โรคกรดไหลย้อนคืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มี.ค. 14, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 426,316 คน

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร ?

โรคกรดไหลย้อน (gastroesophageal reflux disease: GERD) คือ โรคที่เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะ ทำให้อาหารขึ้นไปอยู่ในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เกิดขึ้นได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน หรือแม้แต่ตอนที่ไม่ได้รับประทานอาหารก็ตาม

แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1.  โรคกรดไหลย้อนธรรมดา หมายถึง โรคที่กรดไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่แค่ภายในหลอดอาหาร จะไม่ไหลย้อนขึ้นเกินหูรูดหลอดอาหารส่วนบน ส่วนใหญ่จะมีอาการแค่บริเวณหลอดอาหารเท่านั้น

2. โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและกล่องเสียง หมายถึง โรคที่มีอาการทางคอและกล่องเสียง จากการไหลย้อนกลับของกรดขึ้นมาเหนือหูรูดหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ทําให้เกิดการระคายเคืองของคอและกล่องเสียง

สาเหตุของกรดไหลย้อน

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน มี 3 สาเหตุหลักด้วยกัน และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่กระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ ดังนี้

1.  หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารผิดปกติ

โดยส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุ เนื่องจากหูรูดเสื่อมสภาพไปตามช่วงวัยและอายุที่มากขึ้น จึงทำให้อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะถูกดันกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่าย เป็นผลให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือยางบางชนิด

2. กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง

ทำให้อาหารและน้ำย่อยที่ย่อยแล้วคั่งอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน เนื่องจากไม่สามารถบีบตัวให้ลงสู่ลำไส้ได้หมดในทันที เป็นผลให้เกิดแรงดันในกระเพาะอาหารมากขึ้น ซึ่งจะทำให้หูรูดถูกดันเปิดออกและดันเอาอาหารและน้ำย่อยย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารนั่นเอง

3.  ความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร

ทำให้อาหารที่รับประทานลงไป เคลื่อนลงสู่กระเพาะช้า หรือทำให้อาหารที่ไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหารค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

4.  ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ

  • โรคอ้วน ในคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องที่สูงกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งส่งผลให้ความดันในกระเพาะอาหารสูงขึ้นตามไปด้วย จึงเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อนได้มากกว่าปกติ
  • การตั้งครรภ์ เนื่องจากในภาวะครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น จึงทำให้เกิดความดันในกระเพาะเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์จึงเสี่ยงต่ออาการกรดไหลย้อนได้สูง
  • การสูบบุหรี่เป็นผลให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากขึ้นและทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวน้อยลง  จึงมีโอกาสที่กรดจะไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่าย
  • ความเครียด ส่งผลให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดออกมามากขึ้น จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อโรคกระเพาะและโรคกรดไหลย้อน

อาการของกรดไหลย้อน

อาการของกรดไหลย้อนมีหลากหลายอาการขึ้นกับอวัยวะที่ถูกระคายเคืองจากกรด

  • แสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ (heartburn)  อาจมีปวดร้าวไปที่บริเวณคอ รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ กลืนลําบาก  กลืนเจ็บ เจ็บคอ แสบคอ เรอบ่อย คลื่นไส้ รู้สึกเหมือนมีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาที่คอหรือปาก 
  • จุกแน่นหน้าอก เหมือนอาหารไม่ย่อย มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือฟันผุร่วมด้วยได้ 
  • ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียนหลังรับประทานอาหาร
  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้า อาจมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณกล่องเสียง ทำให้เกิดกล่องเสียงอักเสบ
  • ไอแห้งๆ กระแอมไอบ่อย มีอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในเวลากลางคืน  
  • บางคนอาจมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล มีน้ำมูกไหลลงคอ หูอื้อ หรือปวดหูได้

อาการแสบร้อนกลางหน้าอกเป็นภาวะที่รุนแรงหรือไม่ ?

สำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมากและอาการกำเริบไม่บ่อย อาจรู้สึกรำคาญเหมือนถูกรบกวนการใช้ชีวิต แต่ในผู้ที่เป็นเรื้อรังหรือมีอาการหลายครั้งในหนึ่งวัน หรือในหนึ่งสัปดาห์ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น หลอดอาหารตีบแคบลงจนทำให้เกิดอาการกลืนลำบาก อาจนำไปสู่โรค Barrett’s esophagus ซึ่งเป็นภาวะที่มีเซลล์ลักษณะเหมือนเยื่อบุกระเพาะอาหารมาเจริญที่หลอดอาหารส่วนปลาย หรือเกิดการทำลายหลอดอาหารอย่างรุนแรงจนทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหารได้

การวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน

แพทย์จะวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากการซักประวัติอาการที่กล่าวมาข้างต้น ตรวจร่างกายทั่วไป หากปฏิบัติตามคำแนะนำและรับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งขึ้นกับความเหมาะสมของอาการในแต่ละคนด้วย เช่น

  • ส่องกล้องทางเดินอาหาร ตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น
  • ตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างในหลอดอาหาร
  • เอกซเรย์กลืนสารทึบแสง
  • ตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร
  • ตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์

วิธีรักษากรดไหลย้อน

การรักษาโรคอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ลดความทุกข์ทรมานที่ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ซึ่งการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถรักษาได้หลายวิธี ดังนี้ 

1. รับประทานยาลดกรด

เพื่อลดการหลั่งกรดในกระเพาะ ช่วยรักษาและป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ควรรับประทานตามแพทย์สั่งหรือปรึกษาเภสัชกรที่ร้านขายยาทั่วไปก่อนซื้อยามารับประทานเอง สามารถแบ่งประเภทยาลดกรดได้ ดังนี้

  • ยาลดกรดที่มีองค์ประกอบของอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (aluminium hydroxide) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (magnesium hydroxide)  ยานี้จะลดความเป็นกรดอย่างรวดเร็ว อาการแสบร้อนกลางอกจะดีขึ้น มีผลต่อระบบขับถ่ายได้น้อย และไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์สามารถลดปริมาณฟอสเฟตในเลือดในผู้ป่วยโรคไตได้ 
  • ยาที่ออกฤทธิ์ลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร เป็นยาที่ออกฤทธ์ช้า แต่สามารถลดกรดได้ยาวนานนานถึง 12 ชั่วโมง  เช่น ไซเมทิดีน (cimetidine) ฟาโมทิดีน (famotidine) นิซาทิดีน (nizatidine) และรานิทิดีน (ranitidine)
  • ยาที่ป้องกันการผลิตกรดและรักษาหลอดอาหาร เป็นยาที่ออกฤทธ์ยับยั้งการหลั่งกรดได้ยาวนาน ทำให้เนื้อเยื่อที่เสียหายของหลอดอาหารมีเวลาฟื้นฟูกลับมาปกติได้เหมือนเดิม เช่น แลนโซพราโซล (lansoprazole) และโอมีพราโซล (omeprazole)

2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดอาการต่างๆ การกำเริบของโรค และช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ โดยการแก้ไขที่ตรงจุดที่สุด คือ การแก้ที่ต้นเหตุ ควรดูแลตนเองอยู่เสมอถึงแม้ว่าตัวของคุณอาการจะดีขึ้นหรือหายดีแล้วก็ตาม 

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่เพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะ เช่น อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มคาเฟอีน น้ำอัดลม กระเทียม หัวหอม เป็นต้น
  • ผ่อนคลายความเครียด  เช่น นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกกำลังกาย นั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่ชอบ ก็จะช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะได้เป็นอย่างดี
  • ควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะในคนอ้วน หรือคนที่น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน หมั่นออกกำลังกายและควบคุมอาหารที่รับประทาน เมื่อน้ำหนักลด ความดันในกระเพาะอาหารก็จะลดลง ทำให้กรดและอาหารในกระเพาะดันหูรูดหลอดอาหารน้อยลง อาการกรดไหลย้อนก็จะลดลงตามด้วย นอกจากนั้นยังส่งผลดีต่อสุขภาพด้านอื่นๆ และทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง
  • หลีกเลี่ยงการนอนราบหรือการก้มหยิบของทันทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ควรรอให้อาหารย่อยก่อน 2-3 ชั่วโมง และไม่ควรออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารเสร็จทันทีเช่นกัน เพราะจะทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย
  • ควรรับประทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากเกินไป

3. ผ่าตัด

เป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสำหรับ

  • ผู้ที่รักษาด้วยยาเป็นเวลานานแล้วไม่สามารถควบคุมอาการหรือหยุดยาได้
  • ผู้ที่ไม่สามารถรับประทานยาได้เป็นเวลานานและได้รับผลข้างเคียงจากยา

4. บรรเทาอาการด้วยสมุนไพร

สมุนไพรบางชนิดสามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนให้ทุเลาลงได้ และมีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพอีกมากมาย ตัวอย่างสมุนไพรที่สามารถนำมาแก้อาการกรดไหลย้อนได้ เช่น

  • ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ จากงานวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าขมิ้นชันมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการหลั่งเมือกในกระเพาะ ช่วยสมานแผล ต้านแบคทีเรีย และป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ  ดังนั้น ขมิ้นชันสามารถช่วยลดอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกรดไหลย้อนได้ แต่มีข้อห้ามข้อควรระวังที่ต้องศึกษาให้ดีก่อนรับประทาน ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย ทำให้อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกรดไหลย้อนลดลงได้ มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกรับประทาน เช่น ยาชง ยาผง ยาแคปซูล เป็นต้น
  • กะเพรา เป็นสมุนไพรที่นำมาต้มดื่มช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ โดยให้นำกะเพรา 1 กำ มาต้มกับน้ำประมาณ 2-3 ลิตร ด้วยไฟปานกลาง 20 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว (250 ml) หลังอาหาร 3 มื้อ และควรดื่มหลังรับประทานอาหารแล้ว 10-15 นาที

โรคกรดไหลย้อนระหว่างตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์จำนวนมากประสบกับอาการของโรคกรดไหลย้อน โดยเฉพาะอาการแสบร้อนกลางอก ซึ่งอาการของกรดไหลย้อนสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ โดยมักมีอาการมากขึ้นเมื่อครรภ์เข้าสู่ไตรมาสท้ายๆ เนื่องจากฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง รวมถึงขนาดของมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นกดเบียดกระเพาะอาหารทำให้กรดและอาหารในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารได้แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อคลอดทารกออกมาแล้ว

จุดประสงค์ในการรักษาโรคกรดไหลย้อนในหญิงตั้งครรภ์ไม่แตกต่างกับคนทั่วไป คือ มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่การรับประทานยาลดกรดก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้อาการของกรดไหลย้อนดีขึ้นได้ ซึ่งยาลดกรดมีหลายรูปแบบ หญิงตั้งครรภ์ควรระมัดระวังหากซื้อยามารับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา

หมายเหตุ: อย่าลืมปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนทำการใช้ยาทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของคุณและลูกน้อยในครรภ์ และระวังยาลดกรดที่ประกอบด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) อาจทำให้เกิดการสร้างของเหลวเพิ่มขึ้น ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงยานี้

บุหรี่กับโรคกรดไหลย้อน

บุหรี่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เราทุกคนต่างรู้ดี โทษของบุหรี่ทำร้ายร่างกายของเราให้แย่ลง โดยเฉพาะปอด แต่ในความเป็นจริงแล้ว พิษจากบุหรี่นั้นมีอันตรายต่ออวัยวะทุกส่วนในร่างกาย กระเพาะเองก็เป็นหนึ่งในอวัยวะนั้นที่เกิดความเสียหายจากบุหรี่

โรคกรดไหลย้อน เป็นอีกหนึ่งโรคที่ถูกกระตุ้นให้เกิดอาการจากบุหรี่ได้ โดยเฉพาะอาการแสบร้อนกลางหน้าอก ซึ่งมีสาเหตุที่ทำให้เกิดได้ ดังนี้

1.การสูบบุหรี่ทำให้ผลิตน้ำลายได้น้อยลง

ทำให้รู้สึกปากแห้ง น้ำลายข้นหนืด โดยปกติน้ำลายจะเป็นตัวเคลือบหลอดอาหารช่วยลดความเป็นกรดที่ย้อนขึ้นมาจากกระเพาะได้ แต่ในคนที่สูบบุหรี่จะมีน้ำลายน้อยลง ทำให้เมื่อเกิดอาการกรดไหลย้อน หลอดอาหารจะระคายเคืองได้ง่ายและเมื่อเกิดแผลแล้วมักหายยากด้วย

2.การสูบบุหรี่กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

การหลั่งกรดในปริมาณที่มากเกินไปสามารถทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้

3.การสูบบุหรี่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายอ่อนแรงและคลายตัว

กล้ามเนื้อหูรูดนี้ตั้งอยู่ระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะ หากหูรูดมีการคลายตัวผิดปกติแล้ว จะทำให้เกิดการไหลย้อนของกรดและอาหารจากกระเพาะอาหารขึ้นมาสู่หลอดอาหารได้

4.การสูบบุหรี่ทำให้กรดในกระเพาะมีความรุนแรงมากขึ้น

เนื่องจากบุหรี่จะกระตุ้นให้เกลือน้ำดีจากลำไส้เล็กไหลเข้าสู่กระเพาะอาหาร อาจทำให้เนื้อเยื่อกระเพาะ หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นถูกทำลายได้ง่ายขึ้น

5.การสูบบุหรี่ทำลายหลอดอาหารได้โดยตรง

เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหารมากขึ้นด้วย

6.การสูบบุหรี่ทำให้ย่อยอาหารช้าลง

เพราะบุหรี่ไปยับยั้งการหลั่งกรดที่สำคัญของกระเพาะ รวมถึงทำให้หลอดเลือดที่กระเพาะและลำไส้เล็กตีบแคบลง ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี  ส่งผลต่อการย่อยอาหาร อาหารจึงค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น เกิดอาการกรดไหลย้อนตามมาทีหลังได้

ผลของการสูบบุหรี่ต่อระบบทางเดินอาหาร

กลไกลการย่อยอาหารเริ่มตั้งแต่ปากจนถึงลำไส้ใหญ่ ซึ่งบุหรี่ก็มีผลต่ออวัยวะเกือบทุกส่วนในร่างกาย ทำให้การทำงานของระบบต่างๆ ผิดปกติไป เริ่มตั้งแต่ช่องปาก น้ำลายเป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ช่วยย่อยอาหาร ที่สำคัญช่วยคลือบหลอดอาหาร ป้องกันการระเคืองจากกรดในกระเพาะ แต่เมื่อสูบบุหรี่เข้าไปจะทำให้น้ำลายน้อยลง หลอดอาหารก็ถูกกัดจากกรดได้ง่ายขึ้น

เมื่ออาหารเข้าสู่กระเพาะ บุหรี่ก็ไปยับยั้งการหลั่งกรดสำคัญที่ช่วยย่อยอาหาร  ทำให้อาหารไม่ย่อย เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อตามมา แต่ในทางตรงข้ามบุหรี่ก็เป็นตัวกระตุ้นให้มีการหลั่งกรดมากขึ้น ท้นขึ้นไปที่หลอดอาหาร เกิดอาการแสบร้อนกลางอกได้ นอกจากนั้นบุหรี่ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วย ซึ่งสารนิโคตินในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดที่เลี้ยงเยี่อบุกระเพาะและลำไส้ตีบแคบลง เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ทำให้แผลกระเพาะอาหารหายช้าได้

ยากับกรดไหลย้อน

ยาบางชนิดสามารถกระตุ้นให้เกิดเกิดอาการกรดไหลย้อนได้ ซึ่งแต่ละคนก็แตกต่างกันไป  หากคุณสงสัยว่าในบรรดายาที่คุณใช้อยู่มียาตัวใดบ้างที่ทำให้อาจทำให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบ คุณควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษา หรือเภสัชกร ไม่ควรหยุดยาตัวนั้นเอง ยกเว้นแต่ว่าแพทย์ของคุณเป็นคนสั่ง 

