Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

โรคหูด คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,852,463 คน

หูดคือก้อนเนื้อขนาดเล็กที่มักเกิดขึ้นบนผิวหนังบริเวณมือและเท้า มีรูปร่างและลักษณะแตกต่างกันออกไป หูดอาจเกิดขึ้นเดี่ยวๆ หรือเกาะกลุ่มกันก็ได้ และบางครั้งก็เกิดขึ้นเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ทั้งนี้หูดไม่ใช่เซลล์เนื้อร้าย แต่อาจมีลักษณะคล้ายเนื้อร้ายบางประเภท

สาเหตุของการเกิดหูด

หูดเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ Human papilloma virus (HPV) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้มีเคราตินหรือโปรตีนแข็งๆ สะสมเกินขนาดจนปรากฏขึ้นบนผิวหนังชั้นนอก ยิ่งมีเคราตินผลิตออกมามากเท่าไรก็ยิ่งทำให้หูดมีพื้นผิวที่หยาบแข็งมากขึ้น โดยมักจะเกิดกับเด็กและวัยรุ่นมากกว่าผู้ใหญ่

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad

หูดติดต่อกันได้หรือไม่?

แม้หูดไม่นับเป็นภาวะที่ติดต่อกันได้ แต่ก็สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสกันของผิวหนัง โดยการติดเชื้อสามารถกระจายทางอ้อมด้วยการปนเปื้อนบนสิ่งของหรือพื้นผิวอื่นๆ เช่น พื้นที่บริเวณโดยรอบสระว่ายน้ำ เป็นต้น

นอกจากนี้คุณมักจะติดเชื้อได้ง่ายขึ้นถ้าผิวหนังของคุณเป็นแผลหรือเปียก โดยหลังจากติดเชื้ออาจจะใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าที่หูดจะปรากฏออกมา

หูดสามารถกระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้ผ่านวิธีต่อไปนี้

  • การเกา ตบ หรือกัดที่หูด
  • การกัดหรือดูดเล็บ (หากมีหูดอยู่บริเวณใกล้เคียงนิ้ว)
  • การโกนหนวดหรือโกนขนขา

การกระทำข้างต้นอาจทำให้หูดแตกออกและมีเลือดออกได้ ซึ่งจะทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้ง่ายยิ่งขึ้น

อาการของหูด

หูดมักจะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่บางประเภทก็อาจทำให้เจ็บปวดได้ และยังอาจมีอาการคันหรือเลือดออกที่หูดอีกด้วย หูดมีหลายประเภท หลายขนาด และหลายรูปร่าง ดังนี้

หูดผิวหนังหรือหูดทั่วไป (Verruca vulgaris)

  • มีลักษณะกลมหรือรูปไข่
  • แน่นและเบ่งออก
  • หยาบ หรือมีพื้นผิวหน้าตาประหลาดคล้ายดอกกะหล่ำ
  • มักจะเกิดขึ้นบนกำปั้น นิ้วมือ และเข่า
  • มีขนาดแตกต่างออกไปตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 มิลลิเมตร ไปจนถึง 10 มิลลิเมตร
  • อาจจะมีหูดหนึ่งเม็ดหรือมากกว่าหนึ่งเม็ดได้

หูดฝ่าเท้า (Plantar warts)

  • มีสีขาว และมักมีจุดสีดำอยู่ตรงกลาง (หลอดเลือด)
  • แบน
  • บางครั้งอาจสร้างความเจ็บปวดหากลงน้ำหนักกดทับที่เท้าที่มีหูด

หูดชนิดแบนราบ

คุณสามารถเป็นหูดชนิดแบนราบ โดยมากหูดชนิดนี้มักจะ:

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad
  • เกิดขึ้นได้ตั้งแต่หนึ่งไปจนถึงหลายร้อยหูด ซึ่งอาจจะเกาะกลุ่มเป็นกระจุกก็ได้
  • มีสีเหลือง
  • เรียบเนียน กลม และพื้นผิวข้างบนแบนเรียบ
  • มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 มิลลิเมตร
  • มักเกิดกับมือ ใบหน้า และขาของเด็กเล็ก

หูดชนิดแบนเรียบสามารถเกิดขึ้นบนขาส่วนล่างของผู้หญิงได้ เนื่องจากว่าผู้หญิงมักจะติดเชื้อ Human papilloma virus (HPV) จากการโกนขน

หูดชนิดเป็นติ่ง

หูดชนิดเป็นติ่งจะมีลักษณะเรียวยาว และมักเกิดขึ้นบนลำคอหรือใบหน้า

หูดแบบ Periungual

หูดชนิดนี้จะเกิดขึ้นข้างใต้และรอบเล็บมือหรือเล็บเท้า โดยจะมีลักษณะพื้นผิวหยาบ โดยมักจะส่งผลกระทบต่อรูปร่างของเล็บ และสร้างความเจ็บปวด

หูดแบบกระเบื้อง

หูดแบบกระเบื้องจะเกิดขึ้นมาเป็นกระจุกในรูปแบบคล้ายการวางแผ่นกระเบื้อง และมักเกิดขึ้นบนฝ่ามือหรือฝ่าเท้า

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร?

หูดหลายประเภทสามารถระบุได้ง่ายเนื่องจากมีรูปร่างลักษณะที่เป็นแบบเฉพาะ คุณควรไปพบแพทย์เมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างโตใต้ชั้นผิวหนังของคุณ และไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าคืออะไร หรือน่ากังวลหรือไม่

แพทย์จะสามารถแยกแยะหูดได้ทันทีเพียงแค่กวาดสายตาดู โดยจะพิจารณาจากการที่หูดส่งผลต่อผิวหนังโดยรอบ และตำแหน่งที่เกิดขึ้นบนร่างกาย

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad

คุณควรไปพบแพทย์เมื่อหูดมีอาการหรือลักษณะต่อไปนี้

  • มีเลือดออก
  • รูปร่างเปลี่ยนไป
  • ลุกลามออกไปกว้างขึ้น
  • ทำให้รู้สึกเจ็บปวด หรือส่งผลต่อสุขภาพจิต

การรักษาหูด

หูดส่วนมากไม่มีอันตรายและจะหายไปเองโดยไม่จำเป็นต้องทำการรักษา ซึ่งระยะเวลาที่หูดจะหายไปก็แตกต่างกันออกไปตามบุคคล โดยอาจจำต้องใช้เวลานาน 2 ปี หากเป็นหูดจากการติดเชื้อไวรัสเพื่อให้เชื้อหายไปจากระบบร่างกายก่อน จากนั้นจะส่งผลให้หูดหายไปตาม

มีตัวเลือกสำหรับการรักษาหูดมากมายหลายวิธี แต่ไม่มีการรักษาใดที่ให้ผลกำจัดหูดได้ 100% และยังมีความเสี่ยงที่หูดจะกลับมาซ้ำได้อีกด้วย

เป้าหมายการรักษาหูดคือการกำจัดหูดออกโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น และไม่ทำให้หูดกลับมาอีกครั้ง ดังนี้:

  • การใช้กรดซาลิซิลิก
  • การบำบัดด้วยความเย็นจัด
  • การใช้เทปปิด
  • การรักษาด้วยสารเคมี

สำหรับการผ่าตัดกำจัดหูดนั้นมักไม่ดำเนินการกันเนื่องจากว่ามักจะทำให้หูดกลับมาอีกครั้ง และยังต้องมีการรักษาอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย

การใช้กรดซาลิซิลิก

การรักษาหูดหลายประเภทจะมีการใช้ครีม เจล สีทา และพลาสเตอร์ยาที่วางขายตามร้านขายยาทั่วไป ยาหรืออุปกรณ์เหล่านี้จะมีกรดซาลิซิลิกเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีข้อมูลงานวิจัยที่บ่งชี้ว่ากรดตัวนี้ออกฤทธิ์ในการรักษาหูดได้ดีเท่ากับการบำบัดหูดด้วยความเย็น แต่ก็มีงานวิจัยบางชิ้นที่กล่าวว่าการรักษาด้วยกรดซาลิซิลิกมีประสิทธิภาพที่สุด

