โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน รู้สาเหตุ ทางรักษา ไม่อันตรายอย่างที่คิด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 2, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 54 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 737,726 คน

โรคเบาหวาน รู้สาเหตุ ทางรักษา ไม่อันตรายอย่างที่คิด

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ก็ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้อีก เช่น อ้วนเกินไป มีน้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย หรือเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ก็สุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน

แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยว่าถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่น่ากลัวและมีผลแทรกซ้อนมากมาย แต่ปัจจุบันสถิติการพบผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยก็ไม่ได้น้อยลงแต่อย่างใด วันนี้ HonestDocs จึงนำท่านมาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานในเบื้องต้นกัน

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

เบาหวานมีมากกว่า 1 ชนิด

เบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินไป โดยโรคเบาหวานจะเกิดขึ้นมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง ซึ่งปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน แต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจึงอาจมีผลในการทำลายหลอดเลือด และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ก็อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

หากจะเปรียบเทียบโรคเบาหวานแบบง่าย ๆ ก็คือ ร่างกายเราเหมือนระบบปั๊มน้ำ และน้ำก็คือเลือด โดยปกติแล้วปั๊มน้ำก็จะทำงานอย่างปกติ แต่หากมีการทำให้น้ำในระบบเกิดความข้นขึ้น ซึ่งก็คือการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำจะทำให้น้ำในระบบมีความหนืดขึ้น ปั๊มหรือหัวใจ ก็จะต้องทำงานหนักขึ้น และท่อน้ำหรือหลอดเลือดก็ต้องรับแรงดันที่มากขึ้น จึงทำให้คนที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยวะต่าง ๆ เพิ่มขึ้นได้

โรคเบาหวานชนิดที่ 1

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คือภาวะที่ร่างกายไม่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน อันเนื่องมาจากระบบภูมิคุ้มกันไปทำลายเซลล์ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ปกติแล้วจะพบในเด็กและผู้ใหญ่อายุน้อย ซึ่งจะต้องได้รับยาอินซูลินเพื่อรักษา

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 คืออะไร

โรคเบาหวานคือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ  น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานหลักที่ได้จากอาหารที่รับประทาน ซึ่งฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนและทำหน้าที่นำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์สำหรับใช้เป็นพลังงาน ส่วนฮอร์โมนกลูคากอน (glucagon) เป็นฮอร์โมนที่ทำงานร่วมกับอินซูลินในการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายปกติจะต่อสู้กับเชื้อโรคที่ทำลายเซลล์ในตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนหยุดการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อร่างกายไม่มีอินซูลินแล้ว จะไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงานได้ ทำให้น้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องได้รับยาอินซูลินทุกวันเพื่อที่จะสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักจะพบในเด็กและในผู้ใหญ่อายุน้อย แต่ก็สามารถพบได้ทุกช่วงอายุ หากมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคเบาหวาน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ในสหรัฐอเมริกาพบเบาหวานชนิดที่ 1 ประมาณ 5% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 1

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะร้ายแรงและเกิดขึ้นเร็ว อาจจะใช้เวลาไม่กี่วันจนถึงสัปดาห์ โดยอาการมีดังนี้

  • กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อย
  • หิวบ่อย
  • ตามัว มองภาพไม่ชัด
  • อ่อนเพลีย
  • น้ำหนักลดที่หาสาเหตุไม่ได้

บางครั้งอาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นสัญญาณเตือนของภาวะที่อันตรายถึงชีวิต คือภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน (diabetic ketoacidosis; DKA) โดยอาการของภาวะนี้ ได้แก่

  • ลมหายใจมีกลิ่นผลไม้
  • ผิวหนังแดง หรือ แห้ง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้อง
  • หายใจผิดปกติ หายใจลำบาก
  • มึนงง สับสน

ภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน (DKA) นี้เป็นภาวะที่ร้ายแรง หากคุณหรือลูกของคุณมีอาการดังกล่าวให้รีบไปพบแพทย์ทันที

สาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 1

ผู้เชี่ยวชาญคิดว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มีสาเหตุมาจากยีนและปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น ไวรัส ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรค ปัจจุบันนักวิจัยอยู่ระหว่างการศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1

จะวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ได้อย่างไร

แพทย์จะวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จากอาการของโรค ร่วมกับค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่เวลาใดก็ตาม (random plasma glucose (RPG))  โดยค่านี้จะได้มาจากการเจาะเลือดผู้ป่วยที่เวลาใด ๆ บางครั้งอาจใช้ค่าระดับน้ำตาลสะสม (A1C) เพื่อหาระยะเวลาในการเป็นโรคเบาหวานว่าเป็นมานานเท่าไรแล้ว

ถึงแม้ว่าการทดสอบต่าง ๆ นี้จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน แต่มันไม่สามารถบอกได้ว่าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดไหน การรักษาจะขึ้นอยู่กับประเภทของโรคเบาหวานที่เป็น ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องทราบว่าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2 กันแน่

ในการตรวจว่าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือไม่นั้น แพทย์อาจนำเลือดคุณไปตรวจหาสารออโต้แอนติบอดี้ (autoantibodies) ซึ่งสารนี้เป็นสารภูมิคุ้มกันของตัวเองที่ไปทำลายเซลล์ปกติในร่างกาย หรือที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง การตรวจพบสารออโต้แอนติบอดี้บางชนิดจะพบได้บ่อยในเบาหวานชนิดที่ 1 แต่ไม่พบในเบาหวานชนิดที่ 2

เนื่องจากโรคเบาหวานชนิดที่ 1 สามารถพบได้ในครอบครัวเดียวกัน แพทย์อาจพิจารณาตรวจคนในครอบครัวของคุณเพื่อหาสารออโต้แอนติบอดี้ด้วย หากตรวจพบสารออโต้แอนติบอดี้ แต่ไม่มีอาการของโรคเบาหวาน นั่นหมายถึงบุคคลในครอบครัวนั้นมีโอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ถ้าคุณมีพี่น้อง ลูก หรือพ่อแม่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คุณควรเข้ารับการตรวจหาสารออโต้แอนติบอดี้ด้วย คนที่มีอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 20 ปีที่มีลูกพี่ลูกน้อง ลุง ป้า หลาน ปู่ ย่า ตา ยาย พี่น้องร่วมพ่อหรือแม่ เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อาจจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจสารออโต้แอนติบอดี้

ยาสำหรับรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1

ถ้าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คุณจะต้องได้รับฮอร์โมนอินซูลิน เพราะว่าร่างกายของคุณไม่สามารถสร้างฮอร์โมนนี้ได้ อินซูลินมีหลายชนิด แต่ละชนิดต่างกันที่ความเร็วในการออกฤทธิ์และระยะเวลาที่ยายังมีฤทธิ์อยู่ คุณอาจจำเป็นต้องได้รับอินซูลินมากกว่า 1 ชนิดจากหลายวิธี เช่น ผ่านเข็มฉีดยา ผ่านปากกาอินซูลิน หรือผ่านเครื่องให้อินซูลิน (insulin pump)

ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ด้วยการใช้อินซูลินเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับยารักษาโรคเบาหวานเพิ่ม นอกจากนี้ยาเบาหวานคือเมทฟอร์มิน (metformin) อาจช่วยลดปริมาณการใช้อินซูลินลงได้ แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม ปัจจุบันนักวิจัยกำลังศึกษายาเบาหวานตัวอื่น ๆ ที่เป็นยารับประทานสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 เพื่อใช้ร่วมกับอินซูลิน

ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) จะเกิดขึ้นถ้าคุณฉีดยาอินซูลิน แต่ไม่สัมพันธ์กับการรับประทานอาหารหรือกิจกรรมที่คุณทำ ซึ่งภาวะนี้หากเกิดรุนแรงจะเป็นอันตรายและต้องได้รับการรักษาทันที

ฉันจะดูแลตนเองได้อย่างไร

นอกจากการใช้อินซูลินและยาอื่น ๆ คุณสามารถดูแลโรคเบาหวานของคุณได้ดังนี้ รับประทานอาหารทุกมื้อตามเวลา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองอย่างสม่ำเสมอ แนะนำให้รักษาโรคเบาหวานโดยการวางแผนร่วมกับทีมแพทย์ เพื่อให้การรักษาเบาหวานเป็นไปอย่างดีที่สุด ถ้าคุณวางแผนจะตั้งครรภ์ คุณจะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับเป้าหมายก่อนการตั้งครรภ์

มีการรักษาทางเลือกอื่นสำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 หรือไม่

ในต่างประเทศมีเทคโนโลยีตับอ่อนเทียม นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเรื่องการปลูกถ่ายเซลล์ไอเลตส์ของตับอ่อน โดยเซลล์ไอเลตส์คือกลุ่มของเซลล์ในตับอ่อนที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งเบาหวานชนิดที่ 1 จะทำลายเซลล์ชนิดนี้ ทำให้ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ การปลูกถ่ายเซลล์ไอเลตส์จะนำเซลล์นี้จากตับอ่อนของผู้บริจาคเข้ามาปลูกถ่ายในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 แต่วิธีนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษา

โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากโรคเบาหวานชนิดที่ 1

เมื่อเวลาผ่านไป ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปจะส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา เช่น

  • โรคหัวใจ
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคไต
  • ปัญหาที่ดวงตา การมองเห็น
  • โรคในช่องปาก
  • ความเสียหายต่อเส้นประสาท
  • ปัญหาที่เท้า แผลที่เท้า
  • ซึมเศร้า
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ถ้าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คุณสามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนได้ โดยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันโลหิตและไขมันคอเลสเตอรอล และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

ฉันจะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ได้อย่างไร

ในปัจจุบันโรคเบาหวานชนิดที่  1 ไม่สามารถป้องกันได้ อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาถึงแนวทางในการป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคนี้อยู่

 

โรคเบาหวานชนิดที่ 2

เบาหวานชนิดที่ 2 คือภาวะที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกติมักพบในวัยกลางคนถึงวัยอายุมาก โรคเบาหวานชนิดนี้คือชนิดที่พบได้มากที่สุด

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร

เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ  น้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์ที่ได้จากการรับประทานอาหาร  ฮอร์โมนอินซูลินที่สร้างจากตับอ่อนจะช่วยนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์สำหรับใช้เป็นพลังงาน ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอกับความต้องการ หรือไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และเซลล์ไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้

ข่าวดีก็คือ คุณสามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

คุณสามารถเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ทุกช่วงอายุ แม้ว่าจะเป็นวัยเด็กก็ตาม อย่างไรก็ตามเบาหวานชนิดที่ 2 จะพบได้มากที่สุดในช่วงอายุวัยกลางคนจนถึงผู้ที่มีอายุมาก คุณจะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าปกติถ้าคุณมีปัจจัยดังนี้ อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป, มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน เป็นโรคอ้วน หรือน้ำหนักเกิน

การขาดการออกกำลังกายและปัญหาทางสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จะยิ่งเพิ่มโอกาสของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

อาการของโรคเบาหวานมีอะไรบ้าง

อาการของโรคเบาหวาน ได้แก่

  • กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อย
  • หิวบ่อย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • ตามองภาพไม่ชัด
  • ชาหรือรู้สึกเสียวตามมือหรือเท้า
  • มีแผลที่ไม่หายขาด
  • น้ำหนักลดแบบหาสาเหตุไม่ได้

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักเกิดอย่างช้า ๆ ซึ่งจะใช้เวลานานหลายปี และคุณอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยโดยไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการใด ๆ และบางคนไม่เคยตรวจร่างกายเพื่อหาโรคเบาหวานเลยจนกว่าจะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น เช่น ตามองภาพไม่ชัด หรือโรคหัวใจ

สาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • น้ำหนักเกินและอ้วน
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย ไม่ค่อยขยับร่างกาย
  • ภาวะดื้อต่ออินซูลิน
  • ยีน

จะวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างไร

แพทย์จะวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการเจาะเลือดเพื่อไปตรวจ

ฉันจะรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างไร

วิธีจัดการเกี่ยวกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีดังนี้ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ระดับความดันโลหิต และระดับไขมันคอเลสเตอรอล และหากคุณสูบบุหรี่ ต้องเลิกสูบบุหรี่ การปรับพฤติกรรม ได้แก่ การปรับแผนการรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ การจำกัดปริมาณพลังงานที่ได้รับต่อวัน (หากมีน้ำหนักเกิน) และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  รวมถึงอาจมีการรับประทานยารักษาโรคเบาหวานด้วย  ดังนั้นให้ปรึกษาทีมแพทย์ผู้ดูแลคุณเพื่อร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ

ยารักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ในระหว่างการรักษาโรคเบาหวาน คุณอาจจำเป็นต้องได้รับยารักษาร่วมด้วย ซึ่งยามีทั้งแบบรับประทานและแบบฉีดใต้ผิวหนัง ได้แก่ ยาฉีดอินซูลิน ซึ่งบางครั้งคุณอาจจำเป็นต้องได้รับยารักษาโรคเบาหวานมากกว่าหนึ่งชนิด  และถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้รับการรักษาด้วยอินซูลิน แต่ในบางภาวะคุณอาจจำเป็นต้องใช้ยาอินซูลิน เช่น ระหว่างการตั้งครรภ์หรือระหว่างรักษาตัวในโรงพยาบาล เป็นต้น นอกจากนี้คุณอาจจำเป็นต้องได้รับยารักษาโรคร่วมอื่น ๆ ที่เป็นด้วย เช่น ยาสำหรับโรคความดันโลหิตสูง ยาสำหรับคอเลสเตอรอลสูง หรือภาวะอื่น ๆ ที่เป็นร่วมด้วย

โรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการเป็นโรคเบาหวาน

การปฏิบัติตามแผนการรักษาโรคเบาหวานจะช่วยป้องกันการเป็นโรคแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่ได้รักษาโรคเบาหวานที่ดีพอ จะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น

  • โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
  • เส้นประสาทถูกทำลาย
  • โรคไต
  • ปัญหาที่เท้า แผลที่เท้า
  • โรคตา มองภาพไม่ชัด
  • โรคเหงือกและปัญหาในช่องปากอื่นๆ
  • ปัญหาทางระบบสืบพันธุ์และกระเพาะปัสสาวะ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หลายรายมีโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ (nonalcoholic fatty liver disease) ร่วมด้วย หากคุณมีน้ำหนักเกินหรืออ้วน การลดน้ำหนักจะช่วยให้อาการของไขมันพอกตับดีขึ้น นอกจากนี้โรคเบาหวานยังสัมพันธ์กับโรคอื่น ๆ ได้แก่ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึมเศร้า มะเร็งบางชนิด และภาวะสมองเสื่อม (dementia)

ปัจจุบันมีวิธีในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อนแล้ว ซึ่งคุณสามารถปฏิบัติตามได้

วิธีลดโอกาสต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

งานวิจัยในปัจจุบันพบว่าคุณสามารถลดโอกาสในการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ ต่อไปนี้คือวิธีลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2

  • ลดน้ำหนัก ถ้าคุณมีน้ำหนักเกิน: การลดน้ำหนักลง 5-7% ของน้ำหนักตัวจะช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีน้ำหนัก 90 กิโลกรัม คุณจะต้องลดน้ำหนักลงให้ได้ประมาณ 4.5 – 6.3 กิโลกรัม
  • ออกกำลังกาย: การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เช่น เดินอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ในช่วงแรกคุณสามารถปรึกษาทีมแพทย์ของคุณเพื่อวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคุณ โดยเริ่มช้า ๆ และค่อย ๆ เพิ่มเป้าหมายไปเรื่อย ๆ
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ: ลดการรับประทานอาหารลง เพื่อลดปริมาณพลังงานที่ร่างกายจะได้รับและยังช่วยลดน้ำหนักด้วย การเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำเป็นทางเลือกที่ดีในการจำกัดปริมาณพลังงานที่ได้รับ และแนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าแทนการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน
อาการแสดงและการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2

อาการแสดงและการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อาการอ่อนเพลีย กระหายน้ำมากขึ้น ฉุนเฉียวง่าย และหิวบ่อย เป็นอาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่อาจเข้าใจผิดได้ว่าเป็นอาการแสดงของโรคอื่น ๆ

เพราะโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พัฒนาขึ้นอย่างช้า ๆ และอาการจะค่อย ๆ แสดงทีละน้อย อาจไม่ทันสังเกตเห็นเป็นเวลานานหรืออาการอาจเกี่ยวข้องกับสภาวะอื่น ๆ เช่น ความกระหายน้ำที่เพิ่มขึ้น อาจเกี่ยวข้องกับอากาศร้อน หรืออาการอ่อนเพลียอาจเป็นสัญญาณของวัยชรา หรือความเครียด นี่เป็นเรื่องไม่ค่อยสู้ดีนัก เพราะแม้แต่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (hyperglycemia) ในระยะสั้นยังลดทอนคุณภาพชีวิตของคุณ และถ้าภาวะน้ำตาลในเลือดสูงนั้นยังคงอยู่เป็นเวลานาน มันสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ภาวะเบาหวานขึ้นจอตาหรือโรคไต (ไตผิดปกติจากเบาหวาน) ซึ่งจะไม่สามารถกลับคืนมาเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้ว

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถก่อให้เกิดอาการและอาการแสดงต่าง ๆ ได้มากมาย รวมถึง

  • อ่อนเพลีย
  • ปากแห้ง
  • กระหายน้ำ
  • ปัสสาวะบ่อย
  • หิวบ่อย
  • น้ำหนักตัวลด
  • สายตาพร่ามัว
  • เบลอ
  • ฉุนเฉียวง่าย
  • แผลหายยาก

การติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้แก่ เหงือกติดเชื้อ การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ (โดยเฉพาะในผู้หญิง) แผลหายช้าหลังจากมีอาการติดเชื้อ และการติดเชื้อที่เท้า

อาการแสดงในผู้ชาย

โดยทั่วไปแล้ว อาการแสดงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะเหมือนกันทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย อย่างไรก็ตาม โรคของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) การที่องคชาตไม่สามารถแข็งตัวได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานทุกประเภทรวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จากรายงานของหน่วยงานกลางที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Diabetes Information Clearinghouse)  20-75% ของผู้ชายที่เป็นโรคเบาหวานชนิดใด ๆ เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

นักวิจัยเชื่อว่าโรคเบาหวานก่อให้เกิดปัญหาทางเพศในผู้ชาย ซึ่งเกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายที่ควบคุมการไหลเวียนต่าง ๆ ถูกทำลาย ถ้าคุณมีอาการแสดงของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ อาจแสดงว่าคุณเป็นโรคเบาหวาน อีกหนึ่งโรคทางเดินปัสสาวะที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานในผู้ชายคือ retrograde ejaculation หรือการหลั่งน้ำอสุจิย้อนกลับเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ อาการแสดงที่พบได้คือน้ำอสุจิลดลงระหว่างการหลั่งน้ำอสุจิ

อาการแสดงในผู้หญิง

ผุ้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเป็นตกขาวจากการติดเชื้อราในช่องคลอด เป็นเพราะโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีความเกี่ยวข้องกับเชื้อราที่เพิ่มขึ้นในช่องคลอด ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตกขาวในช่องคลอดนั้นนำไปสู่การติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ เพราะเชื้อราและแบคทีเรียจะเพิ่มจำนวนเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

การตรวจคัดกรองและการวินิจฉัยโรคเบาหวาน

สมาคมโรคเบาหวานแนะนำให้ทุกคนตรวจคัดกรองโรคเบาหวานเมื่อเข้าสู่อายุ 45 ปี คนที่มีปัจจัยเสี่ยงนอกจากอายุ (ความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นเมื่อคุณมีอายุเพิ่มขึ้น) ควรได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ มีการตรวจเลือดอยู่สองประเภทหลัก ๆ ที่นิยมใช้บ่อย ๆ เพื่อตรวจคัดกรองโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้แก่ การวัดระดับกลูโคสในพลาสมาและการตรวจ HbA1c (และมีอีกชื่อที่เรียกกันว่าการตรวจ A1C หรือการตรวจ hemoglobin A1c) 

การวัดระดับกลูโคสในพลาสมา

การตรวจเลือดชนิดนี้จะทำขึ้นหลังจากคุณไม่ได้รับประทานอาหารเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง โดยปกติแล้วจะถูกตรวจเลือดในตอนเช้าก่อนช่วงอาหารเช้า การตรวจชนิดนี้จะช่วยวินิจฉัยโรคเบาหวานและภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นภาวะเมื่อระดับกลูโคสสูงแต่ยังไม่สูงพอที่จะวินิจฉัยว่าคุณเป็นโรคเบาหวาน

ปริมาณน้ำตาลในเลือดของคุณสามารถบ่งชี้ว่าคุณเป็นโรคเบาหวานหรือไม่

  • ระดับน้ำตาลในเลือดที่ปกตินั้นสูงไม่เกิน 99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL.)
  • ภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน (ภาวะของคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่ถึงระดับที่จัดว่าเป็นเบาหวาน) จะถูกวินิจฉัยถ้าน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับ 100-125 mg/dL.
  • โรคเบาหวานจะถูกวินิจฉัยถ้าน้ำตาลในเลือดอยู่ที่ 126 mg/dL. หรือสูงกว่า

การตรวจ A1C

อีกหนึ่งประเภทของการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือการตรวจ hemoglobin A1C การตรวจชนิดนี้จะประเมินระดับกลูโคสของคุณว่าได้รับการควบคุมดีในระดับใดจากช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรไปรับผลตรวจ A1C อย่างน้อยปีละ 2 ครั้งเพราะเป็นการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีที่สุด แพทย์ประจำตัวของคุณอาจต้องการการตรวจที่ได้กล่าวไปด้านบนซ้ำเพื่อยืนยันผลตรวจของคุณ ผู้ที่มีผลตรวจบ่งชี้ว่ามีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมีความเสี่ยง 40% ที่จะพัฒนาเป็นโรคเบาหวานภายในระยะเวลา 5 ปีถ้าพวกเขาไม่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตและสุขภาพโดยรวม น่าเสียดายที่คุณไม่อาจรู้สึกได้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณกำลังสูงขึ้น วิธีเดียวที่จะรู้ว่าคุณมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือเป็นโรคเบาหวานคือการไปตรวจเลือด

การวัดความทนทานน้ำตาลกลูโคส (OGTT)

การวัดความทนทานน้ำตาลกลูโคส เป็นอีกหนึ่งการตรวจเบาหวานที่จะทำขึ้นหลังจากที่คุณไม่ได้รับประทานอาหารมาเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง การตรวจชนิดนี้มักใช้เพื่อตรวจ gestational diabetes นักเทคนิคจะใช้ผลเลือดตัวอย่างของคุณ และหลังจากนั้นจะให้คุณดื่มเครื่องดื่มน้ำตาลที่มีกลูโคส 75 มก. ผสมอยู่ หลังจากที่คุณดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ คุณจะถูกวัดระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมงหลังจากนั้นเพื่อวัดปฏิกิริยาของอินซูลินต่อเครื่องดื่ม การตรวจชนิดนี้สามารถวินิจฉัยได้ทั้งโรคเบาหวานและภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน

ผลของการวัดภาวะความทนทานต่อน้ำตาลกลูโคสที่เป็นไปได้คือ

  • น้ำตาลในเลือดระดับปกติ 2 ชั่วโมงหลังจากการตรวจอยู่ที่ 139 mg/dLหรือต่ำกว่า
  • ภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน (การเกิดความทนกลูโคสที่ผิดปกติ) is 140 to 199 mg/dL.
  • ถ้าเป็นเบาหวานต้องถึง 200 หรือสูงกว่า (แต่แพทย์ประจำตัวของคุณอาจให้คุณตรวจอีกรอบในวันถัดไปเพื่อยันยันผลนี้)

การสุ่มวัดระดับกลูโคสในพลาสมา

การตรวจวิธีอาจทำเมื่อไรก็ได้เพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือด แต่มันไม่แม่นยำพอที่จะวินิจฉัยภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน แต่สามารถนำไปสู่การวินิจฉัยโรคเบาหวานถ้าน้ำตาลในเลือดของคุณอยู่ที่ 200 mg/dL เป็นอย่างน้อยและมีอาการแสดงอื่น ๆ เช่น

  • คุณปัสสาวะมากขึ้น
  • คุณดื่มมากกว่าปกติ
  • คุณน้ำหนักตัวลดลงทั้ง ๆ ที่คุณไม่ได้ตั้งใจ

โดยทั่วไปแล้ว การวินิจฉัยใด ๆ มักจะได้รับการยืนยันจากการวัดระดับกลูโคสในพลาสมา การวัดความทนทานน้ำตาลกลูโคส หรือการตรวจ A1C

สัญญาณของโรคเบาหวาน

การที่เราเป็นโรคเบาหวานนั้น หลายคนอาจจะมองว่าจำเป็นต้องมีการตรวจเลือดอย่างเดียวจึงจะรู้ แต่ความจริงคือก่อนการตรวจเจอเบาหวานมักจะมีอาการของโรคอยู่แล้ว เช่น เหนื่อย เพลีย เป็นแผลเรื้อรัง ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน หลังเที่ยงคืนลงไป ที่จะมีการตื่นมาปัสสาวะบ่อยครั้งเป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้หากเราสังเกตตัวเองจะทำให้ทราบได้เร็วมากขึ้น และหาหมอเพื่อเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

อาการหลักของโรคเบาหวาน

  1. ปัสสาวะบ่อยขึ้น หิวน้ำมากขึ้น หากเริ่มมีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้นและหิวน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืนจะกระหายน้ำมากกว่าเดิม นี่เป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน เพราะร่างกายต้องการขับน้ำตาลที่มีอยู่สูงในเลือดออกมาทางปัสสาวะ
  2. น้ำหนักลด น้ำหนักที่ลดผิดปกติอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางชนิดก็ได้ โดยเฉพาะเบาหวาน การมีน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้น้ำหนักลดลงเร็วมาก ประมาณ 5-10 กิโลกรัมภายใน 2-3 เดือน
  3. บาดแผลหายช้า หากมีแผลที่บริเวณผิวหนัง เช่น มีดบาด การติดเชื้อ หรือรอยฟกช้ำ และแผลหายช้ามาก นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่า คุณเป็นเบาหวานแล้ว เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงของผู้ป่วยเบาหวานจะไปขัดขวางการทำงานของหลอดเลือด
  4. หิวบ่อย กินจุบจิบ ถ้าเกิดหิวบ่อยและกินจุบจิบขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ คุณอาจเป็นเบาหวานแล้วก็ได้ เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จะทำให้ร่างกายต้องการอาหารเพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด จึงส่งสัญญาณเป็นความหิวนั้นเอง
  5. อ่อนเพลีย อารมณ์ไม่คงที่ อาการอ่อนเพลียและอารมณ์ฉุนเฉียวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะส่งผลต่อการทำงานทุกระบบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วย

สัญญาณอันตรายอื่น ๆ

  1. มีอาการอ่อนเพลียง่ายทั้ง ๆ ที่พักผ่อนเพียงพอและไม่ได้เจ็บป่วย
  2. น้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  3. ปัสสาวะบ่อยจนผิดปกติ
  4. หิวน้ำมากกว่าปกติ
  5. มีอาการตาพร่ามัวลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  6. ปวดขาหรือปวดเข่า
  7. ผิวหนังแห้ง มีอาการคัน อาจจะคันตามตัว หรือคันบริเวณปากช่องคลอด
  8. เป็นฝีตามตัวได้บ่อย ๆ
  9. มีอารมณ์แปรปรวน โมโหง่าย
  10. แผลมักหายช้า ไม่แห้งสนิท หรือไม่ขึ้นสะเก็ดเสียที

เบาหวาน โรคยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะวัยสูงอายุและคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ซึ่งโรคเบาหวานนั้น เมื่อเป็นแล้วผู้ป่วยจะไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ นอกจากปฏิบัติตามวิธีการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง เพื่อประคองอาการของโรคไม่ให้ทวีความรุนแรงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แม้โรคนี้จะดูเหมือนไม่ใช่โรคร้ายแรงมากนักเมื่อเทียบกับมะเร็ง หากแต่โรคเบาหวานก็ยังถือเป็นอีกโรคที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนได้สูง ดังนั้น เราจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นอาการของโรค การป้องกัน และการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคเพื่อสุขภาพที่ดีปราศจากโรคเบาหวานนั่นเอง

อินซูลินคืออะไร

อินซูลิน คือฮอร์โมนที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มเซลล์ภายในตับอ่อน มีหน้าที่ในการนำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกายเพื่อที่จะใช้ในการสร้างพลังงานและสร้างเซลล์ต่าง ๆ ซึ่งปกติแล้วเมื่อมีน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ตับอ่อนก็จะถูกกระตุ้นให้หลั่งอินซูลิน ตัวอินซูลินก็จะเข้าไปจับน้ำตาลเพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่คนที่เป็นโรคเบาหวาน ร่างกายมีอินซูลินไม่เพียงพอก็จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นนั่นเอง

สาเหตุของโรคเบาหวาน

เบาหวานเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ก็คือการรับประทานน้ำตาลและไขมันในปริมาณที่มากเกินไป ส่งผลให้อินซูลินเกิดความผิดปกติ และทำให้เป็นเบาหวานได้ นอกจากนี้ โรคเบาหวานก็ยังมีสาเหตุมาจากสิ่งเหล่านี้อีกด้วย

1. กรรมพันธุ์

สำหรับผู้ที่มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เป็นเบาหวานมาก่อน ก็อาจจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้เช่นเดียวกัน แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะหากรู้จักดูแลตนเองให้ดี และควบคุมอาหารโดยหลีกเลี่ยงการรับประทานของหวาน ของมัน คุณก็จะปลอดภัยจากโรคเบาหวานได้มากขึ้น นอกเสียจากว่าจะเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้วโดยกำเนิด

2. ความอ้วน

ร้อยละ 80 ของคนที่เป็นโรคอ้วนส่วนใหญ่มักมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานค่อนข้างสูง เนื่องจากไขมันส่วนเกินจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ประสิทธิภาพในการจัดการกับน้ำตาลและไขมันต่ำลง และเป็นผลให้เกิดโรคเบาหวานได้ในที่สุด

3. ความผิดปกติของตับอ่อน

เนื่องจากตับอ่อนจะทำหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน ดังนั้นหากตับอ่อนมีการเสื่อมสภาพหรือเกิดความผิดปกติก็ย่อมส่งผลต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ด้วย นอกจากนี้ ในคนที่ดื่มเหล้าหรือรับประทานยาที่มีผลต่อตับอ่อนก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานได้สูงมากทีเดียว

4. อาหารการกิน

เนื่องจากปัจจุบันนั้น วิธีการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป โดยพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน รวมไปถึงเครื่องดื่มแต่ละชนิดที่มีน้ำตาลมากเกินกว่าที่ร่างกายจะสามารถขจัดให้หมดไปจากร่างกายได้ใน 1 วัน

5. การออกกำลังน้อย

ผู้คนในยุคนี้มีการขยับตัวกันน้อยจนเกินไป จนร่างกายมีประสิทธิภาพในการกำจัดน้ำตาลได้น้อย เนื่องจากมีกิจกรรมทางกายน้อยจนเกินไป จึงทำให้น้ำตาลถูกสะสมในเลือดได้ง่าย

อาการของโรคเบาหวาน

หากไม่สังเกตให้ดีจะไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังเป็นโรคเบาหวานอยู่ ซึ่งเมื่อมารู้อีกที อาการก็เริ่มรุนแรงจนยากจะรักษาให้ดีขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นจึงควรศึกษาเกี่ยวกับอาการของโรคเบาหวานและหมั่นสังเกตตัวเองบ่อย ๆ ว่ามีภาวะเสี่ยงหรือไม่ โดยสามารถสังเกตได้จากอาการดังต่อไปนี้

1. ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

อาการเริ่มแรกของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะช่วงกลางคืน แต่ทั้งนี้ อาการปวดปัสสาวะบ่อยนั้นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ จึงแนะนำให้สังเกตดูว่าหลังจากปัสสาวะทิ้งไว้ มีมดมาตอมหรือไม่ ถ้ามีควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

2. กระหายน้ำบ่อย ๆ

เมื่อเป็นเบาหวาน ร่างกายจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงมักมีอาการกระหายน้ำบ่อย ๆ และมักจะดื่มน้ำครั้งละมาก ๆ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปัสสาวะบ่อยด้วยนั่นเอง

3. เหนื่อยและอ่อนเพลียง่าย

ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย และอาจเบื่ออาหารร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการข้างเคียงต่าง ๆ ตามมา เช่น ตาพร่ามัว ชาตามมือตามเท้า และเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนสูงมาก

4. แผลหายช้า

หลายคนรู้ดีอยู่แล้วว่าผู้ที่เป็นเบาหวาน เมื่อมีแผลย่อมหายช้ากว่าปกติ อีกทั้งยังอาจลุกลามหนักขึ้น จากแผลเล็ก ๆ จะกลายเป็นแผลขนาดใหญ่และยังเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนหรือเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นด้วย

เบาหวานขึ้นตา

สาเหตุของเบาหวานขึ้นตาคือการเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดในดวงตาโป่งพอง จึงทำให้เกิดเลือดและน้ำเหลืองซึมออกมาจากหลอดเลือดบริเวณนั้น หากไม่รักษาจะทำให้จอตาขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากปริมาณน้ำเหลืองและเลือดที่ซึมออกมามากเกินไป ปล่อยไว้นาน ๆ อาจทำให้เซลล์รับรู้ในจอตาเสียหาย ส่งผลให้มองเห็นได้ไม่ชัด

โรคจอตาเสื่อม มักเกิดในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานเรื้อรัง โดยวิธีป้องกันคือควบคุมการบริโภคน้ำตาลอย่างเคร่งครัด และปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาเป็นระยะ ๆ การคุมอาหาร การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม สามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการของโรคนี้ได้

การติดเชื้อราหรือยีสต์ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เชื้อรา Candida หรือยีสต์ มักอาศัยอยู่ในร่างกายของมนุษย์โดยทั่วไป ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย เช่น ร่างกายเป็นกรดมากขึ้นจากการติดเชื้อ มีการใช้ถุงยาง มีการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือเป็นเบาหวาน จะทำให้สมดุลระหว่างเชื้อเหล่านี้ผิดปกติไป เชื้อ Candida จะเกิดการแบ่งตัวมากขึ้นโดยไม่มีคู่แข่ง ทำให้เกิดเป็นการติดเชื้อขึ้น

ทำไมผู้หญิงที่เป็นเบาหวานจึงมีแนวโน้มที่จะเกิดการติดเชื้อราที่ช่องคลอด

ถึงแม้ว่าผู้หญิงโดยทั่วไปมักจะมีการติดเชื้อราได้อย่างน้อย 1 ครั้งตลอดชีวิต แต่พบว่าผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น ยีสต์ซึ่งมักอาศัยอยู่ภายในช่องคลอดจะถูกควบคุมจำนวนโดยปริมาณสารอาหารภายใต้ความเป็นกรดของช่องคลอด ในผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวาน สารคัดหลั่งในช่องคลอดจะมีน้ำตาลกลูโคสมากกว่าปกติจากการที่มีน้ำตาลสูงในกระแสเลือด ทำให้ยีสต์เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำตาลมากจนกลายเป็นการติดเชื้อ นอกจากนี้การมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงยังขัดขวางการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อยีสต์ การติดเชื้อยีสต์ในผู้หญิงที่เป็นเบาหวานจึงอาจหมายความว่ายังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ หรือแสดงถึงการติดเชื้อในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย

อาการของการติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอดคืออะไร ?

การติดเชื้อยีสต์มักทำให้มีอาการคันและรู้สึกไม่สบายบริเวณช่องคลอด มีตกขาวเป็นมูกข้นเหมือนชีส มีกลิ่นเหม็น และเจ็บขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์ แต่ในผู้หญิงบางคนอาจไม่มีอาการแสดงของการติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอดเลยก็ได้ การติดเชื้อยีสต์ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในบริเวณอื่นของร่างกาย เช่น บริเวณที่ชุ่มชื้นตามเท้าหรือข้อพับ บริเวณที่ใช้ฟอกไตหรือในปาก การติดเชื้อยีสต์จะทำให้มีอาการไม่สบายตัว และอาจนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงกว่าได้

จะสามารถวินิจฉัยการติดเชื้อยีสต์ได้อย่างไร ?

หากสงสัยว่าเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ ไม่ใช่จากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แพทย์จะตรวจโดยใช้การส่องใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อดูว่ามียีสต์หรือไม่ และในบางครั้งอาจต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค

การติดเชื้อยีสต์ส่งผลต่อโรคเบาหวานอย่างไร ?

การมีเชื้อยีสต์อยู่ภายในช่องคลอดหรือบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย ทำให้กลไกการป้องกันการติดเชื้อของร่างกายเสียไป โดยในผู้หญิงที่เป็นเบาหวาน และมีการติดเชื้อยีสต์ จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออื่น ๆ เช่นกัน เนื่องจากการที่มียีสต์และระดับน้ำตาลในเลือดสูงนั้นจะยับยั้งความสามารถในการต่อสู้กับแบคทีเรียและไวรัสชนิดอื่น ซึ่งการติดเชื้อไม่ว่าประเภทใดในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดจะมีโอกาสสูงหรือต่ำกว่าปกติระหว่างที่ร่างกายพยายามต่อสู้กับการติดเชื้อ

ทางเลือกในการรักษามีอะไรบ้าง ?

การใช้ยาฆ่าเชื้อราซึ่งสามารถซื้อได้ทั้งตามร้านขายยาและจากแพทย์สั่ง สามารถใช้รักษาการติดเชื้อยีสต์ในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี โดยควรปรึกษาทีมแพทย์ผู้ดูแลก่อนการเริ่มใช้ยาประเภทใหม่ทุกชนิด เนื่องจากยาฆ่าเชื้อราชนิดกินสามารถส่งผลต่อยาที่ใช้เป็นประจำได้ ผู้ป่วยบางคนอาจต้องการรักษาด้วยยาในช่องคลอด โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้หญิงที่มีการติดเชื้อยีสต์อาจต้องการการรักษาต่อเนื่องนานถึง 2 สัปดาห์ ยาฆ่าเชื้อราชนิดทาหรือชนิดกินอื่น ๆ เช่น nystatin สามารถใช้รักษาการติดเชื้อยีสต์ในบริเวณอื่นนอกจากช่องคลอดได้เช่นกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดของการรักษาการติดเชื้อยีสต์ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานก็คือการรับประทานยาที่แพทย์ให้จนหมด เนื่องจากหากหยุดยาก่อนในช่วงที่เริ่มรู้สึกดีขึ้น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำและอาจรุนแรงกว่าเดิมได้

ผู้ป่วยควรถามเรื่องอะไรบ้าง ?

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อแล้ว ผู้ป่วยควรสอบถามแพทย์เกี่ยวกับแนวทางการรักษาที่แนะนำ เช่น ควรใช้ครีมทาที่ช่องคลอด หรือใช้ยารูปแบบกินหรือไม่ ผู้ที่มีการติดเชื้อยีสต์มากกว่า 4 ครั้งต่อปีควรถามแพทย์เพื่อให้ตรวจระดับน้ำตาลว่าคุมได้ดีหรือไม่ และสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อไม่ได้เกิดจากการที่มีน้ำตาลในเลือดสูง

โรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิก (monogenic diabetes)

ชื่อโรคที่ไม่คุ้นหูนี้คือโรคเบาหวานกลุ่มหนึ่งที่มีสาเหตุเฉพาะจากกรรมพันธุ์ ซึ่งอาจได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อหรือแม่ หรืออาจเกิดการกลายพันธุ์ภายในแต่ละบุคคล และสามารถทำให้เกิดอาการเบาหวานในวัยเด็กได้

รูปแบบที่พบมากที่สุดของเบาหวานคือโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ซึ่งความเกี่ยวพันทางพันธุกรรมแบบโพลีเจนิก (polygenic) หมายความว่า ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานรูปแบบนี้เกี่ยวข้องกับยีนหลายตัว ผสมกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ภาวะอ้วนของกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาลักษณะรูปแบบของโรคเบาหวาน การถ่ายทอดพันธุกรรมแบบโพลีเจนิกมักเกิดขึ้นสืบต่อกันในครอบครัว แพทย์จะตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคเบาหวานที่เป็นแบบโพลีเจนิกด้วยการทดสอบระดับน้ำตาลในเลือด ในคนที่พบปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการของโรคเบาหวาน

ยีนคือสารพันธุกรรมที่ให้คำสั่งสร้างโปรตีนชนิดต่าง ๆ ภายในเซลล์ ถ้ายีนมีการกลายพันธุ์ โปรตีนที่สร้างขึ้นอาจทำงานไม่ถูกต้อง การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมก่อให้เกิดโรคเบาหวานผ่านการเปลี่ยนแปลงโปรตีนที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการผลิตอินซูลิน หรือกระทบต่อความสามารถของอินซูลินในการลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยคนหนึ่งคนมียีนสองชุด ชุดหนึ่งได้รับจากพ่อและอีกชุดได้รับจากแม่

โรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิก (monogenic diabetes)

หมายถึง รูปแบบหนึ่งที่พบได้ยากของโรคเบาหวาน เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนเพียงยีนเดียว และเรียกลักษณะนี้ว่าโมโนเจนิก (monogenic) โรคเบาหวานในรูปแบบนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ของโรคเบาหวานในคนหนุ่มสาว กรณีส่วนใหญ่ของโรคเบาหวานชนิดโมโนเจนิก จะได้รับยีนที่ผิดปกติหรือกลายพันธุ์มาจากพ่อหรือแม่ แต่ส่วนน้อยสามารถเกิดการกลายพันธุ์ด้วยตนเอง การกลายพันธุ์ในโรคเบาหวานโมโนเจนิกนั้น ส่วนใหญ่จะลดความสามารถในการผลิตอินซูลินของร่างกาย หรือลดการผลิตโปรตีนจากตับอ่อนที่ช่วยให้ร่างกายใช้กลูโคสเป็นพลังงาน ตัวอย่างของโรคเบาหวานกลุ่มนี้คือ เบาหวานทารกแรกเกิด (neonatal diabetes mellitus) หรือเรียกว่า NDM และโรคเบาหวานที่มีอาการไวในผู้เยาว์ (maturity-onset diabetes of the young) หรือเรียกว่า MODY โดย MODY มักพบได้บ่อยกว่า NDM  และมีช่วงอายุแตกต่างกัน NDM เกิดขึ้นครั้งแรกในทารกแรกคลอดและกลุ่มเด็กเล็ก ส่วน MODY มักเกิดขึ้นครั้งแรกในเด็กหรือวัยรุ่น แต่อาจมีอาการอ่อนและไม่สามารถตรวจพบได้จนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

การตรวจพันธุกรรม (genetic testing) สามารถวินิจฉัยโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิกได้เกือบทั้งหมด ถ้าไม่ได้ตรวจพันธุกรรม ผู้ที่มีโรคเบาหวานกลุ่มโมโนเจนิกอาจพัฒนาเป็นหนึ่งในโรคเบาหวานชนิดโพลีเจนิกได้เช่นกัน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นถูกตรวจพบครั้งแรกในวัยผู้ใหญ่ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักเป็นข้อวินิจฉัยของโรคแทนที่จะเป็นโรคเบาหวานกลุ่มโนโนเจนิก โดยโรคเบาหวานกลุ่มโมโนเจนิกบางกลุ่มสามารถรักษาได้ด้วยยาโรคเบาหวานชนิดรับประทาน แต่ในขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ต้องรักษาโดยการฉีดฮอร์โมนอินซูลิน การวินิจฉัยที่ถูกต้องจะช่วยให้เกิดการรักษาอย่างเหมาะสม นำไปสู่การควบคุมน้ำตาลที่ดีขึ้น และสุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งในกรณีนี้อาจต้องให้สมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ ทำแบบประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดใดหรือไม่ร่วมด้วย

เบาหวานทารกแรกเกิด (neonatal diabetes mellitus: NDM) คืออะไร ?

