โรคกรดไหลย้อนคืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 26, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 14 นาที

รู้จักโรคกรดไหลย้อน สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และการป้องกันอย่างถูกต้อง

กรดไหลย้อนเป็นโรคหนึ่งที่เกี่ยวกับระบบกระเพาะอาหาร ซึ่งมักจะเกิดได้ง่ายกับทุกคน และสร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างมากทีเดียว โดยโรคนี้อาจดูเหมือนไม่เป็นอันตราย แต่หากเกิดภาวะแทรกซ้อนก็จะทำให้อาการรุนแรงได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับโรคกรดไหลย้อนให้มากขึ้น เพื่อป้องกันและเตรียมตัวรับมือเมื่อเกิดอาการนั่นเอง โดยเฉพาะในบุคคลที่เสี่ยง เช่น คนอ้วนและหญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร ?

กรดไหลย้อนคือโรคที่เกิดจากการที่มีกรดออกมาในขณะย่อยอาหารมากเกินไป เมื่ออาหารที่ย่อยแล้วถูกบีบลงไปในลำไส้ จึงทำให้กรดส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการแสบแน่นในทรวงอก และรู้สึกได้ถึงรสเปรี้ยว แสบในคอ ซึ่งใช้เวลานานกว่าอาการจะค่อย ๆ ทุเลาลงไป หรืออาจต้องรับประทานยาลดกรดไหลย้อนร่วมด้วย

ทำไมถึงเรียกอาการนี้ว่า Heartburn ?

มันอาจฟังดูประหลาดที่เรียกอาการนี้ว่า Heartburn ในเมื่อไม่ได้เป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับหัวใจแต่อย่างใด คำอธิบายก็คืออาการนี้มักเกิดขึ้นกลางหน้าอกค่อนไปข้างล่าง ดังนั้นจึงเรียกว่า Heartburn เพราะรู้สึกว่ารอบ ๆ หัวใจมีอาการแสบร้อนเหมือนไหม้

อาการนี้ถือเป็นหนึ่งในหลาย ๆ อาการของความผิดปกติแต่ไม่ใช่โรค สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยแต่พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน สาเหตุอื่นที่สามารถทำให้เกิดอาการนี้ได้ประกอบด้วย

  • อาหารบางชนิด เช่น อาหารทอดและอาหารมัน เปปเปอร์มินต์ กาแฟ และแอลกอฮอล์ สามารถทำใหกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวได้
  • รับประทานอาหารมื้อใหญ่หรือรับประทานอาหารก่อนนอน
  • เป็นไส้เลื่อนที่กระบังลม
  • มีแรงดันเกิดในท้อง เช่น การก้มตัว การใส่เสื้อผ้ารัดรูป การยก ภาวะอ้วน
  • ยาบางชนิด
  • การสูบบุหรี่

สาเหตุ

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน มี 2 สาเหตุหลักด้วยกัน คือ ความผิดปกติของกระเพาะอาหาร และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ซึ่งมีดังนี้

1.สาเหตุจากกระเพาะอาหารผิดปกติ

หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารเสื่อม โดยส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุ เนื่องจากหูรูดเสื่อมสภาพไปตามช่วงวัยและอายุที่มากขึ้น จึงทำให้อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะถูกดันกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่าย เป็นผลให้เกิดอาการกรดไหลย้อน จึงนิยมให้วัยสูงอายุรับประทานอาหารอ่อน ๆ และรสชาติกลาง ๆ มากกว่า

กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง ทำให้อาหารและน้ำย่อยที่ย่อยแล้วคั่งอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน เนื่องจากไม่สามารถบีบตัวให้ลงสู่ลำไส้ได้หมดในทันที เป็นผลให้เกิดแรงดันในกระเพาะอาหารมากขึ้น ซึ่งจะทำให้หูรูดถูกดันเปิดออกและดันเอาอาหารและน้ำย่อยย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารนั่นเอง

ปัจจัยอื่น ๆ เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร โดยเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้บ่อย เช่น ปริมาตรของกระเพาะเพิ่มขึ้น กระเพาะอาหารขยายตัวมากขึ้น เป็นต้น

2.สาเหตุจากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

โรคอ้วน ในคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องที่สูงกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งส่งผลให้ความดันในกระเพาะอาหารสูงขึ้นตามไปด้วย จึงเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อนได้มากกว่าปกติ

