Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

กรดไหลย้อน (Gerd)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,022,909 คน

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) มีสาเหตุสำคัญจากการไหลย้อนกลับของกรด หรือน้ำย่อยในกระเพาะ ทำให้อาหารย้อนกลับขึ้นไปอยู่ในหลอดอาหารส่วนบนพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน หรือแม้แต่ตอนที่ไม่ได้รับประทานอาหารก็ตาม

แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจตับวันนี้ เริ่มที่ 637 บาท พร้อมจองคิวรพ.ให้ ไม่ต้องรอ

เซลล์ตับเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ดื่มเหล้าบ่อย อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หรือมีโรคตับ ควรตรวจอยู่เสมอ

Istock 1037536402

1.  โรคกรดไหลย้อนธรรมดา หมายถึง โรคที่กรดไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่แค่ภายในหลอดอาหาร จะไม่ไหลย้อนขึ้นเกินหูรูดหลอดอาหารส่วนบน ส่วนใหญ่จะมีอาการแค่บริเวณหลอดอาหารเท่านั้น

2. โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและกล่องเสียง หมายถึง โรคที่มีอาการทางคอและกล่องเสียง จากการไหลย้อนกลับของกรดขึ้นมาเหนือหูรูดหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ทําให้เกิดการระคายเคืองของคอและกล่องเสียง

สาเหตุของกรดไหลย้อน

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน มี 3 สาเหตุหลักด้วยกัน และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่กระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ ดังนี้

1. หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารผิดปกติ

ส่วนมากพบในผู้สูงอายุ เนื่องจากหูรูดเสื่อมสภาพไปตามช่วงวัยและอายุที่มากขึ้น จึงทำให้อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะถูกดันกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่ายเป็นผลให้เกิดอาการกรดไหลย้อน อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือการรับประทานยาบางชนิด

2. กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง

ทำให้อาหารและน้ำย่อยที่ย่อยแล้วคั่งอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน เนื่องจากไม่สามารถบีบตัวให้ลงสู่ลำไส้ได้หมดในทันที เป็นผลให้เกิดแรงดันในกระเพาะอาหารมากขึ้นทำให้หูรูดถูกดันเปิดออกและดันเอาอาหารและน้ำย่อยย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารนั่นเอง

3. ความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร

ทำให้อาหารที่รับประทานลงไป เคลื่อนลงสู่กระเพาะช้า หรือทำให้อาหารที่ไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจตับวันนี้ เริ่มที่ 637 บาท พร้อมจองคิวรพ.ให้ ไม่ต้องรอ

เซลล์ตับเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ดื่มเหล้าบ่อย อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หรือมีโรคตับ ควรตรวจอยู่เสมอ

Istock 1037536402

4. ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

  • โรคอ้วน คนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงกว่าคนปกติทั่วไปส่งผลให้ความดันในกระเพาะอาหารสูงขึ้นตามไปด้วย จึงเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อนได้มากกว่าปกติ
  • การตั้งครรภ์ ภาวะครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นทำให้เกิดความดันในกระเพาะเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงเสี่ยงต่ออาการกรดไหลย้อนได้สูง
  • การสูบบุหรี่ เป็นผลให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากขึ้นและทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวน้อยลง จึงมีโอกาสที่กรดจะไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่าย
  • ความเครียด ส่งผลให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดออกมามากขึ้น จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อโรคกระเพาะและโรคกรดไหลย้อน
  • การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้หูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารคลายตัว เช่น ของทอด อาหารที่มีไขมันสูง ช็อกโกแลต กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปปเปอร์มินต์
  • การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณหูรูด เช่น อาหารรสจัด อาหารที่มีความเป็นกรดสูง น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำมะเขือเทศ พริกไทย

อาการของกรดไหลย้อน

อาการของกรดไหลย้อนมีหลากหลายอาการขึ้นกับอวัยวะที่ถูกระคายเคืองจากกรด

  • แสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ (heartburn)  อาจมีปวดร้าวไปที่บริเวณคอ รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ กลืนลําบาก กลืนเจ็บ เจ็บคอ แสบคอ เรอบ่อย คลื่นไส้ รู้สึกเหมือนมีน้ำรสเปรี้ยว หรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาที่คอ หรือปาก 
  • จุกแน่นหน้าอกเหมือนอาหารไม่ย่อย มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือฟันผุร่วมด้วยได้ 
  • ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียนหลังรับประทานอาหาร
  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้า อาจมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณกล่องเสียง ทำให้เกิดกล่องเสียงอักเสบ
  • ไอแห้งๆ กระแอมไอบ่อย มีอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร หรือขณะนอน รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืน  
  • บางคนอาจมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล มีน้ำมูกไหลลงคอ หูอื้อ หรือปวดหูได้

อาการแสบร้อนกลางหน้าอกเป็นภาวะที่รุนแรงหรือไม่ ?

สำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมากและอาการกำเริบไม่บ่อย อาจรู้สึกรำคาญเหมือนถูกรบกวนการใช้ชีวิต แต่ในผู้ที่เป็นเรื้อรัง หรือมีอาการหลายครั้งในหนึ่งวัน หรือในหนึ่งสัปดาห์ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น หลอดอาหารตีบแคบลงจนทำให้เกิดอาการกลืนลำบาก อาจนำไปสู่โรค Barrett’s esophagus ซึ่งเป็นภาวะที่มีเซลล์ลักษณะเหมือนเยื่อบุกระเพาะอาหารมาเจริญที่หลอดอาหารส่วนปลาย หรือเกิดการทำลายหลอดอาหารอย่างรุนแรงจนทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหารได้

การวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน

แพทย์จะวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากการซักประวัติอาการที่กล่าวมาข้างต้น ตรวจร่างกายทั่วไป หากปฏิบัติตามคำแนะนำและรับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งขึ้นกับความเหมาะสมของอาการในแต่ละคนด้วย เช่น

  • ส่องกล้องทางเดินอาหาร ตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น
  • ตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร
  • เอกซเรย์กลืนสารทึบแสง
  • ตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร
  • ตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์

วิธีรักษากรดไหลย้อน

การรักษาโรคกรดไหลย้อนอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ลดความทุกข์ทรมานที่ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง การรักษาโรคกรดไหลย้อน สามารถรักษาได้หลายวิธี ดังนี้ 

1. รับประทานยาลดกรด

เพื่อลดการหลั่งกรดในกระเพาะ ช่วยรักษาและป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ควรรับประทานตามแพทย์สั่ง หรือปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยาทั่วไป ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง สามารถแบ่งประเภทยาลดกรดได้ ดังนี้

  • ยาลดกรดที่มีองค์ประกอบของอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (aluminium hydroxide) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (magnesium hydroxide)  ยานี้จะลดความเป็นกรดอย่างรวดเร็ว อาการแสบร้อนกลางอกจะดีขึ้น มีผลต่อระบบขับถ่ายได้น้อย แต่ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์สามารถลดปริมาณฟอสเฟตในเลือดในผู้ป่วยโรคไตได้ 
  • ยาที่ออกฤทธิ์ลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้า แต่สามารถลดกรดได้ยาวนานนานถึง 12 ชั่วโมง เช่น ไซเมทิดีน (cimetidine) ฟาโมทิดีน (famotidine) นิซาทิดีน (nizatidine) และรานิทิดีน (ranitidine) ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกคืนชั่วคราวเพื่อตรวจสอบ อ่านเพิ่มเติม: ยา Ranitidine คืออะไร ทำไมถึงเลิกใช้?
  • ยาที่ป้องกันการผลิตกรดและรักษาหลอดอาหาร เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรดได้ยาวนานทำให้เนื้อเยื่อที่เสียหายของหลอดอาหารมีเวลาฟื้นฟูกลับมาปกติได้เหมือนเดิม เช่น แลนโซพราโซล (lansoprazole) และโอมีพราโซล (omeprazole)

2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดอาการต่างๆ ของกรดไหลย้อน และช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยการแก้ไขที่ตรงจุดที่สุดคือ การแก้ที่ต้นเหตุควรดูแลตนเองอยู่เสมอถึงแม้ว่าอาการจะดีขึ้น หรือหายดีแล้วก็ตาม 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจตับวันนี้ เริ่มที่ 637 บาท พร้อมจองคิวรพ.ให้ ไม่ต้องรอ

