โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery Disease) คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ต.ค. 6, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที

โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี เป็นประเภทของโรคหัวใจชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของผู้ป่วยทั้งเพศชายและหญิง

โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี เป็นโรคที่พบได้บ่อย และยังเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในผู้ป่วยทั้งชายและหญิงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจากข้อมูลพบว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคนี้มากกว่า 370,000 คนต่อปี

โดยโรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี เกิดจากหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบหรือตัน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากไขมันและเนื้อเยื่อ สะสมอยูในผนังของหลอดเลือด (หรือที่เรียกว่า Plaque) มีผลให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในตำแหน่งนั้นหนาตัวขึ้น พยาธิสภาพดังกล่าวทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ (โคโรนารีอาเตอรี่) มีการแคบลงทำให้เลือดที่ขนส่งออกซิเจน และสารอาหารไปสู่เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจถูกขนส่งผ่านไปได้น้อยลงหรืออาจผ่านไม่ได้เลย ทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการและมีอาการแสดงของภาวะหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอุดตัน

อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ และการวินิจฉัย

การสะสมของ Plague ในหลอดเลือดของหัวใจ อาจใช้เวลานานก่อนที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการของโรค โดยปกติผู้ป่วยจะมีอาการและอาการแสดงของภาวะนี้เมื่อมีการอุดตันของหลอดเลือดมากกว่า 50%

อาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่

  • อาการแน่นหน้าอก (Angina)
  • อาการหายใจลำบาก (Shortness of breath)
  • โรคหัวใจวายหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart attack)

การเปลี่ยนแปลงทางกาย และการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการแน่นหน้าอก (Angina) อาการแน่นหน้าอกที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยจะรู้สึกเหมือนมีสิ่งของหรือคนมานั่งทับที่บริเวณอก อาการแน่นหน้าอกดังกล่าวมักเกิดบริเวณกลางอก อาจจะมีอาการปวดร้าวไปที่คอ กราม หรือบริเวณไหล่ซ้ายร่วมด้วย

ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดมีอาการเจ็บหน้าอกที่มีลักษณะจำเพาะ (Typical Angina) ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 อย่าง

  • อาการแน่นหน้าอกจะเกิดบริเวณแนวกลางของกระดูกอก (Retrosternal Chest Pain)
  • อาการมักสัมพันธ์กับการออกกำลัง
  • อาการทุเลาลงเมื่อพัก หรืออมยาอมใต้ลิ้น (Nitroglycerin)

หากคุณมีอาการหายใจลำบาก หรือเหนื่อยอย่างฉับพลันหลังจากการออกกำลังกายหรือภายหลังภาวะเครียด นั่นอาจเป็นอาการแสดงของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดกั้นก็เป็นได้

การอุดตันของหลอดเลือดหัวใจอาจจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายอย่างฉับพลัน (ที่คนทั่ว ๆไปเรียกกันว่า “หัวใจวาย”) ซึ่งอาจมีอาการปวดแน่นหน้าอกรุนแรงและมีอาการปวดร้าวไปคอ กราม ไหล่ซ้ายหรือแขนซ้าย

หากคุณมีอาการหรืออาการแสดงที่เข้าได้ดังที่กล่าวข้างต้น หรืออาการอื่น ๆ ที่สงสัย ควรปรึกษากับแพทย์ เพื่อที่แพทย์จะได้ทำการประเมินอาการ ตรวจร่างกายเพิ่มเติม และหากแพทย์พิจารณาว่าคุณมีความเสี่ยงสูงที่จะมีโรคหลอดเลือดหัวใจอุดกั้น แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม อันได้แก่

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG,EKG) เพื่อประเมินว่าคุณกำลังมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่
  • การตรวจ echo เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ
  • การตรวจ stress test เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจในช่วงที่มีการออกกำลัง
  • การใส่สายสวนหัวใจร่วมกับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ เพื่อประเมินหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจว่ามีการอุดกั้นหรือไม่ หรือถ้ามีก็สามารถประเมินได้ว่ามีความรุนแรงของการอุดกั้นมากน้อยเพียงใด
  • การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อประเมินโครงสร้างของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ อีกทั้งยังสามารถดูการสะสมของแคลเซียมที่หลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย
  • การถ่ายภาพรังสีแม่เหล็กหลอดเลือดหัวใจ (MRA) โดยใช้หลักการของการถ่ายภาพรังสีแม่เหล็ก (MRI) เพื่อประเมินการอุดกั้นของหลอดเลือดหัวใจ

สำหรับการตรวจการทำงานของหัวใจในช่วงที่มีการออกกำลัง แพทย์อาจจะให้คุณทดสอบโดยการเดินบนสายพาน หรือการปั่นจักรยาน ร่วมกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงที่มีการออกกำลัง

นอกจากนี้แพทย์อาจจะกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ด้วยยาบางชนิด ให้หัวใจของคุณเต้นเร็วขึ้น แล้วประเมินการทำงานของหัวใจในภาวะดังกล่าว

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจอุดกั้น

อย่างที่กล่าวข้างต้นสาเหตุของการอุดกั้นมักเกิดจากการที่มีการทำลายของผนังหลอดเลือด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทำให้มีการสะสมของคอเลสเตอรอลและสารต่าง ๆ ในชั้นของหลอดเลือด เกิดการสร้าง Plague โดยการทำลายของผนังหลอดเลือดนี้ อาจเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก

ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดได้แก่

  • การสูบบุหรี่
  • ภาวะความดันเลือดสูง
  • ระดับคอเรสเตอรอลในเลือดสูง
  • โรคเบาหวาน
  • การได้รับรังสีบริเวณทรวงอก (เช่นในการรักษาโรคมะเร็งเป็นต้น)
  • พฤติกรรมนั่งๆ นอนๆ
  • คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกิน
  • ความเครียด

นอกจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว อายุและเพศก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อโอกาสที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเช่นกัน โดยความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น และเพศชายมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าเพศหญิง

ในปัจจุบันมีการศึกษาปัจจัยอื่น ๆ ที่เชื่อว่าอาจส่งผลต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ ภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea), การเพิ่มขึ้นของสารบางประเภทในเลือดได้แก่ C-Reactive protein, Triglycerides, Homocysteine, Lipoprotein-a ซึ่งสามารถตรวจสารต่าง ๆ เหล่านี้ได้จากการตรวจเลือด

หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น  ควรตรวจรับการรักษากับแพทย์ เพราะแม้ว่าคุณจะไม่มีอาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดหัวใจ แพทย์อาจจะทำการรักษาปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว เช่น การให้ยาลดความดันเลือด หรือลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เพื่อที่จะลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดกั้นในอนาคต

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ แพทย์จะแนะนำให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ได้แก่ การหยุดสูบบุหรี่ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดน้ำหนัก ลดความเครียด โดยการทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย และรวมถึงการให้ยา ดังนี้

  • ยาลดคอเลสเตอรอลในเลือด เพื่อทำการลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL cholesterol) ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดหัวใจ
  • แอสไพริน (Aspirin) เพื่อลดการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดซึ่งทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด ป้องกันการเกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดหัวใจซ้ำในอนาคต
  • ยากลุ่ม Beta-blockers เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจและลดความดันเลือด
  • ยาขยายหลอดเลือด (เช่น Nitroglycerin) เพื่อบรรเทาอาการแน่นหน้าอก และเพิ่มปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
  • ยากลุ่ม Angiotensin-converting enzyme (ACE) เพื่อลดความดันเลือด

ในคนไข้บางกลุ่มอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมที่มากไปกว่าการรักษาประคับประคองข้างต้น โดยการรักษา ได้แก่ การใส่ขดลวดเพื่อถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ การทำบอลลูน และการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ(บายพาส)

การใส่ขดลวดหลอดเลือดหัวใจ แพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจจะทำการใส่สายสวนเข้าไปทางหลอดเลือดจนถึงหลอดเลือดที่มีการอุดกั้นดังกล่าวและใส่ขดลวดที่เป็นโลหะขนาดเล็กในบริเวณที่มีการตีบแคบของหลอดเลือด ขดลวดดังกล่าวจะทำการขยายบริเวณที่มีการตีบแคบ ทำให้เลือดสามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพิ่มขึ้น

การใส่บอลลูน แพทย์จะทำการใส่สายสวนคล้ายกับการใส่ขดลวดหลอดเลือดหัวใจ และทำการใส่บอลลูน (ที่ยังไม่ได้ใส่ลม) เข้าไปถึงบริเวณที่มีการตีบแคบ จากนั้นแพทย์จะใส่ลมเข้าไปในบอลลูนทำให้บอลลูนดังกล่าวขยายออก ส่งผลให้หลอดเลือดที่ตีบอยู่เดิมนั้น มีการขยายจากการพองตัวของบอลลูนไปบนผนังหลอดเลือด โดยหลังจากนั้นแพทย์จะนำสายสวนออกมาพร้อมตัวบอลลูน แตกต่างจากการใส่ขดลวดที่จะคาขวดลวดไว้บริเวณที่มีพยาธิสภาพของหลอดเลือด

การผ่าตัดเบี่ยงการเดินของหลอดเลือดหัวใจ จะต้องทำการผ่าตัดโดยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมทรวงอกและหัวใจ โดยใช้หลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย นำมาสร้างเป็นทางเดินเลือดใหม่ให้เลือดสามารถสามารถผ่านทางเบี่ยงดังกล่าวไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ในที่สุด โดยการผ่าตัดดังกล่าวจำเป็นต้องมีการผ่าตัดเปิดทรวงอกร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี

  • อาการแน่นหน้าอก (Angina pectoris)
  • โรคหัวใจวาย (Heart attack)
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart failure)
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

การวินิจฉัยและการรักษาในช่วงแรกเริ่มของโรค สามารถหยุดหรือชะลอการดำเนินโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เบาหวานขึ้นตามีวิธีรักษาอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ทำไมหนูปวดเมื่อยตรงสะบักมักจะปวดหัวทุกที
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ความดันสูงมีสิทธิ์หายขาดมั้ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ปวดหัวไมเกรนปวดมากๆเส้นเลือดในสมองจะแตกมั๊ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่