การตั้งครรภ์ เนื่องจากในภาวะครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น จึงทำให้เกิดความดันในกระเพาะเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์จึงเสี่ยงต่ออาการกรดไหลย้อนได้สูง

การสูบบุหรี่ เป็นผลให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากขึ้นและทำให้กระเพาะอาหารเกิดการบีบตัวน้อยลง  จึงมีโอกาสที่กรดจะไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่าย

ความเครียด ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ เท่านั้น แต่ยังส่งผลให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดออกมามากขึ้น จึงทำให้เสี่ยงสูงต่อโรคกระเพาะและภาวะกรดไหลย้อน

อาการของโรคกรดไหลย้อน

อาการของโรคกรดไหลย้อน นอกจากแสบร้อนทรวงอกแล้วก็จะมีอาการอื่น ๆ ที่ต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อน ซึ่งอาการของโรคกรดไหลย้อนส่วนใหญ่ที่สังเกตได้ มีดังนี้

  • เกิดอาการขย้อนอาหารและเรอจนน้ำย่อยขึ้นมาสัมผัสที่คอ ทำให้รู้สึกถึงรสเปรี้ยวและแสบบริเวณคอหอย หรืออาจมีรสขม ๆ ของน้ำดีด้วย นอกจากนี้การหายใจก็อาจมีกลิ่นออกมาเช่นกัน
  • จุกแน่นยอดอก คลื่นไส้ ให้ความรู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อยและมีอาการเรอบ่อย ๆ
  • มีอาการไอบ่อย ๆ และรู้สึกเหมือนมีเสมหะอยู่ในคอ โดยอาการแบบนี้เกิดจากการที่กรดไหลย้อนอย่างรุนแรง โดยกรดไหลย้อนขึ้นมาถึงปากและคอหอยนั่นเอง
  • รู้สึกขมคอ เจ็บคอ และมีเสียงแหบพร่าเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า หรืออาจมีอาการไอเรื้อรัง เปรี้ยวปาก และเรอบ่อย ๆ ร่วมด้วย ซึ่งก็อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากทีเดียว
  • ในบางคนอาจมีภาวะแทรกซ้อน โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด กลืนอาหารลำบาก ไอเรื้อรัง ปอดอักเสบ และที่ร้ายแรงสุดก็คือ อาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกล่องเสียงได้นั่นเอง

อาการแสบร้อนกลางหน้าอกเป็นภาวะที่รุนแรงหรือไม่ ?

ผู้ที่มีอาการในระดับไม่รุนแรงอาจเพียงแค่รู้สึกรำคาญมากกว่า แต่ในผู้ที่มีอาการเรื้อรังและเป็นหลายครั้งในหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งวัน อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หากไม่ได้รักษา

ในผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเรื้อรัง ทำให้เกิดแผลขึ้นในหลอดอาหาร หลอดอาหารตีบแคบลงจนอาจทำให้เกิดอาการกลืนลำบาก หรืออาจนำไปสู่โรค Barrett’s esophagus ซึ่งเป็นภาวะที่มีเซลล์ลักษณะเหมือนเยื่อบุกระเพาะอาหารมาเจริญที่หลอดอาหารส่วนปลาย การทำลายหลอดอาหารอย่างรุนแรงจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร

จะวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้อย่างไร ?

โดยทั่วไป แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากอาการ ประวัติ และการตรวจร่างกาย ตัวอย่างต่อไปนี้คืออาการที่พบได้ของการแสบร้อนกลางหน้าอก

  • กลืนลำบาก
  • รู้สึกมีอะไรติดอยู่ในคอ
  • เจ็บหน้าอก
  • ไอแห้ง ๆ
  • รู้สึกแสบร้อนในคอ
  • เจ็บคอ

โรคกรดไหลย้อนระหว่างตั้งครรภ์-ภาพรวม

โรคกรดไหลย้อนนอกจากจะพบในคนทั่วไปแล้ว ยังพบมากในหญิงตั้งครรภ์ด้วย เพราะหญิงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง และมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจนมาเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมา โดยอาการที่พบบ่อยคือแสบร้อนกลางอก