เซลล์ตับเสียแล้วซ่อมไม่ได้ ดื่มเหล้าบ่อย อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หรือมีโรคตับ ควรตรวจอยู่เสมอ

Istock 1037536402
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่เพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะ เช่น อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มคาเฟอีน น้ำอัดลม กระเทียม หัวหอม เป็นต้น
  • ผ่อนคลายความเครียด  เช่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกกำลังกาย นั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่ชอบ ก็จะช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะได้เป็นอย่างดี
  • ควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะในคนอ้วน หรือคนที่น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน หมั่นออกกำลังกายและควบคุมอาหารที่รับประทาน เมื่อน้ำหนักลด ความดันในกระเพาะอาหารก็จะลดลง ทำให้กรดและอาหารในกระเพาะดันหูรูดหลอดอาหารน้อยลง อาการกรดไหลย้อนก็จะลดลงตามด้วย นอกจากนั้นยังส่งผลดีต่อสุขภาพด้านอื่นๆ และทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง
  • หลีกเลี่ยงการนอนราบ หรือการก้มหยิบของทันทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ควรรอให้อาหารย่อยก่อน 2-3 ชั่วโมง และไม่ควรออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารเสร็จทันทีเช่นกัน เพราะจะทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย
  • ควรรับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากเกินไป

3. ผ่าตัด

  • เหมาะสำหรับผู้ที่รักษาด้วยยาเป็นเวลานานแล้ว ไม่สามารถควบคุมอาการ หรือหยุดยาได้
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับประทานยาได้เป็นเวลานานๆ และได้รับผลข้างเคียงจากยา

4. บรรเทาอาการกรดไหลย้อนด้วยสมุนไพร

  • ขมิ้นชัน จากงานวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ขมิ้นชันมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการหลั่งเมือกในกระเพาะ ช่วยสมานแผล ต้านแบคทีเรีย และป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะได้ ดังนั้นขมิ้นชันจึงสามารถช่วยลดอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกรดไหลย้อนได้ แต่มีข้อห้ามและข้อควรระวังที่ต้องศึกษาก่อนรับประทาน ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ขิง มีฤทธิ์ช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย ทำให้อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกรดไหลย้อนลดลงได้ มีหลายรูปแบบให้เลือกรับประทาน เช่น ยาชง ยาผง ยาแคปซูล เป็นต้น
  • กะเพรา มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ โดยให้นำกะเพรา 1 กำ มาต้มกับน้ำประมาณ 2-3 ลิตร ด้วยไฟปานกลาง 20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว (250 ml) หลังอาหาร 3 มื้อ และควรดื่มหลังรับประทานอาหารแล้ว 10-15 นาที

โรคกรดไหลย้อนระหว่างตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์จำนวนมากประสบกับอาการของโรคกรดไหลย้อนโดยเฉพาะอาการแสบร้อนกลางอก อาการของกรดไหลย้อนสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ โดยมักมีอาการมากขึ้นเมื่อครรภ์เข้าสู่ไตรมาสท้ายๆ เนื่องจากฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง รวมถึงขนาดของมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นกดเบียดกระเพาะอาหารทำให้กรดและอาหารในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารได้ แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อคลอดทารกออกมาแล้ว

จุดประสงค์ในการรักษาโรคกรดไหลย้อนในหญิงตั้งครรภ์ไม่แตกต่างกับคนทั่วไปคือ เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่การรับประทานยาลดกรดก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้อาการของกรดไหลย้อนดีขึ้นได้ ยาลดกรดมีหลายรูปแบบ หญิงตั้งครรภ์ควรระมัดระวังหากซื้อยามารับประทานเองควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา

หมายเหตุ: อย่าลืมปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนทำการใช้ยาทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของคุณและลูกน้อยในครรภ์ และระวังยาลดกรดที่ประกอบด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) อาจทำให้เกิดการสร้างของเหลวเพิ่มขึ้น ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงยานี้

บุหรี่กับโรคกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนเป็นอีกหนึ่งโรคที่ถูกกระตุ้นให้เกิดอาการจากบุหรี่ได้ โดยเฉพาะอาการแสบร้อนกลางหน้าอก ซึ่งมีสาเหตุที่ทำให้เกิดได้ ดังนี้

