Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

โรคแอสเบสโตลิส (Asbestosis)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 8 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 62,523 คน

โรคแอสเบสโตลิส (Asbestosis) เป็นภาวะปอดเรื้อรังที่เกิดจากการที่ปอดสะสมแร่ใยหินเป็นเวลานาน

แร่ใยหิน (asbestos) เป็นชื่อเรียกแร่ที่ก่อตัวจากใยจุลภาคขนาดจิ๋ว เป็นแร่ที่ในอดีตเคยใช้ในการก่อสร้างกันอย่างแพร่หลาย

แร่ใยหินเป็นแร่ที่อันตรายมาก แม้ว่าหากไม่ได้ไปกระทำอะไรกับแร่ชนิดนี้ก็ไม่ส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ แต่หากแร่นี้ถูกกะเทาะ ถูกเจาะ หรือถูกย่อยสลาย เศษของแร่นี้จะกระจายเป็นเศษผงที่มีขนาดเล็กมาก ๆ

เมื่อสูดนำผงแร่ใยหินเข้าไป กากแร่จะเข้าไปในปอดและเข้าทำลายปอดอย่างช้า ๆ สำหรับการเกิดโรคแอสเบสโตลิสนั้นเกิดจากการที่คนสูดนำผงกากแร่เข้าไปเป็นเวลานาน ๆ กระนั้นนี่ก็ไม่ใช่ปัจจัยของการเกิดโรคนี้เพียงอย่างเดียว เพราะก็มีข้อมูลที่พบว่ามีผู้คนกลุ่มเสี่ยงหลายคนที่ต้องสูดเศษผงแร่ใยหินเข้าไปแต่ไม่เป็นโรคแอสเบสโตลิสแต่อย่างใด

อาการของแอสเบสโตลิส

ผู้ป่วยโรคแอสเบสโตลิสบางรายเกิดจากการสูดดมเศษผงของแร่ใยหินเข้าไปจนไปทำร้ายปอด ซึ่งจะทำให้มีอาการดังต่อไปนี้: หายใจไม่อิ่ม: อาจจะเกิดขึ้นหลังการทำกิจกรรมทางร่างกายในช่วงแรก แต่ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องได้ในภายหลัง ไอเรื้อรัง หายใจติดขัด เหนื่อยล้ารุนแรง เจ็บหน้าอก สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เป็นเวลานานอาจมีอาการปลายนิ้วบวมร่วมด้วย

ให้ไปพบแพทย์หากว่าคุณประสบกับอาการเหล่านี้ และคุณคาดว่าคุณเคยสัมผัสกับแร่ใยหินในอดีตมาก่อน

ความคาดหวังที่มีต่อโรคแอสเบสโตลิส

ความคาดหวังที่มีต่อโรคแอสเบสโตลิสนั้นแตกต่างกันตามกรณีบุคคล ขึ้นอยู่กับความลุกลามของความเสียหายที่ปอด และเงื่อนไขที่ว่ามีภาวะอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่

แอสเบสโตลิสจะทรุดลงตามกาลเวลา และในกรณีที่ป่วยรุนแรงอาจทำให้อายุขัยของผู้ป่วยและสุขภาพถดถอยอย่างมาก กระนั้นก็มีหลาย ๆ กรณีที่ภาวะนี้ทรุดลงอย่างช้ามากหรือแทบไม่แย่ลงเลย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนป้องกันปอดบวมและปอดอักเสบ เริ่มที่ 1,360 บาท

ผู้สูงอายุและเด็กเล็ก สูบบุหรี่ มีโรคเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันต่ำควรฉีดป้องกัน! ฉีดอย่างไร ใครฉีดได้ ใครฉีดไม่ได้ สอบถามเราได้วันนี้

Istock 639878746

ผู้ป่วยแอสเบสโตลิสจะมีความเสี่ยงต่อภาวะอื่น ๆ ที่อันตรายถึงชีวิตสูงขึ้น อย่างเช่น:

