โรคนิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ต.ค. 14, 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีมักจะรู้สึกเจ็บที่ช่องท้อง แต่ผู้ป่วยบางคนก็ไม่มีอาการอะไรเลย

โรคนิ่วในถุงน้ำดี หรือที่เรียกว่า cholelithiasis ถือเป็นโรคที่พบบ่อยมากๆ ซึ่งโรคนี้มักจะเกิดกับผู้หญิง หรือคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และชาวอเมริกันเป็นส่วนใหญ่ ถุงน้ำดีมีลักษณะเป็นถุงกะเปราะที่มีไว้เพื่อเก็บพักสารชนิดหนึ่งที่เราเรียกกันว่า น้ำดี (bile) ซึ่งเป็นสารที่ตับสร้างขึ้นมา หลังจากที่เรารับประทานอาหารเข้าไปแล้ว ถุงน้ำดีจะหดตัวและปล่อยน้ำดีเข้าไปยังลำไส้เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร นิ่วในถุงน้ำดีจะเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งในสารที่ว่านี้ทำให้น้ำดีเริ่มขุ่นข้นและก่อตัวขึ้นเป็นก้อนนิ่ว (ซึ่งสารที่ก่อตัวขึ้นนี้มักจะเป็นพวกของเสียชื่อว่าบิลิรูบิน หรือ คอเลสเตอรอล) นิ่วในถุงน้ำดีมักจะฝังตัวอยู่ในถุงน้ำดีเพียงแค่นั้นและไม่สร้างปัญหาใดๆ แต่บางครั้งมันจะไปปิดกั้นทางออกของถุงน้ำดี เรียกว่า ท่อถุงน้ำดี เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดภาวะนี้ขึ้น ถุงน้ำดีจะเข้าสู่ภาวะกระตุกและเริ่มอักเสบ ซึ่งภาวะนี้จะเรียกว่า ถุงน้ำดีอักเสบ (cholecystitis) กรณีที่ถุงน้ำดีอักเสบนั้น อาการอาจหายเองได้หรืออาจรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะถุงน้ำดีที่อักเสบนั้นเกิดติดเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง

สาเหตุของนิ่วในถุงน้ำดี

มีปัจจัยมากมายหลายอย่างเลยทีเดียวที่จะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านั้นได้แก่:

  • มีบิลิรูบิน(Bilirubin) ส่วนเกินในน้ำดี
  • มีคอเลสเตอรอลส่วนเกินในน้ำดี
  • มีสิ่งอุดตันอื่นที่ไม่ใช่นิ่วมาปิดกั้นไม่ให้ถ่ายเทน้ำดีได้อย่างเหมาะสม
  • ความเข้มข้นของน้ำดีต่ำเรียกว่า เกลือน้ำดี (bile salt)

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ได้แก่:

  • คนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี
  • ใช้ยาลดระดับคอเลสเตอรอล  
  • เป็นเบาหวาน
  • น้ำหนักลดลงอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว
  • ทานยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนทดแทน
  • ตั้งครรภ์
  • เป็นโรคอ้วน
  • ทานอาหารไขมันและแคลอรี่สูง ไฟเบอร์น้อย

อาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดี

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่นิ่วถุงน้ำดีจะไม่แสดงอาการใดๆ และอาจตรวจพบนิ่วได้จากการตรวจคัดกรองและการตรวจปัญหาสุขภาพอื่นๆ

แต่ก็มีหลายคนที่เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีนั้นแสดงอาการของโรคถุงน้ำดีอักเสบออกมา เช่น:

  • ปวดช่องท้องด้านบนขวา
  • ปวดหลัง โดยเฉพาะช่วงที่อยู่ระหว่างหัวไหล่
  • ปวดใต้สะบักขวา
  • อาการปวดที่สะบักขวาจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการหนักขึ้นและจะเป็นแบบนี้ไปอีกอย่างน้อย 30 นาที หรือที่แย่หน่อยก็เป็นสองถึงสามชั่วโมงเลยทีเดียว
  • เป็นไข้หนาวสั่น
  • อาเจียนและคลื่นไส้
  • โรคดีซ่าน (ผิวออกเหลืองและตาขาว)
  • อุจจาระสีเหมือนโคลนดิน
  • รู้สึกปวดหลังจากกินอาหารที่มีไขมัน
  • อาหารไม่ย่อย ท้องอืด มีแก๊ส

หากคุณมีอาการเหล่านี้ มันคงถึงเวลาแล้วที่คุณจะจัดการกับนิ่วน้ำดี  ดังนั้น คุณจึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจโรคและเริ่มทำการรักษา ไม่บ่อยนักที่นิ่วในถุงน้ำดีจะส่งสัญญาณบอกว่าผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งถุงน้ำดี ดังนั้น ทางที่ดีคุณควรไปพบแพทย์เพื่อให้หมอวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องชัดแจ้ง

การวินิจฉัยโรค

หากสงสัยว่าจะเป็นนิ่วในถุงน้ำดี แพทย์จะทำการตรวจด้วยการฉายภาพ อาจเป็นการอัลตราซาวด์ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้คลื่นเสียงในการฉายภาพบริเวณดังกล่าว การตรวจอีกอันที่ใช้บ่อยคือ การตรวจถุงน้ำดีโดยวิธีกินสารทึบรังสี (oral cholecystogram หรือ OCG) ซึ่งแพทย์จะให้ผู้ป่วยกินยาที่มีสารย้อมแล้วใช้รังสีเอ็กซ์ฉายไปที่ถุงน้ำดีที่ถูกสารย้อมเพื่อแสดงภาพ มีวิธีตรวจอีกหนึ่งวิธีซึ่งมีชื่อว่า HIDA scan เป็นการฉีดสารกัมมันตรังสีที่ไม่เป็นอันตรายปริมาณเล็กน้อยเข้าร่างกาย บางครั้งนิ่วในถุงน้ำดีก็ถูกตรวจพบโดยบังเอิญในกระบวนการตรวจอื่นๆ เช่น CT scan

การรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี

มีทางเลือกในการรักษานิ่วในถุงน้ำดีหลายทาง ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าอาการและความรุนแรงของนิ่วมากน้อยแค่ไหน

วิธีการรักษานิ่วในถุงน้ำดี ได้แก่:

การผ่าตัด: ถุงน้ำดีมักจะถูกผ่าตัดออก แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีนี้กับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

จากความก้าวหน้าที่มากขึ้นทำให้มีวิธีการผ่าตัดถุงน้ำดีที่เรียกว่า cholecystectomy หรือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ซึ่งปัจจุบันถือเป็นกระบวนการผ่าตัดที่ลุกล้ำร่างกายน้อยกว่าแต่ก่อนเนื่องจากเป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง (laparoscopic technology)

แผลผ่าตัดจะเล็ก หายเร็วขึ้น และไม่จำเป็นต้องพักที่โรงพยาบาลหลังผ่าตัดเลย

เปลี่ยนการบริโภคอาหาร: แพทย์อาจแนะนำให้คุณเปลี่ยนไปกินอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่มีไขมันต่ำมากยิ่งขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาอาการจากโรคนิ่วในถุงน้ำดี

การใช้ยา: ยาที่ใช้รักษามีอยู่ไม่กี่ชนิด ซึ่งหนึ่งในนี้รวมถึงเกลือน้ำดี ที่จะเข้าไปทำลายนิ่วขนาดเล็กอย่างช้าๆเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและอาการของโรค

อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกราย

การบดนิ่ว (Lithotripsy): ใช้คลื่นเสียงที่มีพลังสูงตรงเข้าทำลายนิ่วให้เป็นเศษเล็กๆ ซึ่งมักจะมีการใช้ยาเพื่อสลายเศษนิ่วที่เหลือเหล่านั้นด้วย

การใช้ยาบรรเทาปวด (Painkillers): วิธีนี้อาจถูกแนะนำเพื่อควบคุมอาการปวดในช่วงที่อาการถุงน้ำดีอักเสบจู่โจมแบบเฉียบพลัน

เนื่องจากวิธีนี้เป็นเทคนิคการรักษารูปแบบใหม่ เป็นการรักษาที่ได้ทำการทดลองมา โดยจะฉีดยาเข้าไปในถุงน้ำดีเพื่อสลายนิ่วภายในเวลาไม่กี่วัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น วิธีนี้ก็ยังมีผลข้างเคียง ซึ่งวิธีนี้ถูกทดสอบกับผู้ป่วยที่มีนิ่วขนาดเล็ก

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่