NDM เป็นโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิกชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต เป็นภาวะที่พบได้ยาก โดยพบเด็กเพียง 1 ใน 100,000 ถึง 500,000 รายเท่านั้น ทารกที่มี NDM ไม่สามารถผลิตอินซูลินเพียงพอ ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น NDM อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคเบาหวานประเภท 1 ได้ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยกว่ามาก แต่แตกต่างกันที่โรคเบาหวานประเภท 1 มักเกิดขึ้นหลังจากช่วง 6 เดือนแรกของชีวิตขึ้นไป ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่มี NDM มีสภาพเป็นเบาหวานไปตลอดชีวิต และเรียกว่าเบาหวานทารกแรกเกิดถาวร (PNDM) อีกส่วนที่เหลือของผู้ที่มี NDM จะเป็นภาวะนี้เพียงชั่วคราวและหายไปในช่วงวัยทารก แต่สามารถกลับมาเป็นเบาหวานอีกได้ในภายหลัง ซึ่งเรียกชนิดของ NDM นี้เรียกว่าเบาหวานทารกแรกเกิดชั่วคราว (TNDM)

อาการของ NDM ได้แก่ ความกระหายน้ำ การปัสสาวะบ่อย และภาวะร่างกายขาดน้ำ NDM สามารถวินิจฉัยได้โดยการตรวจพบระดับน้ำตาลสูงในเลือดหรือปัสสาวะ ในกรณีที่รุนแรง การขาดอินซูลินอาจทำให้ร่างกายสร้างกรดส่วนเกิน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ที่เรียกว่า ภาวะคีโตแอซิโดซิส (ketoacidosis) ทารกในครรภ์ส่วนใหญ่ที่มี NDM เจริญเติบโตช้าในครรภ์ และทารกแรกเกิดก็จะมีขนาดเล็กกว่าทารกอายุครรภ์เดียวกันคนอื่น ๆ ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะจำกัดการเจริญภายในมดลูก นอกจากนี้ ภายหลังคลอด ทารกบางคนจะเติบโตช้า เพิ่มน้ำหนักช้า และไม่สามารถเติบโตทันทารกคนอื่น ๆ ในวัยและเพศเดียวกัน การรักษาที่เหมาะสมเท่านั้นที่จะช่วยกระตุ้น และอาจทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายเป็นอัตราปกติ

โรคเบาหวานที่มีอาการไวในผู้เยาว์ (maturity-onset diabetes of the young: MODY) คืออะไร ?

MODY เป็นโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิกชนิดหนึ่ง ที่มักจะมีอาการขึ้นครั้งแรกในช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อย่างไรก็ตาม MODY ในบางคนก็ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในช่วงวัยนั้น จนกระทั่งพบในช่วงชีวิตภายหลังมียีนที่แตกต่างกันหลายยีนที่พิสูจน์แล้วว่ามีผลก่อให้เกิด MODY ได้ ซึ่งยีนทั้งหมดนี้จะไปจำกัดความสามารถของตับอ่อนในการผลิตอินซูลิน กระบวนการนี้นำไปสู่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงซึ่งเป็นลักษณะของโรคเบาหวานและอาจทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายเสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตา ไต เส้นประสาท และหลอดเลือด MODY ถูกวินิจฉัยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ของโรคเบาหวานในสหรัฐอเมริกา โดยสมาชิกในครอบครัวของคนที่มีโรคเบาหวานชนิด MODY นี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นภาวะนี้เช่นกัน

ผู้ที่มี MODY อาจมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีแสดงอาการของโรคเบาหวานเลย และอาจพบภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้เฉพาะในกรณีที่มีการตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น MODY อาจถูกสับสนกับโรคเบาหวานประเภท 1 หรือ 2 ได้ แต่อย่างไรก็ตาม คนที่เป็น MODY โดยทั่วไปจะไม่อ้วนและไม่พบปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานประเภท 2 เช่น ความดันโลหิตสูง หรือระดับไขมันในเลือดที่สูงผิดปกติ เป็นต้น แม้ว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และ MODY สามารถสืบทอดต่อกันในครอบครัวได้ แต่คนที่มี MODY มักมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวานในหลายชั่วอายุคน นั่นหมายความว่า MODY มีอยู่ในทั้งรุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ และรุ่นเด็ก ไม่เหมือนกันกับคนที่เป็นโรคเบาหวานประเภท 1 และคนที่มี MODY มักจะได้รับการรักษาด้วยยาโรคเบาหวานชนิดรับประทาน โดยการรักษาอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่เกิดจาก MODY

ฉันต้องรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการตรวจพันธุกรรมและการเข้ารับคำปรึกษา ?

การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิกทำได้โดยการเก็บตัวอย่างเลือด และทำให้สารพันธุกรรม คือ ดีเอ็นเอถูกแยกออกจากกัน มีการวิเคราะห์ดีเอ็นเอดังกล่าวเพื่อหาการเปลี่ยนแปลงหรือการกลายพันธุ์ในยีนที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิก ผลการตรวจสามารถแสดงยีนที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานในแต่ละบุคคล หรือสามารถบอกได้ว่าคนนั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิกในอนาคตมากน้อยอย่างไร การตรวจทางพันธุกรรมยังเป็นประโยชน์ในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิกได้ และการตรวจในทารกก่อนคลอดสามารถวินิจฉัยภาวะเหล่านี้ได้ในเด็กตั้งแต่เด็กยังไม่คลอดออกมาอีกด้วย

รูปแบบส่วนใหญ่ของโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิก มีสาเหตุมาจากการกลายพันธุ์ในยีนเด่น ซึ่งหมายความว่ายีนนี้สามารถส่งผ่านไปยังเด็ก ๆ ได้เสมอเมื่อพ่อแม่คนใดคนหนึ่งมียีนผิดปกตินี้อยู่ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าการกลายพันธุ์อยู่บนยีนด้อย ยีนของโรคต้องได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่ทั้งสองถึงจะเกิดอาการของโรคเบาหวานได้ สำหรับรูปแบบที่เป็นยีนด้อยของโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิก การตรวจสามารถระบุได้ว่าพ่อแม่หรือพี่น้องที่ไม่มีโรคเป็นพาหะของยีนด้อยส่งผลต่อเด็กของพวกเขาหรือไม่

หากคุณสงสัยว่าคุณหรือสมาชิกในครอบครัวของคุณอาจมีโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิก คุณควรเข้าปรึกษาแพทย์และที่ปรึกษาทางพันธุกรรม นั่นคือผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์เฉพาะด้านในเรื่องนี้ พวกเขาสามารถเลือกการตรวจที่เหมาะสม และสั่งตรวจทางพันธุกรรมที่จำเป็น และให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานทางพันธุกรรม เป็นตัวเลือกการตรวจทางพันธุกรรมและรักษาความลับของผู้ป่วยอย่างดี พวกเขายังสามารถตรวจสอบผลการทดสอบกับผู้ป่วยหรือผู้ปกครองหลังจากการตรวจ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการและหารือเกี่ยวกับตัวเลือกการตรวจที่เหมาะสมสำหรับสมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ ต่อไปได้

สิ่งสำคัญที่ควรทราบ

  • การกลายพันธุ์ในยีนเดี่ยวสามารถทำให้เกิดรูปแบบหนึ่งที่พบได้ยากของโรคเบาหวาน
  • การตรวจทางพันธุกรรมสามารถวินิจฉัยโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิกได้หลายรูปแบบ
  • แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าการตรวจทางพันธุกรรมใดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
  • การวินิจฉัยที่ถูกต้องจากการตรวจทางพันธุกรรมสามารถนำไปสู่การรักษาที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด
  • ผลการวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าคนที่เป็นโรคเบาหวานรูปแบบโมโนเจนิก สามารถรักษาได้ด้วยยาเบาหวานแบบรับประทานได้แทนการฉีดฮอร์โมนอินซูลิน

https://www.niddk.nih.gov/health-information/diabetes/overview/what-is-diabetes/monogenic-neonatal-mellitus-mody

เบาหวานที่ควบคุมได้ยาก (Brittle Diabetes) คืออะไร ?

เบาหวานที่ควบคุมได้ยาก (Brittle diabetes หรืออีกชื่อหนึ่ง คือ labile diabetes) ใช้เรียกเบาหวานประเภทที่หนึ่งที่ควบคุมไม่ได้ ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดนี้จะมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่เปลี่ยนแปลงสูงต่ำอย่างมาก อาจเป็นได้ทั้งระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) หรือที่เป็นได้มากกว่าคือระดับน้ำตาลในเลือดสูง (hyperglycemia) ซึ่งมักจะสูงมากด้วย

ภาวะอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก

ภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากอาจเกิดจากปัญหาทางการดูดซึมของระบบทางเดินอาหาร ทั้งการเคลื่อนที่ของอาหารออกจากกระเพาะอาหารล่าช้า (gastroparesis) หรือปฏิกิริยาของยาที่มีผลต่อการดูดซึมของอินซูลิน หรือความผิดปกติในการทำงานของฮอร์โมน ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมากอาจมีปัญหาเกี่ยวกับไทรอยด์ (ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ หรือ hypothyroidism) หรือต่อมหมวกไต (ภาวะต่อมหมวกไตทำงานไม่เพียงพอ หรือ adrenal insufficiency) การรักษาภาวะเหล่านี้จะทำให้ภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากดีขึ้นได้

การเคลื่อนที่ของอาหารออกจากกระเพาะอาหารได้ช้า (gastroparesis) ส่งผลต่ออัตราการดูดซึมอาหาร น้ำตาล และอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือด อาจเป็นปัญหาที่เกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้ในคนที่เป็นเบาหวาน

ยา เช่น Reglan (ชื่อสามัญ คือ metoclopramide) จะช่วยให้การเคลื่อนที่ของอาหารเป็นปกติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีหลายการศึกษาที่พบว่า การรักษาภาวะดังกล่าวไม่ได้ทำให้ควบคุมเบาหวานหรือภาวะแทรกซ้อนได้ดีขึ้น ภาวะทางจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้าและความเครียด อาจเกี่ยวข้องกับเบาหวานที่ควบคุมได้ยากด้วย

ความแตกต่างระหว่างเบาหวานที่ควบคุมได้ยากและเบาหวานที่ควบคุมได้

ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้อาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้บ้างแต่ไม่ได้เป็นบ่อย และไม่เหมือนกับเบาหวานที่ควบคุมได้ยากคือจะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ

ภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากและครอบครัว

ผู้ที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากมักจะต้องนอนโรงพยาบาลบ่อย ขาดงาน และอาจมีปัญหาทางจิตใจ ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบต่อภาวะอารมณ์และการเงินของสมาชิกในครอบครัวด้วย

ภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากพบได้บ่อยแค่ไหน ?

ภาวะนี้ค่อนข้างพบได้น้อย โดยน้อยกว่าหนึ่งคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ต้องรักษาด้วยอินซูลินเท่านั้นจึงจะมีภาวะนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีภาวะนี้จะมีปัญหาเรื่องการเข้าโรงพยาบาล โดยรวมแล้วจะมีผู้เป็นเบาหวานชนิดนี้สามคนจากผู้ที่เป็นเบาหวานประเภทที่หนึ่งหนึ่งพันคน

ใครบ้างที่จะเป็นเบาหวานที่ควบคุมได้ยากและทำไม ?

ผู้ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ เช่น มีภาวะเครียดและภาวะซึมเศร้า จะมีความเสี่ยงมากที่สุดในบางกรณี ปัญหาทางจิตใจจะทำให้ผู้ป่วยเพิกเฉยต่อการปฏิบัติตัวสำหรับภาวะเบาหวาน เช่น อาจเลิกควบคุมอาหารหรือไม่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ความไม่สมดุลของระบบเผาผลาญจะทำให้ภาวะทางจิตแย่ลงไปอีกและทำให้เกิดวงจรของเบาหวานที่ควบคุมได้ยากซ้ำ ๆ

การศึกษาเล็ก ๆ เรื่องหนึ่งได้ระบุว่า ผู้ที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากจะมีการตอบสนองของฮอร์โมนต่อภาวะเครียดมากกว่าผู้ที่ควบคุมเบาหวานได้ ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะทางจิตใจและฮอร์โมนนี้อาจมีอิทธิพลต่อการเกิดภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก ภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากพบได้บ่อยกว่าในผู้หญิงอายุน้อย ซึ่งมีแนวโน้มมากกว่าในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากส่วนใหญ่จะมีอายุระหว่าง 15 ถึง 30 ปี

การรักษาภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก

การค้นหาและแก้ไขสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาภาวะนี้ การตรวจเลือดจะช่วยหาสาเหตุที่ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่คงที่ได้ หากน้ำตาลในกระแสเลือดตอบสนองเป็นปกติต่อยาเบาหวานในภาวะที่อยู่ในการควบคุม (เช่น ผู้ป่วยในโรงพยาบาล) ก็ควรจะหาสาเหตุทางภาวะแวดล้อม ทางจิตใจ หรือทางพฤติกรรม

แม้ว่าจะมีคำอธิบายเกี่ยวกับภาวะทางจิตใจต่อภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก แต่นั่นเป็นเพียงแค่คำอธิบายหนึ่งจากภาวะทางสภาพแวดล้อมและพฤติกรรม และการวินิจฉัยสาเหตุจากภาวะทางจิตใจในผู้ที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากก็ค่อนข้างยากและใช้เวลา หากสาเหตุเป็นจากภาวะทางจิตใจ

การรักษาอาจรวมถึงการค้นหาและผ่อนคลายความเครียดของผู้ป่วยในสถานการณ์นั้น การปรึกษาจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีประโยชน์ในด้านการประเมินและการรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ ทั้งนี้การทำจิตบำบัดได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์สำหรับการรักษาภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยาก

ผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากอาจถูกส่งตัวไปรักษากับแพทย์กลุ่มใหม่ เพื่อเริ่มต้นการควบคุมภาวะเบาหวานใหม่ การเปลี่ยนไปรักษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอาจช่วยหยุดวงจรการเกิดภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากได้ ในบางครั้ง การรักษาภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากก็จำเป็นต้องอาศัยการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพื่อควบคุมดูแลอาหาร ระดับน้ำตาล และอินซูลินอย่างเข้มงวด

ผู้ที่เป็นภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากส่วนใหญ่จะเกิดจากภาวะทางกายมากกว่าภาวะทางจิต ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการใช้ continuous insulin pump เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดอย่างแม่นยำ ผู้ป่วยบางคนที่มีภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากอย่างรุนแรงอาจได้รับการพิจารณาปลูกถ่ายตับอ่อนหรือกลุ่มเซลล์ islet แม้จะฟังดูดี แต่การปลูกถ่ายนี้ก็ยังเป็นการรักษาที่ค่อนข้างใหม่อยู่และมีความเสี่ยงสำคัญ รวมไปถึงการที่ต้องกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้เลยไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ก็น่าจะพิจารณาทางเลือกนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาภาวะเบาหวานที่ควบคุมได้ยากคือการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดของทีมแพทย์ ผู้รักษา เพื่อรักษาสาเหตุ และทำให้แน่ใจว่าผู้ป่วยได้รับข้อมูลที่จำเป็น และเข้าใจเกี่ยวกับมันทั้งหมด รวมทั้งช่วยสนับสนุนผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้การควบคุมเบาหวานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากโรคเบาหวานในช่วงตั้งครรภ์

โรคเบาหวานจัดได้ว่าเป็นโรคที่มีอันตรายต่อทั้งตัวแม่และลูกในครรภ์เป็นอย่างมาก เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้เสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ มีความดันโลหิตสูงกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย พบได้บ่อยในการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ เกิดความเสื่อมสภาพของระบบหลอดเลือด ผนังหลอดเลือดบาง โดยเฉพาะบริเวณปลายประสาท ตา และไต

ความเสี่ยงที่จะเกิดกับลูกน้อยในครรภ์ หากคุณแม่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้การเจริญเติบโตของเด็กผิดปกติ อาจพบว่ามีร่างกายใหญ่จนเป็นอุปสรรคต่อการคลอด มีภาวะแท้งคุกคาม ทำให้ต้องคลอดก่อนกำหนด บางรายรุนแรงถึงขั้นที่เด็กเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์

การดูแลตัวเองของคุณแม่ทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงและที่มีโรคนี้อยู่ จะต้องมีวินัยในการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควบคุมการรับประทานอาหาร ลดแป้งและน้ำตาล เน้นผักและผลไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลสูงจนทำร้ายทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

การตรวจและวินิจฉัยโรคเบาหวาน

แพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงผิดปกติของคุณ

อย่าพยายามวินิจฉัยโรคเบาหวานด้วยตัวเอง เครื่องมือเจาะวัดระดับน้ำตาลในเลือดจากปลายนิ้วที่มีขายทั่วไป ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคเบาหวานได้

ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน 

ใครก็ตามที่มีอาการของโรคเบาหวาน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน บางคนอาจไม่มีอาการใด ๆ แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน คนกลุ่มนี้ก็ต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานเช่นกัน  การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานมีประโยชน์ เนื่องจากจะช่วยให้พบว่าเป็นโรคได้เร็ว ซึ่งแพทย์จะวางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนในอนาคต

การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานยังช่วยคัดกรองภาวะก่อนเป็นเบาหวานได้ด้วย หากพบว่ามีภาวะก่อนเป็นเบาหวาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดน้ำหนักในคนที่มีน้ำหนักเกินจะช่วยชะลอหรือป้องกันการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

 โรคเบาหวานชนิดที่ 1

ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคเบาหวานจะได้รับการตรวจคัดกรอง ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในเด็กและในผู้ใหญ่อายุน้อย เพราะโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักพบในครอบครัวเดียวกัน

โรคเบาหวานชนิดที่ 2

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าให้ตรวจคัดกรองโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นประจำ ถ้าคุณอยู่ในเกณฑ์ดังนี้

  • มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป
  • อายุ 19-44 ปี แต่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน และมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานอย่างน้อย 1 ปัจจัย
  • เป็นผู้หญิงที่เคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะพบในผู้ใหญ่ แต่เด็กก็สามารถเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้เช่นกัน  ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคเบาหวานในเด็กที่มีอายุ 10-18 ปีที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน และมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานตั้งแต่ 2 ปัจจัยขึ้นไป

  • น้ำหนักแรกคลอดน้อย
  • มารดาเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
  • ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่กล่าวถึงในบท “ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2”

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ทุกคนที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานมาก่อน ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์  ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์ คุณจะได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงอายุครรภ์ 24 – 28 สัปดาห์

การตรวจที่ใช้สำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานและภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวาน

แพทย์จะตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (fasting plasma glucose; FPG) หรือค่าระดับน้ำตาลสะสม (A1C) เพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวาน  ในบางกรณีอาจมีการใช้ค่าระดับน้ำตาลกลูโคสที่เวลาใด ๆ (random plasma glucose; RPG) ร่วมด้วย

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (FPG)

ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร หรือ ค่า FPG จะช่วยบอกระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ณ เวลาที่เจาะเลือด  การตรวจนี้จะต้องอดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้ผลมีความแม่นยำ (แต่สามารถจิบน้ำเปล่าได้) ซึ่งผลจะแม่นยำที่สุดเมื่ออดอาหารตอนกลางคืนและตรวจเลือดในตอนเช้า

การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (A1C)

ระดับน้ำตาลในเลือดสะสม หรือค่า A1C จะช่วยบอกระดับน้ำตาลกลูโคสเฉลี่ยในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ค่า A1C อาจเรียกอีกอย่างว่า ฮีโมโกลบินเอวันซี (hemoglobin A1C) ย่อว่า HbA1C การตรวจนี้ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร หากต้องใช้ค่านี้สำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวาน แพทย์จะพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ด้วย เช่น อายุ และเป็นโลหิตจางหรือไม่ เพราะค่า A1C จะไม่แม่นยำในคนที่เป็นโรคโลหิตจาง

ค่า A1C ที่ตรวจได้จะแสดงผลเป็นร้อยละ (%) เช่น A1C = 7% เป็นต้น  ยิ่งค่า % สูง ยิ่งหมายถึงมีค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูง

การตรวจระดับน้ำตาลที่เวลาใด ๆ (RPG)

แพทย์อาจมีการพิจารณาตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่เวลาใด ๆ หรือค่า RPG เพื่อใช้วินิจฉัยโรคเบาหวาน หากผู้ป่วยมีอาการของโรคเบาหวานและไม่อยากรอการอดอาหาร การตรวจนี้ไม่ต้องอดอาหารและสามารถตรวจได้ทุกเวลาที่ต้องการ

การตรวจที่ใช้สำหรับวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์อาจได้รับการทดสอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม หรือการทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส หรือทั้งสองวิธีร่วมกัน ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่าร่างกายจัดการกับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอย่างไร

การทดสอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม (glucose challenge test)

ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์ และแพทย์ต้องการที่จะตรวจโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณอาจได้รับการทดสอบนี้เป็นอย่างแรก โดยแพทย์จะให้คุณดื่มสารละลายกลูโคสเข้มข้น 50 g และเจาะเลือดหลังจากนั้น 1 ชั่วโมง การทดสอบนี้ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร  หากผลการตรวจพบว่าระดับน้ำตาลกลูโคสสูงอยู่ที่ 135-140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือสูงกว่านั้น คุณจะต้องได้รับการตรวจอีก 1 การทดสอบคือ การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (ซึ่งต้องอดอาหารมาก่อน)

การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (oral glucose tolerance test: OGTT)

การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส จะทำในผู้ที่อดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง โดยแพทย์จะเจาะเลือดเข็มที่ 1 เมื่อคุณมาถึงโรงพยาบาล จากนั้นจะให้ดื่มสารละลายกลูโคสเข้มข้น 100 กรัม และเจาะเลือดซ้ำที่ 1, 2 และ 3 ชั่วโมงหลังการดื่มสารละลายนี้

ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดที่สูงอย่างน้อย 2 ครั้งของการเจาะเลือด (จากการเจาะเลือดทั้งหมด ได้แก่ หลังอดอาหาร, 1 ชั่วโมง, 2 ชั่วโมง หรือ 3 ชั่วโมง) หมายความว่า คุณเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

แพทย์ยังสามารถใช้การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคสเพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวานในคนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ได้ด้วย การทดสอบนี้ทำให้ตรวจพบโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวานได้ดีกว่าการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร  อย่างไรก็ตามการทดสอบนี้มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและทำได้ยากกว่า หากจะใช้การทดสอบนี้เพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แพทย์จะเจาะเลือดคุณ 1 ชั่วโมงและ 2 ชั่วโมงหลังจากดื่มสารละลายกลูโคสเข้มข้นแล้ว 

ระดับน้ำตาลในเลือดเท่าไรจึงจะบอกว่าเป็นโรคเบาหวานหรือภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

การตรวจด้วยวิธีที่แตกต่างกันจะมีเกณฑ์ในการตัดสินว่าเป็นโรคเบาหวานหรือภาวะก่อนเป็นเบาหวานต่างกันด้วย โดยทั่วไปหากใช้การตรวจชนิดเดียวเพื่อวินิจฉัย จะต้องมีการตรวจซ้ำในวันที่ 2 เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคเบาหวานด้วย แพทย์อาจพิจารณาเลือกการทดสอบ 2 การทดสอบเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคเบาหวานก็ได้

ตารางด้านล่างนี้คือเกณฑ์ในการวินิจฉัยสำหรับคนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์

การวินิจฉัย

ค่าระดับน้ำตาลสะสม (A1C) (%)

ค่าระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร (FPG)

การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (OGTT)

ค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่เวลาใด ๆ (RPG)

ปกติ

ต่ำกว่า 5.7

น้อยกว่าหรือเท่ากับ 99

น้อยกว่าหรือเท่ากับ 139

 

เป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

5.7-6.4

100-125

140-199

 

เป็นโรคเบาหวาน

ตั้งแต่ 6.5 ขึ้นไป

ตั้งแต่ 126 ขึ้นไป

ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป

ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป

ค่า FPG ,OGTT และ RPG หน่วยเป็นมิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

การตรวจรูปแบบใดที่จะช่วยบอกว่าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดใด

ถึงแม้ว่าการทดสอบต่าง ๆ จะช่วยยืนยันว่าเป็นโรคเบาหวาน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดใดกันแน่ บางครั้งแพทย์ก็ไม่แน่ใจว่าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ 2  โรคเบาหวานชนิดที่พบน้อยมากในเด็ก ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดโมโนเจนิก (monogenic diabetes) ซึ่งอาจทำให้สับสนกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ได้ การรักษาโรคเบาหวานจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคเบาหวานที่เป็น ดังนั้นการรู้ว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดใดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ในการตรวจหาว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือไม่ แพทย์จะตรวจหาสารออโต้แอนติบอดี้ (autoantibodies) ในร่างกายคุณ ซึ่งสารนี้คือสารภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายเซลล์ปกติของร่างกาย (ภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง) ปัจจุบันรู้แล้วว่ามีสารออโต้แอนติบอดี้หลายชนิดที่มีความจำเพาะกับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 แต่ไม่จำเพาะกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และชนิดโมโนเจนิก

ถ้าคุณเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณควรได้รับการตรวจซ้ำที่ 6-12 สัปดาห์หลังจากคลอดลูกแล้ว เพื่อดูว่าคุณเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือไม่

https://www.niddk.nih.gov/health-information/diabetes/overview/tests-diagnosis

การตรวจรักษา

สำหรับการตรวจนั้น แพทย์จะกำหนดให้ผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นโรคเบาหวานหรือไม่นั้นงดอาหารเช้าและน้ำดื่ม เพื่อเจาะเลือดหาปริมาณน้ำตาลที่ละลายอยู่ เป็นวิธีการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยโรคบาหวาน โดยที่มีเกณฑ์วัดว่าปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่า 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้นเป็นโรคเบาหวาน ส่วนการรักษา ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของผู้ป่วย แพทย์จะใช้วิธีการให้ยาในผู้ป่วยที่มีอาการเบื้องต้น จนกระทั่งการใช้ยาฉีดอินซูลินเข้ากระแสเลือดสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการขั้นรุนแรง นอกจากนี้ยาสมุนไพรบางตัว เช่น น้ำมะระคั้นหนึ่งแก้วผสมกับน้ำมะขามป้อมหนึ่งช้อนชา ดื่มทุกเช้าจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการดีขึ้น