โรคเยื่อหุ้มปอด (pleural disease): ที่ซึ่งชั้นเยื่อบุของปอดเกิดหนาตัวขึ้นจนทำให้เกิดอาการหายใจลำบากและแน่นหน้าอก

โรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด (mesothelioma): มะเร็งประเภทหนึ่งที่ส่งผลต่อชั้นเยื่อบุที่ห่อหุ้มปอด หัวใจ และกระเพาะ

มะเร็งปอด

โดยรวมแล้ว ผู้ป่วยโรคแอสเบสโตลิสที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพราะมะเร็งข้างต้น หรือสาเหตุตามธรรมชาติอื่น ๆ

การป้องกันโรคแอสเบสโตลิส

แร่ใยหินที่ใช้กันในการก่อสร้างมีอยู่สามประเภทหลัก ๆ โดยตัวอย่างแร่สองประเภทมีชื่อว่า crocidolite กับ amosite ซึ่งถูกแบนในปี 1985 และประเภทที่สามชื่อว่า chrysotile ซึ่งถูกแบนในปี 1999

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการห้ามการใช้แร่เหล่านี้ไปนานแล้ว แต่ตามสิ่งก่อสร้างเก่า ๆ ก็ยังมีแร่ใยหินแฝงตัวอยู่ ดังนั้นจึงควรต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการป้องกันการสูดดมผงแร่ใยหินเข้าไปเมื่อคุณต้องเข้าไปในอาคารที่สร้างจากแร่ใยหิน

หากอาชีพของคุณทำให้ร่างกายของคุณเสี่ยงต่อการสัมผัสกับกากแร่ใยหิน พยายามป้องกันตนเองให้มากที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงต่าง ๆ ห้ามกำจัดแร่ใยหินที่พบเห็นด้วยตนเองเว้นแต่คุณถูกฝึกมาให้กระทำการเช่นนั้นด้วยความปลอดภัย

ใครมีความเสี่ยงต่อโรคแอสเบสโตลิสบ้าง?

โรคแอสเบสโตลิสเป็นโรคที่ค่อนข้างหายาก เนื่องจากเป็นโรคที่เกิดมาจากการต้องกับแร่ใยหินเป็นเวลาค่อนข้างนาน และ ณ ปัจจุบันก็มีข้อบังคับมากมายที่จำกัดการใช้แร่หินแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในปี 2011 ก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคแอสเบสโตลิส 178 คน และอีก 429 คนที่คาดว่าโรคนี้มีส่วนในการเสียชีวิต

สาเหตุของโรคแอสเบสโตลิส

โรคแอสเบสโตลิสเกิดมาจากการสูดเอาผงกากใยแร่หินเข้าไป ในอดีตผู้คนที่ทำอาชีพบางอย่างจะมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสกับแร่ใยหินมากกว่าอาชีพอื่น ๆ

อะไรคือแร่ใยหิน?

แร่ใยหินเป็นคำเรียกกลุ่มของแร่ที่ก่อตัวขึ้นจากกากแร่ขนาดจิ๋วมากมายเข้าด้วยกัน วัสดุก่อสร้างที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบเคยเป็นที่นิยมอย่างมากเนื่องจากความแข็งแรงกับความทนไฟ

แร่ใยหินที่ใช้กันในอุตสาหกรรมมีอยู่สามประเภทหลัก: crocidolite ("blue asbestos" หรือแร่ใยหินสีน้ำเงิน) amosite ("brown asbestos" หรือแร่ใยหินสีตาล) chrysotile ("white asbestos" หรือแร่ใยหินสีขาว)

แร่ใยหินทั้งสามประเภทจะเป็นอันตรายหากว่าวัสดุที่มีแร่ใยหินเสียหายจนทำให้เศษของแร่กระจายไปในอากาศ

หลาย ๆ ประเทศได้มีการยกเลิกการนำเข้าแร่ทั้งสามประเภทแล้ว ซึ่งหมายความว่าแร่ใยหินไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป กระนั้นแร่ใยหินก็ยังคงแฝงอยู่ในอาคารสมัยเก่า ๆ หลายแห่งอยู่ดี

แร่ใยหินส่งผลต่อปอดอย่างไร?

เมื่อคุณสูดนำสิ่งแปลกปลอมเข้าร่างกาย อย่างเช่นละอองฝุ่น เซลล์ภายในปอดที่เรียกว่าแมกโครเฟจ (macrophages) จะเข้าไปทำลายละอองเหล่านั้นลงก่อนที่จะเข้าสู่กระแสเลือดและเนื้อเยื่อปอด

อย่างไรก็ตามเซลล์แมกโครเฟจไม่สามารถทำลายละอองของแร่ใยหินได้ และเมื่อเซลล์พยายามทำลายเศษผงเหล่านั้น แมกโครเฟจจะปล่อยสารเข้าไปทำลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นแทน ซึ่งสารนี้เองที่ทำให้เกิดถุงลม (alveoli)) ขนาดเล็กขึ้นภายในปอดของคุณ เมื่อถุงลมนั้นเสียหายจะทำให้ปอดเป็นแผลถาวรขึ้น ซึ่งแผลเป็นนี่เองที่เรียกว่าโรคแอสเบสโตลิส

ถุงลมเป็นสิ่งรบกวนการส่งถ่ายออกซิเจนจากอากาศเข้าไปในกระแสเลือดและการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมาก หากปอดเกิดเสียหายและเป็นแผล กระบวนการนี้จะได้รับผลกระทบไปด้วยจนทำให้เกิดอาการหายใจลำบากขึ้นมา

เมื่อโรคแอสเบสโตลิสเริ่มลามมากขึ้นด้วยการสัมผัสกับกากใยแร่เป็นเวลานานหลายปี จะทำให้เกิดถุงลมที่เกิดขึ้นมีมากขึ้นตาม

อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสกับแร่ใยหิน

แร่ใยหินมีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยสูงที่สุดระหว่างปี 1970 และเริ่มลดลงระหว่างปี 1980 กับ 1990 คุณสามารถสัมผัสถูกแร่ใยหินได้หากคุณทำงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างเช่นการก่อสร้างอาคารที่เริ่มขึ้นในช่วงปีดังกล่าว

อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสกับแร่ใยหินในช่วงเวลาเสี่ยงมีดังนี้: ช่างทำฉนวนกันความร้อน ช่างทำหม้อน้ำและถังน้ำ ช่างประปา ช่างติดตั้งท่อ และช่างท่อน้ำ คนงานอู่ต่อเรือ คนงานผลิตแผ่นโลหะ ช่างผลิตพลาสติก ช่างเคมี ช่างเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำความร้อน และตู้ทำความเย็น

ณ ปัจจุบัน แร่ใยหินไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป ทำให้ผู้ที่ยังคงมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสโดนแร่ใยหินก็คือผู้ที่ทำงานในอาคารทรุดโทรมที่สร้างจากวัสดุที่มีแร่ใยหินแฝงอยู่ อย่างเช่นคนงานทำนุบำรุง และคนงานทำลายตึก เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคแอสเบสโตลิส

แพทย์จะสอบถามอาการของคุณก่อน และฟังเสียงของปอดของคุณด้วยหูฟังสำหรับแพทย์ (stethoscope) (เครื่องมือที่ใช้ฟังเสียงหัวใจกับปอด)

หากปอดของคุณได้รับผลกระทบจากแร่ใยหิน เสียงจากปอดจะมีเสียงกุกกักระหว่างที่คุณหายใจเข้า

แพทย์จะสอบถามประวัติการทำงานของคุณ โดยเฉพาะเกี่ยวกับช่วงเวลาที่คุณอาจได้รับแร่ใยหิน ระยะเวลาที่คุณสัมผัสกับแร่ และคุณได้ใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยหรือไม่ อย่างเช่นหน้ากาก เป็นต้น

การส่งตัวไปพบผู้เชี่ยวชาญ

หากแพทย์คาดการณ์ว่าคุณเป็นโรคแอสเบสโตลิส แพทย์จะส่งคุณไปพบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดเพื่อทำการทดสอบและมองหาแผลเป็นภายในปอดต่อไป โดยอาจมีการทดสอบดังนี้:

การเอกซเรย์หน้าอก: เพื่อมองหาความผิดปกติของโครงสร้างปอดของคุณที่อาจเกิดมาจากโรคแอสเบสโตลิส

การสแกนคอมพิวเตอร์ปอด (CT): กระบวนการร่างภาพของปอดและเยื่อบุที่หุ้มปอดไว้เพื่อมองหาความผิดปรกติที่ชัดเจนภายใน

การทดสอบการทำงานของปอด: เพื่อประเมินผลกระทบจากความเสียหายของปอด เพื่อชี้ชัดว่ามีอากาศปริมาณเท่าไรที่ปอดคุณสามารถรับได้ และเพื่อประเมินว่าออกซิเจนไหลข้ามชั้นเยื่อบุของปอดไปยังกระแสเลือดดีขนาดไหน

ก่อนจะยืนยันว่าคุณเป็นโรคแอสเบสโตลิส คุณอาจต้องเข้าพบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหน้าอกเพื่อกำจัดความเป็นไปได้ที่ทำให้เกิดการอักเสบและแผลในปอดต่าง ๆ เช่นโรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น

การรักษาโรคแอสเบสโตลิส

ยังไม่มีวิธีรักษาโรคแอสเบสโตลิสเพราะว่าไม่มีวิธีเยียวยาความเสียหายของปอดได้

สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรดูแลผู้ป่วยคือการให้พวกเขาเลิกสูบบุหรี่เสีย เนื่องจากอาการของโรคมักจะทรุดลงเมื่อสูบบุหรี่ และผู้ป่วยโรคแอสเบสโตลิสที่สูบยังมีความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นอย่างมาก

หากจำเป็นอาจต้องใช้การรักษาที่เรียกว่าการบำบัดออกซิเจนที่สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแอสเบสโตลิสได้  

เลิกสูบบุหรี่

หากคุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคแอสเบสโตลิสจริงและคุณสูบบุหรี่ สิ่งที่ควรทำคือการเลิกบุหรี่ในทันที

การสูบบุหรี่จะทำให้อาการหายติดขัดทรุดลงได้ อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดสูงขึ้นอย่างมากหากโรคแอสเบสโตลิสอยู่ในระยะหลัง ๆ แล้ว

หากต้องการคุณก็สามารถปรึกษากับแพทย์เพื่อการเลิกบุหรี่ได้ พวกเขาจะแนะนำการบำบัดทดแทนพิษนิโคตินและจ่ายยาที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเลิกบุหรี่ให้ง่ายขึ้น แพทย์อาจใช้วิธีจัดคุณไปติดต่อกับกลุ่มช่วยเหลือตามท้องถิ่นได้ด้วย

การฉีดวัคซีน

หากคุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคแอสเบสโตลิส ปอดของคุณจะอ่อนไหวต่อภาวะติดเชื้อสูงขึ้น

แพทย์จะแนะนำให้คุณฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่กับโรคปอดบวม โดยแพทย์จะทำการนัดหมายคุณมารับวัคซีนเหล่านี้อีกที

คุณจำต้องได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปีเพื่อให้ร่างกายของคุณมีภูมิต้านทานโรคไว้ ผู้ป่วยส่วนมากจะได้รับวัคซีนโรคปอดอักเสบหนึ่งโดส แต่ก็อาจจะมีการฉีดกระตุ้นอีกครั้งหากสุขภาพโดยรวมของคุณไม่สู้ดี

การบำบัดออกซิเจนระยะยาว

หากคุณเป็นโรคแอสเบสโตลิสรุนแรง ร่างกายของคุณอาจจะไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอต่อการทำงานของร่างกาย แพทย์อาจแนะนำให้คุณเข้าบำบัดออกซิเจนหากว่าเลือดของคุณมีระดับออกซิเจนต่ำ

การบำบัดออกซิเจนจะดำเนินการด้วยเครื่องจักรที่เรียกว่าเครื่องกำเนิดออกซิเจนที่สามารถกรองออกซิเจนในอากาศให้ได้ออกซิเจนบริสุทธิ์ออกมา

อากาศที่อุดมไปด้วยออกซิเจนจากเครื่องจักรจะถูกถ่ายให้กับผู้ป่วยผ่านหน้ากากหรือท่อพลาสติกอ่อนขนาดเล็กที่สอดผ่านรูจมูก

คุณอาจได้รับหน้ากากและถังออกซิเจนขนาดพกพาสำหรับช่วงที่คุณต้องออกนอกบ้านด้วย

สิ่งที่พึงกระทำคือการไม่สูบบุหรี่ขณะที่ต้องใช้เครื่องกำเนิดออกซิเจน เพราะว่าออกซิเจนความเข้มข้นสูงนั้นติดไฟได้ การจุดไฟแช็กหรือไม้ขีดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เกิดประกายไฟและระเบิดได้

การใช้ยา

ผู้ป่วยแอสเบสโตลิสส่วนมากจะได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยยา นอกจากว่าจะประสบกับภาวะที่เกิดขึ้นกับปอดอย่างโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (chronic obstructive pulmonary disease - COPD)

สำหรับกรณีที่เป็นรุนแรงอาจได้รับประโยชน์จากยา เช่นการใช้มอร์ฟีนขนาดต่ำเพื่อลดอาการหายใจติดขัดกับไอ เป็นต้น

ผลข้างเคียงจากยามอร์ฟีนนั้นหายากเนื่องจากปริมาณยาที่ใช้มีขนาดน้อยมาก โดยปัญหาที่พบได้มากที่สุดคือท้องผูกที่สามารถแก้ได้ด้วยการใช้ยาระบายพร้อมกับมอร์ฟีนเพื่อทำให้ถ่ายคล่องขึ้น

แร่ใยหินที่บ้านของคุณ

หากคุณกังวลว่าบ้านเรือนของคุณจะมีแร่ใยหินเป็นวัสดุก่อสร้าง คุณสามารถขอคำแนะนำจากหน่วยงานอนามัยสิ่งแวดล้อมได้

ในกรณีเช่นนี้คุณไม่ควรไปยุ่งกับวัสดุที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะหากยังมีสภาพดีอยู่และยังไม่มีโอกาสที่จะเสียหายในเวลาอันใกล้นี้ คุณควรตรวจสอบสภาพของวัสดุเหล่านี้เป็นครั้งคราวเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีความเสียหายหรือร่องรอยของการเสื่อมสภาพให้เห็น

ความเสียหายของวัสดุที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบเพียงเล็กน้อยอาจต้องรีบทำการซ่อมแซมหรือปกปิดทันที แต่การทำเช่นนี้ควรต้องดำเนินการโดยผู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้วเท่านั้น ส่วนวัสดุที่เสียหายรุนแรงจนมิอาจป้องกันได้อีก ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญที่กล่าวไว้เป็นผู้กำจัดออก

หากคุณวางแผนต่อเติม ซ่อมแซม หรือบำรุงบ้านเรือนคุณควรแจ้งคนงานหรือผู้รับเหมาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัสดุที่มีแร่ใยหินกับพวกเขาก่อนเริ่มทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงที่คนงานเข้าไปรบกวนวัสดุอันตรายเหล่านั้น