1.การสูบบุหรี่ทำให้ผลิตน้ำลายได้น้อยลง

ทำให้รู้สึกปากแห้ง น้ำลายข้นหนืด โดยปกติน้ำลายจะเป็นตัวเคลือบหลอดอาหารช่วยลดความเป็นกรดที่ย้อนขึ้นมาจากกระเพาะได้ แต่ในคนที่สูบบุหรี่จะมีน้ำลายน้อยลงทำให้เมื่อเกิดอาการกรดไหลย้อน หลอดอาหารจะระคายเคืองได้ง่ายและเมื่อเกิดแผลแล้วมักหายยากด้วย

2.การสูบบุหรี่กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

การหลั่งกรดในปริมาณที่มากเกินไปสามารถทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้

3.การสูบบุหรี่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายอ่อนแรงและคลายตัว

กล้ามเนื้อหูรูดนี้ตั้งอยู่ระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะ หากหูรูดมีการคลายตัวผิดปกติแล้วจะทำให้เกิดการไหลย้อนของกรดและอาหารจากกระเพาะอาหารขึ้นมาสู่หลอดอาหารได้

4.การสูบบุหรี่ทำให้กรดในกระเพาะมีความรุนแรงมากขึ้น

เนื่องจากบุหรี่จะกระตุ้นให้เกลือน้ำดีจากลำไส้เล็กไหลเข้าสู่กระเพาะอาหาร อาจทำให้เนื้อเยื่อกระเพาะ หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นถูกทำลายได้ง่ายขึ้น

5.การสูบบุหรี่ทำลายหลอดอาหารได้โดยตรง

เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารมากขึ้นด้วย

6.การสูบบุหรี่ทำให้ย่อยอาหารช้าลง

เพราะบุหรี่ไปยับยั้งการหลั่งกรดที่สำคัญของกระเพาะรวมถึงทำให้หลอดเลือดที่กระเพาะและลำไส้เล็กตีบแคบลง ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี  ส่งผลต่อการย่อยอาหาร อาหารจึงค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น เกิดอาการกรดไหลย้อนตามมาทีหลังได้

ผลของการสูบบุหรี่ต่อระบบทางเดินอาหาร

กลไกลการย่อยอาหารเริ่มตั้งแต่ปากจนถึงลำไส้ใหญ่ซึ่งบุหรี่ก็มีผลต่ออวัยวะเกือบทุกส่วนในร่างกาย ทำให้การทำงานของระบบต่างๆ ผิดปกติไป เริ่มตั้งแต่ช่องปาก น้ำลายเป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ช่วยย่อยอาหาร ที่สำคัญช่วยคลือบหลอดอาหาร ป้องกันการระเคืองจากกรดในกระเพาะ แต่เมื่อสูบบุหรี่เข้าไปจะทำให้น้ำลายน้อยลง หลอดอาหารก็ถูกกัดจากกรดได้ง่ายขึ้น

เมื่ออาหารเข้าสู่กระเพาะ บุหรี่ก็ไปยับยั้งการหลั่งกรดสำคัญที่ช่วยย่อยอาหาร  ทำให้อาหารไม่ย่อย เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อตามมา แต่ในทางตรงข้ามบุหรี่ก็เป็นตัวกระตุ้นให้มีการหลั่งกรดมากขึ้น ท้นขึ้นไปที่หลอดอาหาร เกิดอาการแสบร้อนกลางอกได้ นอกจากนั้นบุหรี่ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วย สารนิโคตินในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดที่เลี้ยงเยี่อบุกระเพาะและลำไส้ตีบแคบลง เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ทำให้แผลกระเพาะอาหารหายช้าได้

ยากับกรดไหลย้อน

ยาบางชนิดสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ซึ่งแต่ละคนก็แตกต่างกันไป  หากสงสัยว่า ในบรรดายาที่ใช้อยู่มียาตัวใดบ้างที่ทำให้อาจทำให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบ คุณควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษา หรือเภสัชกร ไม่ควรหยุดยาตัวนั้นเอง ยกเว้นแต่ว่าแพทย์เป็นคนสั่ง แม้ว่าการหยุดยาอาจทำให้อาการกรดไหลย้อนดีขึ้น หรือหายไป แต่ผลค้างเคียงที่ตามมาจากการหยุดยาบางอย่างอาจแย่ยิ่งกว่าอาการกรดไหลย้อนที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ 

