อาการแพ้น้ำตาลแลคโตส

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 423,107 คน

บทนำ

อาการแพ้น้ำตาลแลคโตสเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบย่อยอาหารที่พบได้บ่อยซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ โดยแลคโตสเป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งที่พบได้มากในนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม

อาการแพ้น้ำตาลแลคโตสมักเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีแลคโตสเข้าไป โดยมีอาการดังนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02
  • ท้องเฟ้อจนต้องผายลมบ่อยๆ
  • ท้องร่วง
  • ท้องอืด
  • ปวดเกร็งที่ท้อง
  • มีอาการป่วย 

ความรุนแรงของอาการและระยะเวลาการปรากฏอาการจะขึ้นอยู่กับบริมาณน้ำตาลแลคโตสที่บริโภค พบว่าผู้ที่มีอาการแพ้บางรายยังสามารถดื่มนมในปริมาณน้อยได้โดยไม่มีอาการแพ้ปรากฏ ในขณะที่บางรายร่างกายไม่สามารถรับนมได้เลยแม้จะเป็นการผสมในชาหรือกาแฟก็ตาม

เมื่อไหร่ควรขอรับการรักษา

อาการแพ้แลคโตสนั้นมีลักษณะคล้ายกันกับการแพ้อาหารอื่นๆ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้มีอาการแพ้จะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการและความรุนแรงของอาการแพ้ก่อนการเปลี่ยนแปลงหรือตัดนมหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมออกไปจากมื้ออาหาร

สาเหตุของการเกิดอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส ดังนี้

- ภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS) เป็นภาวะความผิดปกติในการบีบตัวของลำไส้ซึ่งส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร

- อาการแพ้โปรตีนจากนม เป็นปฏิกิริยาผิดปกติของระบบภูมิคุมกันที่มีต่อโปรตีนนมวัว ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างกันกับการแพ้นมโดยทั่วไป

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

หากแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าคุณมีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส แพทย์จะทำการทดสอบโดยการให้คุณงดการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแลคโตสเป็นเวลา 2 สัปดาห์เพื่อสังเกตอาการแพ้

สาเหตุของการแพ้น้ำตาลแลคโตส

โดยปกติแล้วร่างกายจะทำการย่อยสลายแลคโตสด้วยการใช้สารชนิดหนึ่ง เรียกว่า แลคเตส (lactase) ซึ่งสารนี้จะทำหน้าที่แตกแลคโตสเป็นน้ำตาล 2 ชนิด คือ กลูโคสและกาแลคโตส ที่สามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายขึ้น

ผู้ที่แพ้แลคโตสจะไม่มีการผลิตแลคเตสมากพอ ส่งผลให้แลคโตสยังคงอยู่ในระบบย่อยอาหารที่เต็มไปด้วยแบคทีเรีย ทำให้เกิดแก๊สต่างๆ ขึ้นในระบบจนเป็นสาเหตุของอาการแพ้แลคโตสขึ้นมานั่นเอง

โดยความรุนแรงของอาการแพ้นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตแลคเตสของร่างกาย ซึ่งอาการแพ้แลคโตสนั้นอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งคราวหรือเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างถาวรได้ ส่วนใหญ่แล้วอาการแพ้ที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่มักเกิดจากพันธุกรรมและจะมีอาการแพ้ไปตลอดชีวิต แต่สำหรับเด็กเล็กที่มีอาการแพ้มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อในระบบย่อยอาหารและจะมีอาการแพ้เพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

อาการแพ้แลคโตสเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง

พบว่าอาการแพ้แลคโตสพบได้มากในชาวเอเชียและแอฟริกัน-แคริบเบี้ยน โดยอาการแพ้เกิดขึ้นในทุกช่วงวัย ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 20 – 40 ปี อย่างไรก็ตามอาการแพ้แลคโตสสามารถเกิดขึ้นได้กับทารกและเด็กเล็กด้วยเช่นกัน

อาการแพ้แลคโตสมีลักษณะเหมือนภูมิแพ้ทั่วไปหรือไม่

อาการแพ้แลคโตสนั้นมีลักษณะที่แตกต่างไปจากการแพ้นมหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมซึ่งเป็นอาการแพ้ที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีปฏิกิริยาต่ออาหารบางชนิด ส่งผลทำให้เกิดผดผื่นคันและบวมแดงบริเวณผิวหนังหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย

เมื่อคุณแพ้อะไรสักอย่าง แม้จะเป็นเพียงอณูเล็กๆ ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ต่อสิ่งนั้นได้ แต่ผู้ที่มีอาการแพ้แลคโตสจะยังคงสามารรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มนั้นๆ ได้ในปริมาณเล็กน้อยโดยไม่เกิดอาการแพ้ใดๆ อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคนด้วย

การรักษาอาการแพ้แลคโตส

พบว่ายังไม่มีวิธีการรักษาอาการแพ้แลคโตสให้หายสนิทได้ แต่การหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของแลคโตสจะช่วยควบคุมอาการแพ้ไว้ได้

ขึ้นอยู่กับว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมชนิดใดที่คุณยังสามารถรับประทานได้ หากไม่ได้เลยคุณจำเป็นต้องทานอาหารเสริมที่มีแคลเซียมและวิตามินดีเสริมเพื่อสุขภาพที่ดีและความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ในบางรายแพทย์อาจแนะนำให้คุณพบกับนักโภชนาการเพื่อวางแผนการรับประทาอาหารในแต่ละมื้อของคุณร่วมด้วย

นอกเหนือไปจากการปรับเปลี่ยนการทานอาหารแล้ว การรับสารทดแทนแลคเตสก็เป็นประโยชน์ด้วยเช่นกัน โดยสารเหล่านี้จะมีลักษณะเป็นยาหยอดหรือยาเม็ดที่คุณสามารถรับประทานได้ในระหว่างมื้ออาหารหรือใส่ลงไปในเครื่องดื่มเพื่อปรับสมดุลระบบการย่อยแลคโตสนั่นเอง

ภาวะแทรกซ้อนจากการแพ้แลคโตส

นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมต่างๆ ประกอบไปด้วยแคลเซียม โปรตีน และวิตามิน เช่น วิตามินเอ บี12 และวิตามินดี นอกจากนี้แลคโตสยังช่วยให้ร่างกายของเราสามารถดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ เช่น แมกนีเซียมและธาตุเหล็ก เป็นต้น ซึ่งวิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้ต่างจำเป็นเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกายและความแข็งแรงของกระดูกและฟัน

หากพบว่ามีอาการแพ้แลคโตส แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยบรรเทาอาการแพ้ให้ดีขึ้นได้ การได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพออาจเป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักตัวลดและเพิ่มความเสี่ยงต่อไปนี้

- โรคกระดูกบาง เป็นลักษณะของกระดูกที่มีความหนาแน่นของมวลแร่ธาตุในกระดูกต่ำ หากไม่ได้รับการรักษาโรคกระดูกบางอาจพัฒนาไปเป็นโรคกระดูกพรุนได้

- โรคกระดูกพรุน เกิดขึ้นเมื่อกระดูกมีลักษณะบางและอ่อนแอลง เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนจะทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกหักได้สูง

- ภาวะทุพโภชนาการ เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่ย่อยไปแล้วได้ หากคุณมีภาวะเช่นนี้ เมื่อเกิดแผลจะทำให้แผลหายช้ากว่าปกติและอาจทำให้เกิดอาการอ่อนแรงและซึมเศร้าได้

หากคุณกังวลว่าข้อจำกัดในการบริโภคอาหารของคุณอาจเพิ่มโอกาสเสี่ยงทำให้ร่างกายเกิดภาวะแทรกซ้อน แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือนักโภชนาการ เพราะพวกเขาจะช่วยแนะนำวิธีการควบคุมอาหารและการทานอาหารต่างๆ เสริมในส่วนที่ขาดไปได้

สาเหตุของการแพ้แลคโตส

การแพ้แลคโตสเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตแลคเตสได้อย่างเพียงพอ แลคเตสคือน้ำย่อยชนิดหนึ่ง โดยปกติจะถูกผลิตขึ้นในลำไส้เล็กเพื่อใช้ในการย่อยน้ำตาลแลคโตส แต่หากร่างกายขาดแคลนแลคเตส นั่นหมายความว่าร่างกายไม่ได้มีการผลิตแลคเตสออกมาอย่างเพียงพอต่อการย่อยแลคโตสนั่นเอง

การย่อยน้ำตาลแลคโตส

หลังจากการรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของแลคโตส แลคโตสจะถูกส่งผ่านหลอดอาหารไปยังกระเพาะอาหารเข้าสู่กระบวนการย่อยอาหาร จากนั้นอาหารที่ผ่านการย่อยแล้วจะเข้าสู่ลำไส้เล็กต่อไป ซึ่งแลคเตสที่อยู่ภายในลำไส้เล็กจะทำการย่อยแลคโตสให้แตกตัวกลายเป็นกลูโคสและกาแลคโตส ซึ่งจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดต่อไป แต่หากมีแลคเตสไม่เพียงพอ แลคโตสที่ไม่ถูกย่อยก็จะถูกส่งผ่านไปยังระบบย่อยอาหารในลำไส้ใหญ่ จากนั้นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่ย่อยแลคโตสแทน ทั้งยังผลิตกรดไขมันและแก๊ส เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน และมีเธน การที่แลคโตสถูกย่อยในลำไส้ใหญ่ส่งผลให้เกิดกรดและแก๊สเป็นสาเหตุของอาการแพ้แลคโตส อย่างอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้องนั่นเอง

ประเภทของการแพ้แลคโตส

การแพ้น้ำตาลแลคโตสแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

ภาวะพร่องแลคเตส

ภาวะพร่องแลคเตสเป็นลักษณะของการแพ้น้ำตาลแลคโตสที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่สืบเชื้อสายมาจากคนในครอบครัว ภาวะพร่องแลคเตสเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีการผลิตแลคเตสลดลง ซึ่งเกิดจากการลดปริมาณการดื่มนมหรืออาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบอย่างรวดเร็ว มักเกิดขึ้นกับเด็กเล็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปที่ไม่ได้ดูดนมแม่หรือนมขวดอีกต่อไป ซึ่งอาจไม่สามารถสังเกตเห็นอาการแพ้ได้จนกว่าจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

ภาวะขาดแลคเตสตามหลังการอักเสบติดเชื้อของลำไส้

ภาวะการขาดแลคเตสในลักษณะนี้เป็นการขาดแลคเตสที่มีสาเหตุมาจากลำไส้เล็กมีปัญหา ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย โดยอาจเกิดจากอาการป่วยอื่นๆ การผ่าตัดลำไส้เล็ก หรือการทานยาบางชนิด

สาเหตุของภาวะขาดแลคเตสตามหลังการอักเสบติดเชื้อของลำไส้ ดังนี้

- โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ซึ่งเป็นการติดเชื้อในกระเพาะอาหารและในลำไส้

- โรคแพ้กลูเตนหรือการอักเสบที่ลำไส้เล็ก เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยาต่อโปรตีนกลูเตน

- โรคโครห์น เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อของเนื้อเยื่อในระบบย่อยอาหาร

- โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง

- การทำคีโมหรือการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด ซึ่งเป็นการรักษามะเร็งด้วยยาปฏิชีวนะในระยะยาว

ปริมาณการลดลงของแลคเตสในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น อย่างไรก็ตามอาจเกิดขึ้นอย่างถาวรได้หากเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ นอกจากนี้ภาวะขาดแลคเตสลักษณะนี้ยังสามารถปรากฏอาการขึ้นภายหลังในวัยผู้ใหญ่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีโรคใดๆ กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ นั่นเพราะโดยธรรมชาติแล้วร่างกายของคนเราจะผลิตแลคเตสน้อยลงเรื่อยๆ อยู่แล้วเมื่อมีอายุมากขึ้น 

ภาวะขาดแลคเตสตั้งแต่เกิด

ภาวะขาดแลคเตสตั้งแต่เกิดพบได้ไม่บ่อยนัก ซึ่งเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่สืบเชื้อสายมาจากคนในครอบครัวและพบบ่อยในทารกแรกเกิด เป็นลักษณะของการส่งผ่านยีนส์ผิดปกติของพ่อและแม่มายังลูก

ภาวะขาดแลคเตสที่เกิดขึ้นในภายหลัง

ทารกบางรายที่คลอดก่อนกำหนด คือ คลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ เกิดอาการแพ้แลคโตสชั่วคราวเนื่องจากลำไส้เล็กของพวกเขายังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลทำให้ทารกมีอาการแพ้เมื่อโตขึ้น

การวินิจฉัยอาการ

ผู้ที่สงสัยว่าตนมีอาการแพ้แลคโตสหรือบุตรหลานมีอาการแพ้แลคโตสจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ เนื่องจากอาการที่เกิดจากการแพ้แลคโตสมีลักษณะคล้ายกับอาการป่วยอื่นๆ

ก่อนพบแพทย์ แนะนำให้จดบันทึกเกี่ยวกับอาหารที่คุณทาน สิ่งที่คุณดื่ม และลักษณะอาการที่เกิดขึ้น เพื่อที่คุณจะได้บอกกับแพทย์ได้ว่าคุณมีอาการเช่นไรและร่างกายมีปฏิกิริยาต่ออาหารชนิดใดเป็นพิเศษหรือไม่

แพทย์จะทำการทดสอบอาการแพ้โดยการให้งดรับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของแลคโตสเป็นเวลา 2 สัปดาห์และสังเกตว่าอาการหายไปหรือไม่เมื่อไม่รัประทานอาหารนั้นๆ

การทดสอบอาการแพ้

การทดสอบอาการแพ้วิธีอื่นๆ ไม่มีความจำเป็น หากแต่แพทย์แนะนำให้มีการทดสอบเพิ่มเติมดังกรณีต่อไปนี้

- เพื่อยืนยันการวินิจฉัยของแพทย์

- เพื่อดูปริมาณของแลคเตสที่ร่างกายผลิตออกมา

- เพื่อระบุสาเหตุของอาการแพ้แลคโตส

โดยการทดสอบหลักๆ ที่ถูกนำมาใช้ ดังนี้

การวัดค่าก๊าซไฮโดรเจนในลมหายใจ

การวัดค่าก๊าซไฮโดรเจนในลมหายใจเป็นวิธีที่ง่ายต่อการวินิจฉัยอาการแพ้แลคโตส โดยแพทย์จะกำหนดให้คุณงดรับประทานและดื่มในช่วงกลางคืนก่อนการทดสอบในวันถัดมา เมื่อถึงเวลาทดสอบแพทย์จะให้คุณเป่าถุงลมที่มีลักษณะเหมือนลูกโป่ง ซึ่งลมหายใจที่เป่าออกมาจะถูกทดสอบเพื่อวัดปริมาณไฮโดรเจนซึ่งมีหน่วยวัดเป็น ppm

จากนั้นแพทย์จะให้คุณดื่มน้ำตาลแลคโตสและทำการทดสอบด้วยวิธีการข้างต้นทุกๆ 15 นาทีภายในเวลา 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อสังเกตดูการเปลี่ยนแปลงของระดับไฮโดรเจน

หากพบว่าลมหายใจมีปริมาณไฮโดรเจนในระดับสูง คือ เกินกว่า 20ppm จากเกณฑ์ของแต่ละบุคคล หลังจากการดื่มน้ำตาลแลคโตสไป จึงสามารถวินิจฉัยได้ว่าคุณมีอาการแพ้แลคโตสนั่นเอง แพทย์ใช้วิธีวัดปริมาณไฮโดรเจนเพราะการแพ้แลคโตสนั้นทำให้เกิดแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มีการผลิตไฮโดรเจนมากกว่าปกติ

การวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด

การวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดนั้น แพทย์จะให้คุณดื่มน้ำตาลแลคโตสและตรวจเลือด โดยเลือดจะถูกทดสอบเพื่อดูระดับน้ำตาลกลูโคส หากคุณมีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่มีการเพิ่มขึ้นเลย นั่นเพราะร่างกายไม่สามารถย่อยแลคโตสให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคสได้นั่นเอง

การทดสอบลักษณะนี้ แพทย์จะให้คุณดื่มนมวัวประมาณ 500 มิลลิลิตรจากนั้นแพทย์จะวัดระดับน้ำตาลในเลือด หากระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นเลยหลังจากดื่มนม วินิจฉัยว่าคุณอาจแพ้น้ำตาลแลคโตส

การตัดชิ้นเนื้อลำไส้เล็กเพื่อส่งตรวจ

การตรวจโดยการตัดชิ้นเนื้อลำไส้เล็กมักไม่ค่อยถูกนำมาใช้ในการวินิจฉัยอาการแพ้แลคโตส อย่างไรก็ตามแพทย์อาจใช้วิธีการนี้เพื่อดูว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากโรคอื่นๆ หรือไม่ เช่น โรคแพ้กลูเตน เป็นต้น

วิธีการนำชิ้นเนื้อลำไส้เล็กเพื่อส่งตรวจ แพทย์จะนำกล้องส่องตรวจกระเพาะอาหาร (endoscope) สอดลงไปในกระเพาะอาหารผ่านลำคอ โดยผู้ป่วยจะได้รับยาชาเฉพาะที่ก่อนแพทย์ดำเนินการซึ่งจะไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บ

จากนั้นแพทย์จะนำชิ้นเนื้อส่งตรวจเพื่อดูปริมาณแลคเตสในลำไส้ หากมีปริมาณน้อยนั่นหมายความว่าผู้ป่วยมีอาการแพ้แลคโตส นอกจากนี้แพทย์ยังสามารถนำชิ้นเนื้อส่งตรวจเพื่อวินิจฉัยอาการแพ้กลูเตนได้ด้วย

การรักษา

อาการแพ้แลคโตสไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ผู้ที่มีอาการแพ้สามารถควบคุมอาการได้โดยการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร

การแพ้แลคโตสบางชนิดอย่างการแพ้ที่มีสาเหตุมาจากโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและอาการแพ้จะดีขึ้นภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ ส่วนการแพ้ชนิดอื่นๆ อย่างการแพ้ที่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมหรือโรคเรื้อรังต่างๆ อาการแพ้จะคงอยู่ตลอดชีวิต

การปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร

โดยส่วนใหญ่แล้วการงดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลแลคโตสและการรับประทานอาหารอื่นๆ ที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตสจะสามารถควบคุมไม่ให้เกิดอาการแพ้ได้

ความเข้มงวดในการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการแพ้ พบว่าบางรายยังสามารถรับประทานอาหารที่มีแลคโตสได้เล็กน้อยโดยไม่มีอาการแพ้ ในขณะที่บางรายปรากฏอาการแพ้ทันทีหลังจากที่รับประทานอาหารที่มีแลคโตสแม้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย

หากคุณต้องการทดสอบว่าอาหารชนิดใดที่อาจทำให้คุณเกิดอาการแพ้ แนะนำให้ทดลองรับประทานอาหารทีละชนิดในปริมาณน้อยและไม่ควรทดสอบอาหารทุกชนิดในครั้งเดียว เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับอาหารที่อาจแพ้ ทั้งยังสามารถระบุได้ว่าอาหารชนิดใดเป็นสาเหตุของอาการแพ้

การรับประทานอาหารที่มีแลคโตสน้อยลงหรือการงดรับประทานอาหารที่มีแลคโตสอาจทำให้คุณขาดวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งจะส่งผลทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคต่างๆ ดังนั้นคุณจำเป็นต้องรับประทานอาหารที่หลากหลายหรือทานอาหารเสริมทดแทน

หากอาการแพ้แลคโตสรุนแรง แนะนำให้พบแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร เนื่องจากนมเป็นแหล่งแคลเซียมที่จำเป็นต่อกระดูก ดังนั้นผู้ที่มีอาการแพ้แลคโตสจำเป็นต้องได้รับการตรวจโรคกระดูกพรุนอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ นักโภชนาการยังสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและอาหารชนิดใดที่ต้องรับประทานในแต่ละมื้อ

อาหารที่เป็นแหล่งของน้ำตาลแลคโตส

หากคุณมีอาการแพ้แลคโตส คุณอาจต้องหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้

นม

นมถือเป็นแหล่งของน้ำตาลแลคโตส ไม่ว่าจะเป็นนมวัว นมแพะ หรือนมแกะ ต่างมีน้ำตาลแลคโตสทั้งสิ้น ดังนั้นปริมาณการดื่มนมจึงขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาการแพ้นมของแต่ละคน

ยกตัวอย่างเช่น

- คุณอาจดื่มนมได้จากการผสมนมลงในชาหรือกาแฟ แต่ไม่สามารถดื่มนมจากการผสมกับธัญพืชอบกรอบได้

- บางรายสามารถทานขนมบางชนิดที่มีส่วนประกอบของนมได้หากรับประทานในปริมาณน้อย เช่น ช็อคโกแลต เป็นต้น

- คุณอาจพบว่าการดื่มนมระหว่างมื้ออาหารจะยิ่งส่งผลทำให้เกิดการดูดซึมแลคโตสมากขึ้น

หากนมปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นอาการแพ้ได้ ดังนั้นแนะนำให้ดื่มนมชนิดอื่นแทน เช่น นมถั่วเหลืองหรือน้ำนมรำข้าว เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมต่างๆ เช่น เนย ไอศครีม หรือชีส อาจมีแลคโตสในปริมาณสูงซึ่งผู้ที่มีอาการแพ้จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง แต่สำหรับผลิตภัณฑ์บางชนิด อย่างเนยแข็งหรือโยเกิร์ตอาจมีแลคโตสในปริมาณต่ำซึ่งคุณยังสามารถรับประทานได้เล็กน้อย

การทดลองรับประทานอาหารหลากหลายชนิดจะช่วยให้คุณทราบว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมชนิดใดบ้างที่อาจทำให้คุณเกิดอาการแพ้และชนิดใดบ้างที่คุณสามารถรับประทานได้ เนื่องจากร่างกายยังจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ

อาหารและเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ

นอกจากนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมแล้ว ยังมีอาหารและเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ที่มีน้ำตาลแลคโตส เช่น

  • ครีมสลัด น้ำสลัด หรือมายองเนส
  • ขนมปังกรอบ
  • ช็อคโกแลต
  • ขนมหวาน ลูกกวาด
  • ขนมเค้ก
  • ขนมปังบางชนิดและขนมอบต่างๆ
  • อาหารเช้าจำพวกธัญพืชอบกรอบ
  • แป้งแพนเค้กหรือแป้งทำขนมอบกรอบ
  • มันฝรั่งสำเร็จรูปหรือซุปปรุงสำเร็จ
  • เนื้อแปรรูปต่าง เช่น ไส้กรอก แฮม เป็นต้น

แนะนำให้ตรวจสอบส่วนประกอบของอาหารที่คุณรับประทานให้ละเอียดจากฉลากผลิตภัณฑ์ นั่นเพราะแลคโตสมักถูกซ่อนอยู่ในส่วนประกอบของอาหารต่างๆ

แลคโตสที่อยู่ในอาหารบางชนิดอาจไม่ถูกระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์ ดังนั้นคุณจึงต้องทราบรายการอาหารที่มีส่วนประกอบของนม หางนม นมข้น หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม เช่น ชีส เนย และครีม เป็นต้น

อาหารบางอย่างอาจมีส่วนประกอบของแลคโตสเทียมที่ให้สารแลคโตสแต่ไม่ได้ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร เช่น กรดแลคติค โซเดียมแลคเตท หรือโคโคบัทเตอร์ เป็นต้น ซึ่งผู้ที่แพ้แลคโตสไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบเหล่านี้

ยารักษาโรคต่างๆ

ยาที่สั่งโดยแพทย์ ยาที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรือยาสมุนไพรต่างๆ อาจมีปริมาณแลคโตสเล็กน้อย ซึ่งจะไม่ส่งผลต่อปฏิกิริยาการแพ้ แต่หากคุณมีอาการแพ้รุนแรงจากแลคโตสที่เป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนยา

อาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแลคโตส

มีอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายประเภทวางขายตามร้านค้าทั่วไปที่สามารถชดเชยนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมได้ โดยอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแลคโตสแต่ยังคงให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังนี้

  • - นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต และชีสบางชนิด
  • - นมที่ทำจากข้าว ข้าวโอ๊ต ถั่วอัลมอนด์ ถั่วฮาเซลนัท มะพร้าว ข้าวคีนัว และมันฝรั่ง
  • - ผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่มีส่วนประกอบของนมหรืออาหารมังสวิรัต
  • - ขนมแครอบที่มีลักษณะคล้ายช๊อคโกแลตแต่ไม่มีคาเฟอีน
  • นอกจากนี้คุณยังสามารถหาซื้อนมวัวที่มีแลคเตสเสริมได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายยังได้รับสารอาหารจากนมอย่างเพียงพอโดยไม่มีอาการแพ้แลคโตส

การได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ

การที่คุณไม่สามารถรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมได้จะส่งผลทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ โดยแคลเซียมมีความสำคัญดังนี้

  • ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
  • คอยควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ รวมทั้งการเต้นของหัวใจด้วย
  • ช่วยทำให้มั่นใจได้ว่าเกิดลิ่มเลือดขึ้นตามปกติในกระแสเลือด
  • อาหารต่อไปนี้เป็นแหล่งของแคลเซียมที่สามารถทดแทนการดื่มนมหรือรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมได้
  • ผักใบเขียว เช่น คะน้า บร๊อคโคลี่ กะหล่ำปลี ผักขม กระเจี๊ยบ เป็นต้น
  • ถั่วเหลือง
  • เต้าหู้
  • ถั่วต่างๆ
  • ขนมปังหรืออาหารที่ทำจากแป้งเสริมแคลเซียมและวิตามินต่างๆ
  • ปลาที่สามารถทานได้ทั้งก้าง เช่น ปลาซาร์ดีน แซลมอน ปลาพีลชาร์ด เป็นต้น

นอกจากนี้คุณยังสามารถทานอาหารเสริมที่มีแคลเซียมและวิตามินดีที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปเพื่อช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนการทานอาหารเสริมแต่ละชนิด เนื่องจากการรับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

สารทดแทนแลคเตส

นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนในเรื่องการรับประทานอาหารแล้ว การใช้สารทดแทนแลคเตสไม่ว่าจะเป็นแบบหยด แบบเม็ด หรือแคปซูล สามารถช่วยลดอาการแพ้ได้เช่นกัน โดยสารทดแทนเหล่านี้หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

ซึ่งสารทดแทนแลคเตสจะทำหน้าที่ชดเชยแลคเตสที่ไม่สามารถผลิตออกมาในลำไส้เล็กจึงเป็นการลดอาการแพ้โดยสารทดแทนแลคเตสจะช่วยย่อยแลคโตสนั่นเอง

คุณสามารถหยดสารทดแทนแลคเตสลงไปในนมหรือทานในรูปแบบเม็ดก่อนมื้ออาหารที่มีส่วนประกอบของแลคโตส

การแพ้น้ำตาลแลคโตสในเด็ก

หากพบว่าบุตรหลานมีอาการแพ้น้ำตาลแลคโตส พวกเขาอาจยังสามารถรับประทานอาหารที่มีแลคโตสได้ในปริมาณเล็กน้อยโดยไม่ปรากฏอาการแพ้ ซึ่งคุณจำเป็นต้องทดลองว่าอาหารและเครื่องดื่มที่มีแลคโตสปริมาณเท่าใดที่พวกเขาสามารถทานหรือดื่มได้

หากบุตรหลานมีอาการแพ้รุนแรงและไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแลคโตสได้เลย แพทย์จะแนะนำให้คุณปรึกษานักโภชนาการเนื่องจากเด็กจำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนเพื่อการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างสมบูรณ์

โดยปกติแล้วอาหารที่เด็กควรหลีกเลี่ยงนั้นมีลักษณะเดียวกันกับอาหารของผู้ใหญ่ดังรายการอาหารที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

สำหรับเด็กทารกที่แพ้น้ำตาลแลคโตส การดื่มเครื่องดื่ม lactose-free สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาหรือร้านค้าทั่วไป อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือนดื่มนมถั่วเหลือง นั่นเพราะถั่วเหลืองมีฮอร์โมนที่จะไปปิดกั้นการเจริญเติบโตของร่างกายและการพัฒนาของระบบสืบพันธุ์ได้

การให้ลูกดูดนมจากเต้าแล้วเสริมด้วยการหยดสารทดแทนแลคเตสจะช่วยให้ร่างกายของเด็กสามารถย่อยแลคโตสจากนมแม่ได้ดีขึ้น

สำหรับเด็กส่วนใหญ่แล้ว การแพ้แลคโตสจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้นและจะมีอาการแพ้เพียง 1 – 2 สัปดาห์ หากผ่านช่วงเวลานี้ไปได้และไม่ได้ปรากฏอาการแพ้ที่รุนแรง แนะนำให้ลองกลับมาป้อนนมหรือรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของนมอีกครั้ง

ผลข้างเคียงจากการแพ้น้ำตาลแลคโตส

นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมต่างๆ นั้นมีความจำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งแคลเซียม โปรตีน และวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ บี12 และวิตามินดี

นอกจากนี้แลคโตสยังมีความสำคัญเพราะสามารถช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ได้อย่างปกติ เช่น แม็กนีเซียมและธาตุเหล็ก ซึ่งไม่ว่าจะเป็นวิตามินหรือแร่ธาตุต่างมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย

พัฒนาการด้านต่างๆ และความแข็งแรงของกระดูกและฟัน

หากคุณมีอาการแพ้แลคโตส แนะนำให้รับประทานอาหารอื่นๆ ที่มีวิตามินและแร่ธาตุทดแทน เพราะการไม่ได้รับประทานอาหารที่มีแลคโตสอาจส่งผลทำให้คุณน้ำหนักลดและเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น

- โรคกระดูกบาง เป็นลักษณะของกระดูกที่มีความหนาแน่นของมวลแร่ธาตุในกระดูกต่ำ หากไม่ได้รับการรักษา โรคกระดูกบางอาจพัฒนาไปเป็นโรคกระดูกพรุนได้

- โรคกระดูกพรุน เกิดขึ้นเมื่อกระดูกมีลักษณะบางและอ่อนแอลง เมื่อเป็นโรคกระดูกพรุนจะทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกหักได้สูง

- ภาวะทุพโภชนาการ เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่ย่อยไปแล้วได้ หากคุณมีภาวะเช่นนี้ เมื่อเกิดแผลจะทำให้แผลหายช้ากว่าปกติและอาจทำให้เกิดอาการอ่อนแรงและมีภาวะซึมเศร้าได้

หากคุณกังวลว่าข้อจำกัดในการบริโภคอาหารของคุณอาจเพิ่มโอกาสเสี่ยงให้ร่างกายเกิดภาวะแทรกซ้อน แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือนักโภชนาการ เพราะพวกเขาจะช่วยแนะนำวิธีการควบคุมอาหารและการทานอาหารต่างๆ เสริมในส่วนที่ขาดไป

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

แพ้อาหารทะเลรักษาหายได้ไหมคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
อาการของโรคภูมิแพ้ สามารถรักษาให้หายขาดได้มั้ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคภูมิแพ้ สามารถหายได้ไหม
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่