Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

โรคมะเร็งเต้านมในเพศหญิง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 31 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 2,136,854 คน

โรคมะเร็งเต้านมในเพศหญิง

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 2 ของหญิงไทยรองจากมะเร็งปากมดลูก โดยมักพบโดยคลำพบก้อนในเต้านม และได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก

โรคมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งชนิดที่พบบ่อยที่สุดในหลาย ๆ ประเทศ และถือปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญโดยพบเป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับที่ 2 ของมะเร็งในหญิงไทยรองจากโรคมะเร็งปากมดลูก

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
จัดฟันใสกับ Zenyum, Invisalign, Clear Aligner เริ่มที่ 3,250 บาท เท่านั้น 🔥

ด่วน! ถึงวันที่ 12 ต.ค. นี้เท่านั้น 🦷เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอหมอฟันนาน

%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%aainternal ad

ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมมีอายุมากกว่า 50 ปี แต่โรคนี้ก็สามารถเกิดขึ้นในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่านั้น และในบางกรณีผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน

หากได้รับการรักษาทันเวลา สามารถรักษาโรคมะเร็งเต้านมและป้องกันจากการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้

เต้านม

ทรวงอกหรือเต้านมประกอบด้วยเนื้อเยื่อไขมัน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันและต่อมเล็ก ๆ นับพันซึ่งรวมกันเป็น กลีบย่อย (lobules) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตน้ำนม เมื่อหญิงตั้งครรภ์นมที่ถูกสร้างขึ้นจะถูกส่งไปที่หัวนมผ่านท่อเล็ก ๆ (ducts) ซึ่งจะทำให้สามารถให้นมบุตรได้

ร่างกายประกอบด้วยเซลล์ขนาดเล็กหลายพันล้านเซลล์ซึ่งมักเติบโตและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนด้วยวิธีที่เป็นระเบียบ เซลล์ใหม่จะถูกแบ่งตัวเฉพาะเวลาและสถานที่ที่จำเป็นเท่านั้น แต่ในโรคมะเร็งกระบวนการแบ่งเซลล์ที่เป็นระเบียบนี้เกิดความผิดพลาด และเซลล์เริ่มเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อาการของโรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมอาจมีอาการได้หลากหลาย แต่อาการที่สังเกตเห็นได้ชัดเป็นครั้งแรกคือการคลำพบก้อนหรือบริเวณเนื้อเยื่อเต้านมหนาตัวขึ้น

ก้อนที่เกิดขึ้นในเต้านมส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นมะเร็งแต่เป็นการดีกว่าที่จะได้รับการตรวจโดยแพทย์ นอกจากนี้คุณควรเข้าพบแพทย์ประจำตัวของคุณ หากคุณสังเกตเห็นอาการดังต่อไปนี้:

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
จัดฟันใสกับ Zenyum, Invisalign, Clear Aligner เริ่มที่ 3,250 บาท เท่านั้น 🔥

ด่วน! ถึงวันที่ 12 ต.ค. นี้เท่านั้น 🦷เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอหมอฟันนาน

%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%aainternal ad
  • การเปลี่ยนแปลงขนาดหรือรูปร่างของหน้าอกข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
  • มีของเหลวไหลออกมาจากหัวนมของคุณ ซึ่งอาจเป็นคราบเลือดปนออกมาด้วย
  • พบก้อนหรือการบวมในบริเวณรักแร้ของคุณ
  • พบรอยบุ๋มบนผิวของทรวงอกของคุณ
  • พบผื่นขึ้นบนหัวนม หรือรอบหัวนมของคุณ
  • การเปลี่ยนรูปลักษณ์ของหัวนมของคุณ เช่น หัวนมบุ๋มลงไปในเต้า

อย่างไรก็ตาม อาการปวดเต้านมมักไม่ใช่อาการของโรคมะเร็งเต้านมเสมอไป

หลังจากตรวจหน้าอกของคุณแล้ว แพทย์ของคุณอาจส่งต่อคุณไปยังคลินิกมะเร็งเต้านมเพื่อพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจทดสอบต่อไปซึ่งอาจรวมถึงการตรวจทางรังสีด้วยเครื่องแมมโมแกรม (mammogram) หรือการตรวจชิ้นเนื้อ

ประเภทของโรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมมีหลายประเภทซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในส่วนต่าง ๆ ของเต้านม หากแบ่งโดยง่าย มะเร็งเต้านมมักถูกแบ่งออกเป็นชนิดที่ไม่รุกราน (non-invasive) และชนิดลุกลาม (invasive)

มะเร็งเต้านมชนิดไม่รุกราน

มะเร็งเต้านมชนิดไม่รุกรานยังเป็นที่รู้จักกันในนามมะเร็งระยะต้น (Carcinoma in situ) มะเร็งชนิดนี้พบได้ในบริเวณท่อของเต้านมและยังไม่มีความสามารถในการแพร่กระจายลุกลามออกไปนอกบริเวณเต้านม

โรคมะเร็งชนิดนี้ไม่ค่อยพบเป็นก้อนในเต้านม ไม่สามารถคลำได้ชัดเจน และมักถูกพบในภาพเอกซเรย์เพียงเท่านั้น ชนิดที่พบบ่อยที่สุดของมะเร็งชนิดไม่รุกราน คือ มะเร็งในท่อน้ำนมระยะต้น (Ductal carcinoma in situ)

มะเร็งเต้านมชนิดรุกราน

มะเร็งชนิดรุกรานมีความสามารถในการแพร่กระจายออกไปนอกเต้านม แม้ว่าจะยังไม่ได้เริ่มแพร่กระจายลุกลามออกไปก็ตาม

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
จัดฟันใสกับ Zenyum, Invisalign, Clear Aligner เริ่มที่ 3,250 บาท เท่านั้น 🔥

ด่วน! ถึงวันที่ 12 ต.ค. นี้เท่านั้น 🦷เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอหมอฟันนาน

%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%aainternal ad

รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของโรคมะเร็งเต้านมชนิดนี้ คือ มะเร็งท่อน้ำนมชนิดรุกราน ซึ่งเกิดขึ้นในเซลล์ที่บุอยู่ตามท่อเต้านม โดยเกิดขึ้นคิดเป็นประมาณ 80% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมดและบางครั้งก็เรียกว่าเป็น มะเร็งที่ไม่มีรูปแบบพิเศษ

มะเร็งเต้านมชนิดอื่น ๆ

มะเร็งเต้านมชนิดอื่น ๆ ที่พบน้อยกว่า ได้แก่ Invasive lobular breast cancer ซึ่งเกิดขึ้นในเซลล์ที่บุตามกลีบต่อมผลิตน้ำนม มะเร็งเต้านมชนิดอักเสบ (Inflammatory breast cancer) และโรคพาเจทที่เต้านม (Paget’s disease of breast)

เป็นไปได้ที่มะเร็งเต้านมจะแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายโดยปกติจะผ่านต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นต่อมเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่กรองแบคทีเรียออกจากร่างกาย หรือผ่านกระแสเลือด โดยหากเป็นเช่นนั้นจะเรียกว่าเป็นมะเร็งเต้านมทุติยภูมิหรือมะเร็งชนิดลุกลาม

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

ประมาณหนึ่งในแปดของผู้หญิงทั่วโลกได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม และมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีมากหากตรวจพบโรคในระยะแรกด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้หญิงจะตรวจดูเต้มนมของตนอย่างสม่ำเสมอเพื่อหาถึงการเปลี่ยนแปลง และควรจะได้รับการตรวจจากแพทย์ประจำตัวของพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ

การตรวจคัดกรองโดยการทำแมมโมแกรม (mammographic screening) ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจหารอยโรคของเต้านมในระยะเริ่มแรก อย่างไรก็ตาม คุณควรทราบด้วยว่าการตรวจทางเอ็กซเรย์ดังกล่าวอาจจะไม่สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้ นอกจากนี้ยังอาจมีโอกาสต้องทำการทดสอบอื่นเพิ่มเติม และกระบวนการพิเศษเช่นการผ่าตัด

ผู้หญิงผู้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมจำเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรองบ่อยครั้ง และอาจต้องทำการทดสอบทางพันธุกรรมสำหรับอาการดังกล่าว

ในฐานะที่เป็นความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นตามอายุ ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนที่อายุ 50-70 ปีควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างน้อยทุกสามปี

การรักษาโรคมะเร็งเต้านม

หากตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกก็สามารถรักษาได้ก่อนที่มันจะแพร่กระจายไปยังบริเวณใกล้เคียงของร่างกาย

มะเร็งเต้านมได้รับการรักษาโดยใช้การรักษาหลายอย่างร่วมกัน ทั้งการผ่าตัด เคมีบำบัดและการฉายรังสีรักษา  การผ่าตัดมักเป็นวิธีการรักษาแบบแรกที่คุณจะได้รับ ตามด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีรักษา หรือในบางกรณีอาจใช้ฮอร์โมนบำบัดหรือการรักษาทางชีวบำบัดร่วมด้วย

ประเภทของการผ่าตัดและการรักษาที่คุณจะได้รับในภายหลังจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเต้านมที่คุณเป็น โดยทีมแพทย์ของคุณจะพูดคุยเกี่ยวกับแผนการรักษาที่ดีที่สุดกับคุณ

โรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงจำนวนหนึ่งจะถูกค้นพบหลังจากที่มันแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย (Metastasis) โรคมะเร็งนี้เรียกว่าโรคมะเร็งขั้นที่สองเรียกว่าโรคมะเร็งระยะหลังหรือมะเร็งระยะลุกลามและไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาคือการบรรเทาอาการเพียงเท่านั้น