แร่ใยหินที่ ณ ที่ทำงานของคุณ

หากงานของคุณไม่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสกับแร่ใยหิน แต่คุณยังคงมีความกังวลอยู่ ควรพูดคุยกับผู้ดูแลอาคารที่ทำงานเกี่ยวกับการสอดส่องดูแลและจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คุณอยากทราบ

หากมีวัสดุที่มีแร่ใยหินในสถานที่ทำงานของคุณ วัสดุเหล่านั้นควรถูกตรวจสอบตลอดเวลาและหากยังไม่มีความเสียหายใด ๆ ก็ควรถูกปล่อยทิ้งไว้เช่นนั้น

อย่างไรก็ตามหากเป็นวัสดุที่มีสภาพย่ำแย่แล้ว หรือมีโอกาสที่จะเสียหายจากการใช้งานอาคารตามปกติ วัสดุเหล่านั้นควรถูกปกปิด ป้องกัน หรือกำจัดออกตามความเหมาะสม

การทำงานกับแร่ใยหิน

หากงานของคุณเกี่ยวข้องกับการสัมผัสละอองหรือผงแร่ใยหิน พยายามปฏิบัติตามข้อมูลระมัดระวังระหว่างทำงานอย่างเคร่งครัด

ทางหน่วยงาน Health and Safety Executive (HSE) ได้มีรายการตรวจสอบพนักงาน ผู้จัดการ และผู้จัดซื้อก่อนเริ่มทำงานในอาคารที่อาจมีส่วนประกอบเป็นแร่ใยหินดังนี้:

ระบุหาการมีอยู่ของแร่ใยหินและชี้ชัดประเภทกับสภาพของวัสดุนั้น ๆ : อาจหมายถึงการตรวจสอบการจัดการอาคารหรือการตรวจสอบสถานที่

ดำเนินการประเมินความเสี่ยงเพื่อหาว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำงานโดยเลี่ยงความเสี่ยงที่จะสัมผัสกับแร่ใยหินโดยสมบูรณ์

ตัดสินใจว่าการจัดการทั้งหมดต้องดำเนินการหลังได้รับการอนุมัติจากผู้รับเหมาหรือไม่: การกำจัดวัสดุที่มีแร่ใยหินบางประเภทจำต้องดำเนินการโดยผู้รับเหมาที่ได้รับใบประกาศจาก HSE แล้วเท่านั้น

หากการจัดการไม่สามารถอนุมัติได้ การตัดสินใจนั้นต้องถูกชี้แจง: งานบางอย่างต้องได้รับคำอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการ

ดำเนินการด้วยคนงานที่ผ่านการฝึกฝนอย่างเหมาะสมเท่านั้น

ขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสกับแร่ใยหินระหว่างการทำงานลงได้ รวมไปถึงการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอย่างหน้ากาก การทำความสะอาดหลังดำเนินการ (การดูดฝุ่น หรือเช็ดน้ำทำความสะอาดแทนการปัดกวาด) และไม่ใช้เครื่องมือไฟฟ้าเท่าที่จะทำได้


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ผู้หญิงสูบบุหรี่มีโอกาสเป็นโรคอะไรได้มากที่สุด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
หากเราเลิกสูบบุหรี่ แล้วออกกำลังกาย เราจะสามารถ ฟื้นฟูสภาพปอดให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมได้หรือไม่ครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ดูดบุหี่มา8ปีผมไม่เคยตรวจสุขภาพเลยมันจะแย่มากไหม
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
มีวิธีป้องกันมะเร็งได้ไหม
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
เคยสูบบุหรี่มาก่อนแล้วก็เลิกไปแล้ว ช่วงนี้รู้สึกว่าเหนื่อยง่าย หอบ เจ็บหน้าอก เสี่ยงเป็นโรคไหนบ้างคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ผมเป่าปอดไม่ผ่านมาสองสามปีเเล้วครับเป็นเพราะเกี่ยวกับสูบบุหรี่หรือไม่ครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป