โรคหูด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 957,982 คน

หูดคือก้อนเนื้อขนาดเล็กที่มักเกิดขึ้นบนผิวหนังบริเวณมือและเท้า

หูดจะมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันออกไป และอาจจะเกิดขึ้นเดี่ยว ๆ หรือเกาะกลุ่มกันก็ได้ บ้างก็เกิดขึ้นกับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายโดยเฉพาะ

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

หูดเป็นก้อนเนื้อที่ไม่ใช่เซลล์เนื้อร้าย แต่ก็อาจมีลักษณะคล้ายเนื้อร้ายบางประเภทเช่นกัน

ผู้คนส่วนมากจะเป็นหูดสักครั้งในช่วงชีวิต โดยหูดมักจะเกิดกับเด็กและวัยรุ่นมากกว่าผู้ใหญ่

อะไรทำให้เกิดหูดขึ้น?

หูดเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ human papilloma virus (HPV) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้มีเคราตินหรือโปรตีนแข็ง ๆ สะสมเกินขนาดจนปรากฏขึ้นบนผิวหนังชั้นนอก ยิ่งมีเคราตินผลิตออกมามากเท่าไรจะยิ่งทำให้หูดมีพื้นผิวที่หยาบแข็งมากขึ้น

หูดสามารถติดต่อกันได้หรือไม่?

แม้หูดไม่นับเป็นภาวะที่ติดต่อกันได้ แต่ความเป็นจริงแล้วมันก็สามารถติดคนอื่นได้จากการสัมผัสกันของผิวหนัง การติดเชื้อสามารถกระจายทางอ้อมด้วยการปนเปื้อนบนสิ่งของหรือพื้นผิวอื่น ๆ อย่างเช่นพื้นที่บริเวณโดยรอบสระว่ายน้ำ เป็นต้น

คุณมักจะติดเชื้อได้ง่ายขึ้นถ้าผิวหนังของคุณเสียหายหรือเปียก หลังจากติดเชื้อ ก็อาจจะใช้เวลาประมาณหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าที่หูดจะปรากฏออกมา

ควรไปพบแพทย์เมื่อไร?

หูดหลายประเภทจะระบุได้ง่ายเนื่องจากมีรูปร่างลักษณะที่เป็นแบบเฉพาะ คุณควรไปพบแพทย์เมื่อมีบางอย่างโตใต้ชั้นผิวหนังของคุณ และคุณไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ามันคืออะไร หรือควรต้องเป็นกังวลหรือไม่

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

แพทย์จะสามารถแยกแยะหูดได้ทันทีเพียงแค่กวาดสายตาดู โดยจะพิจารณาจากการที่หูดส่งผลต่อผิวหนังโดยรอบ และตำแหน่งที่เกิดขึ้นบนร่างกาย

คุณควรไปพบแพทย์เมื่อหูดของคุณ:

  • มีเลือดออก
  • รูปร่างเปลี่ยนไป
  • ลุกลามออกไปกว้างขึ้น
  • ทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวด หรือส่งผลต่อสุขภาพจิตของคุณ

การรักษาหูด

หูดส่วนมากไม่มีอันตรายและจะหายไปเองโดยไม่จำเป็นต้องทำการรักษา

ระยะเวลาที่หูดจะหายไปเองจะแตกต่างกันออกไปตามบุคคล โดยอาจจำต้องใช้เวลานาน 2 ปีหากว่าเป็นหูดจากการติดเชื้อไวรัสเพื่อให้เชื้อหายไปจากระบบร่างกายของคุณ ซึ่งจะส่งผลให้หูดหายไปตาม

คุณอาจตัดสินใจกำจัดหูดเนื่องจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น หรือเป็นบริเวณที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจหรืออับอาย

โดยวิธีการรักษาหูดทั่วไปมีดังนี้:

  • การใช้กรดซาลิซิลิก
  • การบำบัดด้วยความเย็นจัด
  • การใช้เทปกาวปิด
  • การรักษาด้วยสารเคมี

การรักษาหูดอาจไม่มีประสิทธิภาพทุกครั้ง และหูดก็อาจจะกลับมาภายหลังการรักษาได้

สำหรับการผ่าตัดกำจัดหูดนั้นมักไม่ดำเนินกัน

อาการของหูด

หูดมักจะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่หูดบางประเภทก็อาจทำให้คุณเจ็บปวดได้ และยังอาจมีอาการคันหรือเลือดออกที่หูดอีกด้วย

หูดมีหลายประเภท หลายขนาด และหลายรูปร่าง ดังนี้:

หูดผิวหนังหรือหูดทั่วไป (verruca vulgaris)

หูดผิวหนังมักจะ:

  • มีลักษณะกลมหรือรูปไข่
  • แน่นและเบ่งออก
  • หยาบ หรือมีพื้นผิวหน้าตาประหลาดคล้ายดอกกะหล่ำ
  • มักจะเกิดขึ้นบนกำปั้น นิ้วมือ และเข่า
  • มีขนาดแตกต่างออกไปตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 mm ไปจนถึง 10 mm

คุณอาจจะมีหูดทั่วไปเช่นนี้หนึ่งเม็ดหรือมากกว่าได้

หูดฝ่าเท้า (plantar warts)

หูดก็สามารถเกิดขึ้นบนฝ่าเท้าได้เช่นกัน โดยผิวหนังบริเวณที่เป็นหูดจะมีลักษณะ:

  • มีสีขาว และมักมีจุดสีดำอยู่ตรงกลาง (หลอดเลือด)
  • แบน
  • บางครั้งอาจสร้างความเจ็บปวดหากคุณลงน้ำหนักกดทับที่เท้าที่มีหูด

หูดชนิดแบนราบ

คุณสามารถเป็นหูดชนิดแบนราบได้ตั้งแต่หนึ่งไปจนถึงหลายร้อยหูด ซึ่งอาจจะเกาะกลุ่มเป็นกระจุกก็ได้ โดยมากหูดชนิดนี้มักจะ:

  • มีสีเหลือง
  • เรียบเนียน กลม และพื้นผิวข้างบนแบนเรียบ
  • มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 mm
  • มักเกิดกับมือ ใบหน้า และขาของเด็กเล็ก

หูดชนิดแบนเรียบสามารถเกิดขึ้นมาบนขาส่วนล่างของผู้หญิงได้ เนื่องจากว่าผู้หญิงมักจะติดเชื้อ human papilloma virus (HPV) จากการโกนขน

หูดชนิดเป็นติ่ง

หูดชนิดเป็นติ่งจะมีลักษณะเรียวยาว และมักเกิดขึ้นบนลำคอหรือใบหน้า

หูดแบบ Periungual

หูดชนิดนี้จะเกิดขึ้นข้างใต้และรอบเล็บมือหรือเล็บเท้า โดยจะมีลักษณะ:

  • พื้นผิวหยาบ
  • มักจะส่งผลกระทบต่อรูปร่างของเล็บ
  • สร้างความเจ็บปวด

หูดแบบกระเบื้อง

หูดแบบกระเบื้องจะเกิดขึ้นมาเป็นกระจุกในรูปแบบคล้ายการวางแผ่นกระเบื้อง และมักเกิดขึ้นบนฝ่ามือหรือฝ่าเท้า

สาเหตุของการเป็นหูด

หูดจะเกิดขึ้นจากการได้รับเชื้อ  human papilloma virus (HPV) ซึ่งเป็นไวรัสที่อยู่บนเซลล์ผิวหนังของหูด

HPV เป็นไวรัสสายพันธ์ที่ส่งผลต่อผิวหนังและเยื่อเมือกของร่างกาย

HPV มีอยู่มากมายมากกว่า 100ชนิด โดยแต่ละชนิดก็ก่อให้เกิดหูดที่แตกต่างกันออกไป

การแพร่กระจายของไวรัส

HPV จะส่งต่อผ่านการสัมผัสกันระหว่างผิวหนัง และยังสามารถส่งต่อทางอ้อมผ่านการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรคได้อีกด้วย อย่างเช่นผ้าเช็ดตัว รองเท้า พื้นที่โดยรอบสระว่ายน้ำ หรือพื้นที่เปลี่ยนเสื้อผ้าสาธารณะ

หูดถูกคาดว่าสามารถติดต่อกันได้ตราบใดก็ตามที่ร่างกายยังมีร่องรอยของหูดอยู่ โดยไวรัสมักจะแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นหากผิวหนังเปียกชื้น อ่อนนุ่ม หรือสัมผัสกับพื้นผิวหยาบ ๆ

หูดสามารถกระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้ด้วยการ:

  • เกา ตบ หรือกัดที่หูด
  • กัดหรือดูดเล็บ (หากมีหูดอยู่บริเวณใกล้เคียงนิ้ว)
  • โกนหนวดหรือโกนขนขา

การกระทำข้างต้นอาจทำให้หูดแตกออกและมีเลือดออกได้ ซึ่งจะทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งคุณจะมีความอ่อนแอต่อการเกิดหูดมากหากมีแผลบาดหรือถูกกรีดที่ฝ่าเท้า

การรักษาหูด

หูดมักจะหายไปเองโดยไม่ต้องทำการรักษา ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานถึง 2 ปีกว่าเชื้อไวรัสในร่างกายจะหายไป

ระยะเวลาที่หูดจะหายไปของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกัน ซึ่งผู้ใหญ่กับเด็กที่เริ่มมีอายุมักจะใช้เวลานาน

สำหรับผู้ใหญ่และผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ หูดมักจะไม่หายไปด้วยตนเอง และอาจไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาเท่าไรนัก

การปล่อยให้หูดหายไปเองตามธรรมชาติก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกรักษา แต่หากหูดสร้างความเจ็บปวด อยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน หรือทำให้คุณอับอาย คุณก็สามารถพิจารณาตัวเลือกการรักษาอื่น ๆ ได้

แพทย์จะส่งคุณไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากคุณต้องการรักษาหูดบนใบหน้า

ตัวเลือกการรักษาหูด

มีตัวเลือกสำหรับการรักษาหูดมากมายหลายวิธี แต่ไม่มีการรักษาใดเลยที่ให้ผลกำจัดหูดได้ 100% และทั้งหมดยังมีความเสี่ยงที่หูดจะกลับมาซ้ำได้อีกด้วย

เป้าหมายการรักษาหูดคือการกำจัดหูดออกโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น และไม่ทำให้หูดกลับมาอีกครั้ง ดังนี้:

  • การใช้กรดซาลิซิลิก
  • การบำบัดด้วยความเย็นจัด
  • การใช้เทปปิด
  • การรักษาด้วยสารเคมี

สำหรับการผ่าตัดกำจัดหูดนั้นมักไม่ดำเนินการกันเนื่องจากว่ามักจะทำให้หูดกลับมาอีกครั้ง และยังต้องมีการรักษาอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย

การรักษาบางประเภทข้างต้นอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงบ้าง อย่างเช่นมีความเจ็บปวดเล็กน้อย เกิดตุ่มหนอง และระคายเคืองผิวหนังรอบหูด เป็นต้น

การใช้กรดซาลิซิลิก

การรักษาหูดหลายประเภทจะมีการใช้ครีม เจล สีทา และพลาสเตอร์ยาที่วางขายตามร้านขายยาทั่วไป ซึ่งยาหรืออุปกรณ์เหล่านี้จะมีกรดซาลิซิลิกเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีข้อมูลงานวิจัยที่บ่งชี้ว่ากรดตัวนี้ออกฤทธิ์ในการรักษาหูดได้ดีเท่ากับการบำบัดหูดด้วยความเย็น

แต่ก็มีงานวิจัยบางชิ้นที่กล่าวว่าการรักษาด้วยกรดซาลิซิลิกมีประสิทธิภาพที่สุด

กรดซาลิซิลิกสามารถทำลายผิวหนังสุขภาพดีได้ ดังนั้นคุณจึงควรทำการปกป้องผิวหนังของคุณก่อนเริ่มการรักษาทุกครั้ง ซึ่งคุณสามารถใช้ปิโตเลียมเจลลี่หรือพลาสเตอร์ปิดตาปลาไว้ก็ได้

ก่อนการรักษาหูดทุกครั้ง คุณควรใช้ตะไบหรือหินพิวมิสเกลาหูดออกก่อนเล็กน้อย (เลี่ยงการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ร่วมกับผู้อื่น) ซึ่งต้องทำเช่นนี้หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ในขณะที่กำลังทำการรักษาหูดอยู่

ในการรักษาหูดแต่ละครั้ง คุณต้องแช่หูดในน้ำเป็นเวลา 5 นาทีก่อนเพื่อทำให้หูดอ่อนตัวลง จากนั้นก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของฉลากยาที่ใช้

คุณอาจต้องทำการรักษาเช่นนี้ทุกวันเป็นเวลา 12 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น คุณควรยุติการรักษาทันทีหากผิวหนังมีอาการปวด และเข้าพบแพทย์หรือเภสัชกรทันที

ห้ามดำเนินการรักษาหูดบนใบหน้าด้วยกรดซาลิซิลิกเด็ดขาด หากคุณต้องการทำการรักษาหูดใบหน้า ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการตัดสินใจใด ๆ

หากคุณมีการไหลเวียนโลหิตต่ำ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการรักษาด้วยยาที่มีกรดซาลิซิลิกตามร้านขายยา ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (PAD) เพราะว่าภาวะเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายที่ผิวหนัง เส้นประสาท และเส้นเอ็นนั่นเอง

การบำบัดด้วยความเย็น

สำหรับการบำบัดด้วยความเย็นนั้น จะมีการใช้ไนโตรเจนเหลวกับหูดของคุณเป็นเวลาไม่กี่วินาทีเพื่อแช่แข็งหูดและทำลายเซลล์ผิวหนังที่เป็นโรคทิ้ง ภายหลังการรักษาคุณจะมีตุ่มหนองเกิดขึ้น ซึ่งจะหลุดลอกไปเองภายใน 7-10 วันให้หลัง

การรักษาด้วยความเย็นนี้มักจะใช้เวลาประมาณ 5-15 นาทีและสร้างความเจ็บปวดอย่างมาก สำหรับหูดที่มีขนาดใหญ่จะต้องใช้เวลาแช่แข็งหลายครั้ง ซึ่งคุณอาจต้องรอไม่กี่สัปดาห์เพื่อเข้ารับการรักษาในแต่ละครั้ง

วิธีการบำบัดด้วยความเย็นมีอยู่สองวิธีการ ซึ่งมีทั้งการใช้ไนโตรเจนเหลวด้วยการสเปรย์บนหูดโดยตรง หรือสัมผัสหูดด้วยไนโตรเจนเหลวเบา ๆ ที่อยู่บนก้านสำลี โดยวิธีที่สองนี้มักดำเนินการกับการรักษาหูดรอบดวงตาหรือกับเด็กเล็ก

การบำบัดความเย็นมักจะแนะนำให้กับผู้ที่มีหูดบนใบหน้า เนื่องจากว่ามีความเสี่ยงต่อการระคายเคืองต่ำกว่าการใช้เทปปิดหรือการใช้กรดซาลิซิลิก

การบำบัดด้วยความเย็นมักไม่ดำเนินการกับเด็กเล็กเนื่องจากว่าเป็นการรักษาที่สร้างความเจ็บปวด และเด็กเล็กจะควบคุมตัวเองให้อยู่กับที่ได้ไม่ดีนั่นเอง

หากว่าการบำบัดด้วยความเย็นไม่ประสบความสำเร็จภายในช่วง 3 เดือน ก็มักจะแปลได้ว่าการรักษาวิธีอื่น ๆ จะไม่ได้ผลเช่นกัน

ผลข้างเคียงจากการบำบัดด้วยความเย็นมีดังนี้:

  • เกิดความเจ็บปวดและมีตุ่มหนองเกิดขึ้น
  • ผิวหนังคล้ำขึ้นหรือซีดลง
  • เล็บมืออาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือรูปร่างไปหากว่าดำเนินการบำบัดหูดรอบเล็บมือ

การบำบัดความเย็นมักดำเนินการโดยศัลยแพทย์แพทย์ที่โรงพยาบาล หรือผู้เชี่ยวชาญจากคลินิกผิวหนัง

อีกทั้งตามร้านขายยายังมีสเปรย์เย็น (dimethyl ether propane) ขายอยู่ ทำให้คุณสามารถดำเนินการรักษาได้ด้วยตนเอง ซึ่งคุณไม่ควรใช้กับหูดบนใบหน้าเด็ดขาด เนื่องจากมีหลักฐานว่าสเปรย์เหล่านี้ก็ไม่ดีเท่ากับการบำบัดด้วยไนโตรเจนเหลวจริง ๆ

การใช้เทปปิด

การรักษาด้วยเทปคือการติดเทปบนหูดเป็นเวลาประมาณ 6 วัน หากระหว่างนี้เทปหลุดออก คุณก็สามารถเปลี่ยนเทปใหม่ได้ตลอด หลังจากวันที่ 6 ให้คุณถอดเทปออกและแช่หูดในน้ำ

หลังจากแช่หูดในน้ำ ให้ใช้ตะไบหรือหินพิวมิสขจัดพื้นผิวหยาบ ๆ ของหูดออก และทิ้งให้หูดเปิดโล่งเช่นนี้ข้ามคืนก่อนติดเทปใหม่ในเช้าวันถัดมา กระบวนการนี้ต้องทำซ้ำ ๆ วนเวียนไปมาเป็นเวลา 2 เดือน

ยังมีหลักฐานว่าวิธีการรักษานี้ได้ผลจริงอยู่น้อยมาก แต่เป็นวิธีรักษาที่มีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงน้อยมาก ๆ นอกจากความระคายเคืองที่ผิวหนังเท่านั้น

การรักษาด้วยสารเคมี

คุณสามารถทำการรักษาหูดได้ด้วยสารเคมีที่สามารถหาได้จากการสั่งจากแพทย์ ดังนี้:

  • ฟอร์มาลดีไฮด์
  • กลูทาราลดีไฮด์
  • ซิลเวอร์ไนเตรต

สารเคมีเหล่านี้สามารถใช้กับหูดได้โดยตรงเพื่อกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อไอ ซึ่งสารเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผิวหนังอย่างผิวหนังคล้ำ (จากการใช้กลูทาราลดีไฮด์) และผิวหนังไหม้ (จากการใช้ซิลเวอร์ไนเตรต) เป็นต้น

การรักษาหูดขณะตั้งครรภ์

หากคุณกำลังตั้งครรภ์อยู่และประสบกับหูดที่ผิวหนัง แพทย์อาจแนะนำวิธีรักษาด้วยการใช้กรดซาลิซิลิก การบำบัดด้วยความเย็น และการใช้เทปปิด

กรดซาลิซิลิกสามารถใช้กับผู้ที่เป็นหูดและตั้งครรภ์ได ตราบใดที่ใช้กับพื้นที่ขนาดเล็กเป็นภายในระยะเวลาสั้น ๆ

การป้องกันหูด

มนุษย์ส่วนมากมักจะติดเชื้อ human papilloma virus (HPV) และเป็นหูดขึ้น ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตเป็นเรื่องปกติ

แต่ก็มีขั้นตอนมากมายที่คุณสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดหูดและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปให้กับผู้อื่นได้ดังนี้:

  • ไม่สัมผัสกับหูดของผู้อื่น
  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า และของใช้ส่วนตัวกับผู้ที่เป็นหูด
  • ไม่ใช้รองเท้าหรือถุงเท้ากับผู้ที่เป็นหูดที่ฝ่าเท้า
  • เลี่ยงการเกาหรือแคะหูดเพื่อไม่ให้ HPV กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
  • ระมัดระวังขณะโกนขนเพราะว่าเชื้อไวรัสจะแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นหากคุณมีแผลถูกบาด
  • พยายามดูแลให้เท้าของคุณแห้ง และทำการเปลี่ยนถุงเท้าทุกวันเพื่อป้องกันหูดที่เท้า
  • ถ้าคุณเป็นหูด ควรปกปิดส่วนที่เป็นหูดไว้ขณะที่อยู่ในที่ชุมชน ยกตัวอย่างเช่น:
  • สวมรองเท้าแตะในห้องเปลี่ยนเสื้อหรือห้องอาบน้ำสาธารณะ
  • ปิดหูดของคุณด้วยพลาสเตอร์กันน้ำขณะออกไปว่ายน้ำหรืออกกำลังกายที่ศูนย์สุขภาพ
  • สวมถุงมือขณะใช้งานอุปกรณ์ออกกำลังกายหากคุณเป็นหูดที่มือ

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่