การป้องกันโรคมะเร็งเต้านม

เนื่องจากสาเหตุที่แน่ชัดของโรคมะเร็งเต้านมยังไม่เป็นที่ทราบอย่างสมบูรณ์ จึงไม่สามารถทราบได้ว่าวิธีใดที่สามารถป้องกันมะเร็งเต้านมได้อย่างเด็ดขาด

หากคุณมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ การรักษาบางอย่างสามารถลดความเสี่ยงดังกล่าวได้

การศึกษาวิจัยที่ผ่านมาทำการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างโรคมะเร็งเต้านมกับอาหารและแม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่ก็พบว่าเป็นประโยชน์สำหรับผู้หญิงในการรักษาน้ำหนักตัวที่เหมาะสม ออกกำลังกายเป็นประจำ และทานปริมาณไขมันอิ่มตัวและแอลกอฮอล์ให้ต่ำ

มีข้อเสนอแนะว่าการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้มากถึงหนึ่งในสาม หากคุณอยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือน สิ่งสำคัญคือคุณไม่ควรมีน้ำหนักตัวมากเกินหรือเป็นโรคอ้วน เนื่องจากการมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนทำให้เกิดฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มขึ้นและจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้

การใช้ชีวิตอยู่กับมะเร็งเต้านม

การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวันได้มากมายหลายด้าน ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและชนิดของการรักษาที่คุณได้รับ

วิธีที่ผู้หญิงแต่ละคนรับมือกับคำวินิจฉัยและทางเลือกในการรักษาของพวกเขาแตกต่างกันไป คุณสามารถมั่นใจว่ามีการสนับสนุนให้คุณอยู่หลายอย่างหากคุณต้องการ ตัวอย่างเช่น:

  • ครอบครัวและเพื่อนของคุณนั้นอาจกลายเป็นกำลังใจและผู้สนับสนุนที่ดีที่สุด
  • คุณสามารถพูดคุย ปรับทุกข์กับผู้ป่วยคนอื่น ๆ ในสถานการณ์เดียวกันได้
  • ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะโรคของคุณให้มากที่สุด
  • อย่าพยายามเครียดหรือคิดมากเกินไป
  • หาเวลาให้ตัวเองเพื่อทำการพักผ่อนและผ่อนคลาย สงบจิตใจ

 

อาการของโรคมะเร็งเต้านม

อาการเริ่มแรกของโรคมะเร็งเต้านมที่ผู้หญิงเริ่มสังเกตเห็นเป็นส่วนใหญ่ คือ พบก้อนหรือเนื้อเยื่อเต้านมหนาตัวขึ้น

ก้อนตามเต้านมส่วนใหญ่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ได้เป็นโรคมะเร็งเต้านม แต่อย่างไรก็ตามโดยปกติแล้วคุณควรได้รับการตรวจโดยแพทย์ของคุณก่อน

คุณควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจ หากสังเกตเห็นอาการดังต่อไปนี้:

  • มีก้อนหรือบริเวณเนื้อเยื่อหนาตัวขึ้นในเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง
  • การเปลี่ยนแปลงขนาดหรือรูปร่างของเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง
  • มีของเหลวไหลออกมาจากหัวนมของคุณซึ่งอาจจะมีคราบเลือดปนออกมาด้วย
  • พบก้อนหรืออาการบวมในบริเวณรักแร้ของคุณ
  • เกิดรอยบุ๋มบนผิวของทรวงอกของคุณ
  • ผื่นขึ้นบนหัวนมหรือรอบหัวนมของคุณ
  • การเปลี่ยนรูปลักษณ์ของหัวนมของคุณ เช่น หัวนมบุ๋มยุบลงไปในเต้านมของคุณ

อาการปวดเต้านมมักไม่ใช่อาการของโรคมะเร็งเต้านม

การเฝ้าสังเกตรูปร่างของเต้านม

สิ่งสำคัญคือต้องสังเกตและทราบถึงลักษณะเต้านมของคุณเองในสภาวะปกติเพื่อให้คุณสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้โดยเร็วที่สุดหากเกิดขึ้น ทำความเข้าใจและรับรู้ถึงลักษณะปกติของเต้านมคุณเรื่อย ๆ ซึ่งเต้านมของคุณอาจดูแตกต่างหรือรู้สึกต่างกันออกไปในช่วงชีวิตที่แตกต่างกันของคุณ การเฝ้าสังเกตลักษณะเต้านมของตนเองจะทำให้สามารถตรวจพบปัญหาได้ง่ายขึ้น

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม

สาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จึงทำให้ยากที่จะบอกว่าทำไมผู้หญิงคนหนึ่งจึงอาจเป็นโรคมะเร็งเต้านมและอีกคนหนึ่งอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม พบว่าปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่ส่งผลต่อโอกาสในการเป็นมะเร็งเต้านมของคุณ ปัจจัยบางอย่างคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ก็มีหลายปัจจัยเช่นกันที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้ ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้แก่

อายุ

ความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นตามอายุ โรคนี้พบมากในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีซึ่งเป็นวัยหมดประจำเดือน โดยเฉลี่ยประมาณ 8 ใน 10 คนของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเกิดขึ้นในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี

ผู้หญิงทุกคนที่อายุ 50-70 ปี ควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างน้อยทุกๆ 3 ปี

ประวัติครอบครัว

หากคุณมีญาติสายตรงที่เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่ คุณอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งเต้านมเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโรคมะเร็งเต้านมจัดเป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงจึงเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัวมากกว่าหนึ่งรายโดยบังเอิญ

กรณีส่วนใหญ่ของโรคมะเร็งเต้านมไม่ได้สืบทอดทางพันธุกรรม แต่ยีนสองตำแหน่งที่เรียกว่า BRCA1 และ BRCA2 สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งการเป็นมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ได้ โดยเป็นไปได้ที่ยีนที่ผิดปกติเหล่านี้จะถูกถ่ายทอดจากรุ่นแม่ไปสู่รุ่นลูก นอกจากนี้ ยีนที่สาม (TP53) ก็มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งเต้านมเช่นกัน

หากคุณมีญาติใกล้ตัวสองคนหรือมากกว่าจากญาติฝั่งใดฝั่งหนึ่งของครอบครัว เช่น แม่ น้องสาว หรือลูกสาวที่เป็นมะเร็งเต้านมในช่วงอายุต่ำกว่า 50 ปี คุณอาจจำเป็นต้องทำการเฝ้าระวังโรคมะเร็งเต้านมหรือทำการตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมเพื่อค้นหายีนที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมขึ้น หากคุณกังวลเกี่ยวกับประวัติครอบครัวของคุณเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมให้ปรึกษาแพทย์ประจำตัวของคุณ หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมก่อนหน้านี้

หากคุณเคยเป็นมะเร็งเต้านมก่อนหน้านี้ หรือพบว่าเคยมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์มะเร็งระยะไม่รุกรานในบริเวณท่อน้ำนมจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมอีกฝั่งหนึ่งหรือในเต้านมเดียวกันอีกครั้ง

เคยมีก้อนเนื้อในเต้านมชนิดไม่ร้าย (Benign breast lump)

การมีก้อนเนื้อในเต้านมชนิดไม่ร้ายไม่ได้หมายความว่าคุณจะกลายเป็นโรคมะเร็งเต้านมเสมอไป แต่ก้อนบางชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมได้เล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงทางกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติในเนื้อเยื่อเต้านมของคุณ เช่น การเติบโตของเซลล์บุท่อน้ำนมที่ผิดปกติ หรือโรคมะเร็งของกลีบต่อมน้ำนมระยะต้น (Lobular carcinoma in situ อาจทำให้โอกาสการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น

ความแน่นของเต้านม

ทรวงอกของคุณประกอบด้วยต่อมเล็ก ๆ หลายพันต่อมรวมกันเรียกเป็นกลีบ (lobules) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตน้ำนม บริเวณกลีบนมหรือต่อมเหล่านี้มีปริมาณของเซลล์เต้านมหน้าแน่นมากกว่าเนื้อเยื่อเต้านมบริเวณอื่น ๆ ทำให้คลำแล้วบริเวณนี้จะแน่นกว่าบริเวณอื่น ผู้หญิงที่มีเต้านมแน่นมากอาจมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น เนื่องจากมีจำนวนเซลล์ที่สามารถพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งมากกว่าผู้ที่มีเต้านมอ่อนนุ่มกว่า

เนื้อเยื่อเต้านมที่หนาแน่นยังสามารถทำการตรวจเต้านมด้วยภาพรังสีแมมโมแกรมได้ยากกว่าอีกด้วย เนื่องจากยากที่จะอ่านผลเพราะทำให้เห็นภาพก้อนหรือบริเวณเนื้อเยื่อผิดที่ปกติได้ยากขึ้น โดยปกติ ผู้หญิงที่อายุน้อยกว่ามักมีเต้าตมเต่งตึงและแน่น แต่เมื่อคุณอายุมากขึ้น ปริมาณของเนื้อเยื่อต่อมในเต้านมของคุณจะลดลงและถูกแทนที่ด้วยไขมันจึงทำให้หน้าอกของคุณมีความหนาแน่นน้อยลง