กรดซาลิซิลิกสามารถทำลายผิวหนังสุขภาพดีได้ ดังนั้นคุณจึงควรปกป้องผิวหนังของคุณก่อนเริ่มการรักษาทุกครั้ง โดยสามารถใช้ปิโตรเลียมเจลหรือพลาสเตอร์ปิดตาปลาไว้ก็ได้ และก่อนการรักษาหูดทุกครั้งควรใช้ตะไบหรือหินพิวมิสเกลาหูดออกก่อนเล็กน้อย และเลี่ยงการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ร่วมกับผู้อื่น ทำเช่นนี้หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์จนกว่าจะหายดี

ในการรักษาหูดแต่ละครั้ง คุณต้องแช่หูดในน้ำเป็นเวลา 5 นาทีก่อนเพื่อทำให้หูดอ่อนตัวลง จากนั้นก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของฉลากยาที่ใช้ คุณอาจต้องทำการรักษาเช่นนี้ทุกวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น แต่ควรยุติการรักษาทันทีหากมีอาการปวดที่ผิวหนัง และใหไปพบแพทย์หรือเภสัชกรทันที

ห้ามดำเนินการรักษาหูดบนใบหน้าด้วยกรดซาลิซิลิกเด็ดขาด หากคุณต้องการทำการรักษาหูดใบหน้า ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการตัดสินใจใดๆ

หากคุณมีการไหลเวียนโลหิตต่ำ เช่น หากคุณเป็นโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (PAD) ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการรักษาด้วยยาที่มีกรดซาลิซิลิกตามร้านขายยา เพราะภาวะเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดความเสียหายที่ผิวหนัง เส้นประสาท และเส้นเอ็นนั่นเอง

การบำบัดด้วยความเย็น

สำหรับการบำบัดด้วยความเย็นนั้นจะมีการใช้ไนโตรเจนเหลวกับหูดเป็นเวลาไม่กี่วินาที เพื่อแช่แข็งหูดและทำลายเซลล์ผิวหนังที่เป็นโรคทิ้ง ภายหลังการรักษาคุณจะมีตุ่มหนองเกิดขึ้น ซึ่งตุ่มนี้จะหลุดลอกไปเองภายใน 7-10 วันให้หลัง

การรักษาด้วยความเย็นนี้มักจะใช้เวลาประมาณ 5-15 นาที และสร้างความเจ็บปวดอย่างมาก สำหรับหูดที่มีขนาดใหญ่จะต้องใช้เวลาแช่แข็งหลายครั้ง ซึ่งอาจต้องเข้ารับการรักษาทุก 2-3 สัปดาห์

วิธีการบำบัดด้วยความเย็นมีอยู่สองวิธี ได้แก่ การใช้ไนโตรเจนเหลวชนิดสเปรย์ฉีดบนหูดโดยตรง หรือสัมผัสหูดเบาๆ ด้วยไนโตรเจนเหลวที่อยู่บนก้านสำลี โดยวิธีที่สองนี้มักใช้รักษาหูดรอบดวงตาหรือกับเด็กเล็ก

การบำบัดความเย็นมักจะแนะนำให้กับผู้ที่มีหูดบนใบหน้า เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการระคายเคืองต่ำกว่าการใช้เทปปิดหรือการใช้กรดซาลิซิลิก แต่มักไม่ใช้วิธีนี้กับเด็กเล็กเนื่องจากเป็นการรักษาที่สร้างความเจ็บปวด และเด็กเล็กจะควบคุมตัวเองให้อยู่กับที่ได้ไม่ดี

หากการบำบัดด้วยความเย็นไม่ประสบความสำเร็จภายในช่วง 3 เดือน อาจแสดงว่าการรักษาวิธีอื่นๆ จะไม่ได้ผลเช่นกัน นอกจากนี้ผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการบำบัดด้วยความเย็น ได้แก่ เกิดความเจ็บปวดและมีตุ่มหนองเกิดขึ้น ผิวหนังคล้ำขึ้นหรือซีดลง และเล็บมืออาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือรูปร่างไปหากเป็นการบำบัดหูดรอบเล็บมือ 

