Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,413,586 คน

รู้จักกับโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือ โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary artery disease) เกิดจากหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดตีบ หรือตันขึ้น ซึ่งส่วนมากเกิดจากไขมัน และเนื้อเยื่อเข้าไปสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือด (Plaque) จนทำให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในตำแหน่งนั้นๆ หนาตัวขึ้น และส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจมีขนาดแคบลง 

เมื่อหลอดเลือดมีขนาดแคบลง ผลที่ตามมาคือ เลือดที่คอยขนส่งออกซิเจนและสารอาหารไปสู่เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจก็จะผ่านไปได้น้อย หรืออาจผ่านไปไม่ได้เลย จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตายในที่สุด

อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ

ปกติแล้วผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจจะเริ่มมีอาการของภาวะนี้เมื่อมีการอุดตันของหลอดเลือดมากกว่า 50% ไปแล้ว โดยอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่

  • แน่นหน้าอก (Angina)
  • หายใจลำบาก (Shortness of breath)
  • โรคหัวใจวายหรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart attack)

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดมีอาการเจ็บหน้าอกที่มีลักษณะจำเพาะ (Typical Angina) ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 อย่าง ได้แก่

  1. อาการแน่นหน้าอกจะเกิดบริเวณแนวกลางของกระดูกอก (Retrosternal Chest Pain) หรือบริเวณกลางอก
  2. อาการมักสัมพันธ์กับการออกกำลัง
  3. อาการจะทุเลาลงเมื่อพัก หรืออมยาอมใต้ลิ้น (Nitroglycerin)

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางกายและภาวะอารมณ์ ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการแน่นหน้าอกที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจได้ด้วย และบางครั้ง นอกจากอาการแน่นหน้าอกบริเวณกลางอกแล้ว ผู้ป่วยยังอาจเกิดอาการปวดร้าวลามไปที่บริเวณคอ กราม หรือบริเวณไหล่ซ้ายร่วมด้วยได้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา ผู้ป่วยก็อาจพบภาวะแทรกซ้อนต่อไปนี้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ

สาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดกั้น มักเกิดจากผนังหลอดเลือดถูกทำลาย จนทำให้เกิดการสะสมของคอเลสเตอรอลและสารต่างๆ ในชั้นของหลอดเลือด จนเยื่อบุผนังบริเวณนั้นๆ หนาตัวขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด ได้แก่

  • การสูบบุหรี่
  • ภาวะความดันเลือดสูง
  • ระดับคอเรสเตอรอลในเลือดสูง
  • โรคเบาหวาน
  • การได้รับรังสีบริเวณทรวงอก 
  • พฤติกรรมนั่งๆ นอนๆ ไม่ค่อยขยับตัว
  • คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกิน
  • ความเครียด

นอกจากปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้น อายุและเพศก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อโอกาสที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้เช่นกัน โดยความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจจะเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ป่วยอายุเพิ่มขึ้น และเพศชายจะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าเพศหญิง

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ

หากพบว่าตนเองมีอาการที่อาจบ่งบอกว่าเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรปรึกษากับแพทย์ เพื่อประเมินอาการ ตรวจร่างกายเพิ่มเติม หากแพทย์พิจารณาว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะมีโรคหลอดเลือดหัวใจอุดกั้น แพทย์แนะนำให้เข้ารับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ดังนี้

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Elektrokardiogram หรือ Electrocardiogram: EKG หรือ ECG)เพื่อประเมินว่ากำลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram: ECHO)เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ
  • การตรวจสมรรถภายหัวใจด้วยการออกกำลังกาย หรือสเตรสเทส (Stress test): เป็นการตรวจโดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยออกกำลังโดยวิ่งบนสายพาน หรือปั่นจักรยานร่วมกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจในช่วงที่มีการออกกำลัง ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
  • การใส่สายสวนหัวใจร่วมกับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ: เพื่อประเมินหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจว่ามีการอุดกั้นหรือไม่ ถ้ามี แพทย์ก็จะสามารถประเมินได้ว่ามีความรุนแรงของการอุดกั้นมากน้อยเพียงใด
  • การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT Scan (Computerised Tomography): เป็นการตรวจเพื่อประเมินโครงสร้างของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ อีกทั้งสามารถดูการสะสมของแคลเซียมที่หลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย
  • การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI Scan (Magnetic Resonance Imaging): เป็นการตรวจโดยใช้หลักการของการถ่ายภาพรังสีแม่เหล็ก เพื่อประเมินการอุดกั้นของหลอดเลือดหัวใจ

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เช่น หยุดสูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดน้ำหนัก ลดความเครียด และรวมถึงการจ่ายยา ดังนี้

  • ยาลดคอเลสเตอรอลในเลือด: เพื่อลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (Low Density Lipoprotein: LDL) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • แอสไพริน (Aspirin): เพื่อลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ป้องกันการเกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดหัวใจซ้ำในอนาคต
  • ยากลุ่มเบต้า บล็อคเกอร์ (Beta Blockers): เพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจและลดความดันเลือด
  • ยาขยายหลอดเลือด (Vasodilator): เพื่อบรรเทาอาการแน่นหน้าอก และเพิ่มปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
  • ยาลดความดันโลหิตกลุ่มเอซีอี (Angiotensin Converting Enzyme: ACE): เพื่อลดความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

นอกจากนี้ ในคนไข้บางกลุ่มอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม เช่น

  • การใส่ขดลวดหลอดเลือดหัวใจ (intracoronary stent): แพทย์จะใส่สายสวนเข้าไปทางหลอดเลือดจนถึงตำแหน่งของหลอดเลือดที่มีการอุดกั้น จากนั้นแพทย์จะใส่ขดลวดที่เป็นโลหะขนาดเล็กเข้าไปในบริเวณที่มีการตีบแคบของหลอดเลือด เพื่อทำการขยายพื้นที่ให้เลือดสามารถไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพิ่มขึ้น
  • การใส่บอลลูน (Balloon Angioplasty): แพทย์จะใส่สายสวนที่คล้ายกับการใส่ขดลวดหลอดเลือดหัวใจ และใส่บอลลูนที่ยังไม่ได้ใส่ลมเข้าไปถึงบริเวณที่หลอดเลือดมีการตีบแคบ จากนั้นแพทย์จะใส่ลมเข้าไปในบอลลูน เพื่อให้บอลลูนดังกล่าวขยายตัวออก และทำให้หลอดเลือดที่ตีบอยู่มีการขยายขนาดจากการพองตัวของบอลลูนบนผนังหลอดเลือด หลังจากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นการทำหัตถการ แพทย์จะนำสายสวนออกมาพร้อมตัวบอลลูน 
  • การผ่าตัดเบี่ยงการเดินของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Graft: CABG) : วิธีรักษาแบบนี้มักถูกเรียกสั้นๆ ว่า "การทำบายพาส" ซึ่งจะต้องทำการผ่าตัดโดยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมทรวงอกและหัวใจเท่านั้น โดยแพทย์จะใช้หลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายที่อยู่ในสภาพดี เช่น แขน ขา แล้วนำมาสร้างเป็นทางเดินเลือดใหม่ ให้เลือดสามารถไหลผ่านทางเบี่ยงดังกล่าวไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ในที่สุด นอกจากนี้ การทำบายพาสยังจำเป็นต้องมีการผ่าตัดเปิดทรวงอกร่วมด้วย

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เบาหวานขึ้นตามีวิธีรักษาอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ทำไมหนูปวดเมื่อยตรงสะบักมักจะปวดหัวทุกที
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ความดันสูงมีสิทธิ์หายขาดมั้ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ปวดหัวไมเกรนปวดมากๆเส้นเลือดในสมองจะแตกมั๊ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อาการเวลาอากาศเย็นแล้วปวดขา ปวดนิ้วมือ เมื่อย เป็นเพราะอะไรครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป