โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 312,038 คน

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเป็นโรคผิวหนังอักเสบที่พบได้มากที่สุดที่มักเกิดกับเด็ก แต่ก็สามารถเกิดกับผู้ใหญ่ได้เช่นกัน

โรคผิวหนังอักเสบเป็นภาวะที่ทำให้ผิวหนังมีอาการคัน แดง แห้ง และแตกสะเก็ดออก อีกทั้งยังเป็นภาวะระยะยาว (เรื้อรัง) กับผู้ป่วยบางราย ที่สามารถดีขึ้นเองตามกาลเวลาได้ (โดยเฉพาะกับเด็ก)

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังสามารถเกิดกับผิวหนังส่วนใดของร่างกายก็ได้ แต่ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือ: หลังหรือหน้าข้อเข่า นอกหรือในข้อศอก รอบคอ มือ แก้ม หนังศีรษะ

ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักจะมีทั้งช่วงที่อาการน้อยมากและช่วงที่มีอาการปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง

สาเหตุของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังคืออะไร?

สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังขึ้นยังคงไม่แน่ชัด แต่ก็ชัดเจนว่าเป็นภาวะที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยรวมกัน และเป็นภาวะที่มักเกิดกับผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังสามารถสืบทอดสู่ลูกหลานได้ และมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะอื่น ๆ อย่างหอบหืด และไข้ละอองฟาง

อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักจะเกิดจากสิ่งเร้าบางอย่าง เช่นสบู่ สารดับกลิ่น ความเครียด หรือสภาพอากาศ บางครั้งภาวะแพ้อาหารก็อาจเป็นสิ่งเร้าหนึ่งเช่นกันโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ป่วยเป็นโรคผิวหนังอักเสบรุนแรง

การรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

เด็กมากมายป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โดย 8 ใน 10 เคสจะพบว่าภาวะนี้เกิดขึ้นก่อนที่เด็กจะมีอายุครบ 5 ปี โดยเด็กหลายคนจะเริ่มแสดงอาการของภาวะนี้ก่อนวันเกิดครั้งแรก

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

Medicine delivery 01

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังสามารถทุเลาลงอย่างมากหรือแม้แต่หายไปเองสมบูรณ์เมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น โดยเกือบครึ่งของทุกกรณีจะมีอาการดีขึ้นอย่างมากตอนที่เด็กมีอายุ 11 ปี และประมาณสองในสามจะดีขึ้นตอนที่มีอายุ 16 ปี

อย่างไรก็ตามภาวะนี้สามารถดำเนินต่อไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้ และบางครั้งอาจเกิดขึ้นมาครั้งแรกในช่วงผู้ใหญ่ก็ได้

อาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะทำให้ผิวหนังที่ป่วยมีอาการปวดคัน แดง แห้ง และแตก

จะมีทั้งช่วงที่อาการดีขึ้นและอาการทรุดลง โดยช่วงที่อาการปะทุขึ้นมามักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือประมาณ 2 ถึง 3 ครั้งต่อเดือน

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย แต่ที่พบได้บ่อยสุดคือที่มือ (โดยเฉพาะที่นิ้ว) ข้างในข้อศอกหรือหลังข้อเข่า และใบหน้ากับหนังศีรษะสำหรับเด็ก ส่วนอาการบนใบหน้ามักจะเกิดกับผู้ใหญ่

ความรุนแรงของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะแตกต่างกันออกไปตามกรณี ผู้ที่มีอาการโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอ่อนอาจจะมีผิวหนังแห้งบริเวณแคบ ๆ และอาจมีอาการคันบ้าง สำหรับกรณีที่รุนแรงอาจมีอาการผิวแดง คัน และอักเสบเป็นวงกว้าง

การเกาผิวหนังที่คันทำให้คุณมักจะตื่นขึ้นกลางดึก และอาจทำให้มีเลือดออกหรือก่อให้เกิดการติดเชื้อทุติยภูมิซึ่งจะยิ่งทำให้อาการคันแย่ลงกว่าเดิมจนเกิดเป็นวงจรซ้ำ ๆ และส่งผลต่อปัญหานอนไม่หลับช่วงกลางคืนจนทำสมาธิจดจ่อกับการทำงานหรือเรียนได้ลำบากขึ้น