แม้ว่าการหยุดยาอาจทำให้อาการกรดไหลย้อนดีขึ้นหรือหายไป แต่ผลค้างเคียงที่ตามมาจากการหยุดยาบางอย่างอาจแย่ยิ่งกว่าอาการกรดไหลย้อนที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ ยาที่มีผลต่อโรคกรดไหลย้อน ได้แก่

  • ยาคลายกังวล เช่น Diazepam
  • ยากลุ่ม anticholinergics เช่น trihexyphenidyl, benztropine mesylate
  • ยาปฏิชีวนะบางตัว เช่น ยากลุ่ม tetracycline
  • ยาในกลุ่ม antihismatines เช่น Diphenhydramine
  • ยาแอสไพริน (ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด)
  • ยาลดความดันหรือยาโรคหัวใจในกลุ่ม beta blockers เช่น Propanolol, Atenolol
  • ยาในกลุ่ม bisphosphonates (ใช้รักษาโรคกระดูกพรุน)
  • ยาลดความดันในกลุ่ม calcium channel blockers เช่น Nifedipine, Diltiazem
  • ยาขยายหลอดลมสำหรับรักษาโรคหอบหืด เช่น Albuterol, Metaproterenol
  • ยาเคมีบำบัด
  • ยาDopamine
  • ฮอร์โมนEstrogen
  • การรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน(Hormone Replacement Therapy-HRT) ซึ่งประกอบด้วยทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มNSAIDs (nonsteroidal anti-inflammatory drugs
  • ยาในกลุ่ม nitrates และ nitroglycerin
  • ยาคุมสำหรับประจำเดือนที่มาไม่ปกติ หรือเพื่อคุมกำเนิด
  • ยาในกลุ่มยานอนหลับ ที่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับหรือวิตกกังวล
  • ยาแก้ปวดที่เสพติดได้ เช่น Meperidine 
  • ยาสเตียรอยด์บางชนิด
  • ยาในกลุ่ม tricyclic antidepressants เช่น imipramine, doxepin, desipramine, nortriptyline
  • แร่ธาตุโพแทสเซียม อาหารเสริมธาตุเหล็ก และวิตามินซี
  • ยารักษาโรคหอบหืด (Antiasthmatic) เช่น Theophylline

วิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อน

1. รับประทานให้น้อยลงแต่บ่อยขึ้น

กระเพาะอาหารที่แน่นมากเกินไป จะมีแรงดันต่อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างเพิ่มขึ้น มีโอกาสที่อาหารบางส่วนจะไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารได้

2. หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะ

อาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง  น้ำอัดลม ผักบางชนิด เช่น มะเขือเทศ หัวหอม กระเทียม เป็นต้น

3. ไม่เข้านอนทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ

การนอนหลับไปพร้อมกับกระเพาะที่เต็มแน่นด้วยอาหาร จะทำให้เกิดการกดเบียดหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เพิ่มโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นไปได้

4. นอนยกหัวสูง

การนอนหัวสูง จะช่วยลดแรงดันจากกระเพาะต่อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างได้  เช่น วางก้อนอิฐ หิน หรืออะไรก็ตามที่แข็งแรงมั่นคงรองขาเตียงฝั่งหัวนอน หรืออาจใช้หมอนรูปลิ่มหนุนหัวให้สูงขึ้น

5. ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม

ควรพยายามลดน้ำหนัก เพราะยิ่งน้ำหนักมาก โดยเฉพาะคนที่มีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน ความดันในช่องท้องก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้นด้วย

6. ไม่สวมเข็มขัดหรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นบริเวณเอว

เสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายที่รัดแน่นบริเวณท้อง จะกดเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารไหลท้นกลับไปในหลอดอาหารได้ 

7. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

ควรเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่ทำให้หูรูดของหลอดอาหารคลายตัว และบุหรี่ยังกระตุ้นการสร้างกรดในกระเพาะอาหารอีกด้วย 

8. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ทุกชนิด

เนื่องจากแอลกอฮอล์เพิ่มปริมาณการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายตัว ส่งผลให้กรดไหลย้อนกำเริบได้

9. ลดความเครียด

ควรหากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น นอนหลับ นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย อ่านหนังสือที่ชอบ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จะช่วยลดการหลั่งกรดที่มากเกินไปได้