ยาที่มีผลต่อโรคกรดไหลย้อน ได้แก่

  • ยาคลายกังวล เช่น Diazepam
  • ยากลุ่ม Anticholinergics เช่น Trihexyphenidyl  Benztropinemesylate
  • ยาปฏิชีวนะบางตัว เช่น ยากลุ่ม Tetracycline
  • ยาในกลุ่ม antihismatines เช่น Diphenhydramine
  • ยาแอสไพริน (ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด)
  • ยาลดความดันหรือยาโรคหัวใจในกลุ่ม Beta blockers เช่น Propanolol Atenolol
  • ยาในกลุ่ม Bisphosphonates (ใช้รักษาโรคกระดูกพรุน)
  • ยาลดความดันในกลุ่ม Calcium channel blockers เช่น Nifedipine Diltiazem
  • ยาขยายหลอดลมสำหรับรักษาโรคหอบหืด เช่น Albuterol Metaproterenol
  • ยาเคมีบำบัด
  • ยาโดปามีน (Dopamine)
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน 
  • การรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy- HRT) ประกอบด้วยเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน
  • ยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs 
  • ยาในกลุ่ม Nitrates และ Nitroglycerin
  • ยาคุมสำหรับประจำเดือนที่มาไม่ปกติ หรือเพื่อคุมกำเนิด
  • ยาในกลุ่มยานอนหลับ ที่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับ หรือวิตกกังวล
  • ยาแก้ปวดที่เสพติดได้ เช่น Meperidine 
  • ยาสเตียรอยด์บางชนิด
  • ยาในกลุ่ม Tricyclic antidepressants เช่น Imipramine Doxepin Desipramine Nortriptyline
  • แร่ธาตุโพแทสเซียม อาหารเสริมธาตุเหล็ก และวิตามินซี
  • ยารักษาโรคหอบหืด (Antiasthmatic) เช่น Theophylline

วิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อน

1. รับประทานให้น้อยลงแต่บ่อยขึ้น

กระเพาะอาหารที่แน่นมากเกินไปจะมีแรงดันต่อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างเพิ่มขึ้น มีโอกาสที่อาหารบางส่วนจะไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารได้

2. หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะ

อาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง  น้ำอัดลม ผักบางชนิด เช่น มะเขือเทศ หัวหอม กระเทียม เป็นต้น

3. ไม่เข้านอนทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ

การนอนหลับไปพร้อมกับกระเพาะที่เต็มแน่นด้วยอาหาร จะทำให้เกิดการกดเบียดหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เพิ่มโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นไปได้

4. นอนยกหัวสูง

การนอนหัวสูง จะช่วยลดแรงดันจากกระเพาะต่อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างได้  เช่น วางก้อนอิฐ หิน หรืออะไรก็ตามที่แข็งแรงมั่นคงรองขาเตียงฝั่งหัวนอน หรืออาจใช้หมอนรูปลิ่มหนุนหัวให้สูงขึ้น

5. ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม

ควรพยายามลดน้ำหนักเพราะยิ่งน้ำหนักมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน ความดันในช่องท้องก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้นด้วย

6. ไม่สวมเข็มขัด หรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นบริเวณเอว

เสื้อผ้า หรือเครื่องแต่งกายที่รัดแน่นบริเวณท้อง จะกดเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารไหลล้นกลับไปในหลอดอาหารได้ 

7. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

ควรเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่ทำให้หูรูดของหลอดอาหารคลายตัวและบุหรี่ยังกระตุ้นการสร้างกรดในกระเพาะอาหารอีกด้วย 

8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ทุกชนิด

เนื่องจากแอลกอฮอล์เพิ่มปริมาณการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัว ส่งผลให้กรดไหลย้อนกำเริบได้

9. ลดความเครียด

ควรหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น นอนหลับ นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย อ่านหนังสือที่ชอบ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จะช่วยลดการหลั่งกรดที่มากเกินไปได้