ผิวหนังบริเวณที่ป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีสีคล้ำหรือซีดขึ้นหลังจากที่ภาวะดีขึ้น โดยมักจะมองเห็นได้ชัดเจนในผู้ที่มีผิวเข้มอยู่แล้ว ภาวะเช่นนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากการเกิดแผลหรือผลข้างเคียงของครีมสเตียรอยด์ แต่เป็นเหมือนกับ “ร่องรอย” ที่การอักเสบครั้งก่อนทิ้งเอาไว้มากกว่า ซึ่งรอยนี้จะค่อย ๆ กลับเป็นสีเดิมไปเอง

สัญญาณของการติดเชื้อ

ในบางกรณีโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอาจจะทำให้ผิวหนังที่เป็นโรคอักเสบขึ้นมาได้ ซึ่งสัญญาณของการติดเชื้อมีดังนี้: ภาวะผิวหนังอักเสบทรุดลงอย่างมาก มีของเหลวซึมออกจากผิวหนัง เกิดสะเก็ดสีเหลืองบนผิวหนัง หรือมีจุดสีขาวเหลืองเกิดขึ้นบนผิวหนังที่อักเสบ ผิวหนังบวมและปวด มีไข้และไม่สบายเนื้อสบายตัว

ให้ไปพบแพทย์ทันทีที่คุณคาดว่าผิวหนังของตนเองหรือลูกเกิดการติดเชื้อขึ้น

สาเหตุของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักจะเกิดมาจากหลายสาเหตุรวมกัน

ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักจะมีผิวหนังที่แห้งมาก ๆ เพราะว่าผิวหนังไม่สามารถคงความชุ่มชื้นได้นั่นเอง

อาการผิวแห้งจะทำให้ผิวหนังตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคันและผิวแดง

คุณสามารถเกิดมาพร้อมกับความเสี่ยงต่อโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมากกว่าผู้อื่นได้เนื่องจากพันธุกรรมที่สืบทอดจากพ่อแม่ของคุณ งานวิจัยพบว่าเด็กที่มีพ่อแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือผู้ที่มีญาติเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีความเสี่ยงเป็นโรคเดียวกันมากขึ้น

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่สามารถส่งต่อแก่ผู้อื่นจากการสัมผัสร่างกายกันได้

ตัวกระตุ้นภาวะผื่นผิวหนังอักเสบ

มีสิ่งเร้าหลายสิ่งที่ก่อให้เกิดอาการของโรคผื่นผิวหนังอักเสบ ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามกรณี โดยสิ่งเร้าที่พบได้บ่อยคือ:

การระคายเคือง: อย่างเช่นสบู่และสารชำระล้าง อย่างเช่นแชมพู ฟองอาบน้ำ เป็นต้น

ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมหรือภูมิแพ้: อย่างเช่นอาการแห้งและเย็น ความชื้น หรืออาจจะเป็นละอองฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสร เป็นต้น

แพ้อาหาร: อย่างเช่นอาการแพ้นมวัว แพ้ไข่ แพ้ถั่วลิสง หรือถั่วเหลือง

วัสดุต้องผิวหนัง: อย่างเช่นขนแกะ และใยสังเคราะห์

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: ผู้หญิงอาจจะมีอาการแย่ลงในช่วงไม่กี่วันก่อนมีประจำเดือน หรือระหว่างตั้งครรภ์

การติดเชื้อที่ผิวหนัง

ผู้ป่วยบางรายยังรายงานว่าอาการของพวกเขาทรุดลงเมื่อต้องกับอากาศแห้งหรือมีฝุ่น หรือเมื่อพวกเขามีความเครียด หรือมีร่างกายร้อนหรือเย็นเกินไป

การวินิจฉัยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

แพทย์มักจะสามารถวินิจฉัยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้จากการสังเกตผิวหนังที่มีอาการและจากการสอบถามอาการจากคุณ โดยอาจมีคำถามต่อไปนี้: ว่าผื่นมีอาการคันหรือไม่ และตำแหน่งของผื่น ช่วงเวลาที่เริ่มมีอาการ อาการที่มีเป็น ๆ หาย ๆ หรือไม่ ครอบครัวของคุณเคยมีประวัติโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังหรือไม่ คุณมีภาวะอื่นหรือไม่ อย่างเช่นเป็นภูมิแพ้ หรือหอบหืด

คุณควรแจ้งแพทย์ทันทีหากว่าอาการของคุณเริ่มส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเริ่มนอนไม่หลับเพราะอาการคัน หรืออาการจากโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเริ่มสร้างขีดจำกัดของตนเอง

รายการตรวจสอบโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

โดยทั่วไปแล้วการวินิจฉัยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังควรเริ่มทันทีที่คุณมีอาการคันที่ผิวหนังในช่วง 12 เดือนหรือมี 3 ข้อต่อไปนี้:

มีอาการผิวแดงและระคายเคืองบนรอยพับบนผิวหนัง อย่างเช่นข้างในข้อศอก หรือหลังข้อเข่า (หรือบนแก้ม นอกข้อศอก หรือบนหน้าเข่าสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 เดือน)

มีประวัติเคยระคายเคืองที่ผิวหนังเกิดขึ้นบนพื้นที่บริเวณข้างต้น

ส่วนมากจะมีผิวแห้งมาตลอด 12 เดือน

เคยมีประวัติหอบหืดหรือไข้ละอองฟาง: หากเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 หรือมีพ่อแม่พี่น้องที่เป็นหนึ่งในภาวะผิวหนังใดภาวะหนึ่ง

ภาวะเริ่มขึ้นก่อนอายุ 2 ปี (ข้อนี้ไม่สามารถใช้ได้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี)

การตรวจหาสิ่งกระตุ้น

แพทย์จะเริ่มตามหาสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังทรุดลง โดยแพทย์อาจจะใช้วิธีสอบถามอาหารและวิถีการใช้ชีวิตของคุณเพื่อมองหาว่าสิ่งใดเป็นตัวส่งเสริมให้เกิดอาการขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่นคุณอาจจะมีอาการผื่นผิวหนังอักเสบหลังจากต้องกับสบู่หรือแชมพู เป็นต้น

แพทย์อาจแนะนำให้คุณจดบันทึกการรับประทานอาหารของคุณกับการที่ประสบกับอาการของโรคขึ้นมาเพื่อให้แพทย์วิเคราะห์รูปแบบอาการระหว่างสิ่งที่คุณประสบกับอาหารการกินของคุณ

ปกติมักจะไม่มีการทดสอบภูมิแพ้เพื่อหาสิ่งเร้า แต่ก็อาจจะใช้ได้กับการมองหาภาวะแพ้อาหารที่อาจเป็นตัวกระตุ้นอาการของเด็กเล็ก หรือหากมีการคาดการณ์ว่าภาวะแพ้อาหารมีส่วนของการเกิดอาการโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

การรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังยังไม่มีวิธีรักษา มีเพียงการรักษาบรรเทาอาการต่าง ๆ กระนั้นผู้ป่วยที่เป็นเด็กหลายคนจะมีอาการดีขึ้นเองตามอายุที่เพิ่มขึ้น

การรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่มักดำเนินการกันคือ:

การใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง: ซึ่งต้องใช้ทุกวันเพื่อไม่ให้ผิวแห้ง

ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะที่: ครีมหรือขี้ผึ้งที่ใช้ลดอาการบวมแดงระหว่างที่มีอาการปะทุขึ้นมา

การรักษาอื่น ๆเช่นการใช้ยาพิเมโครลิมัสหรือทาโครลิมัสเฉพาะที่สำหรับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังกับบริเวณผิวหนังบอบบางที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น การใช้ยาต้านฮิสตามีนสำหรับอาการคันรุนแรง การพันผ้าหรือสวมเสื้อรัดร่างกายแบบพิเศษเพื่อปล่อยให้ผิวหนังฟื้นตนเอง หรือการรักษาแรง ๆ อื่น ๆ ที่จัดดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง

การดูแลตนเอง

เช่นเดียวกับการรักษาที่กล่าวไปข้างต้น คุณสามารถปฏิบัติตนตามนี้เพื่อบรรเทาอาการและป้องกันปัญหาเพิ่มเติมได้

พยายามลดความเสียหายจากการเกา

โรคผื่นผิวหนังอักเสบจะก่อให้เกิดอาการคันและอาจทำให้คุณอยากเกาบริเวณที่มีอาการแรง ๆ ได้ การเกานี้เองที่จะสร้างความเสียหายแก่ผิวหนังจนอาจทำให้มีภาวะผื่นผิวหนังอักเสบเพิ่มมากขึ้น