10. จดบันทึกอาการกรดไหลย้อน

จดบันทึกเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้อาการกำเริบ อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ช่วงเวลาที่เกิดอาการ วิธีการรักษาที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตัวคุณมากขึ้น และช่วยให้คุณและแพทย์วางแผนการรักษาได้ง่าย และตรงจุดมากขึ้นด้วย

11. รับประทานยาสม่ำเสมอ

ควรรับประทานยาสม่ำเสมอทุกวัน หากคุณต้องรับประทานยาเพื่อรักษาอาการกรดไหลย้อน และมีแนวโน้มจะลืมได้ง่าย แนะนำให้แปะโน้ตไว้เพื่อเตือนตัวคุณเอง เช่น นำยาไปด้วยเมื่อต้องออกไปข้างนอก

ตารางรายการอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน 

กลุ่มอาหาร
อาหารที่ควรรับประทาน
ผลไม้• แอปเปิ้ลสด • แอปเปิ้ลแห้ง • น้ำแอปเปิ้ล • กล้วย
ผัก• มันอบ • บรอคโคลี • กะหล่ำปลี • แครอต • ถั่วเขียว • ถั่ว
เนื้อสัตว์• เนื้อไม่ติดมัน • สเต็กไม่ติดมัน •อกไก่ไม่มีหนัง • ไก่งวง • ไข่ขาว • สารทดแทนไข่ • ปลาที่ไม่เติมไขมัน
ผลิตภัณฑ์จากนม• ชีส feta หรือ goat • ครีมชีสชนิดไม่มีไขมัน • ซาวครีมชนิดไม่มีไขมัน • ชีสถั่วเหลืองไม่มีไขมัน
ธัญพืช• ขนมปังธัญพืชหรือขนมปังขาว • ซีเรียลหรือข้าวโอ๊ต • ขนมปังข้าวโพด • แครกเกอร์ • เพรทเซล • ข้าวขาวหรือข้าวกล้อง • เค้กข้าว
เครื่องดื่ม• น้ำเปล่า หรือน้ำแร่ 
ไขมันหรือน้ำมัน• น้ำสลัดไขมันต่ำ
ขนมหรือของหวาน• คุกกี้ไม่มีไขมัน • เยลลี่ • licorice • มันฝรั่งอบ 

อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง

  • แอลกอฮอล์
  • คาเฟอีน
  • เครื่องดื่มที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • ช็อกโกแลต
  • ผลไม้และน้ำผลไม้ตระกูลส้ม
  • อาหารที่มีไขมัน
  • อาหารทอด
  • กระเทียม
  • มินต์
  • หัวหอม
  • อาหารรสเผ็ด
  • มะเขือเทศ

สรุป ถึงแม้โรคกรดไหลย้อนไม่ได้มีความรุนแรงถึงขนาดทำให้เสียชีวิต แต่ทำให้เกิดความทรมาน รบกวนการใช้ชีวิตในประจำวัน และทำให้มีคุณภาพชีวิตแย่ลง ซึ่งจุดมุ่งหมายสำคัญในการรักษาโรคนี้ คือ ลดปริมาณกรดในกระเพาะ และป้องการไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไป การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นวิธีที่ตรงจุดที่สุดที่จะช่วยลดอาการต่างๆ ป้องกันไม่ให้เกิดอาการ และช่วยลดการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้ ดังนั้น ควรดูแลตนเองอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดอาการ และปฏิบัติตามคำแนะนำที่ถูกวิธี ก็จะช่วยให้คุณห่างไกลจากกรดไหลย้อนได้อย่างยั่งยืน 

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความต่อไป
อาหาร
อาหาร

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

โรคกรดไหลย้อนทำยังไงถึงจะหายขาด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
มีปัญาชอบเจ็บหน้าอกเป็นบางครั้งเหมือนโดนไฟดูด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เจ็บหน้าอกแป๊ปๆ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
วิธีรักษาโรคกรดไหลย้อนที่ได้ผลดีที่สุด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อาการแน่นหน้าอกครับเป็นหายเป็นหายครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่