การได้รับฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนปริมาณมากเกินไป

ฮอร์โมนเพศหญิงหรือที่เรียกว่าเอสโตรเจนนั้นบางครั้งสามารถกระตุ้นเซลล์มะเร็งเต้านมและทำให้พวกมันเกิดการเจริญเติบโตได้ โดยปกติ รังไข่จะเริ่มผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนเมื่อคุณเริ่มเข้าสู่วัยสาวเพื่อควบคุมรอบประจำเดือนของร่างกายคุณ

ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยกับปริมาณสโตรเจนที่ร่างกายของคุณได้รับหรือสัมผัส ตัวอย่างเช่น หากตัวคุณเองเริ่มต้นเข้าสู่วัยสาวไวและเข้าวัยหมดประจำเดือนช้ากว่าคนอื่น ๆ ร่างกายคุณจะได้รับเอสสโตรเจนปริมาณมากกว่าเนื่องจากช่วงเวลาที่นานขึ้นทั้งเริ่มผลิตไวและหยุดผลิตช้ากว่าคนอื่น ในทำนองเดียวกัน การไม่มีบุตรหรือตั้งครรภ์เมื่ออายุมากแล้วนั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้เล็กน้อย เนื่องจากการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่มีช่วงหยุดชะงักจากการตั้งครรภ์เลย

น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน

หากคุณเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน คุณอาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากขึ้น แนวคิดนี้สัมพันธ์กับปริมาณของฮอร์โมนหญิงในร่างกายของคุณเนื่องจากการมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนหลังจากวัยหมดประจำเดือนทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้นเช่นกัน

เป็นคนตัวสูง

หากคุณตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป คุณมีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าคนที่ความสูงปกติหรือเตี้ยกว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นยังไม่มีคำอธิบายได้ชัดเจนแต่นักวิจัยเชื่อว่าอาจเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางพันธุกรรม โภชนาการและฮอร์โมนร่วมกัน

การดื่มแอลกอฮอล์

ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณแอลกอฮอล์ที่คุณดื่ม การวิจัยแสดงให้เห็นว่าในสตรีที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกๆ วันปริมาณ 2 หน่วยต่อวันจะมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมถึง 4 เท่าเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลย

การได้รับรังสี

กระบวนการทางการแพทย์บางอย่างที่ใช้รังสี เช่น การถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์และการสแกนด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเล็กน้อย

หากคุณเคยได้รับรังสีรักษาที่บริเวณหน้าอกของคุณสำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กินเมื่อครั้งที่คุณยังเป็นเด็ก คุณควรได้รับทราบถึงความเสี่ยงและเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเป็นมะเร็งเต้านม ลองติดต่อสอบถามที่แพทย์ประจำตัวของงคุณหากยังไม่เคยมีใครกล่าวถึงเรื่องนี้มาก่อน

หากคุณกำลังต้องการการฉายรังสีสำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของคุณควรอธิบายเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมก่อนเริ่มการรักษา

การรักษาด้วยการทดแทนฮอร์โมน (Hormone replacement therapy: HRT)

การรักษาด้วยการทดแทนฮอร์โมนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยทั้งการใช้ฮอร์โมนแบบผสมและการใช้เพียงฮอร์โมนเอสโตรเจนสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ แม้ว่าความเสี่ยงของการใช้ฮอร์โมนแบบผสมนั้นจะสูงกว่าเล็กน้อย

ประมาณการณ์ทางสถิติว่าผู้หญิงทุก 1,000 คนที่ได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทนเป็นเวลาต่อเนื่อง 10 ปีจะมีปริมาณผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 19 คนเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับฮอร์โมน นอกจากนี้ ความเสี่ยงยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยไปเรื่อย ๆ หากยังได้รับฮอร์โมนต่อแต่อัตราความเสี่ยงดังกล่าวจะกลับมาเป็นปกติเมื่อคุณหยุดการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน

 

การวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม

การตรวจที่คลินิกมะเร็งเต้านม

หากคุณสงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม โดยอาจเกิดอาการหรือพบจากภาพรังสีแมมโมแกรมของคุณที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติ คุณจะถูกส่งไปที่คลินิกมะเร็งเต้านม โดยแพทย์หรือบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจทดสอบเพิ่มเติม

การตรวจภาพรังสีแมมโมแกรม และการอัลตราซาวนด์เต้านม

หากคุณมีอาการต่าง ๆ ตามบทความข้างต้นและได้รับการส่งต่อโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของคุณ คุณจะได้รับการตรวจเอ็กซเรย์ชนิดแมมโมแกรมของหน้าอกของคุณ และคุณอาจต้องใช้การตรวจอัลตราซาวนด์ร่วมด้วย

หากคุณอายุต่ำกว่า 35 ปี แพทย์ของคุณอาจแนะนำให้คุณสแกนอัลตราซาวนด์เต้านมเท่านั้น เนื่องจากสตรีที่อายุน้อยกว่ามีหน้าอกที่แน่นกว่าวัยสูงอายุซึ่งหมายความว่าการตรวจภาพรังสีแมมโมแกรมของเต้านมไม่ได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการอัลตราซาวนด์ในการตรวจหามะเร็ง

การทำอัลตราซาวด์จะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อสร้างภาพด้านในของเต้านมของคุณว่ามีก้อนหรือความผิดปกติใด ๆ หรือไม่ แพทย์ของคุณอาจส่งตรวจอัลตราซาวด์เต้านมหากต้องการทราบว่าก้อนในเต้านมของคุณนั้นเป็นก้อนแข็งทึบตันหรือมีของเหลวบรรจุอยู่ภายใน

การตรวจชิ้นเนื้อ

การตรวจชิ้นเนื้อคือการนำตัวอย่างของเซลล์เนื้อเยื่อที่ถูกเจาะมาจากเต้านมของคุณ และนำมาทดสอบเพื่อดูว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ภายในกล้องจุลทรรศน์ นอกจากนี้ คุณยังอาจต้องทำการสแกนและการตรวจด้วยเข็มต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณรักแร้ร่วมด้วย เพื่อดูว่าบริเวณเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากมะเร็งไปแล้วหรือไม่

การตรวจชิ้นเนื้อสามารถทำได้หลายวิธี  และชนิดที่คุณจะได้รับนั้นขึ้นกับสิ่งที่แพทย์ของคุณทราบเกี่ยวกับสภาวะโรคของคุณ ต่อไปนี้จะเป็นแนวทางการทำการตรวจชิ้นเนื้อเต้านมคร่าว ๆ ที่นิยมใช้

การเจาะดูดเซลล์ (Needle aspiration)  อาจถูกใช้เพื่อนำเอาตัวอย่างชิ้นเนื้อของเซลล์เต้านมของคุณมาตรวจตัวอย่างของเซลล์ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ หรือเพื่อระบายถุงซีสต์ซึ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยของเหลวอยู่ภายใน แพทย์ของคุณจะใช้เข็มเพื่อเจาะดูดตัวอย่างเซลล์ออกมาโดยไม่ต้องกรีดเปิดหรือตัดเนื้อเยื่อที่ปกคลุมอยู่แต่อย่างใด

การตรวจชิ้นเนื้อด้วยการเจาะดูดเซลล์นั้นถือเป็นชนิดของการตรวจชิ้นเนื้อที่นิยมใช้มากที่สุด ตัวอย่างเนื้อเยื่อถูกดูดมาจากก้อนภายในเต้านมของคุณโดยใช้ปลายเข็มขนาดใหญ่ คุณจะได้รับยาชาเฉพาะที่ซึ่งหมายความว่าคุณจะมีสติอยู่เต็มที่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจแต่บริเวณเต้านมของคุณจะชาและไม่เจ็บปวดอะไร

แพทย์ของคุณอาจแนะนำให้คุณทำการเจาะดูดเซลล์แบบมีการนำทาง โดยอาจใช้อัลตราซาวนด์หรือเอ็กซ์เรย์ หรือในบางครั้งก็ใช้เอ็มอาร์ไอเพื่อนำทิศของเข็มให้ดีกว่าการเจาะปกติและให้ได้การวินิจฉัยโรคมะเร็งที่แม่นยำและเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้นและเพื่อแยกแยะความแตกต่างของเซลล์มะเร็งกับเนื้องอกชนิดไม่รุกรานโดยเฉพาะมะเร็งในท่อน้ำนมระยะต้น (Ductal carcinoma in situ)

การตัดชิ้นเนื้อสุญญากาศ (Vacuum-assisted biopsy) หรืออีกชื่อหนึ่งคือแมมโมโทม (mammotome biopsy) จัดเป็นอีกหนึ่งชนิดหนึ่งของการตรวจชิ้นเนื้อ ระหว่างกระบวนการตัดชิ้นเนื้อเข็มที่ใช้เจาะจะติดอยู่กับท่อดูดแรงอ่อนซึ่งจะช่วยดูดชิ้นเนื้อตัวอย่าง และคอยกำจัดคราบเลือดออกจากบริเวณข้างเคียงให้ทำงานได้ง่ายขึ้น

การตรวจทดสอบเพิ่มเติมสำหรับโรคมะเร็งเต้านม

หากการวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมได้รับการยืนยันแล้ว จำเป็นต้องมีการทดสอบอื่นเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาระยะและระดับของโรคมะเร็งเต้านมดังกล่าวและเพื่อหาวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

