มะเร็งและโรคร้าย

มะเร็งเต้านมคืออะไร

นิยาม, ประเภทของมะเร็งเต้านม, อาการที่พบบ่อย
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 13, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 24 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 590,644 คน

มะเร็งเต้านมคืออะไร


ความหมาย

มะเร็งคือเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นโรคมะเร็งเต้านมก็คือเนื้องอกชนิดร้ายที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเนื้อเยื่อภายในเต้านม โดยโรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในผู้หญิง แต่ก็สามารถพบโรคมะเร็งเต้านมในผู้ชายได้เช่นกัน ซึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งเต้านมมากถึง 1/8 ของประชากรผู้หญิงทั้งหมดในประเทศ มะเร็งเต้านมแบ่งได้หลายแบบ

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

คลิก

แบบที่ 1 แบ่งตามที่ตั้งของมะเร็งและการแพร่กระจาย ได้แก่

  • มะเร็งเต้านมระยะแรก มักเป็นมะเร็งของเซลล์บุท่อน้ำนมที่เชื่อมระหว่างต่อมน้ำนมไปยังหัวนม หากตรวจพบขณะที่ยังอยู่ที่ท่อหรือที่กลุ่มท่อน้ำนมแล้วผ่าตัดออกได้จะมีโอกาสหายถึงร้อยละ 90
  • มะเร็งเต้านมระยะรุกราน เป็นช่วงที่เซลล์มะเร็งลุกลามจากท่อน้ำนมไปยังเนื้อเยื่อเต้านมและต่อมน้ำเหลืองข้างเดียว ซึ่งเป็นระยะที่เราสามารถคลำก้อนมะเร็งที่เต้านมได้
  • มะเร็งเต้านมระยะรุกลาม เป็นระยะที่มะเร็งลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายนอกเต้านมแล้ว เช่น กระดูก ตับ ปอด สมอง เป็นต้น

แบบที่ แบ่งตามชนิดของเซลล์ ได้แก่

  • มะเร็งชนิด Infilltrating (invasive) ductal carcinoma พบร้อยละ 70 ของมะเร็งเต้านม มะเร็งจะเริ่มที่ท่อนำน้ำนมแล้วรุกรานผ่านผนังท่อไปยังเนื้อเยื่อไขมันข้างเคียงหรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เส้นเลือดหรือท่อน้ำเหลือง
  • มะเร็งชนิด Infilltrating lobular carcinoma พบร้อยละ 10-15 ของมะเร็งเต้านม มะเร็งจะเริ่มที่ต่อมสร้างน้ำนม แล้วกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • มะเร็งชนิด ductal carcinoma in situ มะเร็งจะเป็นที่ต่อมผลิตน้ำนม หากทิ้งไว้จะกลายเป็นประเภทที่ 2
  • มะเร็งชนิด Inflammatory breast cancer เป็นมะเร็งชนิดที่เกิดขึ้นน้อย มีลักษณะแดง ร้อน ผิวหนังไม่เรียบ แพร่กระจายเร็ว มะเร็งชนิด Recurrent เป็นมะเร็งชนิดที่หลังจากรักษาแล้วกลับเป็นอีกที่เต้านมข้างเดียวกัน หรือที่ผนังทรวงอกที่เต้านมเคยอยู่

ประเภทของมะเร็งเต้านมที่พบได้บ่อยคือ

  • Ductal carcinoma (พบได้ 85-90% ของผู้ป่วย)
  • Lobular carcinoma (พบได้ 8% ของผู้ป่วย)

Invasive (Infiltrating) Breast Cancer

โรคมะเร็งเต้านมชนิดนี้มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งจากจุดเริ่มต้น ลุกลามไปทั่วเต้านมและยังสามารถลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อีก ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนย่อยได้หลายประเภท

ชนิดที่พบไม่บ่อย เช่น

  • Inflammatory breast cancer (เกิดในผิวหนัง)
  • Paget’s disease of the nipple

ชนิดของมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมบางชนิดอาจเห็นเป็นก้อนนูนชัด ในขณะที่ชนิดอื่น ๆ อาจเห็นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนัง หรืออาจไม่แสดงอาการให้เห็นเลย

มะเร็งเต้านมไม่ได้หน้าตาเหมือนกันหมด แต่จะแบ่งประเภทตามชนิดของเนื้อเยื่อต้นกำเนิดมะเร็ง บริเวณที่เริ่มก่อมะเร็งจะบอกว่าโรคนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด

มะเร็งชนิดต่าง ๆ ที่พบได้ทั่วไป มีดังนี้

Ductal carcinoma in situ (DCIS)

Ductal carcinoma in situ หรือ DCIS มีชื่ออีกอย่างว่า intraductal carcinoma DCIS กำเนิดจากเซลล์ของท่อน้ำนม แต่สามารถเปลี่ยนตัวเองมาเป็นมะเร็งที่ลุกลามได้ American Cancer Society กล่าวว่าเคสมะเร็งเต้านมใหม่ประมาณ 1 ใน 5 เป็น DCIS ซึ่งสามารถรักษาได้ดี ยกเว้นจะถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้รักษา หรือไม่ได้รับการวินิจฉัยและแพร่กระจายไปตามบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย

Invasive ductal carcinoma (IDC)

Invasive ductal carcinoma (IDC หรือ infiltrative breast cancer) เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้มากที่สุดโดยเฉพาะในผู้ชาย National Breast Cancer Foundation กล่าวว่าประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยมะเร็งเต้านม ทั้ง DCIS และ IDC ต่างมีที่มาจากท่อน้ำนม แต่อย่างหลังจะต่างกับ DCIS ที่จะแพร่ไปทะลุผนังของหลอดเลือดและเนื้อเยื่อไขมันภายในเต้านม หลังจากนี้มะเร็งอาจแพร่กระจาย (metastasize) ไปยังส่วนอื่นของร่างกายผ่านระบบน้ำเหลืองและการไหลเวียนของเลือด

Invasive lobular carcinoma (ILC)

เกิดจากต่อมผลิตน้ำนม เรียกว่า lobules และสามารถแพร่ไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้เหมือน IDC โดย American Cancer Society พบว่าประมาณ 1 ใน 10 ของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมลุกลามจะเป็นชนิด ILC มะเร็งเต้านมชนิดนี้ตรวจพบใน mammogram ได้ยากกว่าชนิด IDC

Inflammatory breast cancer (IBC)

American Cancer Society พบว่ามะเร็งเต้านมชนิดนี้มีเพียง 1 ใน 3 ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด อย่างไรก็ตามมันถือเป็นมะเร็งชนิดที่รุนแรงมาก โดยมีโอกาสแพร่ไปยังตำแหน่งอื่น ๆ มากและหน้าตาก็ดูย่ำแย่กว่ามะเร็งเต้านมแบบอื่นๆอีกด้วย บางครั้ง IBC ระยะแรก ๆ จะทำให้สับสนกับการติดเชื้อของเต้านม (mastitis) และถูกรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ไม่มีประโยชน์ในการรักษามะเร็งชนิดนี้ IBC มักไม่เห็นก้อนนูนหรือก้อนมะเร็ง ผิดกับมะเร็งเต้านมชนิดอื่น ทำให้การตรวจใน mammogram สามารถเห็นได้ยาก

แต่เนื่องจากมีเซลล์มะเร็งไปอุดท่อน้ำเหลืองที่ผิวหนัง ดังนั้น IBC สามารถพบลักษณะต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • ผิวหนังบริเวณเต้านมแดงและอุ่น
  • ผิวหนังบริเวณเต้านมหนาและเป็นตะปุ่มตะป่ำคล้ายเปลือกส้ม
  • เต้านมโตขึ้น แข็งขึ้น สัมผัสแล้วปวด หรือคัน

โรค Paget disease of the breast

หรือรู้จักกันในชื่อ Paget's disease of the nipple หรือ mammary Paget's disease ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดที่ก่อขึ้นที่ท่อน้ำนม และแพร่กระจายไปยังผิวหนังบริเวณหัวนม (nipple) และรอบวงเข้ม ๆ ของหัวนม (areola) Paget disease มักถูกวินิจฉัยผิดตอนต้น เนื่องจากอาการแสดงแรกที่เห็นได้ชัดจะสับสนกับโรคทางผิวหนังที่ส่งผลกระทบกับหัวนมที่พบได้บ่อยครั้งกว่า

อาการแสดงของโรค Paget disease ได้แก่

  • ผิวหนังแห้งแตก เป็นเกล็ด หรือมีสีแดงบริเวณหัวนมและวงเข้มรอบ ๆ
  • มีเลือดหรือน้ำนมออกจากเต้านม
  • รู้สึกแสบหรือคันบริเวณนั้น

American Cancer Society กล่าวว่า Paget disease มีอยู่จริงเพียงประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทุกกรณี แต่แทบจะเกี่ยวข้องกับทั้ง DCIS และ IDC เสมอ เมื่อเกิดรอยโรค Paget disease ขึ้นที่หัวนม ก็มักจะพบก้อนเนื้องอกหนึ่งก้อนหรือมากกว่า และมักต้องผ่าตัดเต้านมออก หากไม่สามารถสัมผัสก้อนนูนได้ที่เนื้อเยื่อไขมัน และผลการตรวจชิ้นเนื้อพบ DCIS แต่ไม่มีมะเร็งชนิดลุกลามจะมีแนวโน้มการดำเนินของโรคดี แต่ถ้าหากมีมะเร็งชนิดลุกลาม แนวโน้มการดำเนินของโรคก็จะไม่ดีเท่า ต้องให้รักษาที่รุนแรงมากขึ้น

มะเร็งเต้านมแบบ Triple Negative

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมแบบ Triple negative หมายความว่าเซลล์มะเร็งที่มีอยู่ตรวจได้ผลลบกันทั้ง 3 ตัว ตัวรับที่พบได้มากที่สุดซึ่งมีการเจริญเติบโตของมะเร็งมากสุด ได้แก่ hormonal epidermal growth factor receptor 2 (HER-2), estrogen receptors (ER) และ progesterone receptors (PR) การรักษาทั่วไปของมะเร็ง เช่น การทดแทนด้วยฮอร์โมนหรือยาที่เจาะจงกับ estrogen, progesterone และ HER-s ก็จะไร้ประโยชน์กับมะเร็งเต้านมแบบ triple negative อย่างไรก็ตามการรักษาก็ทำด้วยการให้เคมีบำบัด และยิ่งตอบสนองได้ดีในระยะแรก ๆ 

Medullary carcinoma มีประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้ที่เป็นมะเร็งทั้งหมด (จากมูลนิธิ National Breast cancer foundation) ส่วนใหญ่มักคลำก้อนไม่พบ แต่จะสามารถสังเกตได้ด้วย mammogram

Tubular carcinoma มีการสะสมของเซลล์ที่ทำให้รู้สึกว่าผิวสัมผัสมีลักษณะคล้ายฟองน้ำมากกว่าจะเป็นก้อนนูน โดยปกติผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีอยู่ 2 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมที่ได้รับการวินิจฉัยทั้งหมด (จากมูลนิธิ National Breast Cancer Foundation) มักใช้เครื่อง mammogram ตรวจหามะเร็งชนิดนี้ และรักษาโดยการบำบัดด้วยฮอร์โมน

Mucinous carcinoma (หรือ mucionous colloid) มีลักษณะเด่นคือการผลิตเยื่อเมือกและไม่มีขอบเขตเซลล์ที่ชัดเจน มะเร็งเต้านมชนิดนี้พบได้เพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด และยังเป็นชนิดที่มีแนวโน้มการดำเนินของโรคที่ดีที่สุดอีกด้วย

สาเหตุ 

 ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ เช่น ฮอร์โมน (ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็วก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนช้า เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี การคลอดบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี หญิงที่ไม่มีบุตร) มีประวัติมารดาเป็นโรคมะเร็งเต้านม การได้รับรังสี สนามแม่เหล็ก มีประวัติเป็นมะเร็งที่อื่นมาก่อน เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม

แม้ว่ารูปแบบวิธีการใช้ชีวิต สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางด้านฮอร์โมนอาจเพิ่มความเสี่ยงของคุณในการเกิดมะเร็งเต้านม แต่การมีปัจจัยเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณจะต้องเป็นโรคนี้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผู้หญิงส่วนมากที่เป็นโรคไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามมีบางปัจจัยที่ทราบแน่ชัดว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม เช่น อ้วน มีประวัติครอบครัวหรือประวัติส่วนตัวที่เป็นมะเร็งเต้านมและมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และแม้ว่าหลายคนที่เป็นมะเร็งเต้านมจะไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว แต่การมีลักษณะดังต่อไปนี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

  • เป็นผู้หญิง
  • อ้วน
  • อายุมาก
  • มีประวัติส่วนตัวเคยเป็นมะเร็งเต้านมที่เต้านมข้างหนึ่ง (เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมอีกข้างหนึ่ง)
  • มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมในญาติที่ใกล้ชิด เช่น แม่ พี่สาว น้องสาว หรือลูกสาว โดยเฉพาะหากเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เช่น BRCA1 และ BRCA2
  • เคยได้รับรังสีบริเวณหน้าอกขณะยังเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ตอนต้น
  • เริ่มมีประจำเดือนก่อนอายุ 12 ปี
  • หมดประจำเดือนช้า
  • คลอดลูกครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 35 ปี
  • ไม่เคยตั้งครรภ์
  • ได้รับยาฮอร์โมนที่ผสมระหว่าง estrogen และ progesterone
  • ดื่มแอลกอฮอล์

มะเร็งเต้านมที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่ได้มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ในความเป็นจริงแล้วมีเพียง 5-10% เท่านั้นที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมซึ่งสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยที่สุดและมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านมคือ BRCA1 และ BRCA2 การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมทั้ง 2 แบบนั้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งอื่น ๆ ตลอดชีวิตของผู้หญิงคนนั้น โดยเฉพาะมะเร็งรังไข่ ในเซลล์ปกติ BRCA1 และ BRCA2 จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งโดยการสร้างโปรตีนที่ทำให้เซลล์ไม่มีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ แต่หากยีนเหล่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลง จะทำให้กระบวนการป้องกันการเกิดมะเร็งทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ในผู้หญิงบางคนที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ BRCA1 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมให้กลายเป็นสูงได้ถึง 80% แต่โดยเฉลี่ยแล้วนั้น ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมจะอยู่ที่ 55-65% ในผู้หญิงที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ BRCA2 ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมตลอดชีวิตนั้นอยู่ที่ประมาณ 45% มะเร็งเต้านมที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนี้เกิดได้บ่อยในผู้หญิงอายุน้อย และมะเร็งเต้านมที่เกิดกับเต้านมทั้ง 2 ข้างนั้นมักจะพบได้ในผู้ป่วยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมมากกว่า แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA1 และ BRCA2 จะสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่ก็มักจะพบการเปลี่ยนแปลงนี้ในคนที่มีเชื้อสายยิวที่มีถิ่นกำเนิดมาจากยุโรปตะวันออกมากกว่าเชื้อชาติอื่นภายในสหรัฐอเมริกา ผู้ชายสามารถมีการเปลี่ยนแปลงของยีนนี้ได้เช่นกัน และหากมีก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งอื่น ๆ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก

การตรวจทางพันธุกรรม

การตรวจทางพันธุกรรมอาจเป็นทางเลือกหนึ่งหากคุณมีประวัติครอบครัวที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งชนิดอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุการเปลี่ยนแปลงของยีน BRCA และยีนอื่นๆ ได้จากการตรวจเลือดหรือน้ำลาย คุณควรปรึกษาแพทย์ว่าคุณควรจะต้องตรวจทางพันธุกรรมหรือไม่ และแพทย์ยังสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับผู้ให้คำแนะนำทางพันธุกรรมซึ่งจะเป็นผู้แนะนำรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจต่อไป คุณควรตรวจสอบกับบริษัทประกันเพื่อดูว่าการตรวจความเปลี่ยนแปลงที่ยีน BRCA1 และ BRCA2 นี้รวมอยู่ภายใต้การครอบคลุมของประกันหรือไม่ การให้คำแนะนำทางพันธุกรรมและการตรวจสำหรับผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงอยู่ภายใต้การครอบคลุมของกฎหมาย Affordable Care Act (ACA)

พยาธิสรีรภาพ

มะเร็งเต้านมมักเกิดที่เนื้อเยื่อของท่อต่อมน้ำนม ที่พบมากจะเป็นชนิด Adenocarcinoma หากก้อนมะเร็งที่เต้านมมีขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตรซึ่งจะลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือด มักพบก้อนมะเร็งบริเวณด้านบนส่วนนอก (Upper outer quadrant) ซึ่งมักจะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ หากเป็นบริเวณด้านในของเต้านมจะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในทรวงอก ปอด กระดูก ตับ

นอกจากนี้อาจพบบริเวณใต้หัวนมและรอบหัวนม พบที่เต้านมด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา เมื่อมีการแพร่กระจายไปที่อื่นจะทำให้การพยากรณ์โรคไม่ดี หากพบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองมากพยากรณ์โรคจะเลวลง


มะเร็งเต้านมมีอาการอย่างไร

 อาการแสดงเฉพาะ คือ มีก้อนแข็งในเต้านมในระยะแรก ๆ จะไม่มีอาการเจ็บปวด เคลื่อนไหวได้ ในระยะนี้จะทราบได้ยากนอกจากตัวผู้ป่วยเองคลำก้อนได้ และมาปรึกษาหมอ เมื่อโรคเป็นมากขึ้น ก้อนจะโตขึ้น คลำหรือมองเห็นชัดเจน เริ่มติดแน่นกับที่ หรือมีการดึงรั้งหนังหรือหัวนมให้บุ๋มลง บางรายมีน้ำเหลืองหรือเลือดออกจากหัวนม หากมีอาการอุดตันของหลอดน้ำเหลือง จะทำให้มีการบวมแดง ถ้าเป็นมากก้อนจะแตกเป็นแผลและปวดเหมือนเป็นฝี ผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต หรือมีอาการทางปอด ตับ หรืออวัยวะอื่น ๆ

อาการแสดงของโรคมะเร็งเต้านม

  • มีก้อนหรือมีการหนาตัวขึ้นของเต้านมหรือบริเวณใต้วงแขน
  • มีการเปลี่ยนขนาดหรือรูปร่างในเต้านมโตที่เจริญเต็มที่
  • มีสารคัดหลั่งจากหัวนมซึ่งไม่ใช่น้ำนม
  • มีการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของหัวนม
  • มีการเปลี่ยนสีหรือพื้นผิวของหัวนมและลานนม หรือผิวหนังบนเต้านม (เช่น มีรอยบุ๋ม มีผื่น หรือรอยย่น)

การวินิจฉัยโรค

จากประวัติเกี่ยวกับความผิดปกติของรูปร่างและผิวหนังของเต้านม จากปัจจัยเสี่ยงและอาการดังกล่าว จากการคลำเต้านมของตนเอง หรือ Self breast examination (SBE) พบก้อนที่เคลื่อนไหวไม่ได้หรือติดแน่นกับทรวงอก ตรวจเลือดหา CA 15-3 จะพบมีค่าสูงขึ้น จากการตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) หรือการถ่ายภาพรังสีของเต้านม (Mammography) การทำอัลตราซาวนด์ และตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ โดยเจาะดูดด้วยเข็มเล็ก (Fine needle) การเจาะดูด (Aspiration incision) การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ (Excision biopsy) อาจใช้เทคโนโลยีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าถ่ายเต้านม (MRI)

หากคุณมีอาการปวดเต้านม

การเป็นโรคมะเร็งเต้านมระยะแรกอาจจะยังไม่เกิดอาการเจ็บหรือรู้สึกไม่สบายใด ๆ การทำ mammogram และการตรวจเต้านมโดยผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่จะสามารถช่วยให้คุณรู้และเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของเต้านมของคุณได้ และการตรวจเต้านมด้วยตนเองนั้นก็สามารถช่วยให้คุณสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือนอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามก้อนหรือผื่นที่ขึ้นบริเวณเต้านมของคุณอาจเป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ร้ายแรงซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ ดังนั้นถ้าหากคุณมีความรู้สึกว่าตนเองมีอาการผิดปกติ ควรไปพบแพทย์

วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเองทำได้อย่างไร

 การตรวจเต้านมด้วยตนเองมีความสำคัญมาก เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคแต่เนิ่น ๆ

วิธีตรวจทำได้ตามลำดับดังนี้

  1. ถอดเสื้อออกหมด นั่งตัวตรงหน้ากระจกเงา ไหล่ผึ่งตรง แขนแนบลำตัว สังเกตลักษณะเต้านมทั้งสองข้างโดยละเอียด เปรียบเทียบกันดูรูปร่าง ขนาด และการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง ทุกส่วนของเต้านมโดยปกติ เต้านมจะมีรูปร่างกลม รี รูปไข่ ขนาดเท่ากัน มีส่วนนูน ส่วนโค้งเหมือนกัน หัวนมก็อยู่ในระดับเดียวกัน ผิวหนังมีลักษณะปกติ
  2. นั่งตัวตรงยกแขนเหยียดเหนือศีรษะทั้ง 2 ข้าง ก็มีการรั้งดึงก้อนเนื้องอก จะเห็นรอยบุ๋ม
  3. นั่งตัวเอนมาทางข้างหน้า ให้เต้านมห้อยลง ให้สังเกตว่ามีการเหนี่ยวรั้งเป็นรอยบุ๋มหรือไม่
  4. คลำด้วยฝ่ามือตนเอง อาจคลำในท่านั่งหน้ากระจก โดยใช้ฝ่ามือข้างตรงข้ามคลำตรวจ เต้านมทีละข้าง สังเกตว่ามีก้อนอะไรผิดปกติหรือไม่ ต่อมาใช้นิ้วคลำแล้วบีบเข้าหากัน เพื่อดูลักษณะผิวหนังว่าหนา ด้าน แข็งผิดปกติหรือไม่

