Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน รู้สาเหตุ ทางรักษา ไม่อันตรายอย่างที่คิด

รู้รอบด้านเกี่ยวกับโรคเบาหวาน สาเหตุ วิธีการรักษา และป้องกัน
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,450,292 คน

โรคเบาหวาน รู้สาเหตุ ทางรักษา ไม่อันตรายอย่างที่คิด

โรคเบาหวาน (Diabetes) หนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable diseases: NCDs) ที่คนส่วนใหญ่ละเลย เพราะคิดว่าไม่เป็นอันตราย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว โรคเบาหวานสามารถเกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

เมื่อเป็นโรคเบาหวานหากไม่สามารถควบคุมโรคให้ดี จะส่งผลกระทบต่อร่างกาย เช่น เกิดโรคแทรกซ้อน ได้แก่ โรคหัวใจ เส้นประสาทถูกทำลาย หรือภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะเลือดเป็นกรดด้วยคีโตนจากเบาหวาน (DKA) บางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตจากโรคเบาหวานได้

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad

โรคเบาหวานคืออะไร

โรคเบาหวาน เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือผลิตได้ไม่เพียงพอ ซึ่งอินซูลินมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เมื่อไม่สามารถนำไปใช้ได้ น้ำตาลคลูโคสจึงเกิดการสะสมอยู่ในเลือดเป็นปริมาณสูง ส่งผลเสียต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย ส่งผลให้เป็นโรคเบาหวานนั่นเอง

โรคเบาหวานมักไม่แสดงอาการเตือนให้เห็น จนกว่าจะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น และเมื่อผู้ป่วยไปตรวจโรคแทรกซ้อน จึงค้นพบโรคเบาหวานโดยบังเอิญ ปัจจุบันสามารถตรวจภาวะก่อนเป็นเบาหวานได้ ด้วยการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด และตรวจระดับน้ำตาลสะสม

ฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin)

ฮอร์โมนอินซูลิน เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งในร่างกาย สร้างขึ้นจากกลุ่มเซลล์ในตับอ่อนที่ชื่อว่า เบต้า (Beta cells) มีหน้าที่สำคัญ คือ ควบคุมกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย โดยการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล เพื่อเปลี่ยนให้เป็นรูปของพลังงานเข้าไปสู่กล้ามเนื้อและเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย

โรคเบาหวานที่พบได้ทั่วไป

โรคเบาหวานที่พบได้ทั่วไป มี 3 ชนิด ได้แก่

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คือ ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลิน เนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันไปทำลายเซลล์ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน มักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กจะเป็นโรคชนิดนี้ตั้งแต่แรก ซึ่งจะต้องได้รับยาอินซูลินเพื่อรักษา
    ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคเบาหวานที่แน่ชัด ทำให้ไม่สามารถป้องกันได้ แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ไขมัน คอลเรสตอรอล และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือ ภาวะที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกติมักพบในวัยกลางคนถึงวัยอายุมาก เป็นชนิดที่พบมากที่สุด
    โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถป้องกันได้ ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่ หลีกเลี่ยงอาหารรสชาติหวานจัด เค็มจัด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักออร์แกนิก โปรตีนจากเนื้อปลา ไข่ไก่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
    บางครั้งโรคชนิดนี้อาจเกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน และกรรมพันธุ์ หากคนในครอบมีประวัติป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจภาวะก่อนเป็นเบาหวาน
  • โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) เป็นโรคเบาหวานชนิดหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกระยะของการตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่มักถูกวินิจฉัยในช่วงสัปดาห์ที่ 24-28 ของการตั้งครรภ์ เกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอ สามารถส่งผลเสียต่อมารดาและทารกได้
    อย่างไรก็ตาม โรคชนิดนี้สามารถป้องกันได้ ด้วยการเตรียมรับมือตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ หรือเมื่อเกิดโรคในขณะที่ตั้งครรภ์แล้ว หากเข้ารับการรักษากับแพทย์อย่างถูกวิธี ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้กลับมาเป็นปกติหลังคลอด ป้องกัน หรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก็สามารถทำได้เช่นกัน
    แต่จะกลับมาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อีกครั้งภายใน 10 ปี หากไม่ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์

โรคเบาหวานหายาก

  • โรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิก (Monogenic diabetes) โรคเบาหวานกลุ่มหนึ่งที่มีสาเหตุเฉพาะจากกรรมพันธุ์ ซึ่งอาจได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อหรือแม่ หรืออาจเกิดการกลายพันธุ์ภายในแต่ละบุคคล และสามารถทำให้เกิดอาการเบาหวานในวัยเด็กได้ การกลายพันธุ์ในโรคเบาหวานโมโนเจนิกนั้น ส่วนใหญ่จะลดความสามารถในการผลิตอินซูลินของร่างกาย หรือลดการผลิตโปรตีนจากตับอ่อนที่ช่วยให้ร่างกายใช้กลูโคสเป็นพลังงาน
    ตัวอย่างของโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิก
    • เบาหวานทารกแรกเกิด (Neonatal diabetes mellitus: NDM) จะเกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต เป็นภาวะที่พบได้ยาก โดยพบเด็กเพียง 1 ใน 100,000 ถึง 500,000 รายเท่านั้น ทารกที่มี NDM จะไม่สามารถผลิตอินซูลินเพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น NDM นั้นอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคเบาหวานประเภท 1 ได้
      NDM แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ  เบาหวานทารกแรกเกิดถาวร (PNDM) จะมีสภาพเป็นโรคเบาหวานตลอดชีวิต และเบาหวานทารกแรกเกิดชั่วคราว (TNDM) ซึ่งสามารถหายไปในช่วงวัยทารก แต่สามารถกลับมาเป็นเบาหวานอีกได้ในภายหลัง
    • โรคเบาหวานที่มีอาการไวในผู้เยาว์ (Maturity-onset diabetes of the young: MODY) มักจะมีอาการขึ้นครั้งแรกในช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น บางคนก็ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในช่วงวัยนั้น จนกระทั่งพบในช่วงชีวิตภายหลังมียีนที่แตกต่างกันหลายยีนที่พิสูจน์แล้วว่ามีผลก่อให้เกิด MODY ได้ ซึ่งยีนทั้งหมดนี้จะไปจำกัดความสามารถของตับอ่อนในการผลิตอินซูลิน
      โดยคนที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคเบาหวานชนิด MODY จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

ลักษณะอาการของโรคเบาหวานเบื้องต้น

ปกติแล้วโรคเบาหวานมักไม่แสดงอาการออกมาให้รับรู้ แต่ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการได้จากภาวะต่างๆ ในร่างกาย โดยมีลักษณะอาการดังนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น หิวน้ำมากขึ้น หากเริ่มมีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้นและหิวน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืนจะกระหายน้ำมากกว่าเดิม นี่เป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน เพราะร่างกายต้องการขับน้ำตาลที่มีอยู่สูงในเลือดออกมาทางปัสสาวะ
  • น้ำหนักลด น้ำหนักที่ลดผิดปกติอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางชนิดก็ได้ โดยเฉพาะเบาหวาน การมีน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้น้ำหนักลดลงเร็วมาก ประมาณ 5-10 กิโลกรัมภายใน 2-3 เดือน
  • บาดแผลหายช้า หากมีแผลที่บริเวณผิวหนัง เช่น มีดบาด การติดเชื้อ หรือรอยฟกช้ำ และแผลหายช้ามาก นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่า คุณอาจเป็นโรคเบาหวาน เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงของผู้ป่วยเบาหวานจะไปขัดขวางการทำงานของหลอดเลือด
  • หิวบ่อย กินจุบจิบ ถ้าเกิดหิวบ่อยและกินจุบจิบขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ คุณอาจเป็นเบาหวานแล้วก็ได้ เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จะทำให้ร่างกายต้องการอาหารเพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด จึงส่งสัญญาณเป็นความหิวนั้นเอง
  • อ่อนเพลีย อารมณ์ไม่คงที่ อาการอ่อนเพลียและอารมณ์ฉุนเฉียวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะส่งผลต่อการทำงานทุกระบบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วย

ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes) คืออะไร

ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ  แต่สูงไม่มากพอที่จะเป็นโรคเบาหวานได้ โดยค่าระดับน้ำตาลในเลือดจะอยู่ที่ 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) อย่างไรก็ตาม ภาะวะก่อนเป็นเบาหวานสามารถรักษาให้ได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต อาหารการกิน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ภาวะแทรกซ้อนสำคัญของโรคเบาหวาน