การบำบัดความเย็นมักดำเนินการโดยศัลยแพทย์แพทย์ที่โรงพยาบาล หรือผู้เชี่ยวชาญจากคลินิกผิวหนัง แต่ก็สามารถซื้อสเปรย์เย็น (dimethyl ether propane) ตามร้านขายยามาทำด้วยตนเองได้ แต่ไม่ควรใช้กับหูดบนใบหน้าเด็ดขาด เนื่องจากมีหลักฐานว่าสเปรย์เหล่านี้ไม่ดีเท่ากับการบำบัดด้วยไนโตรเจนเหลวจริงๆ

การใช้เทปปิด

การรักษาด้วยเทปคือการติดเทปบนหูดเป็นเวลาประมาณ 6 วัน หากระหว่างนี้เทปหลุดออก คุณก็สามารถเปลี่ยนเทปใหม่ได้ตลอด หลังจากวันที่ 6 ให้คุณถอดเทปออกและแช่หูดในน้ำ

หลังจากแช่หูดในน้ำ ให้ใช้ตะไบหรือหินพิวมิสขจัดพื้นผิวหยาบๆ ของหูดออก และทิ้งหูดไว้ข้ามคืนก่อนติดเทปใหม่ในเช้าวันถัดมา กระบวนการนี้ต้องทำซ้ำๆ วนเวียนไปมาเป็นเวลา 2 เดือน

อย่างไรก็ตามยังมีหลักฐานว่าวิธีการรักษานี้ได้ผลจริงอยู่น้อยมาก แต่เป็นวิธีรักษาที่มีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงน้อยมาก มีเพียงความระคายเคืองที่ผิวหนังเท่านั้น

การรักษาด้วยสารเคมี

คุณสามารถทำการรักษาหูดได้ด้วยสารเคมีที่สามารถหาได้จากการสั่งจากแพทย์ ดังนี้

  • ฟอร์มาลดีไฮด์
  • กลูทาราลดีไฮด์
  • ซิลเวอร์ไนเตรต

สารเคมีเหล่านี้สามารถใช้กับหูดได้โดยตรงเพื่อกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อ แต่สารเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผิวหนังอย่างผิวหนังคล้ำ (จากการใช้กลูทาราลดีไฮด์) และผิวหนังไหม้ (จากการใช้ซิลเวอร์ไนเตรต)

การรักษาหูดขณะตั้งครรภ์

สำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่และประสบกับหูดที่ผิวหนัง แพทย์อาจแนะนำวิธีรักษาด้วยการใช้กรดซาลิซิลิก การบำบัดด้วยความเย็น และการใช้เทปปิด ทั้งนี้กรดซาลิซิลิกสามารถใช้กับผู้ที่เป็นหูดและตั้งครรภ์ไดh ตราบใดที่ใช้กับบริเวณเล็กๆ เป็นภายในระยะเวลาสั้นๆ

การป้องกันหูด

คนส่วนมากมักจะติดเชื้อ Human papilloma virus (HPV) และเป็นหูดขึ้น ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มีวิธีลดความเสี่ยงต่อการเกิดหูดและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปให้กับผู้อื่นได้ดังนี้

  • ไม่สัมผัสกับหูดของผู้อื่น
  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า และของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ที่เป็นหูด
  • ไม่ใช้รองเท้าหรือถุงเท้ากับผู้ที่เป็นหูดที่ฝ่าเท้า
  • เลี่ยงการเกาหรือแคะหูดเพื่อไม่ให้ HPV กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
  • ระมัดระวังขณะโกนขนเพราะว่าเชื้อไวรัสจะแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นหากคุณมีแผลถูกบาด
  • พยายามดูแลให้เท้าของคุณแห้ง และทำการเปลี่ยนถุงเท้าทุกวันเพื่อป้องกันหูดที่เท้า
  • หากเป็นหูด ควรปกปิดส่วนที่เป็นหูดไว้ขณะที่อยู่ในที่ชุมชน
  • สวมรองเท้าแตะในห้องเปลี่ยนเสื้อหรือห้องอาบน้ำสาธารณะ
  • ปิดหูดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำขณะออกไปว่ายน้ำหรือออกกำลังกายร่วมกับผู้อื่น
  • สวมถุงมือขณะใช้งานอุปกรณ์ออกกำลังกายหากคุณเป็นหูดที่มือ

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่