกลโรคมะเร็งแล้ว

ไม่อยากเป็นมะเร็งเต้านม ควรดูแลสุขภาพตัวเองเป็นประจำ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม ซึ่งทั้ง 6 วิธีที่ยกตัวอย่างมานั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดาย และยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย


ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่