ผิวหนังที่ถูกเกามากเข้าจะหนาตัวขึ้น ส่วนการเกาลึก ๆ อาจทำให้เกิดเลือดซึมหรือออกมา ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือเกิดรอยแผลเป็นขึ้น

พยายามลดการเกาลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณควรเปลี่ยนนิสัยด้วยการค่อย ๆ ขัดผิวที่คันด้วยนิ้วมือแทน หากเด็กทารกป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง คุณควรให้พวกเขาสวมถุงมือเพื่อไม่ให้เด็กเกาตนเอง

พยายามตัดเล็บมือให้สั้นและรักษาความสะอาดเพื่อลดความเสียหายที่ผิวหนังจากการเกาโดยไม่ตั้งใจ หรือใช้วิธีสวมเสื้อผ้าบางเพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแทน

เลี่ยงสิ่งกระตุ้น

แพทย์จะพยายามเสาะหาว่าสิ่งใดเป็นตัวกระตุ้นให้คุณเกิดอาการโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังขึ้น แม้ว่าภาวะของโรคจะดีขึ้นหรือทรุดลงโดยไม่มีสาเหตุก็ตาม

เมื่อคุณทราบว่าสิ่งใดเป็นตัวกระตุ้นสำหรับกรณีของคุณ พยายามเลี่ยงสิ่งนั้นให้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น:

หากผ้าบางประเภททำให้คุณระคายเคืองผิวหนัง พยายามเลี่ยงเครื่องนุ่งห่มที่ทอจากผ้าประเภทนั้น ๆ และพยายามสวมเสื้อผ้าทอละเอียดที่นุ่มหรือทอจากวัสดุตามธรรมชาติแทน

หากความร้อนเป็นตัวกระตุ้นโรคผิวหนังอักเสบ พยายามคงอุณหภูมิห้องที่บ้านของคุณให้เย็นพอ โดยเฉพาะในห้องนอน

เลี่ยงการใช้สบู่หรือสารชำระล้างร่างกายที่อาจส่งผลกระทบต่อผิวหนังของคุณ หรือเปลี่ยนไปใช้สารแทนสบู่

แม้ว่าผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังอักเสบจะเกิดมาจากภาวะแพ้ไรฝุ่น กรณีนี้ก็ไม่จำเป็นต้องพยายามกำจัดต้นตอเพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และยังไม่มีหลักฐานว่าการทำเช่นนี้สำเร็จจะช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นจริง

ปรับเปลี่ยนอาหารการกิน

อาหารบางประเภทอย่างเช่นไข่หรือนมวัวสามารถก่อให้เกิดอาการของโรคผื่นผิวหนังอักเสบ อย่างไรก็ตามคุณไม่ควรจะทำการเปลี่ยนอาหารการกินใด ๆ ก่อนปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง

การงดอาหารประเภทใด ๆ ไปเป็นเรื่องที่ไม่ดี โดยเฉพาะเด็กเล็กที่กำลังต้องการแคลเซียม แคลอรี และโปรตีนสำหรับการเติบโต

หากแพทย์คาดการณ์ว่าคุณมีภาวะภูมิแพ้อาหาร คุณอาจถูกส่งไปพบนักโภชนาการ (ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการ) เพื่อจัดทำแผนการรับประทานของคุณเพื่อเลี่ยงอาหารที่คุณควรเลี่ยงโดยที่พยายามรับสารอาหารให้ครบตามความต้องการของร่างกาย

คุณอาจถูกส่งไปพบผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ ที่โรงพยาบาล อย่างเช่นแพทย์ภูมิคุ้มกัน แพทย์ผิวหนัง หรือกุมารแพทย์ตามความเหมาะสม

ถ้าคุณจำต้องให้น้ำนมแก่ทารกที่เป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบ ให้ไปพบแพทย์ก่อนทำการเปลี่ยนอาหารการกินของคุณ

สารเพิ่มความชุ่มชื้น

การใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิวหนังโดยตรงจะช่วยลดอัตราการสูญเสียน้ำของร่างกายด้วยการปกคลุมผิวหนังเอาไว้ สารเหล่านี้มักช่วยในกรณีผิวแห้งหรือผิวแตกจากโรคผื่นผิวหนังอักเสบได้

นอกจากสารเหล่านี้ทำให้ผิวหนังแห้งน้อยลงแล้ว สารยังมีส่วนช่วยต้านการอักเสบอ่อน ๆ เช่นกัน และยังช่วยลดการความเสี่ยงการเกิดอาการได้ด้วย

การเลือกใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้น

มีสารเพิ่มความชุ่มชื้นหลายตัวตามท้องตลาด คุณอาจลองผลิตภัณฑ์หลาย ๆ ตัวเพื่อหาประเภทที่ดีที่สุดสำหรับคุณ คุณอาจถูกแนะนำให้ใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นหลาย ๆ ตัวพร้อมกัน เช่น: ขี้ผึ้งสำหรับผิวแห้ง ครีมหรือโลชั่นสำหรับผิวแห้งน้อย สารเพิ่มความชุ่มชื้นสำหรับใช้แทนสบู่ สารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ใช้ขณะอาบน้ำ สารเพิ่มความชุ่มชื้นบนใบหน้าและมือ และผลิตภัณฑ์อีกตัวสำหรับร่างกาย

ความแตกต่างระหว่างโลชั่น ครีม และขี้ผึ้งคือปริมาณน้ำมันที่ใส่ ขี้ผึ้งจะมีปริมาณน้ำมันมากที่สุดทำให้อาจมีความเหนอะหนะบ้าง แต่ก็มักเป็นประเภทที่มีประสิทธิภาพคงความชุ่มชื้นมาก

โลชั่นจะมีปริมาณน้ำมันน้อยกว่าทำให้ไม่มีความเหนอะหนะ แต่ก็อาจจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่า ส่วนครีมจะอยู่ระหว่างสารทั้งสอง

หากคุณใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นบางชนิดมาเป็นเวลานานแล้ว สารนั้น ๆ อาจมีฤทธิ์น้อยลงหรืออาจเริ่มก่อให้เกิดความระคายเคืองขึ้นได้

ถ้าเป็นกรณีนี้ แพทย์จะจ่ายผลิตภัณฑ์ตัวอื่นที่เหมาะกับคุณแทน ซึ่งสารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ดีที่สุดคือตัวที่คุณพอใจที่สุด

วิธีใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้น

คุณควรใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นตลอดเวลาแม้จะไม่มีอาการก็ตาม ผู้ป่วยหลายคนพบว่าการแยกสารเพิ่มความชุ่มชื้นสำหรับที่บ้านกับที่ทำงาน หรือแม้แต่ในห้องน้ำกับในห้องนั่งเล่น ในการใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นคุณควร: ใช้ในปริมาณมากขึ้น ไม่ขัดผิว ใช้วิธีลูบสารบนผิวในทิศทางเดียวกับไรขน หลังอาบน้ำ ค่อย ๆ เช็ดผิวหนังให้แห้งและทาสารเพิ่มความชุ่มชื้นในขณะที่ผิวยังคงชื้นอยู่

หากสามารถทำได้คุณควรใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นสองครั้งต่อวัน หรืออาจจะมากกว่านั้นหากคุณมีผิวแห้งมาก

ระหว่างที่มีอาการขึ้นกะทันหัน ให้ใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นในปริมาณพอเหมาะให้บ่อย ๆ แต่ต้องพึงจำไว้ว่าการรักษาผิวหนังอักเสบด้วยยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะที่เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นเดี่ยว ๆ อาจไม่สามารถควบคุมอาการได้

ห้ามใช้นิ้วคว้านสารเพิ่มความชุ่มชื้นออกจากหลอดผลิตภัณฑ์ ควรใช้ช้อนหรือหลอดปั๊มแทน เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ และห้ามใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้นร่วมกับผู้อื่น

ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะที่

หากผิวหนังของคุณมีอาการอักเสบและปวด แพทย์อาจจ่ายยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะที่ (ทาลงบนผิวหนังโดยตรง) ซึ่งสามารถลดการอักเสบได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะที่มักถูกจ่ายให้หลายความแรง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคผื่นผิวหนังอักเสบบนผิวหนัง

ยาประเภทนี้มีตั้งแต่อ่อน (อย่างเช่นยาไฮโดรคอร์ติโซน) ปานกลาง (เช่นยาโคลเบทาโซนบูไทเรท) หรือแม้แต่ยาแรง (อย่างเช่นโมเมทาโซน)

หากคุณจำต้องใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์บ่อย ๆ แพทย์จะคอยนัดคุณเพื่อตรวจสอบว่าการรักษามีประสิทธิภาพหรือไม่ และคุณใช้ยาในปริมาณที่พอเหมาะหรือไม่

สามารถใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์อย่างไร?

การทายาลงผิวหนังเพื่อควบคุมอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากคุณปฏิบัติตามคำแนะนำจากฉลากยาอย่างเคร่งครัดเว้นแต่จะได้รับคำแนะนำอื่น ๆ จากแพทย์

ผู้ป่วยส่วนมากจะถูกกำหนดให้ทาเพียงวันละครั้งเท่านั้นเพราะยังไม่มีหลักฐานที่บ่งบอกว่าการทายาคอร์ติโคสเตียรอยด์บ่อย ๆ จะช่วยได้

ในการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะที่นั้น:

ให้ทาสารเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิวหนังก่อนและรอให้สารซึมลงผิวหนังเป็นเวลา 30 นาที หรือทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันของวัน (เช่นช่วงกลางคืน)

ทายาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะที่ในปริมาณที่เหมาะสมกับบริเวณที่มีอาการ

เมื่อมีอาการกะทันหัน ให้ใช้ยาไปเรื่อย ๆ 48 ชั่วโมงเพื่อกำจัดการอักเสบใต้ผิวหนังให้หมด

บางครั้งแพทย์แนะนำให้คุณใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ด้วยถี่น้อยลงแต่ต้องใช้เป็นเวลานานเพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดอาการปะทุขึ้นอีก ซึ่งมักจะดำเนินการกับผู้ป่วยที่สามารถควบคุมอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้แล้ว โดยจะเป็นการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ทุกวันหยุดบนบริเวณผิวหนังที่เคยมีอาการเพื่อป้องกันไม่ให้อาการปรากฏซ้ำอีกครั้ง

ผลข้างเคียงของยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะที่

ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะที่อาจทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บจี๊ดเป็นเวลาน้อยกว่าหนึ่งนาทีขณะทา

สำหรับกรณีหายาก คุณอาจประสบกับ:

อาการผิวบาง: โดยเฉพาะหากคุณใช้ยาสเตียรอยด์แรง ๆ กับผิวหนังผิดจุดเป็นเวลานาน อย่างเช่นบนใบหน้าเป็นเวลาหลายสัปดาห์

สีผิวเปลี่ยน: โดยปกติสีผิวจะซีดลงหลังการใช้ยาสเตียรอยด์แรง ๆ แต่สำหรับภาวะสีผิวสว่างขึ้นหลังภาวะผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักจะเป็น “ร่องรอย” ของการติดเชื้อเก่าที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาใด ๆ

สิวขึ้น: โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องใช้ยาบนใบหน้า

ขนขึ้นเยอะ

ผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะดีขึ้นเองหลังหยุดการรักษา

โดยปกติแล้วการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะที่แรง ๆ เป็นเวลาหลายเดือนกับผิวหนังที่อ่อนไหวอย่างเช่นบนใบหน้า รักแร้ หรือขาหนีบ หรือใช้ยาในปริมาณมาก ๆ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงข้างต้น ด้วยเหตุนี้คุณควรใช้ยาที่อ่อนที่สุดเพื่อให้มีฤทธิ์สำหรับควบคุมอาการเท่านั้น

ยาต้านฮิสตามีน

ยาต้านฮิสตามีนเป็นยาที่ใช้เพื่อระงับผลกระทบจากสารในเลือดที่เรียกว่าฮิสตามีนเพื่อบรรเทาอาการคันที่เกิดจากโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

ยาตัวนี้มีทั้งแบบที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท หรือมีฤทธิ์ทำให้ง่วงนอนนั่นเอง หากคุณมีอากรคันมาก แพทย์อาจแนะนำให้คุณใช้ยาต้านฮิสตามีนที่ไม่มีฤทธิ์กล่อมประสาท หากอาการคันที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงที่มีอาการกะทันหันที่ส่งผลต่อการนอนหลับ แพทย์จะแนะนำให้คุณใช้ยาต้านฮิสตามีนที่มีฤทธิ์กล่อมประสาทเพื่อช่วยการนอนหลับของคุณ

ฤทธิ์กล่อมประสาทดังกล่าวจะทำให้เกิดอาการง่วงนอนระหว่างวันได้ ดังนั้นจึงควรแจ้งโรงเรียนของเด็กเล็กก่อนเพื่อให้พวกเขาคอยดูแลลูกน้อยของคุณเป็นกรณีพิเศษ

