โรคเบาหวาน

การตรวจระดับน้ำตาลสะสม (A1C) กับโรคเบาหวาน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที
Istock 859386294 %281%29

ระดับน้ำตาลสะสม คือระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งสามารถใช้ค่านี้ในการวินิจฉัยโรคเบาหวน และยังใช้ในการติดตามการควบคุมโรคเบาหวานได้อีกด้วย

การตรวจระดับน้ำตาลสะสมคืออะไร

การตรวจระดับน้ำตาลสะสม หรือ ค่า A1C (อ่านว่า เอ-วัน-ซี) คือการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดเฉลี่ยในช่วงระยะเวลา 3 เดือน หรือเรียกง่ายๆ ว่าระดับน้ำตาลเฉลี่ย 3 เดือน  การตรวจระดับน้ำตาลสะสม หรือ A1C นี้ บางครั้งเรียกว่า ฮีโมโกลบิน เอวันซี (hemoglobin A1C, HbA1C) การตรวจค่าระดับน้ำตาลสะสมนี้เป็นวิธีการตรวจหลักในการดูแลรักษาโรคเบาหวาน และในงานวิจัยเกี่ยวกับโรคเบาหวาน

หลักการตรวจค่าระดับน้ำตาลสะสมเป็นอย่างไร

ค่าระดับน้ำตาลสะสมหรือ A1C เป็นค่าที่บ่งบอกถึงน้ำตาลกลูโคสที่จับอยู่กับฮีโมโกลบิน โดยฮีโมโกลบินคือโปรตีนที่อยู่ในเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย  ในร่างกายของเรานั้น เซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีการสร้างและการตายที่คงที่ ปกติแล้วเม็ดเลือดแดงจะมีอายุ 3 เดือน  ดังนั้นค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ A1C จึงสะท้อนให้เห็นถึงปริมาณน้ำตาลกลูโคสเฉลี่ยในช่วงเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าระดับน้ำตาลสะสมหรือ A1C นี้แสดงผลเป็นร้อยละ หรือเปอร์เซ็นต์ (%) ยิ่งค่า % ยิ่งสูง หมายความว่าคนๆ นั้นมีระดับน้ำตาลกลูโคสสูงนั่นเอง ค่าปกติของระดับน้ำตาลสะสมคือ น้อยกว่า 5.7%

ระดับน้ำตาลสะสมใช้วินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวานได้หรือไม่

ได้ ในปี 2009 กลุ่มคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญนานาชาติได้แนะนำการตรวจระดับน้ำตาลสะสมเป็นหนึ่งในการตรวจเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน  แต่ในอดีตมีเพียงการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสแบบดั้งเดิมเท่านั้นที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคเบาหวานและภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

เพราะการตรวจระดับน้ำตาลสะสมไม่จำเป็นต้องอดอาหาร และสามารถเจาะเลือดไปตรวจที่เวลาใดก็ได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงหวังว่าการตรวจนี้จะเพิ่มความสะดวก และทำให้คนทั่วไปเข้าถึงการตรวจได้มากยิ่งขึ้น และช่วยลดจำนวนคนที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานลง อย่างไรก็ตามองค์กรทางการแพทย์บางองค์กรก็ยังแนะนำให้ใช้การตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดแบบเดิมสำหรับการวินิจฉัย

ทำไมถึงต้องตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน  

การตรวจคัดกรองมีความสำคัญมาก เพราะว่าในช่วงระยะแรกของการเป็นโรคเบาหวานจะไม่มีอาการใดๆ อย่างไรก็ตามไม่มีการตรวจใดที่สมบูรณ์แบบ การตรวจระดับน้ำตาลสะสมและระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดคือการตรวจที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบันสำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงและเป็นตลอดชีวิต

การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานจะช่วยให้แพทย์และทีมบุคลากรทางการแพทย์ช่วยวางแผนในการรักษาโรคเบาหวานของคุณก่อนที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยคัดกรองภาวะก่อนเป็นเบาหวาน เพื่อที่จะหาทางชะลอหรือป้องกันการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต

การตรวจระดับน้ำตาลสะสมมีการพัฒนาขึ้นกว่าแต่ก่อนหรือไม่

ใช่ การตรวจระดับน้ำตาลสะสม ปัจจุบันเป็นค่าที่ถูกปรับให้เป็นค่ามาตรฐานแล้ว ในอดีตการตรวจระดับน้ำตาลสะสมไม่แนะนำให้ใช้สำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน  เพราะวิธีในการตรวจระดับน้ำตาลสะสมมีหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีจะทำให้ผลการตรวจแตกต่างกัน และไม่สามารถนำผลการตรวจของแต่ละวิธีมาเปรียบเทียบกันได้ ปัจจุบันจึงมีการปรับปรุงเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความแม่นยำโดยโปรแกรม National Glycohemoglobin Standardization Program (NGSP) ทำให้มีการพัฒนามาตรฐานของการตรวจระดับน้ำตาลสะสมขึ้น

โปรแกรม NGSP จะรับรองบริษัทผู้ผลิตวิธีการทดสอบระดับน้ำตาลสะสมว่าวิธีนั้น ให้ผลการตรวจที่ตรงกันกับวิธีการทดสอบมาตรฐานที่ใช้ใช้การศึกษาวิจัยโรคเบาหวานหรือไม่ จากการศึกษาวิจัยทำให้ทราบค่าเป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสม เพื่อใช้ในการติดตามดูการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยลดการเกิดโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน  เช่น ตาบอด โรคหลอดเลือดขนาดเล็ก

ระดับน้ำตาลสะสมใช้วินิจฉัยโรคเบาหวานและภาวะก่อนเป็นเบาหวานได้อย่างไร

การตรวจระดับน้ำตาลสะสมสามารถใช้ในการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวานได้ โดยอาจใช้เฉพาะการตรวจนี้ หรือใช้ร่วมกับการตรวจอื่นๆ ก็ได้ หากต้องการใช้ค่าระดับน้ำตาลสะสมในการวินิจฉัยโรคเบาหวาน เลือดที่ถูกเจาะแล้วจะถูกส่งไปตรวจในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการทดสอบตาม NGSP แล้ว เพื่อให้มั่นใจว่าผลการตรวจนั้นมีมาตรฐาน และได้ค่าแม่นยำถูกต้อง 

ตารางด้านล่างนี้แสดงค่าร้อยละของระดับน้ำตาลสะสมและการแปลผล

การวินิจฉัย (การแปลผล)*

ค่าระดับน้ำตาลสะสม (A1C)

ปกติ

ต่ำกว่า 5.7%

เป็นโรคเบาหวาน

ตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไป

เป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวาน

ตั้งแต่ 5.7-6.4 %

*ในการทดสอบเพื่อยืนยันว่าเป็นโรคเบาหวาน จำเป็นต้องมีการทดสอบซ้ำครั้งที่ 2 ยกเว้นว่าคนๆ

มีอาการของโรคเบาหวานที่ชัดเจน

หากพบว่าเป็นภาวะก่อนเป็นเบาหวาน จะถือว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานที่ที่ 2  คนที่มีภาวะก่อนเป็นเบาหวานจะต้องได้รับการตรวจซ้ำทุก 1 ปี  ยิ่งมีค่าระดับน้ำตาลสะสมสูงเท่าไร ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากเท่านั้น โดยจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภายใน 10 ปี แต่ข่าวดีคือปัจจุบันมีวิธีในการป้องกันและชะลอการเกิดโรคเบาหวานแล้ว

มีการตรวจระดับน้ำตาลสะสมขณะตั้งครรภ์หรือไม่

การตรวจระดับน้ำตาลสะสมอาจจะมีการทำในครั้งแรกที่มาพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ เพื่อที่จะดูว่าผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยง เป็นโรคเบาหวานที่ยังไม่ได้วินิจฉัยก่อนการตั้งครรภ์หรือไม่ การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส หรือ OGTT ใช้สำหรับวินิจฉัยโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ หลังจากคลอดบุตรแล้ว ผู้หญิงที่มีภาวะเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็นโรคเบาหวานในอนาคตหรือไม่ การตรวจค่าระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดควรใช้แทนการตรวจระดับน้ำตาลสะสมภายในช่วง 12 สัปดาห์หลังจากคลอดบุตรแล้ว

ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดใช้วินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวานได้หรือไม่

ได้ การตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดมาตรฐานเพื่อใช้วินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน ได้แก่ การตรวจค่าระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร (FPG) และการทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (OGTT) ยังเป็นที่แนะนำอยู่ในปัจจุบัน สำหรับการตรวจค่าระดับน้ำตาลที่เวลาใดๆ อาจถูกใช้ในการวินิจฉัยโรคเบาหวานเมื่อมีอาการของโรคเบาหวานอย่างชัดเจน ในบางกรณีอาจมีการตรวจระดับน้ำตาลสะสมเพื่อช่วยแพทย์ยืนยันผลที่ได้จากการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด

ระดับน้ำตาลสะสมอาจให้ผลการวินิจฉัยต่างจากระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดจริงหรือไม่?

จริง ในบางคน ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอาจเป็นตัวชี้วัดในการวินิจฉัยโรคเบาหวานแทนระดับน้ำตาลสะสม ในขณะที่บางคนระดับน้ำตาลสะสมอาจเป็นตัวชี้วัดในการวินิจฉัยแทนระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดก็ได้ เพราะว่าในการตรวจอาจมีความแตกต่างของผลการตรวจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นแพทย์จะพิจารณาตรวจซ้ำก่อนที่จะตัดสินใจวินิจฉัยโรค

คนที่มีผลการตรวจแตกต่างกันอาจเนื่องมาจากเพิ่งเป็นโรคในระยะเริ่มต้น จึงทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดยังไม่สูงพอที่จะแสดงผลให้ทราบในทุกวิธีการตรวจ บางครั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การลดน้ำหนักและการเพิ่มการออกกำลังกาย สามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานในระยะเริ่มต้นกลับมาเป็นปกติ หรือชะลอการดำเนินของโรคได้

ผลการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดมีความแม่นยำทุกครั้งหรือไม่

ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการสามารถแตกต่างกันในแต่ละวัน และในแต่ละวิธีการตรวจได้ ผลการตรวจสามารถแตกต่างกันได้ดังนี้

ความแตกต่างภายในคนคนเดียวกัน: ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ขึ้นกับอาหารที่รับประทาน การออกกำลังกาย อาการเจ็บป่วย และความเครียด

ความแตกต่างระหว่างวิธีการตรวจ: วิธีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดแต่ละวิธีมีหลักการในการตรวจที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น การตรวจระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร (FPG) จะเป็นการตรวจวัดระดับกลูโคสที่ละลายอยู่ในเลือดหลังจากอดอาหารแล้ว และเป็นการแสดงค่าระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดเฉพาะเวลาที่เจาะเลือดเท่านั้น การตรวจวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดซ้ำ เช่น การตรวจด้วยตนเองที่บ้านด้วยเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองวันละหลายครั้ง สามารถแสดงให้เห็นความแตกต่างของระดับน้ำตาลในเลือดที่เกิดขึ้นระหว่างวันของตัวคุณเอง  สำหรับค่าระดับน้ำตาลสะสม (A1C) จะเป็นการตรวจวัดระดับน้ำตาลกลูโคสที่จับกับฮีโมโกลบิน ค่าจะที่ได้จะเป็นการวัดระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา  ดังนั้นหากมีการตรวจในวันถัดไป หรือวันใกล้ๆ กัน ผลการตรวจระดับน้ำตาลสะสมจะไม่เปลี่ยนแปลงไป

ความแตกต่างที่เกิดขึ้นภายในการตรวจเดียวกัน:  เลือดที่ถูกเจาะครั้งเดียวกัน และนำเลือดนั้นไปตรวจซ้ำที่ห้องปฏิบัติการเดียวกัน ก็อาจมีผลการตรวจแตกต่างกันได้ ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเพียงเล็กน้อย, เครื่องมือที่ใช้ตรวจ หรือวิธีการจัดการเกี่ยวกับเลือดที่นำมาตรวจ

แพทย์ทราบดีอยู่แล้วว่าในการตรวจเลือดจะมีความแตกต่างของผลการตรวจเกิดขึ้นได้  ดังนั้นหากแพทย์มีความสงสัยในผลการตรวจ แพทย์จะสั่งตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล โรคเบาหวานมีการดำเนินไปของโรคตลอดเวลา ดังนั้นแม้ผลการตรวจเลือดอาจมีความแตกต่างกันได้ แต่แพทย์สามารถแจ้งให้คุณทราบเมื่อผลการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมของคุณสูงกว่าเกณฑ์ปกติ

การเปรียบเทียบผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการที่แตกต่างกันอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนสถานพยาบาลที่ทำการรักษา หรือสถานพยาบาลมีการเปลี่ยนเครื่องมือ หรือเทคนิคที่ใช้ในการตรวจ กรณีนี้จะต้องมีการตรวจเลือดซ้ำเพื่อยืนยันผลเสมอ

การตรวจระดับน้ำตาลสะสมมีความแม่นยำหรือไม่

ผลการตรวจระดับน้ำตาลสะสม (A1C) สามารถแตกต่างจากความเป็นจริงอยู่ 0.5%  โดยอาจสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงก็ได้ หากผลการตรวจระดับน้ำตาลสะสมของคุณอยู่ที่ 7.0% นั่นหมายถึงระดับน้ำตาลสะสมในเลือดจริงๆ จะอยู่ในช่วงประมาณ 6.5-7.5%

หากใช้หลักการเดียวกันนี้กับค่าระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร (FPG) ก็พบว่าค่าระดับน้ำตาลสามารถแตกต่างจากความเป็นจริงได้เช่นกัน หากผลการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอยู่ที่ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่าระดับน้ำตาลหลังอดอาหารจริงๆ ในร่างกายจะอยู่ในช่วงประมาณ 110-142 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยความแตกต่างของผลการตรวจนี้อาจมีมากขึ้นหากเลือดที่เจาะแล้วไม่ได้รับการตรวจทันที หรือไม่ได้ถูกใส่ไว้ในน้ำแข็ง ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดตัวอย่างที่เจาะออกมานั้นลดต่ำลงได้

ผลการตรวจระดับน้ำตาลสะสมสามารถแสดงผลลวง (แสดงผลไม่ถูกต้อง) ได้หรือไม่

ได้ ในบางคน ผลการตรวจระดับน้ำตาลสะสม อาจไม่สามารถเชื่อถือได้เพียงพอสำหรับใช้วินิจฉัยโรคเบาหวาน หรือในตรวจติดตามโรคเบาหวาน เนื่องมาจากคนๆ นั้นมีโรคหรือภาวะบางอย่างที่รบกวนผลการตรวจเลือด หากผลการตรวจระดับน้ำตาลสะสมมีความแตกต่างจากการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดมากๆ จะต้องสงสัยแล้วว่ามีการรบกวนผลการตรวจเกิดขึ้น

คนเชื้อสายแอฟริกัน, เมดิเตอร์เรเนียน หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคโลหิตจางชนิดซิกเกิลเซลล์ หรือธาลัสซีเมีย จะมีความเสี่ยงที่ผลการตรวจจะถูกรบกวนจากโรคดังกล่าวนี้ เพราะคนในกลุ่มนี้จะมีฮีโมโกลบินในร่างกายที่ผิดปกติแตกต่างจากคนทั่วไป จึงส่งผลให้เกิดการรบกวนการตรวจระดับน้ำตาลสะสม (A1C) โดยทั่วไปกลุ่มคนที่มีฮีโมโกลบินผิดปกติแบบนี้จะไม่มีอาการและมักไม่รู้ว่าตนเองมีโรคดังกล่าวอยู่

ไม่ใช่ทุกการตรวจค่าระดับน้ำตาลสะสมในคนที่มีฮีโมโกลบินผิดปกติจะเชื่อถือไม่ได้ คนที่มีผลตรวจลวงจากวิธีการตรวจวิธีเดียว ควรได้รับการตรวจซ้ำด้วยวิธีการตรวจอื่นเพื่อยืนยันค่าระดับน้ำตาลเฉลี่ยในเลือด

ผลการตรวจระดับน้ำตาลสะสมลวง (แสดงผลไม่ถูกต้อง) อาจเกิดขึ้นได้กับคนที่มีปัญหาที่ส่งผลต่อเลือดหรือฮีโมโกลบิน ตัวอย่างเช่น ค่าระดับน้ำตาลสะสมต่ำลวง (แสดงผลว่าต่ำ ทั้งที่ความจริงไม่ต่ำ) จะพบในคนที่มีภาวะ

  • โลหิตจาง
  • มีเลือดออกจากร่างกายในปริมาณมาก
  • ค่าระดับน้ำตาลสะสมสูงลวง (แสดงผลว่าสูง ทั้งที่ความจริงไม่สูง) กรณีนี้จะพบในคนที่
  • มีปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายต่ำกว่าปกติมากๆ เช่น ในคนที่เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (iron deficiency anemia)
  • สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ผลตรวจระดับน้ำตาลสะสมลวง
  • เป็นไตวาย
  • เป็นโรคตับ

ค่าระดับน้ำตาลสะสมใช้ในกรณีใดได้อีกนอกจากการวินิจฉัยโรคเบาหวาน

แพทย์สามารถใช้ค่าระดับน้ำตาลสะสมในการติดตามระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2  แต่จะไม่ใช้ในการติดตามผู้ป่วยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในช่วงเป้าหมายได้แล้ว และมีระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ เข้ารับการตรวจระดับน้ำตาลสะสมปีละ 2 ครั้ง แพทย์อาจสั่งตรวจระดับน้ำตาลสะสมบ่อยครั้งขึ้นเป็น 4 ครั้งต่อปี จนกว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะอยู่ในช่วงเป้าหมายที่กำหนด

การตรวจระดับน้ำตาลสะสมจะช่วยให้แพทย์ปรับยาที่ใช้ในการรักษา เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ข้อมูลการจากการศึกษาวิจัยพบว่าการเกิดโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานจะลดลงตามปริมาณระดับน้ำตาลสะสมที่ลดลง

ระดับน้ำตาลสะสมสัมพันธ์กับการประมาณค่าเฉลี่ยกลูโคสอย่างไร

ค่าเฉลี่ยกลูโคสโดยประมาณ (Estimated average glucose หรือ eAG) จะคำนวณจากค่าระดับน้ำตาลสะสม (A1C) ที่ตรวจได้ บางห้องปฏิบัติการจะรายงานค่า eAG ไปพร้อมกับผลการตรวจระดับน้ำตาลสะสม ค่า eAG จะเป็นการคำนวณเปลี่ยนจากค่าระดับน้ำตาลสะสมในหน่วย % เป็นหน่วยเดียวกับการตรวจวัดระดับน้ำตาลกลูโคสที่บ้าน คือหน่วย มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

ตารางด้านล่างนี้คือแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าระดับน้ำตาลสะสม และค่าเฉลี่ยกลูโคสโดยประมาณ (eAG)

ค่าระดับน้ำตาลสะสม (A1C)

ค่าเฉลี่ยกลูโคสโดยประมาณ (eAG)

หน่วยเปอร์เซ็นต์ (%)

หน่วยมิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL)

ค่าระดับน้ำตาลสะสม (A1C)

ค่าเฉลี่ยกลูโคสโดยประมาณ (eAG)

หน่วยเปอร์เซ็นต์ (%)

หน่วยมิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL)

6

126

7

154

8

183

9

212

10

240

11

269

12

298

 

ค่าระดับน้ำตาลสะสมเป้าหมายในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมีค่าเป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสมแตกต่างกัน ขึ้นกับประวัติการเป็นโรคเบาหวานและสุขภาพของแต่ละบุคคล แพทย์จะเป็นผู้แจ้งค่าระดับเป้าหมายที่เหมาะสมกับคุณ ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยพบว่าคนที่เป็นโรคเบาหวานจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานได้โดยการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมให้ต่ำกว่า 7%

การควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดเป็นอย่างดี จะมีประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะในคนที่เพิ่งเป็นโรคเบาหวาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำตาลสะสมเป้าหมายของคนหนึ่งคนจะเหมาะสมเฉพาะกับคนๆ นั้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้อ้างอิงกับคนอื่นได้ เพราะอาจไม่ปลอดภัยสำหรับคนอื่นก็ได้ ตัวอย่างเช่น การควบคุมระดับน้ำตาลสะสมให้ต่ำกว่า 7% อาจไม่ปลอดภัยในคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia)

การควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดไม่เข้มงวดจนเกินไป หรือเป้าหมายอยู่ระหว่าง 7-8 % หรือสูงกว่านี้ จะเหมาะสมในบางสถานการณ์-อาจเหมาะสมในผู้ที่มีภาวะดังต่อไปนี้

  • คาดว่าจะมีอายุขัยเฉลี่ยสั้น
  • เป็นโรคเบาหวานมานาน และไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้ต่ำได้
  • มีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรง
  • มีโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานแล้ว เช่น โรคไตเรื้อรัง ปัญหาทางเส้นประสาท ระบบประสาท หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด

เมื่อไรที่ค่าระดับน้ำตาลสะสมจะแสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลกลูโคสแล้ว

การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือดในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาจะแสดงให้เห็นได้ผ่านการตรวจระดับน้ำตาลสะสม แต่ระดับน้ำตาลสะสมจะไม่เปลี่ยนแปลงทันทีทันใด หรือถ้าระดับน้ำตาลในเลือดมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงเพียงชั่วคราว การตรวจระดับน้ำตาลสะสมก็จะไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆ ถึงแม้ว่าค่าระดับน้ำตาลสะสมจะเป็นค่าเฉลี่ยในระยะเวลา 3 เดือนก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดในช่วง 30 วันที่ผ่านมาจะส่งผลต่อค่าระดับน้ำตาลสะสมมากกว่าช่วงเดือนก่อนหน้านั้น

ข้อควรรู้

  • การตรวจระดับน้ำตาลสะสมจากการเจาะเลือดไปตรวจ จะทำให้ทราบข้อมูลระดับน้ำตาลกลูโคสเฉลี่ยที่สะสมในเลือดในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา
  • การตรวจระดับน้ำตาลสะสมจะอาศัยหลักการคือ ตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสที่จับกับฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจน ดังนั้นระดับน้ำตาลสะสมนี้จึงแสดงผลเป็นค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เพราะเม็ดเลือดแดงมีอายุ 3 เดือน
  • ในปี 2009 คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญนานาชาติแนะนำให้ว่า ค่าระดับน้ำตาลสะสมเป็นหนึ่งในวิธีทดสอบสำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน
  • เพราะการตรวจระดับน้ำตาลสะสมไม่จำเป็นต้องอดอาหาร และสามารถเจาะเลือดไปตรวจที่เวลาใดก็ได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงหวังว่าการตรวจนี้จะทำให้สะดวกมากกว่า และทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการตรวจได้ง่ายกว่า ซึ่งจะช่วยลดจำนวนคนที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานลง
  • ในอดีต การตรวจระดับน้ำตาลสะสมไม่ได้ถูกแนะนำสำหรับการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน เพราะว่ามีวิธีการตรวจหลายวิธี ทำให้ผลการตรวจแตกต่างกัน แต่ในปัจจุบันมีการปรับปรุงผลการตรวจนี้ให้เป็นมาตรฐานแล้ว
  • การตรวจระดับน้ำตาลสะสมอาจถูกตรวจในครั้งแรกที่มาฝากครรภ์ เพื่อที่จะดูว่าผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยง เป็นโรคเบาหวานที่ยังไม่ได้วินิจฉัยก่อนการตั้งครรภ์หรือไม่ หลังจากนั้นในระหว่างตั้งครรภ์จะมีการทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (OGTT) เพื่อหาว่าหญิงตั้งครรภ์นี้เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือไม่
  • การตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดมาตรฐานเพื่อการวินิจฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะก่อนเป็นเบาหวาน คือการตรวจค่าระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร (FPG) และ การตรวจความทนต่อน้ำตาลกลูโคส (OGTT) ซึ่งยังแนะนำอยู่ในปัจจุบัน  สำหรับการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสที่เวลาใดๆ อาจถูกแนะนำให้ใช้ในการวินิจฉัยโรคเบาหวานได้ หากมีอาการของโรคเบาหวานชัดเจน
  • การตรวจระดับน้ำตาลสะสมอาจไม่แม่นยำ หากคนๆ นั้นมีภาวะหรือโรคบางอย่างที่รบกวนผลการตรวจ
  • สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำว่าผู้ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในช่วงเป้าหมายที่กำหนดและมีระดับน้ำตาลในเลือดคงที่แล้ว แนะนำให้ตรวจค่าระดับน้ำตาลสะสมปีละ 2 ครั้ง
  • ค่าระดับกลูโคสเฉลี่ยโดยประมาณ (eAG) คำนวณมาจากค่าระดับน้ำตาลสะสม จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานทราบว่าหากเทียบกับการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสที่บ้านด้วยตนเองแล้วมีค่าเท่าใด
  • ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีค่าเป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสมในเลือดที่แตกต่างกันขึ้นกับประวัติของโรคเบาหวานและประวัติทางสุขภาพอื่นๆ จึงต้องปรึกษาแพทย์เสมอ แพทย์จะแนะนำค่าเป้าหมายของระดับน้ำตาลสะสมที่เหมาะสมให้กับคุณ

 

https://www.niddk.nih.gov/health-information/diabetes/overview/tests-diagnosis/a1c-test

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่