Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

ไข้หนาวสั่น อาการที่พบได้ในหลายๆ โรค

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,796,759 คน

ไข้หนาวสั่น อาการที่พบได้ในหลายๆ โรค


ไข้หนาวสั่น เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายตอบสนองภูมิคุ้มกันและเกิดการอักเสบ ดังนั้น อาการไข้หนาวสั่นจึงเกิดขึ้นได้กับสารพัดโรค เช่น การติดเชื้อ การได้รับสารพิษ สารกระตุ้นอาการแพ้ มีสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย เป็นต้น อาการไข้หนาวสั่นเป็นอาการที่ไม่จำเพาะและไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคโดยลำพังได้ อย่างไรก็ตาม การมีไข้สูง หนาวสั่น ถือเป็นภาวะที่อันตรายซึ่งอาจทำให้เกิดอาการช็อกตามมาได้ เราจึงควรรีบหาสาเหตุและรักษาให้ทันท่วงที

สาเหตุของอาการไข้หนาวสั่น

อาการไข้หนาวสั่นในเด็ก

ในเด็กเล็กๆ มักพบอาการมีไข้สูงได้บ่อย โดยโรคที่พบมากในเด็กและทำให้มีอาการไข้หนาวสั่นได้ ได้แก่

โรคท้องร่วง

สาเหตุของท้องร่วงในเด็กมักเกิดจากเชื้อ "โรตาไวรัส" (Rotavirus) ซึ่งเด็กมักมีอาการท้องเสีย มีไข้ ประมาณ 3-8 วัน ระหว่างมีอาการต้องระวังภาวะขาดน้ำจากการถ่ายเหลวด้วย นอกจากนี้ การติดเชื้อแบคทีเรีย พยาธิ และโปรโตซัว ก็เป็นสาเหตุของท้องร่วงที่พบบ่อยเช่นกัน

โรคอีสุกอีใส

เกิดจากเชื้อไวรัส "วาริเซลลา ซอสเตอร์" (Varicella-Zoster) ซึ่งมักแพร่กระจายในเด็ก โดยเฉพาะในโรงเรียนจะพบการระบาดและติดต่อกันได้บ่อย อาการที่เด่นชัดคือ ผิวหนังมีตุ่มนูนแดง ตุ่มใส และตกสะเก็ด อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั่วร่างกาย พบที่ลำตัวมากกว่าแขนขาและใบหน้า ร่วมกับมีอาการ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ซึ่งอาการในเด็กมักไม่รุนแรง และหายเองได้ภายใน 1 สัปดาห์

โรคหัด

สาเหตุมาจากไวรัสกลุ่ม "พารามิคโซไวรัส" (Paramyxovirus) โรคหัดเป็นโรคหนึ่งที่พบบ่อยในเด็กทารก และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาการคือมีไข้สูงเฉียบพลัน ไข้สูงลอย ซึม เบื่ออาหาร 

และมีผื่นขึ้นบริเวณชายผม รอบปากและใบหูก่อนแล้วจึงกระจายลงมาที่คอ ลำตัว และแขนขา มีอาการประมาณ 7-14 วัน ซึ่งหากไม่รีบรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น สมองอักเสบได้

โรคไข้เลือดออก

เกิดจากเชื้อไวรัส "เด็งกี่" Dengue ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ ไข้เลือดออกเป็นโรคระบาดในหน้าฝน ซึ่งอาการของโรค มีอาการสำคัญที่เป็นรูปแบบค่อนข้างเฉพาะ 4 ประการ เรียงตามลำดับการเกิดก่อนหลัง ดังนี้  1. ไข้สูงลอย 2-7 วัน  2. มีอาการเลือดออก ส่วนใหญ่จะพบที่ผิวหนัง  3. มีตับโต กดเจ็บ  4. มีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว/ภาวะช็อกการดำเนินโรคของโรคไข้เลือดออกเด็งกี่ แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะไข้ ระยะวิกฤต/ช็อก และระยะฟื้นตัว

  1. ระยะไข้  ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส บางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชักมาก่อน ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง (flushed face)  เบื่ออาหาร อาเจียน และไข้จะสูงลอยอยู่ 2-7 วัน  อาการเลือดออกที่พบบ่อยคือ ที่ผิวหนัง ร่วมกับมีจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (melena) ส่วนใหญ่จะคลำตับ โต ได้ประมาณวันที่ 3-4 นับแต่เริ่มป่วย ในระยะที่ยังมีไข้อยู่ ตับจะนุ่มและกดเจ็บ
  2. ระยะวิกฤติ/ช็อก ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกเดงกี จะมีอาการรุนแรง มีภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลวเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่มีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว เวลาที่เกิดช็อกจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ อาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค (ถ้ามีไข้ 2 วัน) หรือเกิดวันที่ 8 ของโรค (ถ้ามีไข้ 7 วัน) ภาวะช็อกที่เกิดขึ้นนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง และจะเสียชีวิตภายใน 12-24 ชั่วโมง หลังเริ่มมีภาวะช็อก
  3. ระยะฟื้นตัว ระยะฟื้นตัวของผู้ป่วยค่อนข้างเร็ว ในผู้ป่วยที่ไม่ช็อกเมื่อไข้ลดส่วนใหญ่ก็จะดีขึ้น ส่วนผู้ป่วยช็อกถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงทีจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ระยะฟื้นตัวมีช่วงเวลาประมาณ 2-3 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน

โรคมือ เท้า ปาก

เป็นโรคที่พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งเกิดจากเชื้อ Coxsackievirus โรคมือ เท้า ปาก สามารถติดต่อกันได้ง่าย โดยการสัมผัสหรือการหายใจ อาการที่พบคือมีไข้ เจ็บคอ เกิดผื่นหรือแผลพุพองขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เมื่อมือที่เป็นแผลไปสัมผัสสิ่งของต่างๆ ก็ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้

โรคไข้หวัดใหญ่

เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza A, B และ C เป็นโรคที่พบบ่อยในทุกวัย อาการของไข้หวัดใหญ่คือ มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เจ็บคอ ไอ อาจมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และคลื่นไส้อาเจียนได้บ้างเช่นกัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติใน 1-2 สัปดาห์ ซึ่งหากไม่รีบรักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม หรือช็อกได้

อาการไข้หนาวสั่นในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

ในผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุที่ร่างกายอ่อนแอ ก็สามารถพบอาการไข้หนาวสั่นได้เช่นกัน โรคที่พบบ่อยและทำให้มีอาการดังกล่าว ได้แก่

โรคอาหารเป็นพิษ

เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหาร ทำให้มีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวหลายครั้ง อุจจาระมีมูกเลือด อาเจียน และมักพบอาการไข้หนาวสั่นด้วย ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวังคือร่างกายขาดน้ำ จึงจำเป็นต้องดื่มน้ำผสมเกลือแร่หรือให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดชดเชย

โรคปอดอักเสบ

สาเหตุเกิดได้จากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การสูดดมสารพิษ หรือเป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาการไข้หนาวสั่นมักมาพร้อมกับอาการไอ เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ หายใจไม่สะดวก และอาการอาจรุนแรงขึ้นหากเกิดหนองหรือฝีในปอด

โรคตับอักเสบ

สาเหตุของตับอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสมากที่สุด รองลงมาเกิดจาก พิษสุรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อโปรโตซัว เลปโตสไปโรสิส พยาธิ ยาบางชนิด สารเคมี อาการที่เด่นชัดคือมีตัวเหลืองตาเหลือง ปวดท้องด้านบนขวา อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้อาเจียน ร่วมกับมีไข้หนาวสั่นด้วย โดยอาการอาจแตกต่างกันไปตามระยะของโรค

โรคไข้หวัดใหญ่

เป็นโรคที่พบได้ทุกวัย ในผู้ใหญ่เองก็จะพบอาการคล้ายกับเด็ก คือ มีไข้สูง หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว รวมถึงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้เช่นเดียวกับในเด็ก

ทางเดินปัสสาวะอักเสบ

การอักเสบของท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ และไต ส่วนมากมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่บางส่วนก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น นิ่วไต หรือภาวะภูมิแพ้ตัวเอง อาการที่พบนอกเหนือจากมีไข้หนาวสั่น คือปวดท้องน้อยรุนแรง ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะขุ่น บางครั้งมีเลือดปนออกมา และปวดหลังบริเวณเอว

โรคไข้มาลาเรีย

เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัว "พลาสโมเดียม" (Plasmodium spp.) ซึ่งมียุงก้นปล่องเป็นพาหะ มักพบการระบาดในแถบที่อยู่ใกล้ป่าร้อนชื้น เช่น ภาคใต้และภาคตะวันตกของประเทศไทย อาการและอาการแสดงของมาลาเรียไม่มีลักษณะพิเศษบ่งเฉพาะ โดยมากจะมีอาการนำคล้ายกับเป็นหวัด คือ มีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ ปวดตามตัวและกล้ามเนื้อ อาจมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร อาการขึ้นอยู่กับระยะฟักตัวของเชื้อ จากนั้นเริ่มมีไข้สูงลอย และมีอาการไข้หนาวสั่นจากการแตกของเม็ดเลือดแดง มีโลหิตจาง จนถึงขั้นหมดสติและโคม่าได้

โรคฉี่หนู

เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Leptospira ซึ่งมีหนูเป็นพาหะ การติดเชื้อมักพบบ่อยในผู้ที่สัมผัสกับแหล่งน้ำสกปรกที่ปนเปื้อนปัสสาวะหนู เช่น ชาวนาที่ต้องเดินลุยน้ำในนา คนหาปลาในหนอง หรือคนที่อาศัยในแหล่งน้ำท่วม อาการของโรคฉี่หนูคือไข้เฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง (มักปวดที่น่อง โคนขา กล้ามเนื้อหลังและน่อง) ตาแดง แม้ว่าอาการของโรคจะค่อนข้างหลากหลายโดยอาจมีอาการเด่นของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งที่ถูกทำลายไม่ว่าจะเป็นไต ตับ ระบบหายใจ หรือระบบไหลเวียนโลหิต โดยความรุนแรงของโรคจะขึ้นกับชนิดและปริมาณของเชื้อ  

ติดเชื้อในกระแสเลือด

เป็นภาวะที่พบได้ในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ โดยเกิดจากเชื้อแบคทีเรียก่อโรคปนเปื้อนเข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งหลายๆ ครั้งก็เป็นการติดเชื้อลุกลามจากบาดแผลหรือการอักเสบของอวัยวะส่วนอื่น อาการที่พบคือมีไข้สูง หนาวสั่น มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็ว เกิดความผิดปกติของระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย จนอาจถึงขั้นช็อกได้

นอกจากโรคที่กล่าวไปแล้ว ยังมีอีกหลายโรคที่ทำให้เกิดอาการไข้หนาวสั่นได้ เช่น โรคไข้รากสากน้อย ไข้รากสากใหญ่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น

การรักษาและบรรเทาอาการไข้หนาวสั่น

การรักษาจะเน้นการแก้ไขโรคที่เป็นสาเหตุ ร่วมกับการบรรเทาอาการ และการรักษาภาวะแทรกซ้อนที่อาจขึ้นได้ ในส่วนของอาการไข้หนาวสั่น เราสามารถบรรเทาอาการได้ ดังนี้

  • รับประทานยาลดไข้ ได้แก่ ยาพาราเซตามอล ซึ่งผู้ใหญ่ควรรับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด (ขนาด 500 มก.) ส่วนเด็กให้รับประทานครั้งละ ½ - 1 เม็ด ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง และหลังรับประทานยาควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • เช็ดตัวลดอุณหภูมิ การใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาดๆ เช็ดตามใบหน้า ซอกคอ รักแร้ ข้อพับ ขาหนีบ จะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายลงได้ โดยควรเช็ดตัวซ้ำทุกๆ 1 ชั่วโมง หากไข้กลับมาอีก นอกจากนี้ การวางผ้าขนหนูหมาดๆ ไว้บนหน้าผาก ก็ช่วยนำความร้อนออกจากร่างกายได้เช่นกัน
  • ปรับอาหาร ระหว่างมีไข้สูงควรรับประทานอาหารให้น้อยลง และงดรับประทานอาหารที่ย่อยยาก เพราะกระบวนการย่อยและเผาผลาญสารอาหารจะทำให้ร่างกายเราร้อนขึ้น นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ และผักผลไม้ที่มีน้ำมาก เช่น เบอร์รี่ แตงโม ส้ม ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายเย็นขึ้นแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วย
  • ใช้สมุนไพรลดไข้ สมุนไพรหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ขิง ใบกระเพรา มีสรรพคุณช่วยลดไข้ได้ ซึ่งเราสามารถนำสมุนไพรมาต้มดื่ม หรือรับประทานสดๆ ก็ได้เช่นกัน

การป้องกันอาการไข้หนาวสั่น

เนื่องจากไข้หนาวสั่นเป็นอาการที่ไม่จำเพาะและพบได้ในหลายๆ โรค ดังนั้น การป้องกันต้องเริ่มจากหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าว เช่น ดูแลร่างกายให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย งดดื่มแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันโรคตับอักเสบ ระวังอย่าให้ยุงกัดเพื่อป้องกันไข้เลือดออกและมาลาเรีย เป็นต้น


ที่มาของข้อมูล

Center of Disease Control and Prevention (https://www.cdc.gov), 20 February 2019

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (https://ddc.moph.go.th/), 20 February 2019


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
อาการหนาวสั่นคืออะไร?
อาการหนาวสั่นคืออะไร?

รู้จักสาเหตุของการหนาวสั่น เพื่อดูแลผู้มีอาการอย่างเข้าใจและถูกต้อง

หนาวสั่น (Chills)
หนาวสั่น (Chills)

อาการหนาวสั่น เกิดจากอะไรได้บ้าง หนาวสั่นแบบใดที่ควรไปพบแพทย์ วิธีการรักษา และวิธีการดูแลตัวเองทำอย่างไร?

สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังป่วย: อาการของไข้หวัด การติดเชื้อไวรัส และอื่นๆ
สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังป่วย: อาการของไข้หวัด การติดเชื้อไวรัส และอื่นๆ

ไม่ใช่แค่มีไข้และรู้สึกอ่อนเพลีย แต่อาการเริ่มต้นของความเจ็บป่วยเหล่านี้อาจเป็นเบาะแสว่าคุณกำลังป่วย และอาจจำเป็นต้องพบแพทย์

ดูในแอป