10. จดบันทึกอาการกรดไหลย้อน

จดบันทึกเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบ อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ช่วงเวลาที่เกิดอาการ วิธีการรักษาที่ผ่านมา ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตัวคุณมากขึ้น และช่วยให้คุณและแพทย์วางแผนการรักษาได้ง่าย และตรงจุดมากขึ้นด้วย

11. รับประทานยาสม่ำเสมอ

ควรรับประทานยาสม่ำเสมอทุกวัน หากคุณต้องรับประทานยาเพื่อรักษาอาการกรดไหลย้อน และมีแนวโน้มจะลืมได้ง่าย แนะนำให้แปะโน้ตไว้เพื่อเตือนตัวคุณเอง เช่น นำยาไปด้วยเมื่อต้องออกไปข้างนอก

ตารางรายการอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน 

กลุ่มอาหาร
อาหารที่ควรรับประทาน
ผลไม้• แอปเปิ้ลสด • แอปเปิลแห้ง • น้ำแอปเปิล • กล้วย
ผัก• มันอบ • บรอคโคลี • กะหล่ำปลี • แครอต • ถั่วเขียว • ถั่ว
เนื้อสัตว์• เนื้อไม่ติดมัน • สเต็กไม่ติดมัน •อกไก่ไม่มีหนัง • ไก่งวง • ไข่ขาว • สารทดแทนไข่ • ปลาที่ไม่เติมไขมัน
ผลิตภัณฑ์จากนม• ชีส feta หรือ goat • ครีมชีสชนิดไม่มีไขมัน • ซาวครีมชนิดไม่มีไขมัน • ชีสถั่วเหลืองไม่มีไขมัน
ธัญพืช• ขนมปังธัญพืชหรือขนมปังขาว • ซีเรียลหรือข้าวโอ๊ต • ขนมปังข้าวโพด • แครกเกอร์ •  ข้าวกล้อง
เครื่องดื่ม• น้ำเปล่า หรือน้ำแร่ 
ไขมันหรือน้ำมัน• น้ำสลัดไขมันต่ำ
ขนมหรือของหวาน• คุกกี้ไม่มีไขมัน • เยลลี่ • licorice • มันฝรั่งอบ 

อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง

  • แอลกอฮอล์
  • คาเฟอีน
  • เครื่องดื่มที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • ช็อกโกแลต
  • ผลไม้และน้ำผลไม้ตระกูลส้ม
  • อาหารที่มีไขมัน
  • อาหารทอด
  • กระเทียม
  • มินต์
  • หัวหอม
  • อาหารรสเผ็ด
  • มะเขือเทศ

ถึงแม้โรคกรดไหลย้อนไม่ได้มีความรุนแรงถึงขนาดทำให้เสียชีวิต แต่ทำให้เกิดความทรมาน รบกวนการใช้ชีวิตในประจำวัน และทำให้มีคุณภาพชีวิตแย่ลง จุดมุ่งหมายสำคัญในการรักษาโรคนี้คือ ลดปริมาณกรดในกระเพาะและป้องการไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไป การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นวิธีที่ตรงจุดที่สุดที่จะช่วยลดอาการต่างๆ ป้องกันไม่ให้เกิดอาการ และช่วยลดการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้ ดังนั้นควรดูแลตนเองอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดอาการ และปฏิบัติตามคำแนะนำที่ถูกวิธีก็จะช่วยให้คุณห่างไกลจากกรดไหลย้อนได้อย่างยั่งยืน 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

โรคกรดไหลย้อนทำยังไงถึงจะหายขาด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
มีปัญาชอบเจ็บหน้าอกเป็นบางครั้งเหมือนโดนไฟดูด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
เจ็บหน้าอกแป๊ปๆ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
วิธีรักษาโรคกรดไหลย้อนที่ได้ผลดีที่สุด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อาการแน่นหน้าอกครับเป็นหายเป็นหายครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
สวัสดีคะ คำถามคือ ถ้ามีอาการแสบบริเวณท้ายทอย ลักษณะอาการแบบนี้เป็นกรดไหลย้อนหรือไม่ อย่างไรคะ... ขอบคุณคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป