โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน รู้สาเหตุ ทางรักษา ไม่อันตรายอย่างที่คิด


32

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แล้วแต่ก็ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้อีกเช่น อ้วนเกินไปมีน้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย หรือจะเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ก็สุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน

แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยว่าถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่น่ากลัว และมีผลแทรกซ้อนมากมาย แต่จนถึงปัจจุบันสถิตการพบผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยไม่ได้น้อยลงแต่อย่างใด วันนี้ HonestDocs จึงนำท่านมาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานในเบื้องต้นกัน

เบาหวานมีมากกว่า 1 ชนิด

เบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินไป โดยโรคเบาหวานจะมีอาการเกิดขึ้นมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง ซึ่งปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน แต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจึงอาจมีผลในการทำลายหลอดเลือด และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ก็อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ซึ่งหากจะเปรียบเทียบโรคเบาหวานแบบง่ายๆ ก็คือร่างกายเราเหมือนระบบปั๊มน้ำ และน้ำก็คือเลือด โดยปกติแล้วปั๊มน้ำก็จะทำงานอย่างปกติ แต่หากมีการทำให้น้ำในระบบเกิดความข้นขึ้น ซึ่งก็คือการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำจะทำให้น้ำในระบบมีความหนืดขึ้น ปั๊มหรือหัวใจ ก็จะต้องทำงานหนักขึ้น และท่อน้ำหรือหลอดเลือดก็ต้องรับแรงดันที่มากขึ้น จึงทำให้คนที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นได้

โรคเบาหวานประเภทที่ 1

เป็นโรคเบาหวานที่มีสาเหตุมาจาก ความบกพร่องของร่างกายเอง ซึ่งทำให้ตับอ่อนของเราขาดภูมิคุ้มกัน และเมื่อตับอ่อนถูกทำลาย กระบวนการสร้างอินซูลินในธรรมชาติก็จะถูกทำลายไปด้วย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงต้องฉีดอินซูลิน เพื่อไปควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว 

โรคเบาหวานประเภทที่ 2

เป็นเบาหวาน ที่จะพบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัดเจน แต่ก็มีส่วนเกี่ยวกับ พันธุกรรม น้ำหนักตัวมาก และขาดการออกกำลังกาย มีลูกมาก อีกทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น โดยเซลล์ของผู้ป่วยยังมีการสร้างอินซูลินแต่จะทำงานไม่เป็นปกติ เนื่องมาจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน จึงทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป และบางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว การรักษาอาจใช้ยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อที่จะควบคุมน้ำตาลในเลือด

สัญญาณของโรคเบาหวาน

การที่เราเป็นโรคเบาหวานนั้น หลายคนอาจจะมองว่าจำเป็นต้องมีการตรวจเลือดอย่างเดียวจึงจะรู้ แต่ความจริงคือก่อนการตรวจเจอเบาหวาน มักจะมีอาการของโรคอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น เหนื่อย เพลีย เป็นแผลเรื้อรัง ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน หลังเที่ยงคืนลงไป ที่จะมีการตื่นมาปัสสาวะบ่อยครั้งเป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้หากเราสังเกตตัวเอง จะทำให้ทราบได้เร็วมากขึ้น และหาหมอเพื่อเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

อาการหลักของโรคเบาหวาน

  1. ปัสสาวะบ่อยขึ้น หิวน้ำมากขึ้น หากเริ่มมีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้น และหิวน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืน จะกระหายน้ำมากกว่าเดิม นี้เป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน เพราะร่างกายต้องการขับน้ำตาลที่มีอยู่สูงในเลือด ออกมาทางปัสสาวะ
  2. น้ำหนักลด น้ำหนักที่ลดผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางชนิดก็ได้ โดยเฉพาะเบาหวาน การมีน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้น้ำหนักลดลงอย่างเร็วมาก ประมาณ 5-10 กิโลภายใน 2-3 เดือน
  3. บาดแผลหายช้า หากมีแผลที่บริเวณผิวหนัง เช่น มีดบาด การติดเชื้อ หรือรอยฟกช้ำ และแผลหายช้ามาก นั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้แล้วว่า คุณเป็นเบาหวานแล้ว เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงของผู้ป่วยเบาหวาน จะไปขัดขวางการทำงานของหลอดเลือด
  4. หิวบ่อย กินจุบจิบ ถ้าเกิดหิวบ่อยและกินจุบจิบขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ คุณอาจเป็นเบาหวานแล้วก็ได้ เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จะทำให้ร่างกายต้องการอาหาร เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด จึงส่งสัญญาณเป็นความหิวนั้นเอง
  5. อ่อนเพลีย อารมณ์ไม่คงที่ อาการอ่อนเพลีย และอารมณ์ฉุนเฉียว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดส่งผลต่อการทำงานทุกระบบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วย

