โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery Disease) คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ย. 2, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที

โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี เป็นประเภทของโรคหัวใจชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของผู้ป่วยทั้งเพศชายและหญิง

โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี เป็นโรคที่พบได้บ่อย ซึ่งจัดเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 2 โดยมีอัตราผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้นกว่า 54,530 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 150 คนหรือ 6 คนต่อชั่วโมง

โดยโรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี เกิดจากหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบหรือตัน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากไขมันและเนื้อเยื่อ สะสมอยูในผนังของหลอดเลือด (หรือที่เรียกว่า Plaque) มีผลให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในตำแหน่งนั้นหนาตัวขึ้น พยาธิสภาพดังกล่าวทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ (โคโรนารีอาเตอรี่) มีการแคบลงทำให้เลือดที่ขนส่งออกซิเจน และสารอาหารไปสู่เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจถูกขนส่งผ่านไปได้น้อยลงหรืออาจผ่านไม่ได้เลย ทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการและมีอาการแสดงของภาวะหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอุดตัน

อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ และการวินิจฉัย

การสะสมของ Plague ในหลอดเลือดของหัวใจ อาจใช้เวลานานก่อนที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการของโรค โดยปกติผู้ป่วยจะมีอาการและอาการแสดงของภาวะนี้เมื่อมีการอุดตันของหลอดเลือดมากกว่า 50%

อาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่

  • อาการแน่นหน้าอก (Angina)
  • อาการหายใจลำบาก (Shortness of breath)
  • โรคหัวใจวายหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart attack)

การเปลี่ยนแปลงทางกาย และการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการแน่นหน้าอก (Angina) อาการแน่นหน้าอกที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยจะรู้สึกเหมือนมีสิ่งของหรือคนมานั่งทับที่บริเวณอก อาการแน่นหน้าอกดังกล่าวมักเกิดบริเวณกลางอก อาจจะมีอาการปวดร้าวไปที่คอ กราม หรือบริเวณไหล่ซ้ายร่วมด้วย

ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดมีอาการเจ็บหน้าอกที่มีลักษณะจำเพาะ (Typical Angina) ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 อย่าง

  • อาการแน่นหน้าอกจะเกิดบริเวณแนวกลางของกระดูกอก (Retrosternal Chest Pain)
  • อาการมักสัมพันธ์กับการออกกำลัง
  • อาการทุเลาลงเมื่อพัก หรืออมยาอมใต้ลิ้น (Nitroglycerin)

หากคุณมีอาการหายใจลำบาก หรือเหนื่อยอย่างฉับพลันหลังจากการออกกำลังกายหรือภายหลังภาวะเครียด นั่นอาจเป็นอาการแสดงของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดกั้นก็เป็นได้

การอุดตันของหลอดเลือดหัวใจอาจจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายอย่างฉับพลัน (ที่คนทั่ว ๆไปเรียกกันว่า “หัวใจวาย”) ซึ่งอาจมีอาการปวดแน่นหน้าอกรุนแรงและมีอาการปวดร้าวไปคอ กราม ไหล่ซ้ายหรือแขนซ้าย

หากคุณมีอาการหรืออาการแสดงที่เข้าได้ดังที่กล่าวข้างต้น หรืออาการอื่น ๆ ที่สงสัย ควรปรึกษากับแพทย์ เพื่อที่แพทย์จะได้ทำการประเมินอาการ ตรวจร่างกายเพิ่มเติม และหากแพทย์พิจารณาว่าคุณมีความเสี่ยงสูงที่จะมีโรคหลอดเลือดหัวใจอุดกั้น แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม อันได้แก่

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG,EKG) เพื่อประเมินว่าคุณกำลังมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่
  • การตรวจ echo เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ
  • การตรวจ stress test เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจในช่วงที่มีการออกกำลัง
  • การใส่สายสวนหัวใจร่วมกับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ เพื่อประเมินหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจว่ามีการอุดกั้นหรือไม่ หรือถ้ามีก็สามารถประเมินได้ว่ามีความรุนแรงของการอุดกั้นมากน้อยเพียงใด
  • การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อประเมินโครงสร้างของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ อีกทั้งยังสามารถดูการสะสมของแคลเซียมที่หลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย
  • การถ่ายภาพรังสีแม่เหล็กหลอดเลือดหัวใจ (MRA) โดยใช้หลักการของการถ่ายภาพรังสีแม่เหล็ก (MRI) เพื่อประเมินการอุดกั้นของหลอดเลือดหัวใจ

สำหรับการตรวจการทำงานของหัวใจในช่วงที่มีการออกกำลัง แพทย์อาจจะให้คุณทดสอบโดยการเดินบนสายพาน หรือการปั่นจักรยาน ร่วมกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในช่วงที่มีการออกกำลัง

นอกจากนี้แพทย์อาจจะกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ด้วยยาบางชนิด ให้หัวใจของคุณเต้นเร็วขึ้น แล้วประเมินการทำงานของหัวใจในภาวะดังกล่าว

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจอุดกั้น

อย่างที่กล่าวข้างต้นสาเหตุของการอุดกั้นมักเกิดจากการที่มีการทำลายของผนังหลอดเลือด เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทำให้มีการสะสมของคอเลสเตอรอลและสารต่าง ๆ ในชั้นของหลอดเลือด เกิดการสร้าง Plague โดยการทำลายของผนังหลอดเลือดนี้ อาจเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก

ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดได้แก่

  • การสูบบุหรี่
  • ภาวะความดันเลือดสูง
  • ระดับคอเรสเตอรอลในเลือดสูง
  • โรคเบาหวาน
  • การได้รับรังสีบริเวณทรวงอก (เช่นในการรักษาโรคมะเร็งเป็นต้น)
  • พฤติกรรมนั่งๆ นอนๆ
  • คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกิน
  • ความเครียด

นอกจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว อายุและเพศก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อโอกาสที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเช่นกัน โดยความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น และเพศชายมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าเพศหญิง

ในปัจจุบันมีการศึกษาปัจจัยอื่น ๆ ที่เชื่อว่าอาจส่งผลต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ ภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea), การเพิ่มขึ้นของสารบางประเภทในเลือดได้แก่ C-Reactive protein, Triglycerides, Homocysteine, Lipoprotein-a ซึ่งสามารถตรวจสารต่าง ๆ เหล่านี้ได้จากการตรวจเลือด

หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น  ควรตรวจรับการรักษากับแพทย์ เพราะแม้ว่าคุณจะไม่มีอาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดหัวใจ แพทย์อาจจะทำการรักษาปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว เช่น การให้ยาลดความดันเลือด หรือลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เพื่อที่จะลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดกั้นในอนาคต

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ แพทย์จะแนะนำให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ได้แก่ การหยุดสูบบุหรี่ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดน้ำหนัก ลดความเครียด โดยการทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย และรวมถึงการให้ยา ดังนี้

  • ยาลดคอเลสเตอรอลในเลือด เพื่อทำการลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL cholesterol) ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดหัวใจ
  • แอสไพริน (Aspirin) เพื่อลดการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดซึ่งทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด ป้องกันการเกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดหัวใจซ้ำในอนาคต
  • ยากลุ่ม Beta-blockers เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจและลดความดันเลือด
  • ยาขยายหลอดเลือด (เช่น Nitroglycerin) เพื่อบรรเทาอาการแน่นหน้าอก และเพิ่มปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
  • ยากลุ่ม Angiotensin-converting enzyme (ACE) เพื่อลดความดันเลือด

ในคนไข้บางกลุ่มอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมที่มากไปกว่าการรักษาประคับประคองข้างต้น โดยการรักษา ได้แก่ การใส่ขดลวดเพื่อถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ การทำบอลลูน และการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ(บายพาส)

การใส่ขดลวดหลอดเลือดหัวใจ แพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจจะทำการใส่สายสวนเข้าไปทางหลอดเลือดจนถึงหลอดเลือดที่มีการอุดกั้นดังกล่าวและใส่ขดลวดที่เป็นโลหะขนาดเล็กในบริเวณที่มีการตีบแคบของหลอดเลือด ขดลวดดังกล่าวจะทำการขยายบริเวณที่มีการตีบแคบ ทำให้เลือดสามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพิ่มขึ้น

การใส่บอลลูน แพทย์จะทำการใส่สายสวนคล้ายกับการใส่ขดลวดหลอดเลือดหัวใจ และทำการใส่บอลลูน (ที่ยังไม่ได้ใส่ลม) เข้าไปถึงบริเวณที่มีการตีบแคบ จากนั้นแพทย์จะใส่ลมเข้าไปในบอลลูนทำให้บอลลูนดังกล่าวขยายออก ส่งผลให้หลอดเลือดที่ตีบอยู่เดิมนั้น มีการขยายจากการพองตัวของบอลลูนไปบนผนังหลอดเลือด โดยหลังจากนั้นแพทย์จะนำสายสวนออกมาพร้อมตัวบอลลูน แตกต่างจากการใส่ขดลวดที่จะคาขวดลวดไว้บริเวณที่มีพยาธิสภาพของหลอดเลือด

การผ่าตัดเบี่ยงการเดินของหลอดเลือดหัวใจ จะต้องทำการผ่าตัดโดยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมทรวงอกและหัวใจ โดยใช้หลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย นำมาสร้างเป็นทางเดินเลือดใหม่ให้เลือดสามารถสามารถผ่านทางเบี่ยงดังกล่าวไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ในที่สุด โดยการผ่าตัดดังกล่าวจำเป็นต้องมีการผ่าตัดเปิดทรวงอกร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี

  • อาการแน่นหน้าอก (Angina pectoris)
  • โรคหัวใจวาย (Heart attack)
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart failure)
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

การวินิจฉัยและการรักษาในช่วงแรกเริ่มของโรค สามารถหยุดหรือชะลอการดำเนินโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เบาหวานขึ้นตามีวิธีรักษาอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ทำไมหนูปวดเมื่อยตรงสะบักมักจะปวดหัวทุกที
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ความดันสูงมีสิทธิ์หายขาดมั้ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ปวดหัวไมเกรนปวดมากๆเส้นเลือดในสมองจะแตกมั๊ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่