  • เบาหวานขึ้นตา เกิดความผิดปกติของหลอดเลือดในดวงตาโป่งพอง จึงทำให้เกิดเลือดและน้ำเหลืองซึมออกมาจากหลอดเลือดบริเวณนั้น หากไม่รักษาจะทำให้จอตาขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากปริมาณน้ำเหลืองและเลือดที่ซึมออกมามากเกินไป ปล่อยไว้นานๆ อาจทำให้เซลล์รับรู้ในจอตาเสียหาย ส่งผลให้มองเห็นได้ไม่ชัด
  • การติดเชื้อราหรือยีสต์ในช่องคลอดผู้ป่วยหญิงที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะ สารคัดหลั่งในช่องคลอดจะมีน้ำตาลกลูโคสมากกว่าปกติจากการที่มีน้ำตาลสูงในกระแสเลือด ทำให้ยีสต์เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำตาลมากจนกลายเป็นการติดเชื้อ อาจหมายถึงยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ หรือแสดงถึงการติดเชื้อในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • ภาวะคิโตซิส (Diabetic Ketoacidosis) หรือ DKA คือ ภาวะเลือดเป็นกรดด้วยคีโตนจากเบาหวาน เกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นพลังงานได้ จึงย่อยสลายไขมัน เพื่อนำมาเป็นแหล่งพลังงานทดแทน แต่ได้สารคีโตนซึ่งเป็นกรดออกมาร่วมด้วย
  • ภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก (Brittle diabetes หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Labile diabetes) ใช้เรียกเบาหวานประเภทที่หนึ่งที่ควบคุมไม่ได้ ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดนี้จะมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เปลี่ยนแปลงสูงต่ำอย่างมาก
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycaemia) คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำกว่าปกติ (น้อยกว่า 72 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) ส่งผลให้ร่างกายไม่มีพลังงานเพียงพอสำหรับกิจกรรมต่างๆ
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) คือ ภาวะที่เลือดมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวานบางรายอาจสูงมากกว่า 200 300 หรือ 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องรีบลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่น ดื่มน้ำแก้วใหญ่ ออกกำลังกาย เป็นต้น

โรคแทรกซ้อนในเบาหวาน

หากผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ดังนี้

  • โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
  • เส้นประสาทถูกทำลาย
  • โรคไตวายเรื้อรัง
  • ปัญหาที่เท้า แผลที่เท้า
  • โรคตา มองภาพไม่ชัด
  • โรคเหงือกและปัญหาในช่องปากอื่นๆ
  • ปัญหาทางระบบสืบพันธุ์และกระเพาะปัสสาวะ

การตรวจและวินิจฉัยโรคเบาหวาน

ปัจจุบัน สามารถตวรจโรคเบาหวานด้วยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดในรูปแบบต่างๆ แม้ว่าคุณจะไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ก็สามารถตรวจภาวะก่อนเป็นเบาหวาน เพื่อป้องกันโรคเบาหวานได้เช่นกัน  โดยมีวิธีการตรวจโรคเบาหวาน ดังนี้

  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting plasma glucose: FPG) จะช่วยบอกระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ณ เวลาที่เจาะเลือด การตรวจนี้จะต้องอดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้ผลมีความแม่นยำ (แต่สามารถจิบน้ำเปล่าได้) ซึ่งผลจะแม่นยำที่สุดเมื่ออดอาหารตอนกลางคืนและตรวจเลือดในตอนเช้า
  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (A1C) เรียกอีกอย่างว่า ฮีโมโกลบินเอวันซี (Hemoglobin A1C: HbA1C) จะช่วยบอกระดับน้ำตาลกลูโคสเฉลี่ยในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา การตรวจนี้ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ส่วนใหญ่มักใช้ตรวจร่วมกับ FPG เพื่อผลลัพท์ที่แม่นยำ
  • การตรวจระดับน้ำตาลที่เวลาใดๆ (Random plasma glucose: RPG) เป็นวิธีที่สามารถตรวจได้ทุกเวลาที่ต้องการ แพทย์อาจมีการพิจารณาตรวจค่า RPG เพื่อใช้วินิจฉัยโรคเบาหวาน หากผู้ป่วยมีอาการของโรคเบาหวาน และไม่อยากรอการอดอาหาร
  • การตรวจที่ใช้สำหรับวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แบ่งออกเป็น 2 วิธี
    • การทดสอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม (Glucose challenge test) แพทย์จะให้คุณดื่มสารละลายกลูโคสเข้มข้น 50 กรัม และเจาะเลือดหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง การทดสอบนี้ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร  หากผลการตรวจพบว่า ค่าระดับน้ำตาลกลูโคสสูงอยู่ที่ 135-140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือสูงกว่านั้น คุณจะต้องได้รับการตรวจอีก 1 คือ การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (ซึ่งต้องอดอาหารมาก่อน)
    • การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (Oral glucose tolerance test: OGTT) จะทำในผู้ที่อดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง โดยแพทย์จะเจาะเลือดเข็มที่ 1 เมื่อคุณมาถึงโรงพยาบาล จากนั้นจะให้ดื่มสารละลายกลูโคสเข้มข้น 100 กรัม และเจาะเลือดซ้ำที่ 1 2 และ 3 ชั่วโมงหลังการดื่มสารละลาย ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงอย่างน้อย 2 ครั้งของการเจาะเลือด (จากการเจาะเลือดทั้งหมด ได้แก่ หลังอดอาหาร 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง หรือ 3 ชั่วโมง) หมายความว่า คุณเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสม

น้ำตาลที่อยู่ในเลือดเรียกว่า “น้ำตาลกลูโคส” ถ้าหากสามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ ก็จะทำให้ร่างกายมีความสมดุล ปกติแล้วระดับน้ำตาลในเลือดมักจะอยู่ที่ 70-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หากต่ำหรือสูงกว่านั้น ควรตรวจร่างกายเพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน

วิธีรักษาโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมความรุนแรงของโรคให้อยู่ในระดับที่คงที่ และบรรเทาอาการลงได้ โดยแนวทางในการรักษามีอยู่ 2 วิธีใหญ่ คือ

  • วิธีรักษาโรคเบาหวานตามแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน ในเบื้องต้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือด ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรงของโรค และการวินิจฉัยของแพทย์ด้วย โดยการรับประทานยา หรือการฉีดอินซูลินนั้น ผู้ป่วยจะต้องปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง
    ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีอาการรุนแรงมากขึ้นเป็นเพราะไม่ปฎิบัติตามที่แพทย์สั่ง และไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันใหม่นั่นเอง
  • วิธีรักษาโรคเบาหวานตามแนวทางธรรมชาติบำบัด เป็นวิธีที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานในระยะแรก หรือผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมากนัก โดยวิธีธรรมชาติบำบัดนั้นจะช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก หากทำควบคู่กับการรับประทานยาหรือการฉีดอินซูลิน สำหรับวิธีรักษาก็มีด้วยกันดังต่อไปนี้ 
    • ควบคุมเมนูอาหาร ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถรับประทานอาหารได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป ซึ่งจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารต้องห้าม ได้แก่ อาหารรสชาติหวานจัด เค็มจัด เนื้อติดมัน และเสริมด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ข้าวกล้อง ผักที่มีกากใยสูง เนื้อปลา เต้าหู้ เป็นต้น  เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร รวมทั้งเลือกรับประทานอาหารและสมุนไพรที่มีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย เช่น ตำลึง มะระขี้นก และอบเชย เป็นต้น 
    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเบาหวานด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด เพราะเบาหวานเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป การออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายดึงน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น จึงช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดให้ได้นั่นเอง 
    • ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ความกลัว ความกังวล และความเครียด อาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น ดังนั้น จึงควรทำจิตใจให้ผ่อนคลายเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ

วิธีป้องกันโรคเบาหวาน

การป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานไม่ใช่เรื่องยาก แค่เริ่มจากการป้องกันที่ต้นเหตุ ก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้มากขึ้น โดยสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ดังนี้

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เพื่อให้แป้งและน้ำตาลที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อถูกดึงออกไปใช้เป็นพลังงาน ซึ่งจะทำให้ระดับแป้งและน้ำตาลลดลง
  • ควบคุมน้ำหนักให้คงที่ พยายามอย่าให้น้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือหากใครที่เป็นโรคอ้วน ก็ควรรีบลดน้ำหนักโดยด่วน เพราะจากการวิจัยพบว่า ผู้ที่มีน้ำหนักเกินล้วนมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงถึง 80%
  • รับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าหรือเย็น แสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าและตอนเย็นนั้นอุดมไปด้วยวิตามินดี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งวิตามินดี ไม่เพียงแต่จะบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก และยังช่วยเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ  หัวใจ ปอด และสมอง
  • รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว ข้าวกล้องอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารต่างๆ มากมาย อีกทั้งยังไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย และที่สำคัญข้าวกล้องยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้ดี ดังนั้น จึงควรรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาวทั่วไป หรือจะหุงรวมกับข้าวขาวด้วยก็ได้
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำลายตับให้เสื่อมสภาพลง และเสี่ยงต่อภาวะตับแข็ง ซึ่งเมื่อตับอ่อนเกิดความผิดปกติก็จะทำให้ผลิตอินซูลินได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดการสะสมน้ำตาลในร่างกาย และในเส้นเลือดเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในที่สุด
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ทุกส่วนในร่างกายมีความแข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น จึงลดความเสี่ยงเบาหวานได้ดีนั่นเอง ทั้งนี้ ควรเน้นเมนูผักผลไม้ให้มากๆ พร้อมทั้งลดคาร์โบไฮเดตจากแป้งและไขมันให้น้อยลง เพราะการได้รับไขมันและคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ก็ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานได้เช่นกัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่