สัญญาณอันตรายอื่นๆ

  1. มีอาการอ่อนเพลียง่าย ทั้งๆ ที่พักผ่อนเพียงพอ และไม่ได้เจ็บป่วย
  2. น้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  3. ปัสสาวะบ่อยจนผิดปกติ
  4. หิวน้ำมากกว่าปกติ
  5. มีอาการตาพร่ามัวลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  6. ปวดขา หรือปวดเข่า
  7. ผิวหนังแห้ง มีอาการคัน อาจจะคันตามตัว หรือคันบริเวณปากช่องคลอด
  8. เป็นฝีตามตัวได้บ่อยๆ
  9. มีอารมณ์แปรปรวน โมโหง่าย
  10. แผลมักหายช้า ไม่แห้งสนิท หรือไม่ขึ้นสะเก็ดเสียที

เบาหวาน โรคยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะวัยสูงอายุและคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ซึ่งโรคเบาหวานนั้น เมื่อเป็นแล้วผู้ป่วยจะไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ นอกจากปฏิบัติตามวิธีการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง เพื่อประคองอาการของโรคไม่ให้ทวีความรุนแรงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แม้โรคนี้จะดูเหมือนไม่โรคร้ายแรงมากนักเมื่อเทียบกับมะเร็ง หากแต่โรคเบาหวานก็ยังถือเป็นอีกโรคที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนได้สูง ดังนั้น เราจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นอาการของโรค การป้องกัน และการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคเพื่อสุขภาพที่ดีปราศจากโรคเบาหวานนั่นเอง

อินซูลินคืออะไร

อินซูลิน คือฮอร์โมนที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มเซลล์ภายในตับอ่อน จะมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายเพื่อที่จะใช้ในการสร้างพลังงานและสร้างเซลล์ต่างๆ ซึ่งปรกติแล้วเมื่อมีน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดตับอ่อนก็จะถูกกระตุ้นให้หลั่ง อินซูลิน ตัวอินซูลินก็จะเข้าไปจับน้ำตาลเพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย แต่คนที่เป็นโรคเบาหวาน ร่างกายมี อินซูลิน ไม่เพียงพอก็จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นนั่นเอง

สาเหตุของโรคเบาหวาน

เบาหวานเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็คือการรับประทานน้ำตาลและไขมันในปริมาณที่มากเกินไป ส่งผลให้อินซูลินเกิดความผิดปกติ และนำมาซึ่งอาการป่วยเบาหวานได้ นอกจากนี้ โรคเบาหวานก็ยังมีสาเหตุมาจากสิ่งเหล่านี้อีกด้วย

1. กรรมพันธุ์

สำหรับผู้ที่มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เป็นเบาหวานมาก่อน ก็อาจจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้เช่นเดียวกัน แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะหากรู้จักดูแลตนเองให้ดี และควบคุมอาหาร โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานของหวาน ของมัน คุณก็จะปลอดภัยจากโรคเบาหวานได้มากขึ้น นอกเสียจากว่าจะเป็นโรคเบาหวานมาอยู่แล้วโดยกำเนิด

2. ความอ้วน

ร้อยละ 80 ของคนที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ่มักมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานค่อนข้างสูง เนื่องจากไขมันส่วนเกินจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ประสิทธิภาพในการจัดการกับน้ำตาลและไขมันต่ำลง และเป็นผลให้เกิดโรคเบาหวานได้ในที่สุด

3. ความผิดปกติของตับอ่อน

เนื่องจากตับอ่อนจะทำหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน ดังนั้นหากตับอ่อนมีการเสื่อมสภาพหรือเกิดความผิดปกติก็ย่อมส่งผลต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ด้วย นอกจากนี้ ในคนที่ดื่มเหล้าหรือรับประทานยาที่มีผลต่อตับอ่อนก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานได้สูงอย่างมากทีเดียว

4. อาหารการกิน

เนื่องจากปัจจุบันนั้น วิธีการทานอาหารที่เปลี่ยนไป โดยพฤติกรรมการทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน อีกทั้งรวมไปถึงเครื่องดื่มแต่ละชนิด ที่มีน้ำตาลมากเกินกว่าที่ร่างกายจะสามารถขจัดให้หมดไปจากร่างกายได้ใน 1 วัน

5. การออกกำลังน้อย

ผู้คนในยุคนี้มีการขยับตัวกันน้อยจนเกินไป จนร่างกายมีประสิทธิภาพในการขจัดน้ำตาลได้น้อย เนื่องจากมีกิจกรรมทางกายน้อยจนเกินไป จึงทำให้น้ำตาลถูกสะสมในเลือดได้ง่าย

 

อาการของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน ส่วนใหญ่แล้วหากไม่สังเกตให้ดีจะไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังเป็นโรคเบาหวานอยู่ ซึ่งเมื่อมารู้อีกที อาการก็เริ่มรุนแรงจนยากจะรักษาให้ดีขึ้นได้ในเวลารวดเร็ว ดังนั้นจึงควรศึกษาเกี่ยวกับอาการของโรคเบาหวานและหมั่นสังเกตตัวเองบ่อยๆ ว่ามีภาวะเสี่ยงหรือไม่ โดยสามารถสังเกตได้จากอาการดังต่อไปนี้

1. ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

อาการเริ่มแรกของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะช่วงกลางคืน แต่ทั้งนี้ อาการปวดปัสสาวะบ่อยนั้นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ จึงแนะนำให้สังเกตดูว่าหลังจากปัสสาวะทิ้งไว้ มีมดมาตอมหรือไม่ ถ้ามีควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

2. กระหายน้ำบ่อยๆ

เมื่อเป็นเบาหวาน ร่างกายจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงมักมีอาการกระหายน้ำบ่อยๆ และมักจะดื่มน้ำครั้งละมากๆ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปัสสาวะบ่อยด้วยนั่นเอง

3. เหนื่อยและอ่อนเพลียง่าย

ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย และอาจมีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการข้างเคียงต่างๆ ตามมาเช่น ตาพร่ามัว ชาตามมือตามเท้าและเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนสูงมาก

4. แผลหายช้า

หลายคนรู้ดีอยู่แล้วว่าผู้ที่เป็นเบาหวาน เมื่อมีแผล แผลย่อมหายช้ากว่าปกติ อีกทั้งยังอาจลุกลามหนักขึ้น จากแผลเล็กๆ จะกลายเป็นแผลที่มีขนาดใหญ่และยังเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนหรือเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นด้วย

เบาหวานขึ้นตา

สาเหตุของเบาหวานขึ้นตาคือการเกิดความปิดปกติ ของหลอดเลือดในดวงตาโป่งพอง จึงทำให้เกิดเลือด และน้ำเหลืองซึมออกมาจากหลอดเลือดบริเวณนั้น หากไม่ทำการรักษาจะทำให้จอตาขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากปริมาณน้ำเหลองและเลือดที่ซึมออกมามากเกินไป ปล่อยไว้นานๆ อาจทำให้เซลล์รับรู้ในจอตาพังทลายลดลง ส่งผลให้มองเห็นได้ไม่ชัด

โรคจอตาเสื่อม มักเกิดในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานเรื้อรัง โดยการป้องกันคือการควบคุมการบริโภคน้ำตาลอย่างเคร่งครัด และปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาเป็นระยะๆ การคุมอาหาร การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม สามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการของโรคนี้ได้

วิธีป้องกันโรคเบาหวาน

การป้องกันตนเองไม่ให้เป็นโรคเบาหวานนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เริ่มจากการป้องกันที่ต้นเหตุก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้มากขึ้นแล้ว สำหรับวิธีการป้องกัน คุณสามารถปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ดังนี้

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หากไม่อยากให้โรคเบาหวานถามหาก็ควรหมั่นออกกำลังกายประจำ และควรออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้แป้งและน้ำตาลที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ ถูกดึงออกไปใช้เป็นพลังงาน ซึ่งก็จะทำให้ระดับแป้งและน้ำตาลลดลงตามความเหมาะสมไปด้วย

 

2. ควบคุมน้ำหนักให้คงที่

สำหรับคนที่มีหุ่นดีอยู่แล้วก็ควรควบคุมน้ำหนักให้คงที่ต่อไป โดยพยายามอย่าให้น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือหากใครที่เป็นโรคอ้วนก็ควรรีบลดน้ำหนักโดยด่วน ทั้งนี้ก็เพราะจากการวิจัยพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินล้วนมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงถึง 80% เลยทีเดียว และแน่นอนว่าคุณคงไม่อยากเป็นหนึ่งในบุคคลเหล่านั้น เพราะฉะนั้น การควบคุมน้ำหนักจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

3. รับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าหรือเย็น

เพราะแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้าและตอนเย็นนั้น จะอุดมไปด้วยวิตามิน D ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งวิตามินดีไม่เพียงแต่จะบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวานอีกด้วย เพราะการขาดวิตามินดีจะทำให้มีโอกาสเป็นเบาหวานได้สูง การเสริมวิตามินดีอย่างเพียงพอ จึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้หากออกกำลังกายไปพร้อมๆ กันด้วยก็จะยิ่งดีมาก

 

4. รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว

ข้าวกล้อง เป็นข้าวที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารต่างๆ มากมาย อีกทั้งยังไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย และที่สำคัญข้าวกล้องยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้ดี ดังนั้น จึงควรรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาวทั่วไป หรือจะหุงรวมกับข้าวขาวด้วยก็ได้

5. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำลายตับให้เสื่อมสภาพลงและเสี่ยงต่อภาวะตับแข็ง ซึ่งเมื่อตับอ่อนเกิดความผิดปกติก็จะทำให้ผลิตอินซูลินได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดการสะสมน้ำตาลในร่างกายและในเส้นเลือดเป็นจำนวนมาก กระทั่งเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

6. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ทุกส่วนในร่างกายมีความแข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น จึงลดความเสี่ยงเบาหวานได้ดีนั่นเอง แต่ทั้งนี้ควรเน้นเมนูผักผลไม้ให้มากๆ พร้อมทั้งลดคาร์โบไฮเดตจากแป้งและไขมันให้น้อยลง เพราะการได้รับไขมันและคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ก็ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานได้เช่นกัน

แนวทางการรักษาโรคเบาหวาน

จริงอยู่ที่โรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่เราก็สามารถควบคุมความรุนแรงของโรคให้อยู่ในระดับที่คงที่และบรรเทาเบาลงได้เช่นเดียวกัน โดยแนวทางในการรักษานั้นจะมีอยู่ 2 วิธีใหญ่ๆ ซึ่งก็คือการรักษาด้วยยาแพทย์แผนปัจจุบันและการรักษาด้วยธรรมชาติบำบัด ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. วิธีรักษาโรคเบาหวานตามแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน

การรักษาโรคเบาหวานด้วยวิธีทางแพทย์แผนปัจจุบันนั้น ในเบื้องต้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือด ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรงของโรคและการวินิจฉัยของแพทย์ด้วย โดยการรับประทานยาหรือการฉีดอินซูลินนั้นผู้ป่วยจะต้องปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น ก็เนื่องจากการไม่ปฎิบัติตามแพทย์สั่ง และไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันใหม่นั่นเอง

2. วิธีรักษาโรคเบาหวานตามแนวทางธรรมชาติบำบัด

การรักษาโรคเบาหวานด้วยธรรมชาติบำบัดนั้นเป็นวิธีแบบค่อยเป็นคอยไป และเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรก หรือผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมากนัก โดยวิธีธรรมชาติบำบัดนั้นจะช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก และหากทำควบคู่กับการรับประทานยาหรือการฉีดอินซูลินด้วยแล้วก็จะยิ่งได้ผลดีมากทีเดียว สำหรับวิธีรักษาก็มีด้วยกันดังต่อไปนี้

  • ควบคุมเมนูอาหาร ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถรับประทานอาหารได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป ซึ่งจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารต้องห้ามและเลือกเสริมด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร รวมทั้งเลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย อย่างเช่น ตำลึง มะระขี้นก และอบเชย เป็นต้น ซึ่งหากสามารถควบคุมการรับประทานอาหารได้ดังนี้ อาการป่วยเบาหวานก็จะบรรเทาลงอย่างแน่นอน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกาย ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเบาหวานด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด เพราะเบาหวานเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป เราจึงต้องรักษาอาการด้วยการลดปริมาณน้ำตาลในเลือดให้ได้ ซึ่งก็สามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกาย เพื่อให้มีการดึงเอาน้ำตาลออกมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้นนั่นเอง
  • ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ความกลัว ความกังวลและความเครียด อาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น ดังนั้น จึงควรทำจิตใจให้ผ่อนคลายเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ นอกจากนี้ การทำใจให้ผ่อนคลายอยู่เสมอยังทำให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้นแม้จะเป็นโรคเบาหวานหรือโรคใดก็ตาม แต่พื้นฐานจิตใจที่ดีย่อมช่วยยกระดับการมีคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างง่ายๆ

สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน

นอกจากการรักษาโรคเบาหวานตามวิธีทางการแพทย์และธรรมชาติบำบัดแล้ว ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งซึ่งคือการรับประทานสมุนไพรที่มีสรรพคุณป้องกันและรักษาอาการของโรคเบาหวานให้ทุเลาลง โดยมี 5 ชนิด ดังนี้

 

1. มะระขี้นก

มะระขี้นก เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารซาแลนติน มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการผลิตอินซูลินของตับอ่อนจึงสามารถช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ มะระขี้นกยังไปเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโรคต้อกระจก ชะลอความเสื่อมของไต ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มากไปด้วยประโยชน์อย่างแท้จริง

2. อบเชย

สมุนไพรที่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างดีเยี่ยม แถมยังรับประทานง่าย เพียงแค่นำอบเชยมาโรยลงบนอาหาร ก็สามารถรับประทานเพื่อบรรเทาอาการของโรคเบาหวานลงได้แล้ว ที่สำคัญอบเชยยังสามารถรักษาได้ทั้งเบาหวานประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 เพียงแต่ต้องหมั่นรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

3. ตำลึง

สมุนไพรหาง่ายที่มักจะพบตามข้างรั้วบ้าน หรือขึ้นเป็นเถาพันต้นไม้อื่นๆ ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติอร่อย รับประทานง่ายแล้ว ตำลึงยังมีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย แนะนำสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรรับประทานตำลึงวันละ 50 กรัม และเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน คุณจะพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลง อีกทั้งยังอาจกลับมาอยู่ในระดับปกติได้อีกด้วย

 

4. ชาเขียว

หลายคนอาจจะมองว่าชาเขียวไม่มีประโยชน์ในด้านการรักษาเบาหวาน แต่ความเป็นจริงแล้ว ชาเขียวก็สามารถดื่มเพื่อบรรเทาโรคเบาหวานได้ดีเช่นกัน โดยชาเขียวนั้นจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและค่อยๆ ลดลงจนปกติ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของอินซูลินได้ดี แต่ทั้งนี้ ควรเลือกดื่มเฉพาะชาเขียวแท้ที่ไม่มีความหวานสูงจะดีที่สุด

5. กระเทียม

กระเทียมเป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ว่าสามารถช่วยรักษาโรคเบาหวานได้เช่นกัน โดยกระเทียมนั้นมีสารอัลซิลีนที่มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต ช่วยลดไขมันในเลือดและลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แต่แนะนำว่าควรรับประทานแบบสดๆ เพราะอุดมไปด้วยคุณประโยชน์และมีประสิทธิภาพในการรักษาเบาหวานได้สูงกว่าการรับประทานแบบสุกนั่นเอง

เพราะโรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้

การป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และที่สำคัญควรหมั่นตรวจระดับน้ำตาลอยู่เสมอ โดยเฉพาะการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะการตรวจพบเบาหวานเร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะมีโอกาสควบคุมดูแลไม่ให้อาการของโรคหนักขึ้น หรือสามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

สำหรับผู้ที่กำลังประสบกับโรคนี้อยู่ก็ไม่ควรกังวลจนเกินไป ควรทำใจให้สบาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับผักสมุนไพร และปฎิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คุณสุขภาพแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืดอายุไขให้ยืนยาวได้แล้วเช่นกัน

การดูแลตัวเอง เมื่อเป็นโรคเบาหวาน

อย่างที่เรารู้กันดีว่า คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนั้นต้องมีการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นขึ้นมาอีก ซึ่งวิธีการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีดังนี้

 

  • เน้นรับประทานอาหารจำพวกผัก หรือผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผัก เพราะจะช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี
  • หากผู้ป่วยเป็นคนที่มีน้ำหนักเกิน หรือมีภาวะโรคอ้วนร่วมด้วย แนะนำว่าให้ลดปริมาณอาหารลงเหลือเพียงครึ่งเดียวของที่เคยกินในแต่ละมื้อ เพื่อช่วยในการควบคุมน้ำตาล
  • อย่าอดอาหาร เพราะการอดอาหาร หรือทานอาหารน้อยเกินไป จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ และวัดระดับน้ำตาลได้ยากมากขึ้น
  • ระวังอย่าให้เป็นแผล เพราะคนเป็นโรคเบาหวานมักจะแผลหายช้า และอาจจะก่อให้เกิดการติดเชื้อจนต้องตัดอวัยวะที่เป็นแผลทิ้ง เพื่อรักษาอาการในส่วนอื่น

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานทานได้

เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่สามารถลดความรุนแรงด้วยการเลือกทานอาหารให้เหมาะกับโรค ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องควบคุมอาหาร เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ โดยเป้าหมายหลักคือการรับประทานอาหารหลากหลายชนิด ได้สารอาหารครบถ้วน แต่ลดอาหารที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นน้ำตาล

อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ควรได้รับเช่นเดียวกับคนทั่วไป ไม่ควรงดหรือจำกัดมากเกินไป โดยคาร์โบไฮเดรตที่ผู้เป็นเหาหวานได้รับควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ธัญพืช ขนมปังโฮลสีต และถั่วเมล็ดแห้ง

อาหารจำพวกผัก ควรรับประทานมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผักใบเขียวที่มีกากใยอาหารสูง เพราะว่าใยอาหารจะช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลในร่างกายได้ดี ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจึงควรับประทานผักให้มาก ทั้งผักสุกและผักสด

อาหารจำพวกเนื้อสัตว์(ไม่ติดมัน) หากเป็นไปได้ให้ทานแต่น้อย แต่ควรทานทุกมื้อ โดยอาจเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์มาเป็นเนื้อปลาและเต้าหู้แทน

อาหารประเภทไขมัน การเลือกใช้น้ำมันในการประกอบอาหารเป็นส่วนสำคัญ ผู้ป่วยเป็นเบาหวานควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำ น้ำมันถั่วลิสง รวมไปถึงน้ำมันปลามในการประกอบอาหาร และควรงดการใช้น้ำมันหมูและน้ำมันมะพร้าวเนื่องจากมีกรดไขมันอิ่มตัวสะสมอยู่มาก การทานอาหารที่ได้น้ำมันก็ควรเลี่ยงโดยเฉพาะ อาหารทอด และอาหารที่เป็นกะทิ รวมไปถึงขนมปังที่ใช้เนยหรือมาการีนในการผลิตก็ควรงด

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากโรคเบาหวานในช่วงตั้งครรภ์

โรคเบาหวานจัดได้ว่าเป็นโรคที่มีอันตรายต่อทั้งตัวแม่และลูกในครรภ์เป็นอย่างมาก เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ มีความดันโลหิตสูงกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย พบได้บ่อยในการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ เกิดความเสื่อมสภาพของระบบหลอดเลือด ผนังหลอดเลือดบาง โดยเฉพาะบริเวณปลายประสาท ตา และไต

ความเสี่ยงที่จะเกิดกับลูกน้อยในครรภ์ หากคุณแม่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้การเจริญเติบโตของเด็กผิดปกติ อาจพบว่ามีร่างกายใหญ่จนเป็นอุปสรรคต่อการคลอด มีภาวะแท้งคุกคาม ทำให้ต้องคลอดก่อนกำหนด บางรายรุนแรงถึงขั้นที่เด็กเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์

การดูแลตัวเองของคุณแม่ทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงและที่มีโรคนี้อยู่ จะต้องมีวินัยในการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควบคุมการกินอาหาร ลดแป้งและน้ำตาล เน้นผักและผลไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลสูงจนไปทำร้ายทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

นี่เป็นเพียงข้อมูลที่ควรรู้ และข้อปฏิบัติเกี่ยวกับโรคเบาหวานที่หลายคน อาจจะมองข้ามไป ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ และอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรจำไว้คือ การเป็นโรคเบาหวานอาจจะทำให้ถึงตายได้ หากไม่ควบคุมดูแลตัวเองแต่เนิ่นๆ เพราะอาการของโรคเบาหวานสามารถที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่โรคร้ายอื่นๆได้อย่างมากมาย

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคเบาหวาน

จะรู้ได้ไงว่าเป็นเบาหวาน? 

คำตอบ: สังเกตุตัวเองเบื้องต้น มีอาการหิวน้ำบ่อยๆ ปัสสาวะบ่อย มีมดขึ้นปัสสาวะ มีน้ำหนักลดอ่อนเพลียง่ายร่วมกับมีประวัติคนในครับครัวเป็นเบาหวานก็จะมีโอกาสมากขึ้นไปอีกครับ แต่แนะนำเลยคือการไปปรึกษาแพทย์ขอตรวจเช็คเลือดน้ำตาลเบาหวานครับ  - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

คำตอบ 2: ให้ชัวร์เลยคือการตรวจเลือดค่ะ...จากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือ การเจาะเลือดปลายนิ้ว(อสม.ใกล้บ้านทำให้ได้..หรือจะหาซื้อตัวเจาะมาทำเองก็ได้ค่ะ) แต่ทั้งนี้ก็ควรสังเกตุอาการผิดปกติด้วย เช่น ปัสสาวะบ่อยทีละมากๆ หิวน้ำบ่อย น้ำหนักตัวลดแบบผิดปกติ สายตาพร่ามัว บาดแผลหายช้ากว่าปกติ รู้สึกอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรง - ตอบโดย Sirintip Phomnoi ( Clinical Psychologist)

แม่ตั้งครรภ์ เป็นเบาหวาน ต้องทำไงค่ะ

คำตอบ: ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติครับ ในแต่ละมื้อ เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อการตั้งครรภ์ ควรรับการตรวจฝากครรภ์ตามนัดอย่างเคร่งครัด และนับลูกดิ้นสม่ำเสมอ - ตอบโดย Rattapon Amampai (Dr.)

ตอนนี้เราเริ่มทานยาเกี่ยวกับเบาหวานหมอนัดเราไม่ได้ไปและไม่ได้ทานยาแล้วจะเปนอะไรหรือป่าวคะ

คำตอบ: โรคเบาหวานในระยะสั้น หากระดับน้ำตาลไม่สูงมากจะค่อยๆทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนโดยตรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยไม่มีอาการใดๆ หากน้ำตาลสูงจะมีอาการปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เวียนศีรษะได้ คนไข้จำนวนมากเมื่อไม่เข้าใจว่าโรคเหล่านี้สามารถส่งผลกับหลอดเลือดทั่วร่างกายทั้งเล็กและใหญ่ การรับประทานยาต่อเนื่องเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ไม่ได้ตรวจเลือดและปัสสาวะ รวมถึงเอ๊กซเรย์และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนสะสมเมื่อพบก็ไม่สามารถแก้ไขได้ทัน ภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน (อัมพฤกต์ อัมพาต), โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน/ตีบ, โรคเบาหวานขึ้นตา (เส้นเลือดในจอประสาทตาอุดตันหรือตีบและอาจเกิดการสร้างใหม่มากๆจนเลือดออก), โรคเบาหวานลงไต ทำให้เส้นเลือดในไตตีบ หน่วยการกรองของไตหนาตัว ไตเสื่อม ในที่สุดอาจต้องล้างไต, เส้นเลือดที่เลี้ยงเส้นประสาทปลายมือเท้าตีบ ทำให้ชามือชาเท้า ดังนั้นแนะนำว่าการดูแลโรคเบาหวานที่ดีที่สุดคือการปรับพฤติกรรมเป็นหลักเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน ผลไม้หวาน กับข้าวใส่น้ำตาล ขนมทุกชนิด หากควบคุมไม่ได้ควรทานยา หรือฉีดยาตามวิจารณญาณและแนวทางปฏิบัติของแพทย์ เพื่อชะลอหรือหยุดภาวะแทรกซ้อนค่ะ - ตอบโดย เพชรรัตน์ แซ่ว่อง (พญ.)

ทำไมผู้ที่ทานยาเบาหวานไปนานๆผลสุดท้ายต้องล้างไต

คำตอบ: การที่ผู้ป่วยเบาหวานที่รักษามาเป็นระยะเวลานานๆแล้วสุดท้ายอาจจบด้วยการล้างไต สาเหตุที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ป่วยรับประทานยาเยอะ แต่ไตวายสามารถเกิดไดทั้งจากโรคเบาหวานเองโดยตรง และจากภาวะอื่นที่พบในโรคเบาหวาน เชน ภาวะความดันโลหิตสูงและภาวะติดเชื้อของระบบทางเดินปสสาวะ เป็นต้น การที่ไตวายจากเบาหวานเกิดจากการที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดไม่ดี เปนผลทําใหมีการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนเลือดที่ไต และยังทําใหมีการเปลี่ยนแปลงที่เนื้อไตโดยตรงทําใหเกิดพยาธิสภาพที่ไต ซึ่งนาไปสู่การมีโปรตีนในปสสาวะและภาวะไตวายที่สุด โดยภาวะแทรกซอนทางไตมิไดเกิดกับผูปวยที่เปนโรคเบาหวานทุกคน พบประมาณรอยละ 10-20 เทานั้น โดยผูที่มีแนวโนมจะเกิดภาวะแทรกซอนทางไต ได้แก่ 1. ผูที่เปนโรคเบาหวานเกิน 10 ปและควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดไดไมดี 2. มีประวัติโรคความดันโลหิตสูงในครอบครัว 3. มีพี่นองเปนโรคไตจากโรคเบาหวาน 4. มีความดันโลหิตสูงขึ้นกวาเดิมหรือมีภาวะความดันโลหิตสูง - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

เห็ดหลินจือลดอาการเบาหวานได้จริงไหมครับ

คำตอบ: ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันว่า เห็ดหลินจือ ลดอาการเบาหวานได้ครับ - ตอบโดย Dr.Chaiwat​ J.(หมอเปี๊ยก) 

ถ้าเป็นโรคเบาหวานห้ามมีบาดแผลตามตัวใช่ไหมคะคำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

คำตอบ: ผู้ป่วยเบาหวานต้องพยายามไม่ให้เกิดบาดแผลขึ้น เนื่องจากการรักษาแผลในผู้ป่วยเบาหวานจะทำให้หายได้ช้ากว่าคนปกติ เมื่อรักษาหายช้าก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้สูงค่ะ - ตอบโดย Sirintip Phomnoi ( Clinical Psychologist)

ถ้าคุณแม่มีภาวะเป็นเบาหวาน ลูกในท้องจะเป็นเบาหวานไหม

คำตอบ: กรณีเป็นเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นเบาหวานได้ในอนาคตครับ - ตอบโดย กิตติศัพท์ สินน้อย (นพ.)

แม่อ้วนและเป็นโรคเบาหวานทันความดันแต่มีความเชื่อที่ผิดๆๆอยากให้แม่หายและมีความเชื่อแบบใหม่ๆๆแต่ไม่เคยชนะความคิดของแม่เลย...อยากให้แม่ใช้ชีวิตแบบมีความสุขจะทำยังไงดี

คำตอบ: แม่ไม่เชื่อความคิดหรือคำพูดของลูกได้ง่ายๆค่ะ นั่นอาจเป็นเพราะแม่อาจมีอีโก้สูง คิดว่าตนมีประสบการณ์มากกว่า อยากเอาชนะความคิดของลูกและคิดว่าขณะนี้ยังไม่มีอาการป่วยที่รุนแรง เลยไม่เชื่อและยังคงใช้ชีวิตตามปกติที่ตนเคยชิน ดังนั้นเวลาที่คุณแม่ไปพบแพทย์ตามนัดควรให้คุณหมอพูดคุยกับคุณแม่ถึงผลดีของการปรับพฤติกรรมที่ไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงและข้อดีของการทานยาสม่ำเสมอ พูดให้ฟังหลายๆรอบ ค่อยๆกระตุ้นทีละนิดโดยไม่ต้องบังคับให้เปลี่ยนทันที เมื่อถูกกระตุ้นทุกๆวันท่านจะค่อยๆปรับพฤติกรรม อาจจะด้วยเหตุผลเพราะท่านอาจรู้สึกรำคาญ หรืออยากพิสูจน์ด้วยตัวเอง และในที่สุดสามารถตระหนักในเรื่องการดูแลสุขภาพได้และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างถาวรค่ะ - ตอบโดย Sirintip Phomnoi ( Clinical Psychologist)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 30 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 30 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่