การสแกนและการถ่ายเอกซเรย์

อาจจำเป็นต้องใช้การสแกนด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือภาพเอกซเรย์ทรวงอก และการทำอัลตราซาวนด์บริเวณตับเพื่อตรวจดูว่าเซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังปอดหรือตับของคุณแล้วหรือไม่ การตรวจเอ็มอาร์ไอบริเวณเต้านมก็อาจจำเป็นเพื่อทำการชี้ถึงตำแหน่งของเซลล์มะเร็งและเพื่อประเมินขอบเขตของก้อนมะเร็งภายในเต้านม

หากแพทย์ของคุณคิดว่าโรคมะเร็งเต้านมอาจแพร่กระจายลุกลามไปยังกระดูกคุณแล้ว อาจต้องทำการตรวจสแกนกระดูกร่วมด้วย (Bone scan) ก่อนที่จะมีการตรวจสแกนกระดูกจะมีการฉีดสารรังสีอ่อน ๆ ปริมาณหนึ่งหรือที่เรียกว่าไอโซโทปเข้าไปในหลอดเลือดดำที่แขนของคุณ สารนี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระดูกของคุณปริมาณมากขึ้นหากกระดูกเหล่านั้นได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็ง บริเวณกระดูกที่ได้รับผลกระทบหรือมีเซลล์มะเร็งอยู่นั้นจะปรากฏเป็นส่วนที่เด่นชัดขึ้นมาในภาพซึ่งเกิดจากการใช้กล้องตรวจเฉพาะ

การตรวจเพื่อระบุประเภทของการรักษาที่เฉพาะเจาะจง

นอกจากนี้ คุณยังจำเป็นต้องมีการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อหาว่าโรคมะเร็งดังกล่าวจะตอบสนองต่อการรักษาเฉพาะประเภทหรือไม่ ผลของการทดสอบเหล่านี้สามารถทำให้แพทย์ของคุณมองภาพของมะเร็งที่คุณเป็นและวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประเภทของการตรวจทดสอบต่าง ๆ ที่คุณอาจได้ทำนั้นรายละเอียดอยู่ด้านล่าง

ในบางกรณี เซลล์มะเร็งเต้านมสามารถถูกกระตุ้นให้เจริญเติบโตโดยฮอร์โมนที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายของคุณ เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน

หากเป็นเช่นนั้น โรคมะเร็งอาจได้รับการรักษาโดยการยับยั้งฤทธิ์ของฮอร์โมนดังกล่าว หรือโดยการลดระดับฮอร์โมนเหล่านี้ในร่างกายของคุณลง กระบวนการรักษานี้เรียกว่า "การรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัด"

ในระหว่างการทดสอบตัวรับฮอร์โมน (Hormone receptor test) ตัวอย่างเซลล์มะเร็งจะถูกนำออกมาจากเต้านมเพื่อทดสอบว่าเซลล์เหล่านั้นตอบสนองต่อฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนหรือไม่ ถ้าฮอร์โมนสามารถเกาะติดกับเซลล์มะเร็งได้ดีผ่านใช้ตัวรับฮอร์โมนที่อยู่บนผิวเซลล์ ผลของการทดสอบนี้จะถือว่าเป็นผลบวก

ในขณะที่ฮอร์โมนบางอย่างสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของโรคมะเร็งเต้านมชนิดหนึ่งได้ แต่ชนิดอื่น ๆ อาจถูกกระตุ้นด้วยโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่าปัจจัยเจริญเติบโตของผิวหนังมนุษย์ชนิด 2 (human epidermal growth factor receptor 2: HER2)

มะเร็งชนิดนี้สามารถวินิจฉัยได้โดยใช้การทดสอบ HER2 และสามารถรักษาด้วยการใช้ยาเพื่อยับยั้งฤทธิ์ของ HER2 การรักษานี้เรียกว่า ชีวบำบัดหรือการให้ยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง

ระยะและระดับของมะเร็งเต้านม

ระยะของมะเร็งเต้านม

เมื่อมะเร็งเต้านมของคุณได้รับการวินิจฉัยแพทย์จะแจ้งว่ามะเร็งของคุณอยู่ในระยะใด  ระยะ (Stage) สามารถอธิบายถึงขนาดของมะเร็งและการแพร่กระจายของมัน

มะเร็งท่อน้ำนมระยะต้นเฉพาะที่ (Ductal carcinoma in situ: DCIS) มักจะถูกเรียกว่าเป็นระยะ 0 ส่วนระยะอื่น ๆ ของมะเร็งเต้านมมีรายละเอียดดังนี้

  • ระยะที่ 1 - ก้อนเนื้องอกมีขนาดน้อยกว่า 2 ซม. และต่อมน้ำเหลืองในบริเวณรักแร้ยังไม่ได้รับผลกระทบ และไม่มีสัญญาณแสดงว่ามะเร็งแพร่กระจายไปที่อื่นในร่างกายแต่อย่างใด
  • ระยะที่ 2 - ก้อนเนื้องอกมีขนาด 2-5 ซม. หรือต่อมน้ำเหลืองในบริเวณรักแร้ได้รับผลกระทบหรือทั้งสองอย่าง แต่ไม่มีสัญญาณว่ามะเร็งแพร่กระจายไปที่อื่นในร่างกายแต่อย่างใด
  • ระยะที่ 3 - ก้อนเนื้องอกมีขนาด 2-5 ซม. และอาจลุกลามไปในโครงสร้างอื่นของเต้านม เช่นผิวหนังหรือเนื้อเยื่อรอบ ๆ โดยต่อมน้ำเหลืองในบริเวณรักแร้จะได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตามไม่มีสัญญาณว่ามะเร็งได้แพร่กระจายไปที่อื่นในร่างกายแต่อย่างใด
  • ระยะที่ 4 - ไม่สำคัญว่าเนื้องอกมีขนาดเท่าใดแต่สำคัญคือเซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เรียกว่ามะเร็งระยะลุกลาม (Metastasis)

ระบบการจัดระยะแบบ TNM (TNM staging system)

ระบบการจัดระยะแบบ TNM อาจถูกใช้เพื่ออธิบายถึงสภาวะของโรคมะเร็งเต้านมเนื่องจากสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการวินิจฉัยได้ T อธิบายขนาดของเนื้องอก N อธิบายว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหรือไม่และ M แสดงให้เห็นว่ามะเร็งแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายหรือไม่

ระดับหรือเกรดของโรคมะเร็งเต้านม

เกรดจะอธิบายถึงลักษณะของเซลล์มะเร็ง

  • เกรดต่ำ (G1) - เซลล์แม้ว่าจะมีลักษณะผิดปกติแต่การเจริญเติบโตช้า
  • เกรดปานกลาง (G2) - เซลล์มีลักษณะผิดปกติมากขึ้น
  • เกรดสูง (G3) - เซลล์มีลักษณะผิดปกติมากและมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้รวดเร็ว

 

การรักษาโรคมะเร็งเต้านม

ภาพรวมการรักษา

การผ่าตัดมักเป็นวิธีการรักษามะเร็งเต้านมหลัก ประเภทของการผ่าตัดที่คุณจะได้รับจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเต้านมที่คุณเป็น

การผ่าตัดโดยปกติจะตามด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีรักษา หรือในบางกรณีอาจเป็นฮอร์โมนบำบัดหรือการรักษาชีวบำบัดร่วมด้วย เช่นเดียวกันว่าการรักษาคุณจะได้รับนั้นขึ้นกับชนิดของมะเร็งเต้านม

แพทย์ประจำตัวของคุณจะแจ้งและปรึกษาแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ ยาเคมีบำบัดหรือการรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัด บางครั้งอาจเป็นการรักษาเริ่มแรกในผู้ป่วยหลาย ๆ คน

มะเร็งเต้านมทุติยภูมิ (Secondary breast cancer)

มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะถูกพบและสังเกตได้ในช่วงแรกของโรค อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงจำนวนหนึ่งพบว่าตนเองเป็นมะเร็งเต้านมหลังจากที่โรคดังกล่าวลุกลามแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายไปแล้ว (Metastasis)

หากเป็นเช่นนั้น ประเภทของการรักษาที่คุณได้รับอาจแตกต่างออกไป โรคมะเร็งระยะที่สองหรือที่เรียกว่า "มะเร็งระยะลุกลาม" หรือ "มะเร็งระยะสุดท้าย" นั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้และการรักษามีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดชะลอการลุกลามของโรค โดยพยายามทำให้ก้อนมะเร็งหดตัวหรือหายไปและทำให้คุณรู้สึกเป็นปกติและสามารถมีชีวิตได้อย่างเต็มที่

การผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งเต้านม

มีสองประเภทหลักของการผ่าตัดมะเร็งเต้านม ได้แก่:

  • การผ่าตัดเพื่อเอาเฉพาะก้อนมะเร็งในเต้านมออกหรือที่เรียกว่า การผ่าตัดอนุรักษ์เต้านม (Breast conserving surgery)
  • การผ่าตัดเพื่อนำเต้านมทั้งหมดออกซึ่งเรียกว่า การผ่าตัดตัดเต้านมทั้งหมด (Mastectomy)

ในหลายกรณีการผ่าตัดตัดเต้านมทั้งหมดอาจตามด้วยศัลยกรรมตกแต่งเพื่อพยายามสร้างโครงสร้างทดแทนเต้านมที่ถูกตัดออกไป

การศึกษาพบว่าการผ่าตัดอนุรักษ์เต้านมตามด้วยการฉายรังสีรักษามีอัตราการประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับการทำศัลยกรรมตัดเต้านมทั้งหมดหากเป็นการรักษาโรคมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก

การผ่าตัดอนุรักษ์เต้านม (Breast-conserving surgery)

การผ่าตัดรักษาเต้านมมีหลายประเภทตั้งแต่ การตัดก้อนเต้านมเฉพาะที่ (Lumpectomy / Wide local excision) ซึ่งจะมีเพียงแค่ก้อนเนื้องอกและเนื้อเยื่อเต้านมรอบ ๆ บางส่วนเท่านั้นที่ถูกตัดออกไปจนถึงการผ่าตัดตัดเต้านมบางส่วน (Partial mastectomy) หรือการผ่าตัดเต้านมหนึ่งในสี่ส่วน (Quadrantectomy)

หากคุณได้รับการผ่าตัดอนุรักษ์เต้านม ปริมาณเนื้อเยื่อที่จะถูกกำจัดออกจะขึ้นอยู่กับ:

  • ชนิดของมะเร็งที่คุณมี
  • ขนาดของเนื้องอกและตำแหน่งที่อยู่ในเต้านมของคุณ
  • ปริมาณของเนื้อเยื่อรอบ ๆ ที่จำเป็นต้องกำจัด
  • ขนาดหน้าอกของคุณ

ศัลยแพทย์ของคุณจะกำจัดเนื้อเยื่อเต้านมที่มีสุขภาพดีรอบ ๆ ออกไปด้วยซึ่งจะนำไปตรวจหาร่องรอยของมะเร็งร่วมด้วย หากไม่มีมะเร็งอยู่ในเนื้อเยื่อที่มีสุขภาพดีดังกล่าวคุณจะมีเพียงโอกาสเล็กน้อยที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง แต่หากพบเซลล์มะเร็งในเนื้อเยื่อดังกล่าวเนื้อเยื่ออื่น ๆ อาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อกำจัดเนื้อเยื่อจากเต้านมของคุณให้กว้างขึ้นไปอีก

หลังจากได้รับการผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งเต้านมแล้วคุณมักจะได้รับการฉายรังสีรักษาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่

การผ่าตัดตัดเต้านมทั้งหมด

การผ่าตัดตัดเต้านมทั้งหมด คือ การกำจัดเนื้อเยื่อเต้านมทั้งหมดรวมทั้งหัวนม หากไม่มีสัญญาณชัดเจนว่ามะเร็งนั้นได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองของคุณ คุณอาจได้รับการผ่าตัดตัดเต้านมทั้งหมดร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลือที่เกี่ยวข้อง

ถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำหลืองคุณอาจจะจำเป็นต้องกำจัดต่อมน้ำเหลืองจากบริเวณรักแร้ใต้แขนกว้างขึ้น

การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม (Reconstruction)

การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม คือ การผ่าตัดเพื่อสร้างรูปลักษณ์ของเต้านมใหม่ให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุดเมื่อเทียบกับเต้านมอีกข้างหนึ่งของคุณ การผ่าตัดฟื้นฟูดังกล่าวสามารถทำได้ในช่วงเดียวกับการผ่าตัดตัดเต้านมทั้งหมด ซึ่งถึงเป็นการผ่าตัดเสริมสร้างทันที หรือสามารถดำเนินการได้ในภายหลังซึ่งถือการผ่าตัดเสริมสร้างเว้นระยะ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งโดยการใส่เต้านมเทียมหรือใช้เนื้อเยื่อจากส่วนอื่นของร่างกายเพื่อสร้างเต้านมใหม่

การผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง

หากต้องการทราบว่ามะเร็งแพร่กระจายไปแล้วหรือไม่ จะมีการดำเนินการที่เรียกว่าการตรวจชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลือง

ต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล (Sentinel lymph nodes) จะเป็นต่อมน้ำเหลืองแรกที่เซลล์มะเร็งไปถึงหากเริ่มมีการแพร่กระจายซึ่งต่อมน้ำเหลืองกลุ่มนี้จัดเป็นส่วนหนึ่งของต่อมน้ำเหลืองรักแร้ใต้แขน (Axillary lymph nodes) ตำแหน่งของต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลแตกต่างกันไปในแต่ละคน ดังนั้นการหาตำแหน่งที่ชัดเจนจึงต้องใช้หลายวิธีผสมกันทั้งของการใช้สารรังสีและสีย้อมน้ำเงิน

ต่อมน้ำเหลืองที่ถูกตัดออกมาจะถูกนำมาตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจดูว่ามีเซลล์มะเร็งแพร่กระจายเข้าไปอยู่หรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่ามะเร็งเริ่มแพร่กระจายแล้วหรือไม่

หากพบเซลล์มะเร็งอยู่ในกลุ่มต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล คุณอาจต้องผ่าตัดเพิ่มเติมเพื่อกำจัดต่อมน้ำเหลืองออกจากใต้แขนส่วนที่เหลือออกด้วย

การฉายรังสีรักษา

การฉายรังสีรักษาจะใช้ระดับรังสีพลังงานสูงเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยปกติจะได้รับรังสีดังกล่าวหลังการผ่าตัดและเคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งที่หลงเหลืออยู่

หากคุณจำเป็นต้องทำการรักษาด้วยการฉายรังสีรักษา การฉายรังสีดังกล่าวจะเริ่มประมาณหนึ่งเดือนหลังจากการผ่าตัดหรือการรักษาด้วยเคมีบำบัดเพื่อให้ร่างกายของคุณมีโอกาสฟื้นตัว คุณอาจจะได้รับการบำบัดด้วยรังสีบำบัด 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นเวลานานสามถึงหกสัปดาห์ โดยแต่ละครั้งในการฉายรังสีจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

ประเภทของการฉายรังสีรักษาที่คุณจะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อนมะเร็งและประเภทของการผ่าตัดที่คุณได้รับ ในผู้ป่วยหญิงบางคนอาจไม่จำเป็นต้องได้รับรังสีรักษาเลย ประเภทของรังสีรักษาที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็งเต้านมได้แก่

  • การฉายรังสีทรวงอก (Breast radiotherapy) - หลังจากการผ่าตัดอนุรักษ์เต้านม รังสีรักษาจะถูกฉายลงบนเนื้อเยื่อเต้านมที่เหลือทั้งหมด
  • การฉายรังสีผนังช่องอก - หลังการผ่าตัดตัดเต้านมทั้งหมด รังสีรักษาจะถูกฉายลงบนผนังทรวงอก
  • การฉายรังสีเสริมบริเวณเต้านม (Breast boost) - ผู้หญิงบางคนอาจได้รับการเสริมฉายรังสีในปริมาณสูงในบริเวณที่มะเร็งถูกตัดออกไป อย่างไรก็ตาม การฉายรังสีเสริมนี้อาจมีผลต่อรูปลักษณ์ของเต้านมโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีหน้าอกขนาดใหญ่ และในบางครั้งอาจมีผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น การแข็งตัวของเนื้อเยื่อเต้านม (fibrosis)
  • การฉายรังสีรักษาบนต่อมน้ำเหลือง - การฉายรังสีดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายที่บริเวณรักแร้และบริเวณโดยรอบเพื่อฆ่ามะเร็งที่อาจมีอยู่ในต่อมน้ำเหลืองดังกล่าว

ผลข้างเคียงของการฉายรังสีรักษา ได้แก่ :

  • ความระคายเคืองต่อผิวหนัง และผิวหนังคล้ำขึ้นซึ่งอาจทำให้ผิวหนังแห้ง บอบช้ำ และเป็นแผลง่าย
  • ความเหนื่อยล้า และในบางครั้งอาจอ่อนเพลียอย่างมาก
  • การสะสมของของเหลวส่วนเกินในบริเวณแขนของคุณเนื่องจากมีการอุดตันต่อมน้ำเหลืองใต้แขนของคุณ (Lymphoedema)

เคมีบำบัด

เคมีบำบัดเกี่ยวข้องกับการใช้ยาต้านมะเร็ง (cytotoxic) เพื่อเจาะจงฆ่าเซลล์มะเร็ง ยาดังกล่าวมักใช้หลังจากการผ่าตัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่ กระบวนการนี้เรียกว่าเคมีบำบัดเสริม (Adjuvant chemotherapy)

ในบางกรณี คุณอาจได้รับเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดซึ่งมักใช้เพื่อลดขนาดของเนื้องอกขนาดใหญ่ ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า เคมีบำบัดนำการรักษาอื่น (Neo-adjuvant chemotherapy)

เคมีบำบัดสามารถใช้ยาได้หลากหลายชนิด และมักให้ยาสามชนิดพร้อมกัน การเลือกใช้ยาและสูตรของยาที่คุณจะได้รับขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเต้านมที่คุณเป็นและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งดังกล่าว

ยาเคมีบำบัดมักอยู่ในโรงพยาบาลส่วนผู้ป่วยนอกซึ่งหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลข้ามคืน ยามักจะได้รับผ่านทางหยดน้ำเกลือตรงเข้าสู่กระแสเลือดผ่านหลอดเลือดดำ

ในบางกรณี คุณอาจได้รับยาเม็ดที่คุณสามารถทานเองได้ที่บ้าน คุณอาจได้รับการบำบัดด้วยเคมีบำบัดทุกๆ 2-3 สัปดาห์ในช่วง 4-8 เดือนเพื่อให้ร่างกายของคุณมีช่วงระยะฟื้นตัวในระหว่างช่วงการรักษา

ผลข้างเคียงหลักของการรักษาด้วยเคมีบำบัดเกิดจากฤทธิ์ข้างเคียงของยาดังกล่าวต่อเซลล์ปกติที่มีสุขภาพดี เช่น เซลล์ภูมิคุ้มกัน ผลข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่:

  • การติดเชื้อ
  • สูญเสียความอยากอาหาร
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • ความเมื่อยล้า
  • ผมร่วง
  • ปากเป็นแผล

คุณสามารถป้องกันหรือควบคุมผลข้างเคียงหลายอย่างได้โดยใช้ยาที่แพทย์ของคุณสั่ง

ยาเคมีบำบัดยังสามารถหยุดการผลิตเอสโตรเจนตามปกติของร่างกายของคุณซึ่งฮอร์โมนนี้เป็นที่รู้จักดีว่าสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมบางชนิด

หากคุณยังไม่เข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือน ประจำเดือนของคุณอาจหยุดลงในขณะที่คุณกำลังรับการรักษาด้วยเคมีบำบัด หลังจากการรักษาด้วยเคมีบำบัดเสร็จสิ้น รังไข่ของคุณควรจะเริ่มผลิตฮอร์โมนเพศหญิงอีกครั้งและเข้าสู่รอบเดือนตามปกติ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเสมอในผู้ป่วยทุกคนและคุณอาจเข้าสู่ช่วงหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร โดยแนวโน้มมักเกิดขึ้นกับผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปีเพราะใกล้กับช่วงวัยหมดประจำเดือนอยู่แล้ว แพทย์ของคุณจะหารือกับคุณเกี่ยวกับผลกระทบที่การรักษาใด ๆ จะส่งผลต่อการมีบุตรของคุณ

เคมีบำบัดสำหรับมะเร็งเต้านมทุติยภูมิ

ถ้ามะเร็งเต้านมของคุณแพร่กระจายเกินขอบเขตของเต้านมและต่อมน้ำเหลืองไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย การรักษาด้วยเคมีบำบัดจะไม่สามารถรักษามะเร็งให้หายขาด แต่อาจทำให้ขนาดเนื้อเนื้องอกลดลง ช่วยบรรเทาอาการและช่วยยืดอายุขัยของคุณ

การรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัด

มะเร็งเต้านมบางชนิดถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือโปรเจสเตอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายของคุณ

มะเร็งชนิดนี้เรียกว่า มะเร็งที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมน (hormone-receptor-positive cancers) การรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัดทำได้โดยการลดระดับฮอร์โมนในร่างกายของคุณหรือโดยการยับยั้งฤทธิ์ของฮอร์โมนดังกล่าว

ชนิดของการรักษาด้วยฮอร์โมนที่คุณจะได้รับขึ้นอยู่กับระยะและระดับของมะเร็ง และฮอร์โมนนั้นยังมีความสำคัญกับอายุของคุณหรือไม่ หรือว่าคุณเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน และกระทบต่อการรักษาอื่น ๆ ที่คุณทำอยู่หรือไม่

คุณอาจจะได้รับการบำบัดด้วยฮอร์โมนหลังการผ่าตัดและการรักษาด้วยเคมีบำบัด แต่บางครั้งอาจได้รับก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนเนื้องอกทำให้ง่ายต่อการกำจัดออก

การรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัดอาจใช้เป็นการรักษาหลักของโรคมะเร็งเต้านมก็เป็นได้ หากสภาวะสุขภาพทั่วไปของคุณไม่แข็งแรงพอให้คุณสามารถเข้ารับการผ่าตัด ทำการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีได้

ในกรณีส่วนใหญ่ คุณจะต้องใช้การรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัดนานถึงห้าปีหลังจากการผ่าตัด แต่หากมะเร็งเต้านมของคุณไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนดังกล่าว การรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัดจะไม่ส่งผลใด

Tamoxifen

Tamoxifen จะยับยั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนจากการเกาะและส่งสัญญาณให้กับเซลล์มะเร็งที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมน ยาดังกล่าวจะต้องได้รับเวลาทุกวันในลักษณะเป็นยาเม็ดหรือยาน้ำ โดยอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายประการ ได้แก่:

  • ความเมื่อยล้า
  • การเปลี่ยนแปลงของรอบเดือนของคุณ
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • ร้อนวูบวาบ
  • ปวดตามข้อ
  • อาการปวดหัว
  • น้ำหนักมากขึ้น

Aromatase inhibitors

หากคุณเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว คุณอาจได้รับยา aromatase inhibitor ยานี้ทำงานโดยการยับยั้งสาร aromatase ซึ่งเป็นสารที่ช่วยผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนของร่างกายในช่วงหมดประจำเดือน โดยหากเป็นวัยสาวก่อนหน้านั้นการผลิตเอสโตรเจนจะทำโดยรังไข่

Aromatase inhibitors มีสามตัวหลัก ได้แก่ anastrozole, exemestane และ letrozole ยาเหล่านี้มีในรูปแบบยาเม็ดสำหรับทานวันละครั้ง ผลข้างเคียงได้แก่:

  • ร้อนวูบวาบและเหงื่อออกมาก
  • สูญเสียความสนใจในเรื่องเพศ
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • ความเมื่อยล้า
  • ปวดข้อและปวดกระดูก
  • ปวดหัว
  • ผื่นผิวหนัง

การระงับ หรือการกดการทำงานของรังไข่

ในผู้หญิงที่ยังไม่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนฮอร์โมนเอสโตรเจนจะผลิตจากรังไข่ การระงับการทำงานของรังไข่หรือการกดการทำงานของรังไข่จะช่วยลดการผลิตเอสโตรเจน

การระงับการทำงานอาจทำโดยการผ่าตัดหรือการฉายรังสีรักษา จะทำให้หยุดรังไข่ไม่ให้ทำงานอย่างถาวรและหมายความว่าคุณจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนโดยทันที

ส่วนการกดการทำงานของรังไข่จะใช้ยาที่เรียกว่า goserelin ซึ่งเป็นสารเคมีกลุ่ม luteinising hormone-releasing hormone agonist (LHRHa) รอบเดือนของคุณจะหยุดลงในขณะที่คุณกำลังทานยา แม้ว่าจะควรเริ่มต้นอีกครั้งเมื่อการรักษาเสร็จสิ้น

หากอายุของคุณกำลังเข้าใกล้วัยหมดประจำเดือน (อายุประมาณ 50 ปี) รอบเดือนของคุณอาจไม่เริ่มต้นอีกครั้งหลังจากที่คุณเลิกกินยา goserelin

Goserelin เป็นยาฉีดสำหรับฉีดทุกเดือน เดือนละครั้งและอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงคล้ายกับวัยหมดประจำเดือน ได้แก่ :

การรักษาด้วยชีวบำบัด หรือการให้ยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง

มะเร็งเต้านมบางตัวถูกกระตุ้นด้วยโปรตีนที่เรียกว่า human epidermal growth factor receptor 2 (HER2) มะเร็งเหล่านี้จะเรียกว่า มะเร็งที่ตอบสนองต่อ HER2 การทำชีวบำบัดจะทำโดยการยับยั้งฤทธิ์ของ HER2 และช่วยเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันของคุณสามารถต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น

หากคุณมีโปรตีน HER2 ในระดับสูง และสามารถที่รับชีวบำบัดได้ คุณอาจจะได้รับยาที่เรียกว่า Trastuzumab โดยมักใช้หลังจากเคมีบำบัด

Trastuzumab

Trastuzumab เป็นชนิดของการรักษาชีวบำบัดที่เป็นที่รู้จักกันดี โดยเป็นแอนติบอดี แอนติบอดีเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายของคุณ และสร้างขึ้นโดยระบบภูมิคุ้มกันเพื่อทำลายเซลล์ที่เป็นอันตราย เช่น ไวรัสและแบคทีเรีย แอนติบอดี Trastuzumab นั้นจะมีเป้าหมายในการทำลายเซลล์มะเร็งที่ตอบสนองต่อ HER2 อย่างที่ได้กล่าวข้างต้น

Trastuzumab มักได้รับทางหลอดเลือดดำผ่านการหยดผ่านน้ำเกลือ นอกจากนี้ยังมีบางครั้งที่อาจได้รับจากการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง

คุณจะได้รับการรักษาดังกล่าวในโรงพยาบาล ระยะเวลาการรักษาแต่ละครั้งอาจใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมง และจำนวนครั้งที่คุณต้องการจะขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นมะเร็งเต้านมระยะหลังแล้วหรือไม่ โดยเฉลี่ยแล้วคุณต้องมีการรักษาหนึ่งครั้งทุก ๆ สามสัปดาห์สำหรับโรคมะเร็งเต้านมในช่วงต้นและการรักษาทุก ๆ สัปดาห์หากมะเร็งของคุณลุกลามมากขึ้นกว่านั้น

Trastuzumab อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้หลายอย่างรวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ซึ่งหมายความว่ามันไม่เหมาะกับคุณถ้าคุณมีปัญหาหัวใจอยู่แล้ว เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือโรคหัวใจวาย หากคุณต้องการใช้ Trastuzumab คุณจะได้รับการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใด ๆ

ผลข้างเคียงอื่น ๆ ของ Trastuzumab ได้แก่:

  • อาการแพ้เริ่มต้นของยาซึ่งอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ เสียงวี้ดขณะหายใจ หนาวสั่นและเป็นไข้
  • ท้องร่วง
  • ความเมื่อยล้า
  • ปวดเมื่อยและเจ็บปวดโดยทั่วไป

การสนับสนุนดูแลด้านจิตวิทยา

การจัดการกับโรคมะเร็งอาจเป็นความลำบากอย่างมากสำหรับทั้งตัวผู้ป่วยเองและครอบครัวของพวกเขา โดยมักทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์และปัญหาในชีวิตประจำวัน ผู้หญิงหลายคนต้องทำใจกับการผ่าตัดตัดเต้านมบางส่วนหรือทั้งหมดออกไปซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียใจเป็นอย่างมาก

เป็นการดีหากได้พูดคุยถึงความรู้สึกหรือปัญหาอื่น ๆ ของคุณกับผู้ให้คำปรึกษาหรือนักบำบัดที่ได้รับการฝึกฝนอบรม คุณสามารถขอเข้ารับคำปรึกษาเช่นนี้ได้ตลอดเวลาของการเจ็บป่วย

มีหลากหลายวิธีในการขอความช่วยเหลือและขอการสนับสนุน แพทย์ประจำโรงพยาบาล พยาบาลผู้เชี่ยวชาญของคุณสามารถแนะนำคุณหรือส่งต่อคุณให้กับผู้เชี่ยวชาญได้ ถ้าคุณรู้สึกหดหู่ให้แจ้งความรู้สึกดังกล่าวกับแพทย์ประจำตัว ยากล่อมประสาทอาจช่วยให้อาการดีขึ้น และแพทย์ของคุณสามารถส่งต่อคุณให้กับที่ปรึกษาหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดังกล่าวต่อได้

ลองพูดคุยปรึกษากับคนใกล้ตัว หรือคนอื่นที่มีประสบการณ์เช่นเดียวกับคุณ หลายองค์กรมีสายด่วนและฟอรัมออนไลน์ และยังสามารถทำให้คุณติดต่อพูดคุยกับคนอื่น ๆ ที่เคยทำการรักษาโรคมะเร็งเต้านมได้

การแพทย์ทางเลือก

การแพทย์ทางเลือกคือการบำบัดแบบองค์รวมที่สามารถส่งเสริมสุขภาพทางร่างกายและจิตใจให้ดีขึ้นได้ โดยมักได้รับควบคู่ไปกับการรักษาหลัก เช่น เทคนิคการผ่อนคลาย การนวด การบำบัดด้วยกลิ่นน้ำมันหอมระเหย และการฝังเข็ม

การแพทย์ทางเลือกสามารถช่วยให้ผู้หญิงบางคนรับมือกับคำวินิจฉัยโรคและความลำบากของการรักษา และผ่อนคลายจากแผนการรักษาหลักได้

โรงพยาบาลหรือคลินิกมะเร็งเต้านมของคุณ อาจสามารถให้การแพทย์ทางเลือกหรือแนะนำสถานที่ที่คุณจะได้รับการบำบัดดังกล่าว สิ่งสำคัญคือต้องแจ้งแพทย์ประจำตัวด้านมะเร็งเต้านมเกี่ยวกับการบำบัดเสริมใด ๆ ที่คุณต้องการทำเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่รบกวนการรักษาหลักของคุณ

 

การใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็งเต้านม

การฟื้นตัวและติดตามผลการรักษา

การฟื้นตัว

ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมได้รับการผ่าตัดเป็นหลักของการรักษา การที่ร่างกายจะกลับสู่ภาวะปกติหลังจากการผ่าตัดอาจต้องใช้เวลา สิ่งสำคัญคือควรค่อย ๆ ปรับตัวอย่างช้า ๆ และให้เวลาร่างกายในการฟื้นตัว

หลีกเลี่ยงการยกของ ยกตัวอย่างเช่น การอุ้มเด็กหรือถือถุงช้อปปิ้งที่หนัก และหลีกเลี่ยงงานหนัก คุณอาจได้รับคำแนะนำไม่ให้ขับรถเป็นระยะเวลาหนึ่ง

การรักษาอื่น ๆ บางอย่างโดยเฉพาะการฉายรังสีรักษาและเคมีบำบัดสามารถทำให้คุณรู้สึกหมดแรง หรือเมื่อยล้าอย่างมาก คุณอาจจำเป็นต้องหยุดพักจากกิจกรรมประจำวันบางอย่างในชั่วระยะเวลาหนึ่ง อย่ากลัวที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวและเพื่อนฝูงในบางเรื่องในช่วงนั้น

การติดตามผลการรักษา

หลังจากการรักษาเสร็จสิ้น คุณจะถูกนัดให้เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก ๆ สามเดือนในปีแรก

หากคุณเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก ทีมแพทย์ผู้ดูแลคุณจะแนะนำเรื่องแผนการดูแลตนเองหลังจากการรักษาเสร็จสิ้น แผนนี้มีรายละเอียดของการนัดติดตามผลการรักษาของคุณ

ระหว่างการตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจร่างกายคุณและอาจทำการตรวจเลือดหรือส่งเอ็กซเรย์เพื่อดูว่ามะเร็งของคุณตอบสนองต่อการรักษาอย่างไร คุณควรได้รับการตรวจเต้านมทุกปีเป็นเวลา 5 ปีแรกหลังการรักษาของคุณ

ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่การรักษามะเร็งเต้านมของคุณอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น:

  • ปวดตามแขนและแข็งเกร็งตามแขนและไหล่ของคุณ โดยอาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดและผิวหนังในบริเวณดังกล่าวอาจตึงแข็งไปด้วย
  • การบวมตามแขนเนื่องจากการสะสมของน้ำเหลืองส่วนเกิน อาจเกิดขึ้นได้หากการผ่าตัดหรือรังสีรักษานั้นสร้างความเสียหายต่อระบบระบายน้ำเหลืองในบริเวณรักแร้

แจ้งและปรึกษากับแพทย์ประจำตัวของคุณ หากคุณประสบผลข้างเคียงในระยะยาวหรืออื่น ๆ เหล่านี้

ร่างกายและเต้านมของคุณภายหลังการรักษา

รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของคุณ

การวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมอาจเปลี่ยนแปลงการรับรู้และความรู้สึกต่อร่างกายของคุณ ผู้หญิงทุกคนมีปฏิกิริยาตอบสนองแตกต่างกันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสรีระที่เกิดขึ้นจากการรักษาโรคมะเร็งเต้านม ผู้หญิงบางคนตอบสนองในทางบวก แต่คนอื่น ๆ พบว่ามันยากที่จะรับมือ เป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องให้เวลากับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ

ช่วงหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร

แม้ว่ามะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในสตรีที่มีอายุมากกว่า 50 ปีซึ่งเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว แต่ผู้หญิงอายุน้อยกว่านั้นบางรายต้องรับมือกับอาการของช่วงหมดประจำเดือนที่เกิดจากการรักษามะเร็ง

อาการต่าง ๆ อาจรวมถึงร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้งและสูญเสียความรู้สึกทางเพศ พูดคุยและปรึกษากับทีมดูแลสุขภาพของคุณเกี่ยวกับอาการใด ๆ ที่คุณเป็น และวิธีที่พวกเขาสามารถช่วยได้

อวัยวะเทียม หรือเต้านมเทียม

เต้านมเทียมเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถสวมใส่ภายในยกทรงของคุณเพื่อแทนที่ปริมาตรและรูปทรงของเต้านมที่ถูกตัดออกไป

หลังจากการผ่าตัดมะเร็งเต้านม คุณจะได้รับเต้านมโฟมที่มีน้ำหนักเบาเพื่อสวมใส่จนกว่าบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากการผ่าตัดหรือการรักษาด้วยรังสีรักษาจะหายสนิท หลังจากแผลดังกล่าวหายดีแล้ว โดยมากคุณจะได้รับเต้านมซิลิโคนเทียม ซึ่งมีรูปทรงและขนาดต่างๆมากมายซึ่งสามารถหาชิ้นที่เหมาะสมกับคุณได้

การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม (Reconstruction)

หากคุณไม่ได้มีการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมทันทีหลังจากการตัดเต้านม คุณสามารถทำการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมได้ในภายหลังซึ่งถือการผ่าตัดเสริมสร้างเว้นระยะ

มีสองวิธีหลักในการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม - การสร้างโดยใช้เนื้อเยื่อของคุณเอง และการสร้างโดยใช้อวัยวะเทียม ประเภทการผ่าตัดเสริมที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุดจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ การรักษาที่คุณเคยได้รับ การรักษาที่ดำเนินอยู่ และขนาดหน้าอกของคุณ พูดคุยกับแพทย์ผ่าตัดประจำตัวของคุณเกี่ยวกับการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมที่เหมาะสมกับคุณ

ปัญหาความสัมพันธ์และเพศสัมพันธ์

ความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัว

การพูดคุยเกี่ยวกับโรคมะเร็งมักไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคุณหรือคนในครอบครัวรวมถึงเพื่อนของคุณ คุณอาจรู้สึกว่าบางคนรู้สึกอึดอัดใจในการเข้าใกล้คุณหรือพยายามหลีกหน้าคุณ

การพูดคุยอย่างเปิดอกเกี่ยวกับความรู้สึกของคุณและสิ่งที่ครอบครัวและเพื่อนของคุณสามารถทำได้เป็นเรื่องที่ดีมากเพื่อช่วยให้พวกเขาและตัวคุณเองได้ปรับความเข้าใจและสบายใจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อย่ากลัวที่จะบอกพวกเขาว่าคุณนั้นต้องการเวลาพักผ่อนมากขึ้นถ้านั่นคือสิ่งที่คุณต้องการ

ปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ของคุณ

มะเร็งเต้านมและการรักษาอาจส่งผลต่อชีวิตทางเพศของคุณ เป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงจะไม่อยากมีเพศสัมพันธ์หลังจากการรักษาโรคมะเร็งเต้านม การรักษาของคุณอาจทำให้คุณรู้สึกเมื่อยล้าหมดแรง คุณอาจรู้สึกตกใจ สับสน หรือหดหู่ใจเกี่ยวกับคำวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งอยู่แล้วด้วย นอกจากนี้ คุณอาจรู้สึกแย่ต่อการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของคุณ หรือการสูญเสียเต้านม หรือในบางกรณีคือปัญหาการมีบุตรที่เกี่ยวข้อง

เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าคุณอาจไม่รู้สึกอยากมีเซ็กส์ในขณะที่เผชิญกับปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ลองแบ่งปันความรู้สึกของคุณกับคู่รักของคุณ หากคุณมีปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ไม่ดีขึ้นตามเวลา คุณอาจต้องการพูดคุยกับที่ปรึกษาหรือนักบำบัดเรื่องเพศ

ปัญหาเรื่องเงินและการสนับสนุนทางการเงิน

ถ้าคุณต้องลดหรือหยุดการทำงานเนื่องจากโรคมะเร็งของคุณ คุณอาจพบว่าเป็นการยากที่จะรับมือกับปัญหาทางการเงิน

หากคุณมีโรคมะเร็งหรือกำลังดูแลคนที่เป็นมะเร็งคุณอาจได้รับการสนับสนุนทางการเงินเช่น:

ถ้าคุณมีงาน แต่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากความเจ็บป่วยของคุณคุณมีสิทธิได้รับค่าจ้างตามกฎหมายจากนายจ้างของคุณ

คุณอาจมีสิทธิได้รับผลประโยชน์อื่น ๆ ถ้าคุณมีบุตรที่อาศัยอยู่ที่บ้านหรือถ้าคุณมีรายได้ต่ำ

ค้นหาความช่วยเหลือที่มีให้คุณโดยเร็วที่สุด นักสังคมสงเคราะห์ที่โรงพยาบาลของคุณจะสามารถให้ข้อมูลที่คุณต้องการได้

พูดคุยกับคนอื่น

แพทย์หรือพยาบาลของคุณสามารถตอบคำถามใด ๆ ที่คุณมีเกี่ยวกับโรคมะเร็งหรือการรักษาของคุณ คุณอาจพบว่าเป็นประโยชน์ในการพูดคุยกับที่ปรึกษาที่ได้รับการฝึกฝนหรือนักจิตวิทยา หรือการพูดคุยกับสายด่วนเรื่องมะเร็ง แพทย์ประจำตัวของคุณจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้

ผู้ป่วยบางคนพบว่าการพูดคุยกับคนอื่น ๆ ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมเช่นกันเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นที่กลุ่มสนับสนุนในท้องถิ่น กลุ่มชมรมในโรงพยาบาล หรือในห้องสนทนาทางอินเทอร์เน็ตก็ตาม

 

การป้องกันโรคมะเร็งเต้านม

เนื่องจากสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมยังไม่ถูกเข้าใจอย่างชัดเจน จึงไม่ทราบว่ามีวิธีใดที่สามารถป้องกันโรคดังกล่าวได้อย่างสิ้นเชิงหรือไม่

มีการรักษาบางอย่างสามารถลดความเสี่ยงในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคมะเร็งดังกล่าวมากกว่าคนอื่น ๆ

การทานอาหารและวิถีชีวิต

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเป็นสิ่งที่แนะนำสำหรับผู้หญิงทุกคนเพราะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ดีรวมถึงโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคมะเร็งหลายชนิด

การศึกษาที่ผ่านมาพบความสัมพันธ์ระหว่างโรคมะเร็งเต้านมกับอาหาร และแม้ว่ายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่ก็เป็นประโยชน์สำหรับผู้หญิงในรักษาน้ำหนักตัวที่เหมาะสม ออกกำลังกายเป็นประจำ และรับประทานไขมันอิ่มตัวและแอลกอฮอล์ในปริมาณต่ำ

มีข้อเสนอแนะว่าการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้มากถึงหนึ่งในสาม หากคุณเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้วเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือคุณไม่ควรมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มปริมาณได้มากขึ้นซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

การศึกษาหลายชิ้นพบว่าผู้หญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ให้นมบุตร เหตุผลสำหรับเรื่องดังกล่าวยังไม่มีเหตุผลอธิบายได้อย่างชัดเจน แต่อาจเป็นเพราะผู้หญิงไม่ได้ตกไข่บ่อยตามปกติในช่วงให้นมบุตรและระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนยังคงเสถียรอยู่

การรักษาเพื่อลดความเสี่ยงของคุณ

หากคุณมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม มีหลายการรักษาสามารถลดความเสี่ยงของคุณได้

ระดับความเสี่ยงของคุณขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ ประวัติทางการแพทย์ ประวัติครอบครัว และผลการตรวจทางพันธุกรรม

โดยปกติแล้วคุณจะถูกส่งไปที่คลินิกพันธุกรรมเฉพาะทาง หากแพทย์หรือคุณคิดว่าคุณมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่นในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพในคลินิกดังกล่าวควรปรึกษาทางเลือกในการรักษากับคุณ

การรักษาหลักสองวิธีคือการผ่าตัดตัดเต้านมทั้งหมด (mastectomy) หรือการใช้ยา

การผ่าตัดตัดเต้านมทั้งหมด

ผ่าตัดตัดเต้านม คือ การผ่าตัดเอาหน้าอกออกทั้งหมด สามารถใช้เพื่อรักษามะเร็งเต้านมและลดโอกาสในการเกิดโรคในผู้หญิงที่มีประวัติครอบครัวว่ามีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรค

การผ่าตัดดังกล่าวจะกำจัดเนื้อเยื่อเต้านมออกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ การผ่าตัดนี้สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้มากถึง 90%

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดก็ถือเป็นการผ่าตัดใหญ่และมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน และการตัดเต้านมออกอาจมีผลสำคัญกับสภาพร่างกายของคุณและความสัมพันธ์ทางเพศ

หากคุณต้องการ คุณสามารถเลือกที่จะทำการผ่าตัดเสริมเต้านมได้ตลอดเวลาทั้งระหว่างการผ่าตัดเดียวกัน หรือตัดสินใจทำในภายหลัง ในระหว่างการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม รูปลักษณ์เต้านมเดิมของคุณจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยใช้เต้านมเทียมหรือเนื้อเยื่อจากที่อื่น ๆ ในร่างกายของคุณ

อีกทางเลือกหนึ่ง คือ การใช้เต้านมเทียมหรือหน้าอกเทียมที่สามารถสวมใส่ภายในชุดชั้นในของคุณ

การใช้ยา

มียาสองชนิดที่เรียกว่า tamoxifen และ raloxifene สามารถใช้ในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม

ทั้ง tamoxifen หรือ raloxifene สามารถใช้ในผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนได้ แต่ควรใช้ tamoxifen ในผู้หญิงที่ยังไม่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน

ยาเหล่านี้อาจไม่เหมาะสม หากคุณเคยมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันหรือเคยเป็นมะเร็งมดลูกหรือถ้าคุณมีความเสี่ยงสูงในการเกิดปัญหาเหล่านี้ในอนาคต

ผู้หญิงที่เคยผ่าตัดเต้านมแล้วจึงไม่ได้รับยาเหล่านี้เนื่องจากความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมีน้อยลงไปอย่างมากอยู่แล้วจากการผ่าตัด

การรักษาด้วย tamoxifen หรือ raloxifene ทำโดยการใช้ยาทานวันละเม็ด ทุกวันเป็นเวลา 5 ปี

Raloxifene อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง ได้แก่ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ร้อนวูบวาบและตะคริว ผลข้างเคียงของ Tamoxifen ได้แก่อาการร้อนวูบวาบ และเหงื่อออกมาก เปลี่ยนช่วงรอบเดือนของคุณ และอาการคลื่นไส้อาเจียน

โอกาสที่คุณจะคลอดบุตรที่มีภาวะพิการแต่กำเนิดจะเพิ่มขึ้นในขณะที่คุณกำลังใช้ยา tamoxifen ดังนั้นคุณจะได้รับคำแนะนำให้หยุดใช้ยาดังกล่าวเป็นเวลาอย่างน้อยสองเดือนก่อนที่จะตั้งครรภ์ ยานี้ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดได้ ดังนั้นคุณควรงดใช้ยาดังกล่าวเป็นเวลาหกสัปดาห์ก่อนที่จะมีการผ่าตัดตามแผนการรักษา

แม้จะมีความเสี่ยงอยู่หลายอย่าง อย่างไรก็ตาม คุณสามารถได้รับประโยชน์จากยาดังกล่าวได้ หากเข้าใจทั้งข้อดีและความเสี่ยงของยา และแพทย์ของคุณเชื่อว่าการรักษาจะเป็นประโยชน์กับคุณ

https://www.nhsinform.scot/ill...

 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
วิธีหาอุปกรณ์คลุมศีรษะโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายระหว่างการทำเคมีบำบัด
วิธีหาอุปกรณ์คลุมศีรษะโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายระหว่างการทำเคมีบำบัด

วิกผม หมวกมีปีก หมวกไหมพรม และผ้าพันคอที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

มะเร็งเต้านมคืออะไร
มะเร็งเต้านมคืออะไร

นิยาม, ประเภทของมะเร็งเต้านม, อาการที่พบบ่อย

ดูในแอป