การใช้ผ้าพันแผลและผ้าพันชื้น ๆ

ในบางกรณีแพทย์อาจะแนะนำให้คุณพันผ้าสำหรับการแพทย์หรือใช้ผ้าชื้น ๆ พันผิวหนังบริเวณผิวหนังที่ป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

อาจจะเป็นการพันผ้าทับสารเพิ่มความชุ่มชื้นหรือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เฉพาะที่เพื่อป้องกันการเกาและเพื่อปล่อยให้ผิวหนังฟื้นฟูตนเองพร้อมกับหยุดอาการแห้งของผิวหนัง

ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แบบเม็ด

ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แบบเม็ดมักไม่ค่อยใช้เพื่อรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แต่ก็อาจนำมาใช้ในบางกรณีเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ หรือประมาณ 5 ถึง 7 วันเพื่อควบคุมอาการของโรค เพราะหากทานยาประเภทนี้นานต่อเนื่องเท่าไรจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะข้างเคียงร้ายแรงของยามากขึ้นเท่านั้น

ถ้าแพทย์คาดว่าภาวะของคุณมีความรุนแรงพอที่จะแบกรับความเสี่ยงจากยาประเภทนี้ แพทย์อาจจะส่งคุณไปพบกับผู้เชี่ยวชาญอีกที

การเข้าพบผู้เชี่ยวชาญ

ในบางกรณีแพทย์อาจส่งคุณไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังหากไม่มั่นใจประเภทโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่คุณประสบ การรักษาปกติอาจไม่ช่วยควบคุมโรคผื่นผิวหนังอักเสบจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตหรือไม่มั่นใจว่าอะไรเป็นสาเหตุ

ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอาจดำเนินการต่อไปนี้:

การตรวจสอบการรักษาที่คุณดำเนินการอยู่: เพื่อให้มั่นใจว่าคุณดำเนินการรักษาเพียงพออย่างถูกที่ถูกเวลาหรือไม่

ยายับยั้งแคลซินิวรินเฉพาะที่: ครีมหรือขี้ผึ้งจะกดระบบภูมิคุ้มกันอย่างเช่นทาโครลิมัสและพิเมโครลิมัส

การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดแรงมาก

การใช้ผ้าพันแผลหรือผ้าเปียก

การรักษาด้วยแสง: เป็นการใช้แสงอัลตราไวโอเล็ต (UV) เพื่อลดอักเสบ

การใช้ยากดภูมิคุ้มกันแบบเม็ด: เพื่อกดภูมิคุ้มกันลง อย่างเช่นยาอะซาทิโอพริน ไซโคลสโพริน และเมโทเทกเซท

ยาอะลิทรีทิโนอิน: ยาที่ใช้รักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังรุนแรงที่ส่งผลต่อมือของผู้ใหญ่

แพทย์ผิวหนังอาจแนะนำการรักษาอื่นเพื่อช่วยให้คุณดำเนินการรักษาให้ถูกต้อง อย่างเช่นแสดงวิธีดูแลตนเองให้ดูก่อน และอาจส่งคุณไปพบนักจิตเวชตามความจำเป็นของคุณ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

ผู้ป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังสามารถสร้างปัญหาทางร่างกายและทางจิตได้

การติดเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังทำให้ผิวหนังของคุณแตกแห้งได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ความเสี่ยงจะสูงขึ้นถ้าคุณเกาโรคผื่นผิวหนังอักเสบหรือคุณดำเนินการรักษาไม่ถูกต้อง

สัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียมีดังนี้: มีของเหลวขับออกจากร่างกาย เกิดสะเก็ดสีเหลืองบนผิวหนัง เกิดจุดสีเหลืองขาวบนบริเวณที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ผิวหนังเกิดอาการบวมและปวดขึ้น มีไข้สูงและรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว

อาการปกติของคุณอาจจะทรุดลงอย่างรวดเร็วและภาวะผื่นผิวหนังอักเสบไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามปกติ

คุณควรเข้าพบแพทย์ทันทีที่คุณคาดว่าผิวหนังตนเองหรือลูกคุณเกิดการติดเชื้อ

แพทย์มักจะจ่ายยาปฏิชีวนะแบบเม็ด แบบแคปซูล หรือครีมเพื่อรักษาภาวะติดเชื้อ เช่นเดียวกับทำให้มั่นใจว่าอาการอักเสบที่ผิวหนังที่อาจนำไปสู่การติดเชื้ออยู่ในการควบคุมของคุณ