แนวทางการรักษาโรคเบาหวาน

จริงอยู่ที่โรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่เราก็สามารถควบคุมความรุนแรงของโรคให้อยู่ในระดับที่คงที่และบรรเทาเบาลงได้เช่นเดียวกัน โดยแนวทางในการรักษานั้นจะมีอยู่ 2 วิธีใหญ่ ๆ ซึ่งก็คือการรักษาด้วยยาแพทย์แผนปัจจุบันและการรักษาด้วยธรรมชาติบำบัด ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. วิธีรักษาโรคเบาหวานตามแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน

การรักษาโรคเบาหวานด้วยวิธีทางแพทย์แผนปัจจุบันนั้น ในเบื้องต้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือด ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรงของโรค และการวินิจฉัยของแพทย์ด้วย โดยการรับประทานยาหรือการฉีดอินซูลินนั้น ผู้ป่วยจะต้องปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีอาการรุนแรงมากขึ้นเป็นเพราะไม่ปฎิบัติตามที่แพทย์สั่ง และไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันใหม่นั่นเอง

2. วิธีรักษาโรคเบาหวานตามแนวทางธรรมชาติบำบัด

การรักษาโรคเบาหวานด้วยธรรมชาติบำบัดเป็นวิธีแบบค่อยเป็นค่อยไป และเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรก หรือผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมากนัก โดยวิธีธรรมชาติบำบัดนั้นจะช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก และหากทำควบคู่กับการรับประทานยาหรือการฉีดอินซูลินด้วยแล้วก็จะยิ่งได้ผลดีมากทีเดียว สำหรับวิธีรักษาก็มีด้วยกันดังต่อไปนี้

  • ควบคุมเมนูอาหาร ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถรับประทานอาหารได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป ซึ่งจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารต้องห้ามและเสริมด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหาร รวมทั้งเลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย อย่างเช่น ตำลึง มะระขี้นก และอบเชย เป็นต้น ซึ่งหากสามารถควบคุมการรับประทานอาหารได้ดังนี้ อาการป่วยเบาหวานก็จะบรรเทาลงอย่างแน่นอน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกาย ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเบาหวานด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด เพราะเบาหวานเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป เราจึงต้องรักษาอาการด้วยการลดปริมาณน้ำตาลในเลือดให้ได้ ซึ่งก็สามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกาย เพื่อให้มีการดึงเอาน้ำตาลออกมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้นนั่นเอง
  • ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ความกลัว ความกังวล และความเครียด อาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น ดังนั้น จึงควรทำจิตใจให้ผ่อนคลายเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ นอกจากนี้ การทำใจให้ผ่อนคลายอยู่เสมอยังทำให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้นแม้จะเป็นโรคเบาหวานหรือโรคใดก็ตาม พื้นฐานจิตใจที่ดีย่อมช่วยยกระดับการมีคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างง่าย ๆ

โรคเบาหวานกับการผ่าตัด จะเพิ่มโอกาสในการผ่าตัดแล้วได้ผลดีได้อย่างไร

1. โรคเบาหวานกับความเสี่ยงของการผ่าตัด – มีความเสี่ยงอะไรที่เพิ่มขึ้นบ้าง ?

นอกเหนือจากความเสี่ยงของการผ่าตัดตามปกติแล้ว ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นขณะเข้ารับการผ่าตัด ความเสี่ยงเหล่านี้จะสูงขึ้นหากคุณเป็นเบาหวานมานาน มักมีน้ำตาลในเลือดสูงบ่อยครั้ง หรือเป็นเบาหวานชนิดที่ควบคุมได้ยาก ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการเป็นเบาหวาน เช่นความผิดปกติของเส้นประสาทหรือต้องตัดขา ก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น

ความเสี่ยงที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องเผชิญหลังจากการผ่าตัด

  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ
  • แผลหายไม่ดี หายช้า มีผิวหนังหรือเนื้อเยื่ออ่อนแอบริเวณตำแหน่งผ่าตัด
  • การติดเชื้อ ซึ่งรวมการติดเชื้อบริเวณแผล ปอดติดเชื้อ การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และการติดเชื้อในกระแสเลือด
  • Hyperglycemia Hyperosmolar Nonketotic Syndrome (HHNK)
  • Diabetic ketoacidosis (DKA)
  • ความผิดปกติของเกลือแร่ (โซเดียม, โพแทสเซียม) เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหากับหัวใจและระดับสารน้ำในร่างกาย

2. จะทำให้ผลของโรคเบาหวานหลังการผ่าตัดดีขึ้นได้อย่างไร – ลดปัจจัยเสี่ยง

ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถทำอย่างไรให้ตนเองเป็นผู้เข้ารับการผ่าตัดที่ดี

คุณสามารถคุมโรคเบาหวานได้ดีเท่าไร ก็จะทำให้คุณมีโอกาสผ่าตัดได้ผลดีขึ้นเท่านั้น การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่แพทย์แนะนำเป็นสิ่งที่สำคัญ นอกจากนั้นการที่ร่างกายมีสารอาหารที่จำเป็นซึ่งรวมถึงโปรตีนคุณภาพดีในระดับสูงก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากโปรตีนเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระบวนการหายของแผลและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เนื้อเยื่อบริเวณผ่าตัดแข็งแรงขึ้นและเพิ่มความสามารถในการทนของร่างกายต่อการผ่าตัด

หากคุณไม่ได้กำลังออกกำลังกายอยู่แต่สามารถทำได้ คุณควรเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายหลังจากตรวจกับแพทย์ การทำให้ร่างกายแข็งแรงจะช่วยให้คุณสามารถทนต่อการผ่าตัดและการฟื้นฟูร่างกายได้

หากคุณดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ นี่ถือเป็นโอกาสให้คุณเลิกพฤติกรรมเหล่านั้น การเลิกแอลกอฮอล์จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น และการเลิกบุหรี่จะช่วยให้คุณกลับมาหายใจโดยไม่ต้องใช้ออกซิเจนหรือเครื่องช่วยหายใจได้เร็วขึ้น

3. ควบคุมโรคเบาหวาน – อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการนอนโรงพยาบาล

คุณจะต้องเจออะไรบ้างระหว่างการนอนโรงพยาบาล

วิธีการควบคุมเบาหวานที่บ้านของคุณอาจแตกต่างจากการควบคุมเบาหวานที่โรงพยาบาลโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น จะใช้ Regular insulin ทางเส้นเลือดดำมากกว่าอินซูลินรูปแบบอื่น แพทย์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเวลารอบการผ่าตัดมักจะไม่ต้องการใช้ยากินหรืออินซูลินที่ออกฤทธิ์ระยะยาว Regular insulin ทำงานภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้แพทย์สามารถทำความเข้าใจกับระดับน้ำตาลในเลือดของคุณได้ง่ายขึ้น และทำให้สามารถรักษาระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นหรือต่ำลงได้ทันที ในบางกรณีอาจมีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุก 2 ชั่วโมงและให้ยาตามความต้องการของร่างกาย

ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณระหว่างอยู่โรงพยาบาลอาจต้องควบคุมให้อยู่ในช่วงที่แคบกว่าปกติ เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าการคุมระดับน้ำตาลให้ดีนั้นจะทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น หากคุณต้องรับประทานอาหารของโรงพยาบาล คุณจะได้รับอาหารสูตรสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยเฉพาะ

หากคุณเข้ารับการผ่าตัดแบบไปเช้าเย็นกลับหรือให้มาผ่าตัดในตอนเช้า ควรนำเครื่องตรวจระดับน้ำตาลของคุณมาด้วย เพราะหากมีการเลื่อนการผ่าตัด คุณจะยังสามารถตรวจวัดระดับน้ำตาลและแจ้งแพทย์ได้ตามความเหมาะสม

4. คำถามสำคัญที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องถามศัลยแพทย์

คำถามที่คุณควรถามศัลยแพทย์เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

  • ใครจะเป็นคนจัดการเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลของคุณระหว่างอยู่โรงพยาบาล ระหว่างศัลยแพทย์ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ หรือแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว
  • ใครจะเป็นคนจัดการเรื่องโรคเบาหวานระหว่างการผ่าตัด (คำตอบที่บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องจำเป็นถือเป็นคำตอบที่รับไม่ได้ ยกเว้นว่าการผ่าตัดของคุณจะสั้นมาก) ระหว่างการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะเป็นคนให้อินซูลินหรือน้ำตาลตามต้องการเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามที่ศัลยแพทย์ต้องการ
  • ฉันต้องฉีดอินซูลินในเช้าก่อนวันผ่าตัดหรือไม่
  • ฉันต้องฉีดอินซูลินตอนกลางคืนหรือไม่
  • ฉันต้องทำอย่างไรหากระดับน้ำตาลสูงหรือต่ำในเช้าของวันผ่าตัด
  • อาหารที่ฉันสามารถรับประทานได้มื้อสุดท้ายก่อนผ่าตัดคือเมื่อไร

5. เบาหวานกับการผ่าตัด – อาการของการติดเชื้อหลังการผ่าตัด

โรคเบาหวานหลังการผ่าตัด

หลังการผ่าตัด ร่างกายจะยังต้องการสารอาหารที่เป็นประโยชน์และการคุมน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สารอาหารจะเป็นส่วนประกอบที่ช่วยให้แผลหายและระดับน้ำตาลที่ปกติจะช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น สามารถลดระยะเวลาการฟื้นตัวของร่างกายได้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ได้เมื่อเทียบกับคนที่มีระดับน้ำตาลสูง

เมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้นและคุณเข้าสู่ช่วงระยะพักฟื้น คุณจะต้องมองหาอาการแสดงของการติดเชื้อในแผลที่กำลังหายเพิ่มเติมจากการตรวจตามปกติ (เช่น ตรวจเท้า) หากคุณมีความผิดปกติของเส้นประสาท คุณอาจไม่รู้สึกเจ็บจนกระทั่งเกิดการติดเชื้อแล้ว คุณอาจอยากวัดอุณหภูมิร่างกายบ่อย ๆ เพื่อช่วยตรวจหาการติดเชื้อ

อาการของการติดเชื้อที่แผลประกอบด้วย

  • มีหนองหรือกลิ่นเหม็น
  • มีไข้สูงกว่า 101 องศาฟาเรนไฮต์
  • รู้สึกร้อนที่แผลหรือแผลบวมแดง
  • ปวดรอบ ๆ แผลมากขึ้นแทนที่จะลดลง
  • บริเวณผ่าตัดบวมหรือแข็งขึ้น

สมุนไพรรักษาโรคเบาหวาน

นอกจากการรักษาโรคเบาหวานตามวิธีทางการแพทย์และธรรมชาติบำบัดแล้ว ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งซึ่งคือการรับประทานสมุนไพรที่มีสรรพคุณป้องกันและรักษาอาการของโรคเบาหวานให้ทุเลาลง โดยสมุนไพรดังกล่าวมี 5 ชนิด ดังนี้

 

1. มะระขี้นก

มะระขี้นกเป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารซาแลนติน มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการผลิตอินซูลินของตับอ่อนจึงสามารถช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ มะระขี้นกยังเปี่ยมด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโรคต้อกระจก ชะลอความเสื่อมของไต ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มากไปด้วยประโยชน์อย่างแท้จริง

2. อบเชย

สมุนไพรที่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างดีเยี่ยม แถมยังรับประทานง่าย เพียงแค่นำอบเชยมาโรยลงบนอาหาร ก็สามารถรับประทานเพื่อบรรเทาอาการของโรคเบาหวานลงได้แล้ว ที่สำคัญอบเชยยังสามารถรักษาได้ทั้งเบาหวานประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 เพียงแต่ต้องหมั่นรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

3. ตำลึง

สมุนไพรหาง่ายที่มักจะพบตามข้างรั้วบ้าน หรือขึ้นเป็นเถาพันต้นไม้อื่น ๆ ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติอร่อย รับประทานง่ายแล้ว ตำลึงยังมีส่วนช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย แนะนำสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรรับประทานตำลึงวันละ 50 กรัม และเมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน คุณจะพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลง อีกทั้งยังอาจกลับมาอยู่ในระดับปกติได้อีกด้วย

 

4. ชาเขียว

หลายคนอาจจะมองว่าชาเขียวไม่มีประโยชน์ในด้านการรักษาเบาหวาน แต่ความเป็นจริงแล้ว ชาเขียวก็สามารถดื่มเพื่อบรรเทาโรคเบาหวานได้ดีเช่นกัน โดยชาเขียวนั้นจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ค่อย ๆ ลดลงจนปกติ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของอินซูลินได้ดี แต่ทั้งนี้ ควรเลือกดื่มเฉพาะชาเขียวแท้ที่ไม่มีความหวานสูงจะดีที่สุด

5. กระเทียม

กระเทียมเป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าสามารถช่วยรักษาโรคเบาหวานได้เช่นกัน โดยกระเทียมนั้นมีสารอัลซิลีนที่มีสรรพคุณในการลดความดันโลหิต ช่วยลดไขมันในเลือดและลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แต่แนะนำว่าควรรับประทานแบบสด ๆ เพราะอุดมไปด้วยคุณประโยชน์และมีประสิทธิภาพในการรักษาเบาหวานได้สูงกว่าการรับประทานแบบสุกนั่นเอง

เพราะโรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง ปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้

การป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด และที่สำคัญควรหมั่นตรวจระดับน้ำตาลอยู่เสมอ โดยเฉพาะการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะการตรวจพบเบาหวานเร็วขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งจะมีโอกาสควบคุมดูแลไม่ให้อาการของโรคหนักขึ้น หรือสามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