อีกท่าคือ คลำในท่านอน ท่านอนนี้เต้านมจะแบนลง ทำให้คลำก้อนได้ชัด เวลานอนใช้หมอนหรือผ้าห่มหนุนตรงไหล่ ให้อกด้านที่จะตรวจแอ่นขั้น ยกแขนขึ้นสูง ใช้ปลายนิ้วคลำเบา ๆ ก่อน ต่อไปกดตามส่วนต่าง ๆ ของเต้านม สังเกตว่ามีก้อนอะไรอยู่หรือไม่

ควรตรวจเต้านมของท่านอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือนและควรตรวจในช่วงที่เพิ่งหมดประจำเดือน

มะเร็งเต้านมมีโอกาสหายหรือไม่

 หากตรวจพบได้เร็วก่อนที่โรคจะลุกลาม โอกาสหายก็จะมีมากขึ้น ฉะนั้นควรตรวจเต้านมเป็นประจำ เมื่อสงสัยว่ามีสิ่งผิดปกติให้รีบปรึกษาหมอ

วิธีการรักษามะเร็งเต้านม รวมถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยกำลังอยู่ในการพัฒนาให้ดีขึ้น

ในการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกและได้รับความช่วยทางการแพทย์ก็มีความสำคัญอย่างมากในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตหลังจากวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง

การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม ก่อให้เกิดความกลัวและความตื่นตระหนกได้ แต่ถ้าคุณทราบว่าเป็นระยะแรกก็คงใจชื้นขึ้น เนื่องจากมะเร็งในระยะเริ่มแรกสามารถรักษาให้ทุเลาลงได้ อัตราการรอดชีวิตสำหรับมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่งก็ยังสูงมากอีกด้วย

ระยะของโรคมะเร็งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวินิจฉัย คุณจะได้รับการตรวจอีกมาก ก่อนจะได้การวินิจฉัยอย่างถูกต้องครอบคลุม และการวางแผนการรักษา และในบทความนี้จะขอพาทุกท่านมารู้จักทางเลือกในการรักษาต่าง ๆ กันก่อน เพื่อเลือกทางที่เหมาะสมก่อนจะเริ่มการรักษา

มะเร็งเต้านมระยะแรก

มะเร็งเต้านมระยะแรกเป็นระยะที่มีก้อนขนาดเล็กมาก หรือเป็นเพียงกลุ่มของเซลล์มะเร็งในเต้านม หรือในต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง มะเร็งเต้านมระยะแรกจะถูกจัดเป็น T0N0M0 ในการจัดระบบแบบ TNM  (TNM system) โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการให้คะแนนสำหรับก้อนมะเร็ง (tumor) การกระจายไปต่อมน้ำเหลือง (node status) และการแพร่กระจายไปยังที่อื่น (metastasis)

ถ้ามะเร็งของคุณถูกจัดเป็น T1 นั่นหมายความว่าก้อนมีขนาดเล็กกว่าหรือเท่ากับ 2 เซนติเมตร อาจมีการแพร่กระจายในระดับที่ตามองไม่เห็น (micrometastasis) ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.1 เซนติเมตร ถ้าไม่พบก้อนในเต้านม แต่พบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองข้างเคียงก็จะถูกจัดเป็น N1

มะเร็งเต้านมระยะ 1A: คุณมีก้อนขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร และไม่มีก้อนหรือเซลล์มะเร็งนอกเต้านม

มะเร็งเต้านมระยะ 1B: เป็นได้อย่างน้อย 2 สถานการณ์

1. มีก้อนขนาดเล็กกว่า 2 เซนติเมตร หรือมีกลุ่มเซลล์มะเร็งเล็ก ๆ ในต่อมน้ำเหลือง

2. ไม่มีก้อนในเต้านม แต่มีกลุ่มเซลล์มะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 มิลลิเมตร แต่ไม่เกิน 2 เซนติเมตร ในต่อมน้ำเหลือง

มะเร็งเต้านมระยะ 1B แบบอื่นที่เป็นได้: อาจมีทั้งก้อนขนาด 2 เซนติเมตรในเต้านม และมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง

อัตราการรอดชีวิตสำหรับมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง

จากข้อมูลของ National Cancer Database อัตราการรอดชีวิตที่ระยะห้าปีเป็น 100% สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาครบ ทั้งนี้ อัตราการรอดชีวิตที่ระยะห้าปีไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ได้แค่ห้าปีหลังจากได้รับการวินิจฉัย

ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะได้พบแพทย์ต่อเนื่องเป็นเวลาห้าปี เพื่อติดตามให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่จำเป็นต้องมีการรักษาสำหรับการเป็นซ้ำ ซึ่งหากสามารถควบคุมโรคได้เป็นเวลานานขนาดนั้นแล้ว โอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกก็ลดลงมาก คุณอาจต้องเผชิญกับโรคและภาวะอื่น ๆ แต่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง กล่าวโดยสรุปคือ การพยากรณ์โรคดีมาก

การรักษามะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง

ปัจจัยหลายอย่างมีผลต่อการเลือกการรักษา ทั้งลักษณะความรุนแรงของเซลล์มะเร็ง (Tumor grade), ฮอร์โมน, HER 2/neu status, การกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง, ขอบเขตของการผ่าตัด (surgical margin) และสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker score) ระยะของโรคเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งในการวินิจฉัยที่ทั้งคุณและแพทย์ผู้รักษาต้องนำมาร่วมพิจารณาเพื่อวางแผนการรักษา

การรักษาอาจจะเป็นเพียงแค่การตัดก้อนมะเร็งออก (Lumpectomy) ร่วมกับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซ็นติเนล (Centinel node biopsy) ต่อด้วยการฉายแสงและให้ฮอร์โมนบำบัดเป็นเวลาห้าปี แต่หากก้อนมะเร็งอยู่ลึก หรือมีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัวที่ชัดเจน การตัดเนื้อเต้านมร่วมกับการเสริมสร้างเต้านมหลังการผ่าตัด (Skin sparing mastectomy with immediate reconstructions) ร่วมกับการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเพื่อดูเรื่องการกระจายของโรค ก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษา

ไม่ว่าจะผ่าตัดด้วยวิธีใดก็ตาม แพทย์จะแนะนำให้มีการรักษาร่วมเพิ่มเติมเพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งการรักษาดังกล่าวอาจรวมถึงการฉายแสง การให้ยาเคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด หรืออาจใช้หลายแบบร่วมกันเพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาในแง่อื่น

การพยากรณ์โรคและอารมณ์ของคุณ

เมื่อคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่หนึ่ง คุณอาจมองหากลุ่มช่วยเหลือ หรือผู้ป่วยคนอื่น ๆ ที่ได้รับการวินิจฉัยคล้าย ๆ กัน ซึ่งเป็นความคิดที่ดีเนื่องจากคุณจะได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์มาก่อน อย่างไรก็ตาม อารมณ์ความรู้สึกของคุณอาจจะอ่อนไหวมากพอ ๆ กันกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้ายได้ แม้ว่าความจริงแล้วการพยากรณ์โรคจะแตกต่างกันอย่างมาก

ใครก็ตามที่ถูกบอกว่า “คุณเป็นมะเร็งนะ” ก็คงจะมีอารมณ์หลากหลาย ทั้งกลัว กังวล สับสน ตื่นตกใจ กล่าวโทษสิ่งอื่น ๆ และหวังว่าจะยอมรับได้ อารมณ์ของคุณเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นมะเร็งระยะไหนก็ตาม คนที่ระยะโรครุนแรงกว่าคุณอาจจะช่วยเหลือคุณได้ แต่พวกเขาอาจจะเพิกเฉยต่อความรู้สึกของคุณ อย่าให้สิ่งนี้มาเป็นสิ่งรบกวนจิตใจของคุณ แต่ให้จดจ่ออยู่กับการฟื้นตัวและการต่อสู้กับโรคของตนเอง จงมีความหวัง และมุ่งมั่น วางแผนสำหรับการมีชีวิตอยู่ต่อไป และช่วยเหลือผู้อื่นที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกับคุณ

มะเร็งเต้านมระยะที่ 2

บางครั้งมะเร็งเต้านมไม่สามารถวินิจฉัยได้จนกว่าจะเข้าสู่ระยะที่ 2 แม้มะเร็งบางชนิดวินิจฉัยยาก ขณะที่มะเร็งเต้านมตรวจพบในระยะเริ่มต้น ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 จะได้รับการรักษาและฟื้นตัวโดยใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างระมัดระวัง แม้ว่าในบางครั้งมะเร็งระยะนี้จะอยู่ใกล้ต่อมน้ำเหลืองมาก แต่ก็ยังไม่แพร่กระจาย โดยในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปดูการแบ่งระยะของโรค การรักษา อัตราการรอดชีวิต ของมะเร็งเต้านมระยะที่สอง

มะเร็งเต้านมระยะที่ 2

มะเร็งเต้านมระยะที่ 2 เป็นก้อนมะเร็งที่มีขนาดอย่างน้อย 2 ซม. ไปจนถึง 5 ซม. ในเต้านมหรือในต่อมน้ำเหลืองระยะที่ 2 จะมีการให้คะแนนโดย TNM System โดย TNM จะบ่งบอกถึงจำนวนของก้อนมะเร็ง ระยะของต่อมน้ำเหลือง และการแพร่กระจายของมะเร็ง บางครั้งไม่สามารถตรวจพบก้อนมะเร็ง แต่เซลล์อาจจับกลุ่มอยู่ในต่อมน้ำเหลืองใกล้ ๆ กับเต้านม ซึ่งมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 จะแบ่งเป็น 5 ระยะ ดังนี้

  • Stage 2A: T0, N1, M0: ไม่พบก้อนมะเร็งในเนื้อเยื่อเต้านม แต่เซลล์มะเร็งจะอยู่ในต่อมน้ำเหลืองใกล้กับเต้านม
  • Stage 2A: T1, N1, M0: จะพบก้อนมะเร็งขนาด 2 ซม. หรือเล็กกว่า จะไปยังต่อมน้ำเหลืองอย่างน้อย 1 ต่อม หรือก้อนมะเร็งแพร่ไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียงน้อยที่สุด 0.1 ซม. และแพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองอย่างน้อย 1 ต่อม
  • Stage 2A: T2, N0, M0: จะมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 ซม. หรือเล็กกว่า 5 ซม. แต่ไม่มีผลต่อต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ
  • Stage 2B: T2, N1, M0: จะมีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 2 ซม. หรือเล็กกว่า 5 ซม. และมีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
  • Stage 2B: T3, N0, M0: ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. แต่ไม่พบบริเวณหน้าอกหรือผิวหนัง และไม่ไปยังต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ

อัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2

ฐานข้อมูลมะเร็งแห่งชาติพบว่า อัตราการรอดชีวิต 5 ปีของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ของผู้ที่รับการรักษาสำเร็จเท่ากับ 93%

การรักษาจะพัฒนาตลอดเวลา เราหวังว่าถ้ามีนวัตกรรมใหม่ ๆ จะช่วยให้มีชีวิตรอดยืนยาวขึ้น ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทุก 5 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายมีการฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมและมีการรักษาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เมื่อโรคหายไปครบ 5 ปีจะมั่นใจได้ว่าจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก แม้ว่าคุณจะกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ แต่อัตราการตายของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 เกิดขึ้นน้อย ดังนั้นหลังจากให้การรักษาสำเร็จและมีการนัดตรวจติดตามจะทำให้การดำเนินโรคดีขึ้น

การรักษาของมะเร็งเต้านมระยะที่ 2

ผู้เชี่ยวชาญจะอธิบายผลการทดสอบทั้งหมดของโรคมะเร็ง และจะให้การวินิจฉัย การรักษา ตัวเลือกในการรักษาจะเหมือนกับมะเร็งในระยะที่ 1 จะมีความหลากหลายของก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีชนิดของมะเร็งในระดับที่สูงขึ้น

การรักษาเฉพาะที่ การผ่าตัดจะมีตัวเลือกระหว่างผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองหรือผ่าตัดก้อนมะเร็งออกไป ซึ่งอาจจะมีการรักษาโดยฉายรังสีที่เต้านมหรือหน้าอกภายหลัง หากมีการฉายรังสีแพทย์จะให้คำแนะนำว่าจะมีผลกระทบต่อการฟื้นฟูเต้านม

การรักษาแบบทั่วร่างกาย จะมีผลต่อเซลล์ทั่วร่างกายและจะช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ ระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำเหลือง และผลของ HER2/neu คุณอาจจะให้เคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด, Herceptin หรือการรักษาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงไปยังเป้าหมายที่เป็นเซลล์มะเร็ง

การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดหรือฉายรังสี คุณอาจจะมีการเสนอให้ทำก่อนการผ่าตัด ก้อนมะเร็งจะมีขนาดใหญ่แต่ให้ผลที่ดีหลังจากผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง ในกรณีนี้ผู้เชี่ยวชาญอาจจะแนะนำให้รับการรักษาแบบทั่วร่างกายก่อนการผ่าตัด เพื่อหวังว่าขนาดของมะเร็งจะน้อยลง เมื่อวิธีนี้ประสบความสำเร็จ ก้อนมะเร็งจะเล็กลงจนสามารถเอาออกไปได้ และหากมีความจำเป็นก็อาจรักษาแบบเฉพาะที่ก้อนมะเร็งบางก้อน อาจจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบเคมีบำบัด การผ่าตัดก็เป็นสิ่งที่จำเป็น คุณอาจจะพิจารณาผ่าตัดเพื่อเสริมสร้างเต้านม

การติดตามการรักษาภายหลังการรักษาครั้งแรก

คุณอาจจะใช้เวลาในการรักษา 3-18 เดือนหรือนานกว่านี้ในการรักษามะเร็งระยะที่ 2  มันอาจจะง่ายเท่ากับการผ่าตัดและการฉายรังสี 6 เดือน หรืออาจเกี่ยวข้องกับการรักษาแบบเต็มรูปแบบของยาเคมีบำบัด รังสีรักษา และการรักษาทางเลือก แม้ว่าจะมีการติดตามผลทุก 5 ปีกับแพทย์เฉพาะทาง ในระหว่างนี้อาจต้องใช้การรักษาด้วยฮอร์โมนถ้าก้อนมะเร็งไวต่อฮอร์โมน

การไปพบแพทย์ของคุณจะค่อย ๆ เว้นระยะออกไปและลดการกลับเป็นซ้ำ คุณจะประสบความสำเร็จจากยาที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ และมีการตรวจเช็กมะเร็งตามปกติ ต่อจากนั้นจะต้องคัดกรองเต้านมและห้ามลืมที่จะตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน โรคนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงการดูแลสุขภาพที่ดีของคุณ

มะเร็งเต้านมระยะที่ 3  

มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็นระยะที่รุนแรงกว่าระยะที่ 2 แต่ก็ยังไม่มีการกระจายของโรคไปยังอวัยวะอื่น ในการวินิจฉัยของระยะนี้ มะเร็งยังไม่ได้แพร่กระจายจากเต้านมไปยังอวัยวะหรือตำแหน่งอื่น ๆ ที่ห่างออกไปในร่างกาย แต่เซลล์มะเร็งได้แพร่ไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว หรืออยู่ที่ต่อมน้ำเหลืองใต้กระดูกหน้าอก หรือแม้แต่ต่อมน้ำเหลืองใต้กระดูกไหปลาร้า ก้อนเนื้อมะเร็งในระยะที่ 3 อาจมีขนาดตั้งแต่น้อยกว่า 2 เซนติเมตร จนถึงใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร แต่ในบางครั้งก็ไม่เจอมะเร็งในเนื้อเต้านมเลย

มะเร็งเต้านมในระยะนี้อาจลุกลามไปถึงกล้ามเนื้อหน้าอกใต้เต้านมหรืออาจเป็นผิวหนังเต้านม หากผิวหนังของเต้านมบวมหรือเป็นแผลจากมะเร็ง นั่นอาจเป็นมะเร็งเต้านมชนิด inflammatory breast cancer (IBC) มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็นมะเร็งเต้านมลุกลามที่อาจอธิบายได้ใน 3 กรณี คือ 3A, B และ C ซึ่งจะแบ่งย่อยต่อไปด้วยขนาดของก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลือง ในกรณีที่ใช้การแบ่งแบบระบบ TNM system แม้ว่าอาจมีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองได้ แต่มะเร็งเต้านมในระยะที่สามยังไม่ถือเป็นระยะที่มีการแพร่กระจาย

มะเร็งเต้านมระยะ 3A

  • ระยะ 3A: T0, N2, M0 ไม่มีก้อนมะเร็งในเนื้อเต้านม แต่พบเซลล์มะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม
  • ระยะ 3A: T1, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาด 2 เซนติเมตรหรือเล็กกว่านั้น หรือลุกลามเลยออกไปจากเนื้อเต้านมเล็กน้อย และนอกเหนือจากนั้นคือมะเร็งมีการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม
  • ระยะ 3A: T2, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดมากกว่า 2 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 5 เซนติเมตร มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือในเต้านม
  • ระยะ 3A: T3, N1, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดมากกว่า 5 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังเต้านมหรือกล้ามเนื้อหน้าอก พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้
  • ระยะ 3A: T3, N2, M0 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังเต้านมหรือกล้ามเนื้อหน้าอก พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือในต่อมน้ำเหลืองในเนื้อเต้านม

มะเร็งเต้านมระยะ 3B

  • ระยะ 3B: T4, N0, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และลุกลามไปยังผิวหนังเต้านม หรือโตเข้าไปในผนังหน้าอกโดยไม่ลุกลามไปยังกล้ามเนื้อ pectoralis บางครั้งมะเร็งอาจจะไปถึงทั้งผิวหนังเต้านมและผนังหน้าอก ซึ่งอาจเป็น inflammatory breast cancer ได้เช่นกัน
  • ระยะ 3B: T4, N1, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และอาจอยู่ชิดผิวหนังหรือผนังหน้าอก หรืออาจเป็น inflammatory breast cancer โดยพบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ใกล้เต้านมข้างที่เป็นโรค
  • ระยะ 3B: T4, N2, M0 ก้อนมะเร็งอาจมีขนาดเท่าใดก็ได้และอาจลุกลามไปที่ผิวหนังเต้านมหรือผนังหน้าอก หรืออาจเป็น inflammatory breast cancer และยังพบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้หรือต่อมน้ำเหลืองในเต้านม

มะเร็งเต้านมระยะ 3C

  • ระยะ 3C: Tใดๆ, N3, M0 ก้อนมะเร็งจะมีขนาดใดก็ได้ แต่ยังอยู่ในเนื้อเต้านมเท่านั้น โดยไม่ลุกลามไปยังผนังหน้าอกและผิวหนังเต้านม ต่อมน้ำเหลืองนั้นอาจมีมะเร็งกระจายไปที่รักแร้ ภายในเต้านมเหนือหรือใต้กระดูกไหปลาร้าก็ได้ นอกจากนั้น ยังอาจพบมะเร็งในหลาย ๆ ตำแน่งของต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้ได้ด้วย

อัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมระยะที่ 3

อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีของมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 เป็น 72% อายุรแพทย์มะเร็งวิทยาจะอธิบายเกี่ยวกับอัตราการรอดชีวิตของมะเร็งเต้านมโดยใช้คำว่าอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ต่อได้มากที่สุด 5 ปีหลังการวินิจฉัย แต่หมายความว่าผู้ป่วยจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 5 ปีหลังจากการวินิจฉัยและส่วนใหญ่จะนานกว่านั้น

ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านม แต่อาจเป็นจากสาเหตุอื่น ๆ แพทย์จะพูดคุยกับคุณเรื่องความคาดหวังต่อการรอดชีวิตของคุณ โดยขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยทั่วไปของคุณ อายุ ภาวะอื่น ๆ ที่มี และสถานะฮอร์โมนของมะเร็ง ตัวเลขต่าง ๆ ที่แพทย์ใช้อ้างอิงมาจากสถิติที่เก็บจากคนจำนวนมาก แต่นั่นอาจจะใช้ไม่ได้กับกรณีของคุณ นอกจากนี้ ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงผลการรักษาที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งเพิ่มขึ้นในหลายปีหลังนี้

การรักษาสำหรับระยะที่สาม

แผนการรักษาของคุณจะมีทั้งการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด และในกรณีส่วนใหญ่คือการฉายแสงด้วย หากมะเร็งของคุณมีผล HER2 เป็นบวก คุณอาจได้รับยา Herceptin และหากมะเร็งของคุณมีความไวต่อฮอร์โมน คุณอาจได้รับการรักษาทางฮอร์โมนต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปีหลังการรักษาหลักเสร็จสิ้น

ก้อนมะเร็งขนาดเล็กที่ยังไม่ลุกลามไปยังผิวหนังหรือกล้ามเนื้ออาจถูกนำออกไปโดยการผ่าตัดเอาแค่ก้อนเนื้อและเนื้อเยื่อดีรอบ ๆ บางส่วนออกไป (lumpectomy) และผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเซ็นติเนล (sentinel node biopsy) เพื่อดูการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งออกจากเต้านม

ก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น รวมถึงกลุ่มที่ลุกลามไปยังผนังหน้าอก จะต้องผ่าตัดเต้านมออก (mastectomy) รวมถึงการผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกด้วย คุณอาจได้รับการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม ซึ่งบางครั้งอาจต้องทำในภายหลังเนื่องจากต้องฉายแสงก่อน

การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดทำเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายของคุณเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ซึ่งอาจให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนด้วย ในบางครั้งเมื่อมะเร็งลามไปถึงผิวหนังเต้านมด้วยจะเรียกว่า inflammatory breast cancer ซึ่งการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดจะเป็นการรักษาแรก โดยจะลดขนาดของก้อน ทำให้ศัลยแพทย์ผ่าตัดก้อนออกได้ง่ายขึ้นและยังทำลายเซลล์มะเร็งที่อยู่รอบ ๆ ก้อน และที่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ชัดเจนว่ามีการลุกลามหรือไม่

หากไม่กำจัดเซลล์มะเร็งที่ขอบของก้อนเนื้อ จะยังมีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัด มักจะทำให้ต้องผ่าตัดซ้ำและทำให้แผลผ่าตัดดูไม่สวย โดยมะเร็งเต้านมชนิดนี้จะต้องใช้การผ่าตัดเอาเต้านมออกร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้

การตรวจติดตามหลังการรักษาหลัก

การรักษาต่อจากนั้นจะขึ้นอยู่กับสถานะของฮอร์โมนและ HER2 ซึ่งเมื่อการรักษาระยะแรกเสร็จสิ้น คุณจะต้องมาตรวจติดตามต่ออีก 5 ปี ซึ่งระหว่างนั้นคุณอาจได้รับการรักษาทางฮอร์โมนหากมะเร็งของคุณมีความไวต่อฮอร์โมน คุณยังคงต้องรับการตรวจแมมโมแกรม (mammogram) ทุกปี และควรตรวจเต้านมด้วยตัวเอง เนื่องจากคุณยังคงมีเนื้อเต้านมอยู่หลังการผ่าตัด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่จะช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงของคุณ

สรุปการรักษา

การรักษาโรคมะเร็งเต้านม

การรักษาโรคมะเร็งเต้านมนั้นมีหลายวิธี แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ขึ้นอยู่กับระดับอาการและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละรายได้แก่ 

1. การผ่าตัด

เป็นการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมะเร็งออกไป และรวมถึงเนื้อเยื่อที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งให้หมดไป ไม่ให้เหลืออยู่เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เช่น ถ้าตรวจพบเซลล์มะเร็งเต้านม แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเต้านมทิ้งออกทั้งเต้า

การรักษาวิธีนี้จะเลือกใช้ในผู้ป่วยที่ตรวจเจอมะเร็งเต้านมในระยะแรก เป็นผู้ป่วยที่มีการตรวจร่างกายสม่ำเสมอ และเพิ่งตรวจเจอเซลล์มะเร็ง  โดยมีปัจจัยที่จะต้องพิจารณาร่วมกับการผ่าตัด คือ ลักษณะของมะเร็ง (Tumor Features) ตำแหน่ง ขนาดของก้อน และการกระจายตัวของมะเร็ง   นอกจากนี้ต้องพิจารณาปัจจัยด้านตัวผู้ป่วยเอง เช่น ผู้ป่วยอายุน้อยอาจเลือกใช้วิธีอื่น เนื่องจากมีผลกับภาพลักษณ์ พันธุกรรม หรือปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โรคประจำตัวที่ไม่สามารถรักษาวิธีอื่น ๆ ได้

2. รังสีรักษา

รังสีรักษาหรือที่เรารู้จักกันว่าการฉายรังสี เป็นวิธีการรักษาที่มีความสำคัญอีกแบบหนึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งในระยะเริ่มต้นและระยะแพร่กระจาย เป็นการรักษาเฉพาะตำแหน่งเช่นเดียวกับการผ่าตัด เพราะแพทย์จะฉายรังสีเฉพาะบริเวณที่มีก้อนมะเร็ง โดยให้เนื้อเยื่อข้างเคียงได้รับความเสียหายน้อยที่สุด การให้รังสีนอกจากเพื่อทำให้หายขาดจากโรคแล้ว ยังใช้เพื่อบรรเทาอาการจากโรคในกรณีที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

วิธีนี้มีข้อดีคือ ผู้ป่วยไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลและอาการแทรกซ้อนน้อยมาก เพราะว่าใช้รังสีจำนวนค่อนข้างน้อย แต่ก็มีข้อเสียเล็กน้อยคือ จะได้ผลช้ากว่าวิธีการผ่าตัดเล็กน้อย

3. เคมีบำบัด

การให้เคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหรือที่เราเรียกกันว่าคีโมนั้น จะมีสูตรยาเคมีหลายสูตร มีทั้งแบบใช้ยาตัวเดียวหรือยาหลายตัวผสมกัน ทั้งแบบยาฉีดหรือยากิน ทั้งแบบให้ยาทุกสัปดาห์และทุก 3-4 สัปดาห์ ใช้เวลาในการให้ยาเคมีครบประมาณ 3-6 เดือน และนอกจากยาเคมีจะไปทำลายเซลล์มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วในร่างกายแล้ว ยังไปทำลายเซลล์ปกติของร่างกายที่มีการเจริญแบ่งตัวด้วย เช่น เซลล์เม็ดเลือด เกล็ดเลือด เนื้อเยื่อในช่องปาก ลำไส้ และเส้นผม เป็นต้น ทำให้มีผลข้างเคียง เช่น การติดเชื้อ แผลในปาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย และผมร่วงได้

4. การรักษาโดยใช้ฮอร์โมน

การใช้ยาต้านฮอร์โมนในการรักษามะเร็งเต้านมหรือการใช้วิธีการทางด้านฮอร์โมนก็คือ หากมะเร็งเต้านมนั้นตอบสนองต่อฮอร์โมน คือจะเติบโตขึ้น เมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมน เราก็รักษาโดยการลดปริมาณฮอร์โมนในร่างกายลง หรือใช้ยาที่เข้าไปขัดขวางการส่งสัญญาณของฮอร์โมนที่เซลล์มะเร็ง โดยทั่ว ๆ ไปแล้วการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนจะได้ผลดีในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ตรวจพบว่ามีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่ในเซลล์ ซึ่งพบได้ประมาณ  60 - 70% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ เป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามีผลข้างเคียงน้อยกว่าการให้เคมีบำบัดมาก และวิธีการบริหารยาก็สะดวกสำหรับผู้ป่วยมากกว่าการให้เคมีบำบัด

การรักษาด้วยวิธีการทางด้านฮอร์โมนสามารถใช้ได้กับทั้งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ยังมีประจำเดือนอยู่และหมดประจำเดือนแล้ว แต่วิธีการเลือกใช้จะแตกต่างกัน ซึ่งมีเงื่อนไขว่า การตรวจชิ้นเนื้อมะเร็งจะต้องมีเซลล์ที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนอยู่ในเซลล์ที่ทำการตรวจ มี 2 ชนิด คือ เอสโตรเจนรีเซปเตอร์ (Estrogen receptor, ER) และโปรเจสโปรเจสเตอโรนรีเซปเตอร์ (Progesterone receptor, PR)

นอกเหนือการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ แล้ว การใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (targeted therapy) ก็เป็นทางเลือกที่จะใช้ในการรักษาร่วมกับวิธีอื่น ๆ ได้ สิ่งสำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของการรักษาโรคมะเร็งเต้านมคือ “การตรวจเต้านมด้วยตนเอง” หากตรวจพบก่อนและเร็วที่สุด การรักษาก็จะทำได้เร็วและมีโอกาสที่เซลล์มะเร็งจะไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติต่อไป

การพยาบาล

ดูแลความสะอาดของผิวหนังบริเวณเต้านมด้วยการล้างน้ำสบู่ ซับเบา ๆ ให้แห้ง หากมีอาการปวดให้รับประทานยาแก้ปวด แนะนำผู้ป่วยไม่ให้แตะต้องผิวหนังบริเวณเต้านมบ่อย ๆ และดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมโดยดูแลก่อนผ่าตัด ดูแลความสะอาดบริเวณผิวหนัง หน้าอก และรักแร้ อาจโกนขนด้วยหากมีขนมาก ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารแขนหลังผ่าตัด

การตรวจเต้านมด้วยตนเองหลังผ่าตัด สังเกตและบันทึกสัญญาณชีพ ความปวด ลักษณะแผล สี ปริมาณสิ่งขับหลั่งและเลือดจากแผลผ่าตัด จัดท่าให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่สุขสบาย กระตุ้นให้ใช้แขนข้างที่ผ่าตัด เช่น หวีผม เป็นต้น ทำแผล ให้ยาแก้ปวด สังเกตความผิดปกติของแผล ดูแลท่อระบายทรวงอกให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในรายที่ได้รับรังสีรักษา ดูแลการจัดท่าขณะฉายรังสีและติดตามดูความผิดปกติของผิวหนังที่ได้รับรังสี

ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด โดยฉีดยาช้า ๆ ระวังการรั่วของยาออกจากหลอดเลือดดำ สังเกตและแก้ไขอาการข้างเคียงของยา ให้การพยาบาลเพื่อลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียภาพลักษณ์ โดยแนะนำสถานบริการผ่าตัดเสริมเต้านม การใช้อุปกรณ์เสริม เช่น เสื้อยกทรงที่มีเต้านมเทียม วิกผมหากมีผมร่วง เป็นต้น และฟื้นฟูสมรรถภาพโดยใช้แขนข้างที่ผ่าตัดในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น หวีผม ติดกระดุมเสื้อ รับประทานอาหาร แปรงฟัน เป็นต้น

หลังผ่าตัด 24 ชั่วโมง งดการใช้แขนข้างที่ผ่าตัดยกของหนัก งดวัดความดันเลือด ควรยกแขนข้างที่ผ่าตัดให้สูงอยู่เสมอ ใส่เสื้อยกทรงเสริมหรือใส่เต้านมเทียม หลังจากแผลผ่าตัดหายดีแล้วประมาณ 6-10 สัปดาห์ แนะนำให้ผู้ป่วยตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน ลดความสุขไม่สบาย ความวิตกกังวล ความเศร้าเสียใจ ป้องกันความพิการของแขนและการติดเชื้อ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากหนังสือ "คู่มือโรค" โดยปราณี ทู้ไพเราะ จากโรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

6 วิธีลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม

รับประทานผักผลไม้จากธรรมชาติ

ควรเลือกรับประทานผักผลไม้ที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นผักในตระกูลผักกาดและกะหล่ำ เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และผักกาดใบหยิก เพราะผักเหล่านึ้จะอุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามิน รวมถึงสารเคมีที่อยู่ในผักด้วย อีกทั้งสารอาหารเหล่านี้จะเป็นยาจากธรรมชาติที่จะช่วยต่อสู้กับมะเร็งเต้านมได้เป็นอย่างดี

หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดง

สำหรับคนที่ชอบรับประทานเนื้อแดงด้วยการนำมาปรุงด้วยความร้อนสูง เช่น การปิ้ง ทอด ย่าง จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูงมากถึง 400% เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นหากหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อแดงได้ก็จะเป็นอีกวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มากเช่นกัน

ดื่มชาเขียวทุกวัน

ควรดื่มชาเขียวเป็นประจำทุกวันหรืออาจจะเป็นรูปแบบอาหารเสริมก็ได้ เพราะจากการวิจัยพบว่าคนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งน้อยกว่าคนที่ไม่เคยดื่มชาเขียวเลย หรือใครที่กำลังเป็นโรคมะเร็งก็สามารถบรรเทาและรักษาอาการได้ด้วยการดื่มชาเขียว

หมั่นบริโภคขมิ้นเป็นประจำ

จากการวิจัยหลาย ๆ ครั้งจะพบว่าขมิ้นมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังรวมไปถึงสารต่อต้านการอักเสบด้วย ขมิ้นเป็นสมุนไพรหมายเลขหนึ่งในการต้านมะเร็งที่หลาย ๆ คนต่างให้การยอมรับเพราะสามารถช่วยการยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งได้ถึง 17 ชนิด อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอีกด้วย

เข้านอนให้ตรงเวลา

ควรเข้านอนอย่างตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน คือ 22.00 น. แล้วตื่น 6.00 น. ทุกวัน เพราะในขณะหลับ ร่างกายของเราจะมีการสร้างสารเมลาโทนินออกมาเป็นจำนวนมาก และสารตัวนี้เองที่จะคอยดักจับเซลล์มะเร็งเต้านมได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าหากเมื่อไรที่คุณนอนดึกเกินกว่า 22.00 น. ทุกวัน จะทำให้ปริมาณเมลาโทนินในร่างกายลดลง เมื่อเป็นเช่นนี้คุณก็จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งและโรคภัยต่าง ๆ มากมายอีกด้วย

ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก

การเต้นแอโรบิกอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะเป็นการบริหารร่างกายคล้าย ๆ กับการบริหารเต้านม จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้มากถึง 30-50% แต่หากคุณหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ อาจจะด้วยกีฬาหลากหลายประเภท ก็จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ถึง 80% เลยทีเดียว ซึ่งก็มากพอที่จะทำให้ห่างไกลโรคมะเร็งแล้ว

ไม่อยากเป็นมะเร็งเต้านม ควรดูแลสุขภาพตัวเองเป็นประจำ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม ซึ่งทั้ง 6 วิธีที่ยกตัวอย่างมานั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดาย และยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย


ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่