ให้ปรึกษาแพทย์ทันทีที่วิธีการข้างต้นไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นหรือมีอาการทรุดลงกว่าเดิม

เมื่อการติดเชื้อหายไป แพทย์จะจ่ายยาที่เป็นครีมหรือขี้ผึ้งตัวใหม่มาเพื่อเลี่ยงการปนเปื้อน อีกทั้งควรยุติการรักษาเก่าทั้งหมด

การติดเชื้อไวรัสบนผิวหนัง

มีโอกาสที่ภาวะผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะทำให้ผิวหนังของคุณติดเชื้อไวรัสโรคเริมหรือคล้ายเริมได้

อาการของโรคผื่นผิวหนังคล้ายเริ่มมีดังนี้: บริเวณที่เป็นจะเจ็บปวดและจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว เกิดตุ่มหนองที่อาจระเบิดออกและทิ้งหลุมไว้ ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการปวดบนผิวหนัง ในบางกรณีอาจมีไข้สูงและรู้สึกไม่สบายด้วย

ให้ติดต่อแพทย์ทันทีหากคุณคาดว่าคุณหรือลูกเริ่มมีภาวะผื่นผิวหนังคล้ายเริม

หากคุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคผื่นผิวหนังคล้ายเริมจริง แพทย์จะใช้ยาต้านไวรัสที่เรียกว่าแอซิโคลเวียร์กับคุณ

ผลกระทบทางจิตใจ

เช่นเดียวกับร่างกายโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอาจส่งผลต่อสุขภาพทางจิตได้เช่นกัน

เด็กก่อนวัยเรียกที่ป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีความเสี่ยงต่อปัญหาด้านพฤติกรรม อย่างเช่นมีความอยู่ไม่สุขมากกว่าเด็กทั่วไป

การรังแก

เด็กวัยเรียนที่ป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอาจถูกรังแกได้ โดยการรังแกทุกประเภทจะสร้างบาดแผลแก่จิตใจของเด็กได้ทั้งหมด

ลูกของคุณอาจกลายเป็นคนเงียบหรือเก็บตัวได้ ซึ่งคุณควรทำความเข้าใจหรือปรึกษาครูผู้ดูแลเกี่ยวกับความรู้สึกของลูกคุณ

ปัญหาการนอนหลับ

ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักมีปัญหาที่เกี่ยวกับการนอนหลับ

เมื่อคุณนอนไม่เพียงพอจะส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมได้ อีกทั้งยังทำให้คุณจดจ่อกับการงานได้ยากขึ้น

หากลูกของคุณมีปัญหาการนอนหลับที่เกิดจากโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง พวกเขาอาจจะเรียนช้ากว่าเด็กคนอื่น โดยคุณควรปรึกษากับครูผู้ดูแลให้พวกเขาดูแลลูกของคุณเป็นพิเศษก็ได้

ระหว่างช่วงที่มีอาการของภาวะผื่นผิวหนังกะทันหัน ลูกของคุณอาจต้องหยุดเรียนเพื่อรักษาตัว ซึ่งย่อมส่งผลต่อการเรียนของพวกเขาแน่นอน

ความมั่นใจในตนเอง

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังสามารถส่งผลต่อความมั่นใจในตนเองทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กที่มีความสามารถในการรับมือกับภาวะป่วยลำบากกว่า

หากลูกของคุณขาดความมั่นใจตนเองในระดับรุนแรงจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมอย่างมาก คุณควรส่งเสริมและกระตุ้นความมั่นใจในตนเองของพวกเขาและปรับทัศนคติที่พวกเขามีต่อรูปลักษณ์ของตนเองให้ดีขึ้น หากภาวะผื่นผิวหนังอักเสบส่งผลต่อความมั่นใจของลูกคุณอย่างรุนแรง คุณควรเข้าพบกับแพทย์เพื่อให้พวกเขาจัดหาการช่วยเหลือจากจิตแก่ผู้ป่วย

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เปนภูมิแพ้ทั้งแม่ละลูกควรทำยังไงดีค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ภูมิแพ้เกิดจากอะไรค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคภูมิแพ้มีสิทธ์หายได้หรือไม่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
น้ำมูกไหลตลอดต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ทำอย่างไรให้ภูมิแพ้หายขาด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่