หญิงตั้งครรภ์จำนวนมากประสบกับอาการของโรคกรดไหลย้อน โดยเฉพาะอาการแสบร้อนกลางอก อาการของกรดไหลย้อนอาจเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ และอาการมักจะแย่ลงระหว่างการตั้งครรภ์ โดยมักมีอาการแสบร้อนกลางอก เนื่องจากฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง กล้ามเนื้อที่ใช้ในการผลักดันอาหารจากหลอดอาหารลงสู่ทางเดินอาหารส่วนล่างทำงานได้ช้าลงขณะตั้งครรภ์ และขนาดของมดลูกที่ขยายขึ้นมาเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารได้

อาการของโรคกรดไหลย้อนพบได้บ่อยขณะตั้งครรภ์ บางครั้งอาจทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหารได้ แต่ก็พบน้อย ส่วนใหญ่แล้วอาการแสบร้อนกลางอกจะดีขึ้นเมื่อคลอดทารกออกมาแล้ว

การรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการกรดไหลย้อนก็เหมือนกับการรักษาผู้ป่วยทั่วไปที่เป็นโรคกรดไหลย้อน โดยมุ่งเน้นที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการรักษาโดยไม่ใช้ยา คุณสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อช่วยบรรเทาอาการของกรดไหลย้อน ต่อไปนี้คือสิ่งที่แนะนำให้ลองทำ

  • เปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหาร
    • แนะนำให้แบ่งการรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อแทนการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ 2-3 มื้อ
    • หลังจากรับประทานอาหารแล้ว ให้เว้นระยะเวลา 2-3 ชั่วโมงก่อนที่จะนอน และไม่แนะนำให้รับประทานของว่างมื้อดึก
    • ช็อกโกแลตและมินต์สามารถทำให้อาการของกรดไหลย้อนแย่ลงได้ เพราะจะไปคลายหูรูดที่กั้นระหว่างกระเพาะอาหารกับหลอดอาหาร
    • อาหารเผ็ด รสจัด ประกอบด้วยกรดจำนวนมาก (เช่น มะเขือเทศและส้ม) และกาแฟก็สามารถทำให้อาการของกรดไหลย้อนแย่ลงได้ในผู้ป่วยบางราย ถ้าอาการของคุณแย่ลงหลังจากรับประทานอาหารบางชนิด คุณจำเป็นต้องหยุดการรับประทานอาหารชนิดนั้นเพื่อดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่หลังจากหลีกเลี่ยงอาหารนั้น
  • หยุดสูบบุหรี่
  • ถ้าคุณมีอาการของกรดไหลย้อนตอนกลางคืน ให้นอนยกหัวสูง 6 นิ้ว (15 เซนติเมตร) จนถึง 8 นิ้ว (20 เซนติเมตร) โดยการเพิ่มแผ่นโฟมเสริมที่บริเวณศีรษะ (การเสริมด้วยหมอนไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ)
  • ยาลดกรดส่วนใหญ่ที่มีขายทั่วไปปลอดภัยในการใช้ระหว่างตั้งครรภ์ แต่ยาลดกรดที่ประกอบไปด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) อาจทำให้เกิดการสร้างของเหลวเพิ่มขึ้น ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงยานี้ แต่สามารถใช้ยาลดกรดที่ประกอบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) ได้

แพทย์บางท่านอาจแนะนำยาบางรายการ เช่น ซูคราลเฟต (sucralfate) ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยาที่ไม่ต้องสั่งโดยแพทย์อื่น ๆ เพื่อรักษาอาการกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์

รายชื่อยาต่อไปนี้โดยทั่วไปปลอดภัยสำหรับการใช้ระหว่างตั้งครรภ์ แต่ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้ยาใดเสมอ

  • ยาลดการหลั่งกรด เช่น แรนิทิดีน (ranitidine)
  • ยายับยั้งการหลั่งกรดในกลุ่ม proton pump inhibiors เช่น โอเมพราโซล (omeprazole) หรือแลนโซพราโซล (lansoprazole)

https://www.webmd.com/baby/tc/gastroesophageal-reflux-disease-gerd-during-pregnancy-topic-overview

วิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน

เมื่อเกิดโรคกรดไหลย้อนแล้วจะต้องรักษาโรคอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ จนก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานยิ่งขึ้น ซึ่งการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถรักษาได้หลายวิธี ดังนี้

1รับประทานยาลดกรด

เนื่องจากโรคกรดไหลย้อนมักจะมีอาการกำเริบบ่อย ๆ จึงต้องรับประทานยาลดกรด ซึ่งอาจรับประทานตามแพทย์สั่งหรือซื้อมารับประทานเองก็ได้ โดยแรก ๆ จะต้องรับประทานเป็นประจำทุกวันก่อนมื้ออาหารตามชนิดของยานั้น ๆ เมื่ออาการทุเลาลงและหายเป็นปกติ จึงเปลี่ยนมาเป็นรับประทานเฉพาะเมื่อมีอาการนั่นเอง

ยาลดกรด ได้แก่ ยาที่มีองค์ประกอบของอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (aluminium hydroxide) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (magnesium hydroxide) ซึ่งยาเหล่านี้จะลดความเป็นกรดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อาการแสบร้อนกลางอกดีขึ้น แต่การใช้ยาในกลุ่มนี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่ให้ผลการรักษาที่ดีนัก และการใช้ยาในกลุ่มนี้มากเกินไปจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงขึ้นได้ เช่น อาการท้องผูกหรือท้องเสีย

ยาที่ลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งได้แก่ ไซเมทิดีน (cimetidine) ฟาโมทิดีน (famotidine) นิซาทิดีน (nizatidine) และรานิทิดีน (ranitidine) ยาในกลุ่มนี้อาจไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการได้อย่างรวดเร็ว แต่จะช่วยลดการผลิตกรดได้ยาวนานนานถึง 12 ชั่วโมง

ยาที่ป้องกันการผลิตกรดและรักษาหลอดอาหาร ยาในกลุ่มนี้สามารถยับยั้งการหลั่งกรดได้ยาวนาน จึงช่วยทำให้เนื้อเยื่อที่เสียหายของหลอดอาหารสามารถฟื้นฟูให้กลับมาปกติได้ดังเดิม ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ แลนโซพราโซล (lansoprazole) และโอมีพราโซล (omeprazole)

2ผ่าตัด

การรักษาด้วยการผ่าตัดจะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง โดยไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นให้หายได้ ซึ่งวิธีนี้ก็มีความเสี่ยงมากพอสมควร

3ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

สำหรับผู้ป่วยแบบเรื้อรังที่มักจะมีอาการกรดไหลย้อนบ่อย ๆ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารหรือการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการกำเริบ โดยสามารถทำได้ดังนี้

ใส่ใจเรื่องอาหารให้มากขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทุกชนิดที่เสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อน เช่น อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มคาเฟอีน น้ำอัดลม กระเทียม และหัวหอม เป็นต้น โดยอาหารเหล่านี้จะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากเกินไป และทำลายระบบกระเพาะอาหารให้เสื่อมสภาพอีกด้วย

ผ่อนคลายความเครียด พยายามผ่อนคลายความเครียด และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ซึ่งจะช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะได้เป็นอย่างดี

ควบคุมน้ำหนักอยู่เสมอ โดยเฉพาะในคนอ้วน ควรหมั่นออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม เมื่อน้ำหนักลด ความดันในกระเพาะอาหารก็จะลดลงไปด้วย และส่งผลดีต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

หลีกเลี่ยงพฤติกรรมหรืออิริยาบถบางอย่าง ควรหลีกเลี่ยงการนอนราบหรือการก้มหยิบของหลังจากเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ ควรยืนหรือนั่งตัวตรงอย่างน้อยประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อรอให้อาหารย่อยผ่านกระเพาะอาหารเรียบร้อยแล้ว และที่สำคัญไม่ควรออกกำลังกายในช่วงนี้ด้วย เพราะจะทำให้กรดไหลย้อนได้ง่ายเช่นกัน

ควรรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากเกินไป  และการดื่มน้ำในระหว่างรับประทานอาหารจะช่วยเจือจางกรดในกระเพาะได้เป็นอย่างดี

4บรรเทาอาการด้วยสมุนไพร

สมุนไพรบางชนิดสามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนให้ทุเลาลงได้ และมีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพอีกมากมาย โดยสมุนไพรที่สามารถนำมาแก้อาการกรดไหลย้อนได้ มีดังนี้

ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่มีส่วนช่วยในการขับน้ำดี แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยลดการตกค้างของอาหารในกระเพาะและลำไส้ จึงป้องกันและบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้อย่างดีเยี่ยม โดยส่วนใหญ่จะรับประทานในรูปของแคปซูลหรือแบบผงสำเร็จรูป

ย่านาง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาอาการกรดไหลย้อนโดยตรง 

กะเพรา สมุนไพรที่แค่นำมาต้มดื่มก็สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ดี โดยให้นำกะเพรา 1 กำมาต้มกับน้ำประมาณ 2-3 ลิตร ด้วยไฟปานกลาง 20 นาที ดื่มหลังอาหาร 1 แก้ว

ขึ้นฉ่าย สมุนไพรที่นอกจากจะช่วยลดกรดไหลย้อนแล้ว ก็มีส่วนช่วยในการบำรุงระบบย่อยอาหารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบแดงว่ามีประโยชน์แล้ว กระเจี๊ยบเขียวก็มีประโยชน์ไม่น้อยเช่นกัน โดยสามารถนำมาต้มในน้ำเกลือแล้วใช้รับประทานแก้อาการกรดไหลย้อนได้ดี

วิธีการจัดการกับอาการแสบร้อนกลางหน้าอก

คุณสามารถบรรเทาอาการดังกล่าวได้ด้วยตนเอง เช่น การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตและอาหารที่รับประทาน

นี่คือบางตัวอย่างที่เราอยากแนะนำ

  • รับประทานอาหารมื้อเล็กบ่อย ๆ  แทนการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ 3 มื้อ จะช่วยป้องกันไม่ให้ผลิตกรดในกระเพาะอาหารออกมามากเกินไป
  • รับประทานช้า ๆ หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้คุณรับประทานอาหารช้าลงก็คือการวางช้อนหรือส้อมลงระหว่างคำ
  • อย่าเข้านอนในขณะที่ท้องยังอิ่ม  ควรรออย่างน้อย 3 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารหรือขนมมื้อสุดท้ายก่อนที่จะเข้านอน เพราะจะช่วยให้ระดับของกรดลดลงก่อนที่ร่างกายจะอยู่ในท่าที่เกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอกขึ้นมาได้ง่าย
  • นอนหัวสูงขึ้น การนอนหัวสูงจะช่วยป้องกันการเกิดกรดไหลย้อนระหว่างคืน
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นการเกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอก ตัวอย่างอาหารและเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการนี้ เช่น กาแฟ (รวมถึงกาแฟชนิด decaf) แอลกอฮอล์ อาหารมัน เครื่องดื่มและอาหารที่มีคาเฟอีน หัวหอม เปปเปอร์มินต์ ช็อกโกแลต ผลไม้หรือน้ำผลไม้ในตระกูลส้ม และมะเขือเทศ หากคุณไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คุณเกิดอาการ ควรลองจดบันทึกรายการอาหารที่รับประทานประมาณ 1-2 สัปดาห์
  • เลิกบุหรี่ สารนิโคตินสามารถทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเปิดปิดระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร และป้องกันอาหารที่มีสภาพเป็นกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหารอ่อนแอลง
  • ใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว การใส่เสื้อผ้ารัดรูปจะบีบร่างกายส่วนกลาง และทำให้สารในกระเพาะไหลขึ้นด้านบน
  • ลดน้ำหนัก การลดน้ำหนักสามารถช่วยลดอาการได้ หากคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์
  • เคี้ยวหมากฝรั่ง การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยลดอาการแสบร้อนได้ชั่วคราวจากการกระตุ้นการสร้างน้ำลาย ซึ่งจะช่วยเจือจางและล้างกรดจากกระเพาะออก
  • ดื่มน้ำอุ่น การดื่มน้ำอุ่นหรือชาสมุนไพรหลังอาหารสามารถช่วยเจือจางและล้างกรดจากกระเพาะอาหารออกไปได้

การสูบบุหรี่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนที่หน้าอกได้อย่างไร

สาเหตุที่บุหรี่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอก 6 ข้อ

1. การสูบบุหรี่ทำให้ผลิตน้ำลายได้ช้าลง น้ำลายเป็นกลไกการป้องกันตัวต่อการทำลายหลอดอาหารอย่างหนึ่ง เพราะน้ำลายมีสารไบคาร์บอเนตซึ่งช่วยลดความเป็นกรดได้ งานวิจัยได้กล่าวไว้ว่าน้ำลายของผู้ที่สูบบุหรี่จะมีปริมาณของสารไบคาร์บอเนตน้อยกว่าปกติ ทำให้ลดความสามารถของน้ำลายในการลดกรด นอกจากนั้นน้ำลายยังทำหน้าที่เคลือบหลอดอาหาร และช่วยลดผลของกรดที่เกิดการไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร รวมทั้งช่วยล้างให้กรดกลับลงไปสู่กระเพาะอีกด้วย

2. การสูบบุหรี่กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร การหลั่งกรดในปริมาณที่มากเกินไปสามารถทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้

3. การสูบบุหรี่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายอ่อนแรงและคลายตัว กล้ามเนื้อหูรูดนี้ตั้งอยู่ระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะ ซึ่งหากกล้ามเนื้อไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือมีการคลายตัวผิดปกติแล้ว จะทำให้เกิดการไหลย้อนของสารจากกระเพาะอาหารขึ้นมาสู่หลอดอาหารได้

4. การสูบบุหรี่ทำให้กรดในกระเพาะมีการเปลี่ยนแปลง การสูบบุหรี่ยังทำให้มีการเคลื่อนที่ของเกลือน้ำดีจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระเพาะอาหาร ทำให้กรดในกระเพาะมีความรุนแรงมากขึ้น

5. การสูบบุหรี่อาจทำลายหลอดอาหารได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้หลอดอาหารถูกทำลายจากกรดไหลย้อนได้มากขึ้น

6. การสูบบุหรี่ทำให้การย่อยอาหารเกิดขึ้นช้าลง มีการศึกษาที่พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นน้อยกว่า ทำให้สามารถย่อยอาหารได้ประสิทธิภาพน้อยกว่าเพราะต้องใช้เวลานานขึ้นในการย่อย

ผลของการสูบบุหรี่ต่อส่วนอื่นๆ ของระบบทางเดินอาหาร

นอกเหนือจากความเสี่ยงในการทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอกแล้ว การสูบบุหรี่ยังสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งนอกเหนือจากอาการแสบร้อนกลางหน้าอกแล้ว ยังก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหารเป็นแผลเปิดของเยื่อบุในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลชัดเจน แต่พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการเกิดแผล แผลเหล่านี้มักเกิดขึ้นในผู้ที่สูบบุหรี่ มักหายช้า และอาจทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่าผู้ที่ไม่สูบได้ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่การสูบบุหรี่ดูเหมือนว่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดแผลขึ้น ตัวอย่างเช่น มีงานวิจัยบางชิ้นที่เสนอว่าการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ H.pylori ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะ

กรดในกระเพาะถือเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดแผลได้ โดยทั่วไปแล้วกรดเหล่านี้จะถูกอาหารที่รับประทานช่วยลดความเป็นกรด กรดที่ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงจะเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้นก่อนจะถูกโซเดียมไบคาร์บอเนตซึ่งสร้างมาจากตับอ่อนทำให้ความเป็นกรดลดลง การศึกษาบางชิ้นพบว่าการสูบบุหรี่จะลดการผลิตโซเดียมไบคาร์บอเนตของตับอ่อน ทำให้ขัดขวางกระบวนการลดความเป็นกรดในลำไส้เล็กส่วนต้น การศึกษาอื่น ๆ เสนอว่าการสูบบุหรี่เป็นเวลานานอาจเพิ่มปริมาณกรดที่กระเพาะสร้างได้ ไม่ว่าสาเหตุที่ทำให้การสูบบุหรี่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดแผลในกระเพาะจะเป็นอะไรก็ตาม แต่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกันจริง ผู้ที่สูบบุหรี่มักเกิดแผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กมากกว่า และแผลที่เกิดขึ้นมักตอบสนองต่อการรักษาได้แย่กว่า

วิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อนทำได้อย่างไร ?

นี่เป็นวิธีง่าย ๆ ที่คุณทำตามแล้วจะป้องกันอาการกรดไหลย้อนได้

1. รับประทานให้น้อยลงแต่บ่อยขึ้น

กระเพาะอาหารที่เต็มแน่นจะมีแรงกดเป็นพิเศษต่อหูรูดกระเพาะอาหารส่วนล่าง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่อาหารบางส่วนจะไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร

2. จำกัดการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นความเป็นกรด

รับประทานอาหารที่แทบจะไม่ทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้บ่อย

3. ไม่รับประทานอาหารภายในเวลาสองถึงสามชั่วโมงก่อนเข้านอน

การนอนลงด้วยกระเพาะที่เต็มแน่นจะทำให้อาหารในกระเพาะกดเบียดหูรูดทางเดินอาหารส่วนล่าง เพิ่มโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นไปได้

4. ยกหัวสูงขึ้นไม่กี่นิ้วขณะนอนหลับ

การนอนหงายราบจะกดอาหารในกระเพาะของคุณกับหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง หากหัวอยู่สูงกว่ากระเพาะอาหาร แรงโน้มถ่วงจะช่วยลดแรงกดดังกล่าวได้ คุณสามารถยกหัวสูงได้หลายวิธี อาจวางก้อนอิฐ หิน หรืออะไรก็ตามที่แข็งแรงมั่นคงรองขาเตียงฝั่งหัวนอน หรืออาจใช้หมอนรูปลิ่มหนุนหัวให้สูงขึ้น

5. ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม

ความอ้วนจะเพิ่มแรงกดในช่องท้อง ซึ่งจะบีบให้อาหารในกระเพาะกลับไปในหลอดอาหาร จากสถิติแล้วประมาณ 35% ของผู้ที่มีน้ำหนักเกินจะมีอาการกรดไหลย้อน ข่าวดีคือสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การลดน้ำหนักลงเพียงสิบเปอร์เซ็นต์จะช่วยให้อาการกรดไหลย้อนดีขึ้นได้

6. ไม่สวมเข็มขัดหรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นบริเวณเอว

เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่รัดแน่นบริเวณท้องจะกดเบียดกระเพาะอาหาร บีบอาหารสวนขึ้นไปที่หูรูดอาหารส่วนล่างและเป็นเหตุให้อาหารไหลท้นกลับไปในหลอดอาหาร เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่สามารถทำให้เกิดปัญหานี้ ได้แก่ เข็มขัดที่รัดแน่นและชุดชั้นในกระชับสัดส่วน

7. อย่าสูบบุหรี่

นิโคตินทำให้หูรูดของหลอดอาหารคลายตัว และการสูบบุหรี่ยังกระตุ้นการสร้างกรดในกระเพาะอาหารอีกด้วย

8. อย่าดื่มแอลกอฮอล์

หากคุณยังต้องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้ใช้วิธีต่อไป

9. ผ่อนคลาย

แม้ว่าความเครียดจะไม่ได้สัมพันธ์กับอาการกรดไหลย้อนโดยตรง แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าความเครียดนำไปสู่พฤติกรรมที่กระตุ้นอาการกรดไหลย้อนได้ ทำตามคำแนะนำเหล่านี้เพื่อผ่อนคลายความเครียด และลดโอกาสการเกิดกรดไหลย้อนที่เกี่ยวกับความเครียด

10. จดบันทึกอาการกรดไหลย้อน

จดบันทึกว่าอะไรกระตุ้นอาการกรดไหลย้อน ความรุนแรงของอาการในแต่ละครั้ง ร่างกายตอบสนองอย่างไร และอะไรทำให้ดีขึ้น ขึ้นตอนต่อไปคือนำข้อมูลเหล่านี้ไปพบแพทย์เพื่อที่ทั้งคุณและแพทย์จะได้ร่วมกันตัดสินใจว่าควรปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันอย่างไร และการรักษาแบบใดที่จะบรรเทาอาการได้ดีที่สุด

วิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม

  • ใช้ตารางเหล่านี้เพื่อเรียนรู้อาหารที่คุณจะรับประทานได้อย่างปลอดภัย อาหารที่คุณควรรับประทานอย่างระมัดระวังและอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง 
  • รับประทานยาให้ตรงเวลาทุกวัน เป็นเรื่องจำเป็นที่คุณต้องรับประทานยาสม่ำเสมอทุกวัน หากคุณรับประทานยาเพื่อรักษาอาการกรดไหลย้อน และมีแนวโน้มจะลืมได้ง่าย แปะโน้ตไว้เพื่อเตือนตัวคุณเองหรือนำยาไปด้วยเมื่อคุณทำกิจวัตรประจำวันอื่น ๆ ที่คุณไม่มีทางลืม เช่น การแปรงฟันหรือล้างหน้า เป็นต้น
  • นอกจากนี้ภาวะกรดไหลย้อนที่ไม่ได้รักษาอาจมีผลข้างเคียงตามมา เช่น มะเร็งหลอดอาหาร

รายการอาหารที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน

 

กลุ่มอาหารอาหารที่ทำให้เกิดอาการได้น้อย
ผลไม้• แอปเปิ้ลสด • แอปเปิ้ลแห้ง • น้ำแอปเปิ้ล • กล้วย
ผัก• มันอบ • บรอคโคลี • กะหล่ำปลี • แครอต • ถั่วเขียว • ถั่ว
เนื้อสัตว์• เนื้อไม่ติดมัน • สเต็กไม่ติดมัน •อกไก่ไม่มีหนัง • ไก่งวง • ไข่ขาว • สารทดแทนไข่ • ปลาที่ไม่เติมไขมัน
ผลิตภัณฑ์จากนม• ชีส feta หรือ goat • ครีมชีสชนิดไม่มีไขมัน • ซาวครีมชนิดไม่มีไขมัน • ชีสถั่วเหลืองไม่มีไขมัน
ธัญพืช• ขนมปังธัญพืชหรือขนมปังขาว • ซีเรียลหรือข้าวโอ๊ต • ขนมปังข้าวโพด • แครกเกอร์ • เพรทเซล • ข้าวขาวหรือข้าวกล้อง • เค้กข้าว
เครื่องดื่ม• น้ำแร่
ไขมันหรือน้ำมัน• น้ำสลัดไขมันต่ำ
ขนมหรือของหวาน• คุกกี้ไม่มีไขมัน • เยลลี่ • licorice • มันฝรั่งอบ

อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง

การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มบางอย่างพบว่าก่อให้เกิดอาการของโรคกรดไหลย้อน เช่น อาการแสบร้อนกลางหน้าอกหรือเรอเปรี้ยวจากการมีกรดไหลย้อน อาหารที่ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนมักได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยง ประกอบด้วย

  • แอลกอฮอล์
  • คาเฟอีน
  • เครื่องดื่มที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • ช็อกโกแลต
  • ผลไม้และน้ำผลไม้ตระกูลส้ม
  • อาหารที่มีไขมัน
  • อาหารทอด
  • กระเทียม
  • มินต์
  • หัวหอม
  • อาหารรสเผ็ด
  • มะเขือเทศ

เชื่อว่าอาหารเหล่านี้จะทำให้อาการของโรคกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้นโดยการเพิ่มกรดในกระเพาะ

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สามารถทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้โดยการทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายเกิดการคลายตัว ทำให้สารในกระเพาะอาหารไหลเข้าสู่หลอดอาหารและทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอก เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟและชา อาจไม่ทำให้เกิดปัญหาหากรับประทานอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมหรือประมาณ 1-2 แก้วต่อวัน เครื่องดื่มที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถเพิ่มกรดและความดันในกระเพาะอาหาร ทำให้กรดในกระเพาะอาหารสามารถผ่านกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายขึ้นมาได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้น หลายชนิดยังมีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ

อาหารที่มีไขมันมากที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุด คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันสูง เช่น ไอศกรีมหรือเนื้อสัตว์ส่วนที่เป็นมัน เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู หรือเนื้อชนิดอื่น ๆ ช็อกโกแลตอาจเป็นอาหารที่ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนไม่ควรรับประทานมากที่สุด เนื่องจากมีไขมันสูงและยังมีคาเฟอีน รวมทั้งสารเคมีอื่น ๆ ในธรรมชาติที่ทำให้เกิดการไหลย้อน แต่ละคนมีการตอบสนองต่ออาหารแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน ควรใส่ใจกับอาหารที่รับประทานและหากอาหารหรือเครื่องดื่มที่รับประทานไปนั้นทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอกก็ควรหลีกเลี่ยง และการเคี้ยวหมากฝรั่งอาจช่วยลดอาการของโรคกรดไหลย้อนได้


ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

โรคกรดไหลย้อนทำยังไงถึงจะหายขาด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
มีปัญาชอบเจ็บหน้าอกเป็นบางครั้งเหมือนโดนไฟดูด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เจ็บหน้าอกแป๊ปๆ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
วิธีรักษาโรคกรดไหลย้อนที่ได้ผลดีที่สุด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อาการแน่นหน้าอกครับเป็นหายเป็นหายครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่