สำหรับผู้ที่กำลังประสบกับโรคนี้อยู่ก็ไม่ควรกังวลจนเกินไป ควรทำใจให้สบาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับผักสมุนไพร และปฎิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และยืดอายุให้ยืนยาวได้เช่นกัน

วิธีป้องกันโรคเบาหวาน

การป้องกันตนเองไม่ให้เป็นโรคเบาหวานนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แค่เริ่มจากการป้องกันที่ต้นเหตุก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้มากขึ้นแล้ว สำหรับวิธีการป้องกัน คุณสามารถปฏิบัติตามได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หากไม่อยากให้โรคเบาหวานถามหาก็ควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ และควรออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องให้ได้อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้แป้งและน้ำตาลที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อถูกดึงออกไปใช้เป็นพลังงาน ซึ่งจะทำให้ระดับแป้งและน้ำตาลลดลงไปด้วย

 

2. ควบคุมน้ำหนักให้คงที่

สำหรับคนที่หุ่นดีอยู่แล้วก็ควรควบคุมน้ำหนักให้คงที่ต่อไป โดยพยายามอย่าให้น้ำหนักเกินเกณฑ์หรือหากใครที่เป็นโรคอ้วนก็ควรรีบลดน้ำหนักโดยด่วน ทั้งนี้ก็เพราะจากการวิจัยพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินล้วนมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงถึง 80% เลยทีเดียว และแน่นอนว่าคุณคงไม่อยากเป็นหนึ่งในบุคคลเหล่านั้น เพราะฉะนั้นการควบคุมน้ำหนักจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

3. รับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าหรือเย็น

เพราะแสงแดดอ่อน ๆ ในยามเช้าและตอนเย็นนั้นอุดมไปด้วยวิตามิน D ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งวิตามิน D ไม่เพียงแต่จะบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวานอีกด้วย เพราะการขาดวิตามิน D จะทำให้มีโอกาสเป็นเบาหวานได้สูง การเสริมวิตามิน D อย่างเพียงพอจึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้หากออกกำลังกายไปพร้อม ๆ กันด้วยก็จะยิ่งดีมาก

 

4. รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว

ข้าวกล้องอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งยังไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย และที่สำคัญข้าวกล้องยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้ดี ดังนั้น จึงควรรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาวทั่วไป หรือจะหุงรวมกับข้าวขาวด้วยก็ได้

5. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำลายตับให้เสื่อมสภาพลงและเสี่ยงต่อภาวะตับแข็ง ซึ่งเมื่อตับอ่อนเกิดความผิดปกติก็จะทำให้ผลิตอินซูลินได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดการสะสมน้ำตาลในร่างกายและในเส้นเลือดเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

6. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ทุกส่วนในร่างกายมีความแข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น จึงลดความเสี่ยงเบาหวานได้ดีนั่นเอง แต่ทั้งนี้ควรเน้นเมนูผักผลไม้ให้มาก ๆ พร้อมทั้งลดคาร์โบไฮเดตจากแป้งและไขมันให้น้อยลง เพราะการได้รับไขมันและคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ก็ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานได้เช่นกัน

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคเบาหวาน

อย่างที่เรารู้กันดีว่า คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนั้นต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นขึ้นมาอีก ซึ่งวิธีการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานมีดังนี้

 

  • เน้นรับประทานอาหารจำพวกผัก หรือผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผัก เพราะจะช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี
  • หากผู้ป่วยเป็นคนที่มีน้ำหนักเกิน หรือมีภาวะโรคอ้วนร่วมด้วย แนะนำว่าให้ลดปริมาณอาหารลงเหลือเพียงครึ่งเดียวของที่เคยรับประทานในแต่ละมื้อ เพื่อช่วยในการควบคุมน้ำตาล
  • อย่าอดอาหาร เพราะการอดอาหารหรือรับประทานอาหารน้อยเกินไปจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ และวัดระดับน้ำตาลได้ยากมากขึ้น
  • ระวังอย่าให้เป็นแผล เพราะคนเป็นโรคเบาหวาน แผลมักจะหายช้า และอาจจะก่อให้เกิดการติดเชื้อจนต้องตัดอวัยวะที่เป็นแผลทิ้ง เพื่อรักษาอาการในส่วนอื่น

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานรับประทานได้

โรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่สามารถลดความรุนแรงด้วยการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะกับโรค ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องควบคุมอาหารเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ โดยเป้าหมายหลักคือการรับประทานอาหารหลากหลายชนิด ได้สารอาหารครบถ้วน แต่ลดอาหารที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นน้ำตาล

อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ควรได้รับเช่นเดียวกับคนทั่วไป ไม่ควรงดหรือจำกัดมากเกินไป โดยคาร์โบไฮเดรตที่ผู้เป็นเบาหวานได้รับควรเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ธัญพืช ขนมปังโฮลวีต และถั่วเมล็ดแห้ง

อาหารจำพวกผัก ควรรับประทานมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผักใบเขียวที่มีกากใยอาหารสูง เพราะว่าใยอาหารจะช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลในร่างกายได้ดี ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจึงควรับประทานผักให้มาก ทั้งผักสุกและผักสด

อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ (ไม่ติดมัน) หากเป็นไปได้ให้รับประทานแต่น้อย แต่ควรรับประทานทุกมื้อ โดยอาจเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์มาเป็นเนื้อปลาและเต้าหู้แทน

อาหารประเภทไขมัน การเลือกใช้น้ำมันในการประกอบอาหารเป็นส่วนสำคัญ ผู้ป่วยเบาหวานควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำ น้ำมันถั่วลิสง รวมไปถึงน้ำมันปาล์มในการประกอบอาหาร และควรงดการใช้น้ำมันหมูและน้ำมันมะพร้าวเนื่องจากมีกรดไขมันอิ่มตัวสะสมอยู่มาก การรับประทานอาหารที่ใช้น้ำมันก็ควรเลี่ยง โดยเฉพาะอาหารทอดและอาหารที่เป็นกะทิ รวมไปถึงขนมปังที่ใช้เนยหรือมาการีนในการผลิตก็ควรงดเช่นกัน

4 ขั้นตอนในการดูแลรักษาโรคเบาหวาน

ขั้นตอนในการดูแลรักษาโรคเบาหวาน มี 4 ขั้นตอนด้วยกัน การเรียนรู้และทำความเข้าใจในแต่ละขั้นตอนจะทำให้คุณสามารถอยู่กับโรคเบาหวานได้ และลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน

ขั้นตอนที่ 1 เรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานคืออะไร

โรคเบาหวานมีอยู่ 3 ชนิดหลัก ได้แก่

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1 – ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดนี้ ร่างกายจะไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ ทำให้เกิดปัญหาขึ้น เพราะร่างกายต้องการอินซูลินในการนำน้ำตาลจากอาหารที่คุณรับประทานเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับร่างกาย  ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะต้องได้รับยาฉีดอินซูลินทุกวันเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ได้
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 – โรคเบาหวานประเภทนี้ ร่างกายจะไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอ หรือสร้างแล้วแต่ร่างกายนำอินซูลินไปใช้ประโยชน์ไม่ได้หรือไม่มีประสิทธิภาพพอ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะต้องได้รับยารับประทานรักษาโรคเบาหวาน หรือยาฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โรคเบาหวานชนิดนี้เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด
  • โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ – ผู้หญิงบางคนจะเป็นโรคเบาหวานชนิดนี้ขณะตั้งครรภ์ แต่ส่วนใหญ่จะหายจากโรคเมื่อคลอดลูกแล้ว แต่ว่าผู้หญิงที่เป็นโรคนี้และลูกที่คลอดออกมาจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้

คุณคือคนสำคัญที่มีส่วนในการดูแลรักษา

แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีในการดูแลตนเองที่ดีที่สุดเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง นอกจากแพทย์แล้วยังมีทีมดูแลสุขภาพอื่น ๆ ที่จะคอยช่วยเหลือคุณ ได้แก่

  • ทันตแพทย์
  • แพทย์โรคเบาหวาน
  • นักโภชนาการ
  • จักษุแพทย์ (หมอตา)
  • แพทย์ตรวจเท้า
  • เพื่อนและครอบครัว
  • ผู้ให้คำปรึกษาปัญหาทางจิต
  • พยาบาล
  • ผู้ช่วยพยาบาล
  • เภสัชกร

จำไว้ว่าโรคเบาหวานคือโรคร้ายแรง

บางครั้งคุณอาจได้ยินบางคนพูดว่า “โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ร้ายแรง” หรือ “น้ำตาลสูงนิดเดียว” ซึ่งทำให้รู้สึกว่าโรคเบาหวานไม่ใช่โรคร้ายแรง ซึ่งไม่จริง ความจริงแล้วโรคเบาหวานเป็นโรคร้ายแรง แต่คุณสามารถเรียนรู้ที่จะจัดการดูแลได้

ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของการมีสุขภาพที่ดี เคลื่อนไหวร่างกายบ่อย ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานยาหรือใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ทำไมถึงต้องดูแลรักษาโรคเบาหวาน

การดูแลตนเองและการจัดการเกี่ยวกับโรคเบาหวานจะช่วยให้คุณรู้สึกดีทั้งในวันนี้และในอนาคต เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดใกล้เคียงค่าปกติแล้ว คุณจะเกิดความรู้สึกดังต่อไปนี้

  • รู้สึกมีพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
  • ไม่ค่อยอ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่าย
  • ปัสสาวะน้อยลง
  • แผลหายเร็ว
  • ไม่ค่อยติดเชื้อที่ผิวหนังหรือกระเพาะปัสสาวะ

และยังช่วยให้คุณมีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจากโรคเบาหวาน เช่น

  • หัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง
  • ปัญหาที่ตา ทำให้การมองเห็นไม่ชัด หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอด
  • ปวด ชาที่มือ เท้า ซึ่งหมายถึงเส้นประสาทถูกทำลาย
  • ปัญหาที่ไต ซึ่งอาจทำให้ไตหยุดการทำงาน
  • ปัญหาโรคเหงือกและฟัน

สิ่งที่คุณสามารถทำได้

  • สอบถามชนิดของโรคเบาหวานที่คุณเป็นกับแพทย์ของคุณ
  • เรียนรู้เกี่ยวกับช่องทางในการรับความช่วยเหลือและสนับสนุนในการรักษาโรคเบาหวาน
  • เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคเบาหวาน เพื่อให้คุณรู้สึกดีทั้งในวันนี้และในอนาคต

ขั้นตอนที่ 2 เรียนรู้เกี่ยวกับหลักการ ABCs

อย่าลืมที่จะพูดคุยกับทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณเกี่ยวกับวิธีในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสม (A1C) ระดับความดันโลหิต (Blood pressure) และ ระดับไขมันคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ของเบาหวาน

A: A1C test (ระดับน้ำตาลสะสม)

คืออะไร ?

ระดับน้ำตาลสะสมหรือ A1C คือระดับน้ำตาลเฉลี่ยในเลือดในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งแตกต่างจากค่าระดับน้ำตาลในเลือดที่คุณตรวจทุกวัน

สำคัญอย่างไร ?

คุณจำเป็นต้องรู้ค่าระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยระดับน้ำตาลนี้จะต้องไม่สูงเกินไป เพราะมันจะส่งผลต่อหัวใจ หลอดเลือด ไต เท้า และตาของคุณ

เป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสมคือเท่าใด ?

ผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยทั่วไปจะมีเป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสมที่น้อยกว่า 7% แต่ว่าบางคนอาจจะแตกต่างไปจากนี้ได้ จึงให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งว่าเป้าหมายของคุณคือเท่าใด

B: Blood pressure (ระดับความดันโลหิต)

คืออะไร ?

ความดันโลหิตคือแรงของเลือดที่กระทำต่อผนังหลอดเลือด

สำคัญอย่างไร ?

ถ้าความดันโลหิตสูงกว่าปกติ จะทำให้หัวใจทำงานหนักและทำให้เกิดหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง ส่งผลเสียต่อไตและดวงตาของคุณ

เป้าหมายในการควบคุมความดันโลหิตคือเท่าใด ?

เป้าหมายในการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยเบาหวานโดยทั่วไปคือน้อยกว่า 140/90  แต่ว่าแต่ละคนอาจมีเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ จึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อทราบค่าเป้าหมายของตัวคุณเอง

C: Cholesterol (ระดับไขมันคอเลสเตอรอล)

คืออะไร ?

ไขมันคอเลสเตอรอลมีอยู่ 2 ชนิด คือ แอลดีแอล (LDL) และเอชดีแอล (HDL)

LDL หรือ “ไขมันเลว” เป็นไขมันคอเลสเตอรอลที่สามารถทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้

HDL หรือ “ไขมันดี” เป็นไขมันที่จะช่วยกำจัดไขมันเลวออกจากเส้นเลือดของคุณ

เป้าหมายในการควบคุม LDL และ HDL คือเท่าใด ?

ให้สอบถามจากแพทย์ที่ดูแลคุณว่าเป้าหมายในการควบคุมคือเท่าใด เพราะแต่ละคนจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ถ้าคุณมีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป คุณอาจจำเป็นต้องได้รับยา “สะแตติน” เพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง

สิ่งที่คุณสามารถทำได้

  • สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณ สอบถามเป้าหมายในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสม ระดับความดันโลหิต และระดับไขมันคอเลสเตอรอลที่เหมาะสมสำหรับคุณ  ค่าเป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสมจะขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นโรคเบาหวานมาเป็นระยะเวลานานเท่าใด ปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่เป็นร่วมด้วย และความยากในการควบคุมโรคเบาหวานที่คุณเป็น ที่สำคัญคือจะต้องถามถึงวิธีการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมว่าจะต้องทำอย่างไร จึงจะทำให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 3 เรียนรู้วิธีในการอยู่กับโรคเบาหวาน

เป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกเศร้า เสียใจ หรือโกรธ เมื่อคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นโรคเบาหวาน คุณอาจจะรู้ถึงวิธีในการดูแลรักษาโรคเบาหวานเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง แต่บางครั้งเมื่อเวลาผ่านไปก็อาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความเข้มงวดในการทำตามแผนการรักษาก็ได้ ดังนั้นจะขอกล่าวถึงวิธีการรับมือกับโรคเบาหวาน การรับประทานอาหารที่ดี และการออกกำลังกาย

การรับมือกับโรคเบาหวาน

  • ความเครียดจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จึงขอแนะนำวิธีการจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น คือ พยายามหายใจเข้าออกลึก ๆ หรือหาเวลาว่างไปทำสวน เดินเล่น นั่งสมาธิ ทำงานอดิเรก หรือฟังเพลงที่ชอบ
  • หากคุณรู้สึกซึมเศร้า แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์ เพื่อน หรือคนในครอบครัว พวกเขาพร้อมจะรับฟังคุณ และจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น

การรับประทานอาหารที่ดี

  • วางแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานร่วมกับทีมแพทย์ที่ดูแลรักษา
  • เลือกอาหารที่มีพลังงานต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานซ์ น้ำตาล และเกลือ
  • รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ธัญพืชเต็มเมล็ด ผักต่าง ๆ
  • เลือกรับประทานอาหาร เช่น ผลไม้ไม่หวานจัด ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด ขนมปังโฮลวีท นมไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย และชีส
  • ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำผลไม้หรือโซดา
  • เมื่อคุณรับประทานอาหาร แนะนำให้ครึ่งหนึ่งของจานเป็นผักและผลไม้, 1 ใน 4 ของจานให้เป็นโปรตีน เช่น ถั่วหรือไก่ไม่มีหนัง และ 1 ใน 4 ที่เหลือเป็นธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวกล้องหรือพาสต้าโฮลวีท เป็นต้น

การออกกำลังกาย

  • ตั้งเป้าหมายของการออกกำลังกาย หรือการเคลื่อนไหวร่างกายที่มากขึ้น โดยให้มีจำนวนวันต่อสัปดาห์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในช่วงแรกให้เริ่มจากการเดิน 10 นาที 3 วันต่อสัปดาห์ แล้วค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
  • ออกกำลังกายโดยการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น ยางยืดออกกำลังกาย โยคะ วิดพื้น ทำสวนหนัก เช่น ขุดดินหรือปลูกต้นไม้ด้วยเครื่องมือ
  • ควบคุมหรือลดน้ำหนักตัวให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมเพื่อให้มีสุขภาพดี โดยการรับประทานอาหารตามแผนที่กำหนด และเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย

สิ่งที่ต้องทำทุก ๆ วัน

  • รับประทานยา ใช้ยารักษาโรคเบาหวานหรือโรคอื่น ๆ ตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าคุณจะรู้สึกสบายดีก็ตาม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หากคุณต้องการยาแอสไพรินเพื่อป้องกันโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง และแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณไม่สามารถจ่ายค่ายาได้ หรือเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา
  • ตรวจเท้าทุกวันว่ามีบาดแผลใด ๆ มีจุดบวมแดงหรือไม่ หากมีแล้วแผลไม่สามารถหายได้เองให้รีบไปพบแพทย์ทันที
  • แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทุกวันเพื่อรักษาสุขภาพช่องปาก ฟัน และเหงือก
  • เลิกบุหรี่
  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองทุกวัน ซึ่งอาจมากกว่าวันละ 1 ครั้ง และจดบันทึกระดับน้ำตาลทุกครั้ง และเมื่อไปพบแพทย์ตามนัด ให้นำบันทึกระดับน้ำตาลนี้ไปให้แพทย์ดูด้วย
  • วัดระดับความดันโลหิต ถ้าแพทย์แนะนำให้คุณวัดและจดบันทึก

พูดคุยกับทีมแพทย์ที่ดูแลคุณ

  • สอบถามแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณ หากคุณมีข้อคำถามใด ๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากสุขภาพของคุณมีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตาม
  • สอบถามทีมแพทย์เกี่ยวกับการวางแผนรับประทานอาหารที่เหมาะสมสำหรับโรคเบาหวาน
  • สอบถามเกี่ยวกับวิธีในการออกกำลังกาย การเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • สอบถามเกี่ยวกับระยะเวลา ความถี่ในการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด และเมื่อได้ผลแล้วจะจัดการดูแลโรคเบาหวานอย่างไร
  • เมื่อไปพบแพทย์ทุกครั้งให้สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาเกี่ยวกับแผนการรักษา ว่าปัจจุบันแผนนี้ดีแล้วหรือยัง หรือต้องมีการปรับเปลี่ยนใด ๆ

ขั้นตอนที่ 4 เข้ารับการตรวจเป็นประจำ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี

เข้ารับการตรวจติดตามโดยแพทย์เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อค้นหาปัญหาและรักษาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วในระยะเริ่มต้น

ทุกครั้งที่มาพบแพทย์ คุณจะต้อง

  • ได้รับการตรวจวัดความดันโลหิต
  • ได้รับการตรวจเท้า
  • ชั่งน้ำหนัก
  • ทบทวนแผนการรักษา

2 ครั้งต่อปี คุณจะต้อง

  • ตรวจระดับน้ำตาลสะสม ซึ่งอาจจะต้องตรวจถี่มากกว่านี้หากระดับน้ำตาลสะสมของคุณมากกว่า 7%

ปีละ 1 ครั้ง คุณจะต้อง

  • ตรวจระดับไขมันคอเลสเตอรอล
  • ตรวจเท้าอย่างละเอียด
  • ตรวจสุขภาพช่องปากโดยทันตแพทย์
  • ตรวจตาโดยละเอียดโดยจักษุแพทย์
  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • ตรวจปัสสาวะและตรวจเลือดเพื่อเช็กการทำงานของไต

อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต

  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

สิ่งที่คุณสามารถทำได้

  • สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาคุณเกี่ยวกับการตรวจติดตามที่เหมาะสมสำหรับคุณ และความหมายของผลการตรวจต่าง ๆ
  • จดบันทึกวันนัดหมายเข้าพบแพทย์ครั้งถัดไปไว้เสมอเพื่อเตือนความจำ

ข้อควรจำ

  • คุณคือหนึ่งในบุคคลสำคัญของทีมดูแลรักษา
  • ปฏิบัติตาม 4 ขั้นตอนนี้เพื่อช่วยให้คุณจัดการดูแลรักษาโรคเบาหวานได้อย่างเหมาะสม
  • เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมให้ได้ตามเป้าหมาย
  • หากต้องการความช่วยเหลือ ให้สอบถามทีมแพทย์ที่ดูแลคุณ

https://www.niddk.nih.gov/health-information/diabetes/overview/managing-diabetes/4-steps

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับโรคเบาหวาน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน ? 

คำตอบ: สังเกตตัวเองเบื้องต้น หากมีอาการกระหายน้ำบ่อย ๆ ปัสสาวะบ่อย มีมดขึ้นปัสสาวะ น้ำหนักลด อ่อนเพลียง่าย ร่วมกับมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวานก็จะมีโอกาสมากขึ้นไปอีก แต่สิ่งที่แนะนำคือการไปปรึกษาแพทย์ขอตรวจเช็กเลือดและน้ำตาลเบาหวาน  - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)

คำตอบ 2: ให้ชัวร์เลยคือการตรวจเลือด จากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือการเจาะเลือดปลายนิ้ว (อสม. ใกล้บ้านทำให้ได้ หรือจะหาซื้อตัวเจาะมาทำเองก็ได้) แต่ทั้งนี้ก็ควรสังเกตอาการผิดปกติด้วย เช่น ปัสสาวะบ่อยทีละมาก ๆ กระหายน้ำบ่อย น้ำหนักตัวลดแบบผิดปกติ สายตาพร่ามัว บาดแผลหายช้ากว่าปกติ รู้สึกอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรง - ตอบโดย Sirintip Phomnoi (Clinical Psychologist)

แม่ตั้งครรภ์และเป็นเบาหวาน ต้องทำอย่างไร

คำตอบ: ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อการตั้งครรภ์ ควรรับการตรวจฝากครรภ์ตามนัดอย่างเคร่งครัด และนับลูกดิ้นสม่ำเสมอ - ตอบโดย Rattapon Amampai (Dr.)

ตอนนี้เราเริ่มรับประทานยาเกี่ยวกับเบาหวาน หมอนัดแล้วไม่ได้ไปและไม่ได้รับประทานยาแล้วจะเป็นอะไรหรือไม่

คำตอบ: โรคเบาหวานในระยะสั้น หากระดับน้ำตาลไม่สูงมากจะค่อย ๆ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนโดยตรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยไม่มีอาการใด ๆ หากน้ำตาลสูงจะมีอาการปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เวียนศีรษะได้ คนไข้จำนวนมากเมื่อไม่เข้าใจว่าโรคเหล่านี้สามารถส่งผลกับหลอดเลือดทั่วร่างกายทั้งเล็กและใหญ่ การรับประทานยาต่อเนื่องเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ไม่ได้ตรวจเลือดและปัสสาวะ รวมถึงเอกซเรย์และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนสะสม เมื่อพบก็ไม่สามารถแก้ไขได้ทัน ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน (อัมพฤกษ์ อัมพาต) โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน/ตีบ โรคเบาหวานขึ้นตา (เส้นเลือดในจอประสาทตาอุดตันหรือตีบ และอาจเกิดการสร้างใหม่มาก ๆ จนเลือดออก) โรคเบาหวานลงไต ทำให้เส้นเลือดในไตตีบ หน่วยการกรองของไตหนาตัว ไตเสื่อม ในที่สุดอาจต้องล้างไต เส้นเลือดที่เลี้ยงเส้นประสาทปลายมือและเท้าตีบ ทำให้ชามือชาเท้า ดังนั้นแนะนำว่าการดูแลโรคเบาหวานที่ดีที่สุดคือการปรับพฤติกรรมเป็นหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน ผลไม้หวาน กับข้าวใส่น้ำตาล ขนมทุกชนิด หากควบคุมไม่ได้ควรรับประทานยา หรือฉีดยาตามวิจารณญาณและแนวทางปฏิบัติของแพทย์ เพื่อชะลอหรือหยุดภาวะแทรกซ้อน - ตอบโดย เพชรรัตน์ แซ่ว่อง (พญ.)

ทำไมผู้ที่รับประทานยาเบาหวานไปนาน ๆ ผลสุดท้ายต้องล้างไต

คำตอบ: ผู้ป่วยเบาหวานที่รักษามาเป็นระยะเวลานาน ๆ แล้วสุดท้ายอาจจบด้วยการล้างไต สาเหตุที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ป่วยรับประทานยาเยอะ แต่ไตวายสามารถเกิดได้ทั้งจากโรคเบาหวานเองโดยตรง และจากภาวะอื่นที่พบในโรคเบาหวาน เช่น ภาวะความดันโลหิตสูงและภาวะติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น การที่ไตวายจากเบาหวานเกิดจากการควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดไม่ดี เป็นผลทําให้มีการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนเลือดที่ไต และยังทําให้เนื้อไตเปลี่ยนแปลงโดยตรงจนเกิดพยาธิสภาพที่ไต ซึ่งนำไปสู่การมีโปรตีนในปัสสาวะและภาวะไตวายในที่สุด โดยภาวะแทรกซ้อนทางไตไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานทุกคน พบประมาณร้อยละ 10-20 เท่านั้น โดยผู้ที่มีแนวโน้มจะเกิดภาวะแทรกซ้อนทางไต ได้แก่ 

1. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานเกิน 10 ปีและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี 

2. มีประวัติโรคความดันโลหิตสูงในครอบครัว 

3. มีพี่น้องเป็นโรคไตจากโรคเบาหวาน 

4. มีภาวะความดันโลหิตสูง - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)

เห็ดหลินจือลดอาการเบาหวานได้จริงไหม

คำตอบ: ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ยืนยันว่าเห็ดหลินจือลดอาการเบาหวานได้ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J. (หมอเปี๊ยก) 

ถ้าเป็นโรคเบาหวานห้ามมีบาดแผลตามตัวใช่ไหม

คำตอบ: ผู้ป่วยเบาหวานต้องพยายามไม่ให้เกิดบาดแผลขึ้น เนื่องจากการรักษาแผลในผู้ป่วยเบาหวานจะทำให้หายช้ากว่าคนปกติ เมื่อรักษาหายช้าก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้สูง - ตอบโดย Sirintip Phomnoi (Clinical Psychologist)

ถ้าคุณแม่มีภาวะเป็นเบาหวาน ลูกในท้องจะเป็นเบาหวานไหม

คำตอบ: กรณีเป็นเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นเบาหวานได้ในอนาคต - ตอบโดย กิตติศัพท์ สินน้อย (นพ.)

แม่อ้วนและเป็นโรคเบาหวาน แต่มีความเชื่อที่ผิด ๆ อยากให้แม่หายและมีความเชื่อแบบใหม่ ๆ แต่ไม่เคยชนะความคิดของแม่เลย อยากให้แม่ใช้ชีวิตแบบมีความสุขจะทำยังไงดี

คำตอบ: แม่ไม่เชื่อความคิดหรือคำพูดของลูกได้ง่าย ๆ นั่นอาจเป็นเพราะแม่อาจมีอีโก้สูง คิดว่าตนมีประสบการณ์มากกว่า อยากเอาชนะความคิดของลูกและคิดว่าขณะนี้ยังไม่มีอาการป่วยที่รุนแรง เลยไม่เชื่อและยังคงใช้ชีวิตตามปกติที่ตนเคยชิน ดังนั้นเวลาที่คุณแม่ไปพบแพทย์ตามนัดควรให้คุณหมอพูดคุยกับคุณแม่ถึงผลดีของการปรับพฤติกรรมที่ไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงและข้อดีของการรับประทานยาสม่ำเสมอ พูดให้ฟังหลาย ๆ รอบ ค่อย ๆ กระตุ้นทีละนิดโดยไม่ต้องบังคับให้เปลี่ยนทันที เมื่อถูกกระตุ้นทุกวันท่านจะค่อย ๆ ปรับพฤติกรรม อาจจะด้วยเหตุผลเพราะท่านอาจรู้สึกรำคาญหรืออยากพิสูจน์ด้วยตัวเอง และในที่สุดสามารถตระหนักในเรื่องการดูแลสุขภาพได้ และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างถาวร - ตอบโดย Sirintip Phomnoi (Clinical Psychologist)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่