โรคกรดไหลย้อนคืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 14 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 144,392 คน

รู้จักโรคกรดไหลย้อน สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และการป้องกันอย่างถูกต้อง

กรดไหลย้อนเป็นโรคหนึ่งที่เกี่ยวกับระบบกระเพาะอาหาร ซึ่งมักจะเกิดได้ง่ายกับทุกคน และสร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างมากทีเดียว โดยโรคนี้อาจดูเหมือนไม่เป็นอันตราย แต่หากเกิดภาวะแทรกซ้อนก็จะทำให้อาการรุนแรงได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับโรคกรดไหลย้อนให้มากขึ้น เพื่อป้องกันและเตรียมตัวรับมือเมื่อเกิดอาการนั่นเอง โดยเฉพาะในบุคคลที่เสี่ยง เช่น คนอ้วนและหญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร ?

กรดไหลย้อนคือโรคที่เกิดจากการที่มีกรดออกมาในขณะย่อยอาหารมากเกินไป เมื่ออาหารที่ย่อยแล้วถูกบีบลงไปในลำไส้ จึงทำให้กรดส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการแสบแน่นในทรวงอก และรู้สึกได้ถึงรสเปรี้ยว แสบในคอ ซึ่งใช้เวลานานกว่าอาการจะค่อย ๆ ทุเลาลงไป หรืออาจต้องรับประทานยาลดกรดไหลย้อนร่วมด้วย

ทำไมถึงเรียกอาการนี้ว่า Heartburn ?

มันอาจฟังดูประหลาดที่เรียกอาการนี้ว่า Heartburn ในเมื่อไม่ได้เป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับหัวใจแต่อย่างใด คำอธิบายก็คืออาการนี้มักเกิดขึ้นกลางหน้าอกค่อนไปข้างล่าง ดังนั้นจึงเรียกว่า Heartburn เพราะรู้สึกว่ารอบ ๆ หัวใจมีอาการแสบร้อนเหมือนไหม้

อาการนี้ถือเป็นหนึ่งในหลาย ๆ อาการของความผิดปกติแต่ไม่ใช่โรค สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยแต่พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน สาเหตุอื่นที่สามารถทำให้เกิดอาการนี้ได้ประกอบด้วย

  • อาหารบางชนิด เช่น อาหารทอดและอาหารมัน เปปเปอร์มินต์ กาแฟ และแอลกอฮอล์ สามารถทำใหกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวได้
  • รับประทานอาหารมื้อใหญ่หรือรับประทานอาหารก่อนนอน
  • เป็นไส้เลื่อนที่กระบังลม
  • มีแรงดันเกิดในท้อง เช่น การก้มตัว การใส่เสื้อผ้ารัดรูป การยก ภาวะอ้วน
  • ยาบางชนิด
  • การสูบบุหรี่

สาเหตุ

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน มี 2 สาเหตุหลักด้วยกัน คือ ความผิดปกติของกระเพาะอาหาร และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ซึ่งมีดังนี้

1.สาเหตุจากกระเพาะอาหารผิดปกติ

หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารเสื่อม โดยส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุ เนื่องจากหูรูดเสื่อมสภาพไปตามช่วงวัยและอายุที่มากขึ้น จึงทำให้อาหารและน้ำย่อยในกระเพาะถูกดันกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่าย เป็นผลให้เกิดอาการกรดไหลย้อน จึงนิยมให้วัยสูงอายุรับประทานอาหารอ่อน ๆ และรสชาติกลาง ๆ มากกว่า

กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง ทำให้อาหารและน้ำย่อยที่ย่อยแล้วคั่งอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน เนื่องจากไม่สามารถบีบตัวให้ลงสู่ลำไส้ได้หมดในทันที เป็นผลให้เกิดแรงดันในกระเพาะอาหารมากขึ้น ซึ่งจะทำให้หูรูดถูกดันเปิดออกและดันเอาอาหารและน้ำย่อยย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหารนั่นเอง

ปัจจัยอื่น ๆ เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร โดยเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้บ่อย เช่น ปริมาตรของกระเพาะเพิ่มขึ้น กระเพาะอาหารขยายตัวมากขึ้น เป็นต้น

2.สาเหตุจากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

โรคอ้วน ในคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องที่สูงกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งส่งผลให้ความดันในกระเพาะอาหารสูงขึ้นตามไปด้วย จึงเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อนได้มากกว่าปกติ

การตั้งครรภ์ เนื่องจากในภาวะครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น จึงทำให้เกิดความดันในกระเพาะเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์จึงเสี่ยงต่ออาการกรดไหลย้อนได้สูง

การสูบบุหรี่ เป็นผลให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากขึ้นและทำให้กระเพาะอาหารเกิดการบีบตัวน้อยลง  จึงมีโอกาสที่กรดจะไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารได้ง่าย

ความเครียด ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ เท่านั้น แต่ยังส่งผลให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดออกมามากขึ้น จึงทำให้เสี่ยงสูงต่อโรคกระเพาะและภาวะกรดไหลย้อน

อาการของโรคกรดไหลย้อน

อาการของโรคกรดไหลย้อน นอกจากแสบร้อนทรวงอกแล้วก็จะมีอาการอื่น ๆ ที่ต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อน ซึ่งอาการของโรคกรดไหลย้อนส่วนใหญ่ที่สังเกตได้ มีดังนี้

  • เกิดอาการขย้อนอาหารและเรอจนน้ำย่อยขึ้นมาสัมผัสที่คอ ทำให้รู้สึกถึงรสเปรี้ยวและแสบบริเวณคอหอย หรืออาจมีรสขม ๆ ของน้ำดีด้วย นอกจากนี้การหายใจก็อาจมีกลิ่นออกมาเช่นกัน
  • จุกแน่นยอดอก คลื่นไส้ ให้ความรู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อยและมีอาการเรอบ่อย ๆ
  • มีอาการไอบ่อย ๆ และรู้สึกเหมือนมีเสมหะอยู่ในคอ โดยอาการแบบนี้เกิดจากการที่กรดไหลย้อนอย่างรุนแรง โดยกรดไหลย้อนขึ้นมาถึงปากและคอหอยนั่นเอง
  • รู้สึกขมคอ เจ็บคอ และมีเสียงแหบพร่าเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า หรืออาจมีอาการไอเรื้อรัง เปรี้ยวปาก และเรอบ่อย ๆ ร่วมด้วย ซึ่งก็อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากทีเดียว
  • ในบางคนอาจมีภาวะแทรกซ้อน โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด กลืนอาหารลำบาก ไอเรื้อรัง ปอดอักเสบ และที่ร้ายแรงสุดก็คือ อาจเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกล่องเสียงได้นั่นเอง

อาการแสบร้อนกลางหน้าอกเป็นภาวะที่รุนแรงหรือไม่ ?

ผู้ที่มีอาการในระดับไม่รุนแรงอาจเพียงแค่รู้สึกรำคาญมากกว่า แต่ในผู้ที่มีอาการเรื้อรังและเป็นหลายครั้งในหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งวัน อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หากไม่ได้รักษา

ในผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเรื้อรัง ทำให้เกิดแผลขึ้นในหลอดอาหาร หลอดอาหารตีบแคบลงจนอาจทำให้เกิดอาการกลืนลำบาก หรืออาจนำไปสู่โรค Barrett’s esophagus ซึ่งเป็นภาวะที่มีเซลล์ลักษณะเหมือนเยื่อบุกระเพาะอาหารมาเจริญที่หลอดอาหารส่วนปลาย การทำลายหลอดอาหารอย่างรุนแรงจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร

จะวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้อย่างไร ?

โดยทั่วไป แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากอาการ ประวัติ และการตรวจร่างกาย ตัวอย่างต่อไปนี้คืออาการที่พบได้ของการแสบร้อนกลางหน้าอก

  • กลืนลำบาก
  • รู้สึกมีอะไรติดอยู่ในคอ
  • เจ็บหน้าอก
  • ไอแห้ง ๆ
  • รู้สึกแสบร้อนในคอ
  • เจ็บคอ

โรคกรดไหลย้อนระหว่างตั้งครรภ์-ภาพรวม

โรคกรดไหลย้อนนอกจากจะพบในคนทั่วไปแล้ว ยังพบมากในหญิงตั้งครรภ์ด้วย เพราะหญิงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง และมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจนมาเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมา โดยอาการที่พบบ่อยคือแสบร้อนกลางอก

หญิงตั้งครรภ์จำนวนมากประสบกับอาการของโรคกรดไหลย้อน โดยเฉพาะอาการแสบร้อนกลางอก อาการของกรดไหลย้อนอาจเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ และอาการมักจะแย่ลงระหว่างการตั้งครรภ์ โดยมักมีอาการแสบร้อนกลางอก เนื่องจากฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง กล้ามเนื้อที่ใช้ในการผลักดันอาหารจากหลอดอาหารลงสู่ทางเดินอาหารส่วนล่างทำงานได้ช้าลงขณะตั้งครรภ์ และขนาดของมดลูกที่ขยายขึ้นมาเบียดกระเพาะอาหาร ทำให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารได้

อาการของโรคกรดไหลย้อนพบได้บ่อยขณะตั้งครรภ์ บางครั้งอาจทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหารได้ แต่ก็พบน้อย ส่วนใหญ่แล้วอาการแสบร้อนกลางอกจะดีขึ้นเมื่อคลอดทารกออกมาแล้ว

การรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการกรดไหลย้อนก็เหมือนกับการรักษาผู้ป่วยทั่วไปที่เป็นโรคกรดไหลย้อน โดยมุ่งเน้นที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการรักษาโดยไม่ใช้ยา คุณสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อช่วยบรรเทาอาการของกรดไหลย้อน ต่อไปนี้คือสิ่งที่แนะนำให้ลองทำ

  • เปลี่ยนนิสัยการรับประทานอาหาร
    • แนะนำให้แบ่งการรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อแทนการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ 2-3 มื้อ
    • หลังจากรับประทานอาหารแล้ว ให้เว้นระยะเวลา 2-3 ชั่วโมงก่อนที่จะนอน และไม่แนะนำให้รับประทานของว่างมื้อดึก
    • ช็อกโกแลตและมินต์สามารถทำให้อาการของกรดไหลย้อนแย่ลงได้ เพราะจะไปคลายหูรูดที่กั้นระหว่างกระเพาะอาหารกับหลอดอาหาร
    • อาหารเผ็ด รสจัด ประกอบด้วยกรดจำนวนมาก (เช่น มะเขือเทศและส้ม) และกาแฟก็สามารถทำให้อาการของกรดไหลย้อนแย่ลงได้ในผู้ป่วยบางราย ถ้าอาการของคุณแย่ลงหลังจากรับประทานอาหารบางชนิด คุณจำเป็นต้องหยุดการรับประทานอาหารชนิดนั้นเพื่อดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่หลังจากหลีกเลี่ยงอาหารนั้น
  • หยุดสูบบุหรี่
  • ถ้าคุณมีอาการของกรดไหลย้อนตอนกลางคืน ให้นอนยกหัวสูง 6 นิ้ว (15 เซนติเมตร) จนถึง 8 นิ้ว (20 เซนติเมตร) โดยการเพิ่มแผ่นโฟมเสริมที่บริเวณศีรษะ (การเสริมด้วยหมอนไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ)
  • ยาลดกรดส่วนใหญ่ที่มีขายทั่วไปปลอดภัยในการใช้ระหว่างตั้งครรภ์ แต่ยาลดกรดที่ประกอบไปด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) อาจทำให้เกิดการสร้างของเหลวเพิ่มขึ้น ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงยานี้ แต่สามารถใช้ยาลดกรดที่ประกอบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) ได้

แพทย์บางท่านอาจแนะนำยาบางรายการ เช่น ซูคราลเฟต (sucralfate) ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยาที่ไม่ต้องสั่งโดยแพทย์อื่น ๆ เพื่อรักษาอาการกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์

รายชื่อยาต่อไปนี้โดยทั่วไปปลอดภัยสำหรับการใช้ระหว่างตั้งครรภ์ แต่ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะใช้ยาใดเสมอ

  • ยาลดการหลั่งกรด เช่น แรนิทิดีน (ranitidine)
  • ยายับยั้งการหลั่งกรดในกลุ่ม proton pump inhibiors เช่น โอเมพราโซล (omeprazole) หรือแลนโซพราโซล (lansoprazole)

วิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน

เมื่อเกิดโรคกรดไหลย้อนแล้วจะต้องรักษาโรคอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ จนก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานยิ่งขึ้น ซึ่งการรักษาโรคกรดไหลย้อนสามารถรักษาได้หลายวิธี ดังนี้

1รับประทานยาลดกรด

เนื่องจากโรคกรดไหลย้อนมักจะมีอาการกำเริบบ่อย ๆ จึงต้องรับประทานยาลดกรด ซึ่งอาจรับประทานตามแพทย์สั่งหรือซื้อมารับประทานเองก็ได้ โดยแรก ๆ จะต้องรับประทานเป็นประจำทุกวันก่อนมื้ออาหารตามชนิดของยานั้น ๆ เมื่ออาการทุเลาลงและหายเป็นปกติ จึงเปลี่ยนมาเป็นรับประทานเฉพาะเมื่อมีอาการนั่นเอง

ยาลดกรด ได้แก่ ยาที่มีองค์ประกอบของอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (aluminium hydroxide) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (magnesium hydroxide) ซึ่งยาเหล่านี้จะลดความเป็นกรดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้อาการแสบร้อนกลางอกดีขึ้น แต่การใช้ยาในกลุ่มนี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่ให้ผลการรักษาที่ดีนัก และการใช้ยาในกลุ่มนี้มากเกินไปจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงขึ้นได้ เช่น อาการท้องผูกหรือท้องเสีย

ยาที่ลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งได้แก่ ไซเมทิดีน (cimetidine) ฟาโมทิดีน (famotidine) นิซาทิดีน (nizatidine) และรานิทิดีน (ranitidine) ยาในกลุ่มนี้อาจไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการได้อย่างรวดเร็ว แต่จะช่วยลดการผลิตกรดได้ยาวนานนานถึง 12 ชั่วโมง

ยาที่ป้องกันการผลิตกรดและรักษาหลอดอาหาร ยาในกลุ่มนี้สามารถยับยั้งการหลั่งกรดได้ยาวนาน จึงช่วยทำให้เนื้อเยื่อที่เสียหายของหลอดอาหารสามารถฟื้นฟูให้กลับมาปกติได้ดังเดิม ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ แลนโซพราโซล (lansoprazole) และโอมีพราโซล (omeprazole)

2ผ่าตัด

การรักษาด้วยการผ่าตัดจะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง โดยไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นให้หายได้ ซึ่งวิธีนี้ก็มีความเสี่ยงมากพอสมควร

3ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

สำหรับผู้ป่วยแบบเรื้อรังที่มักจะมีอาการกรดไหลย้อนบ่อย ๆ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารหรือการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการกำเริบ โดยสามารถทำได้ดังนี้

ใส่ใจเรื่องอาหารให้มากขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทุกชนิดที่เสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อน เช่น อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มคาเฟอีน น้ำอัดลม กระเทียม และหัวหอม เป็นต้น โดยอาหารเหล่านี้จะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากเกินไป และทำลายระบบกระเพาะอาหารให้เสื่อมสภาพอีกด้วย

ผ่อนคลายความเครียด พยายามผ่อนคลายความเครียด และนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ซึ่งจะช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะได้เป็นอย่างดี

ควบคุมน้ำหนักอยู่เสมอ โดยเฉพาะในคนอ้วน ควรหมั่นออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม เมื่อน้ำหนักลด ความดันในกระเพาะอาหารก็จะลดลงไปด้วย และส่งผลดีต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

หลีกเลี่ยงพฤติกรรมหรืออิริยาบถบางอย่าง ควรหลีกเลี่ยงการนอนราบหรือการก้มหยิบของหลังจากเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ ควรยืนหรือนั่งตัวตรงอย่างน้อยประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อรอให้อาหารย่อยผ่านกระเพาะอาหารเรียบร้อยแล้ว และที่สำคัญไม่ควรออกกำลังกายในช่วงนี้ด้วย เพราะจะทำให้กรดไหลย้อนได้ง่ายเช่นกัน

ควรรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากเกินไป  และการดื่มน้ำในระหว่างรับประทานอาหารจะช่วยเจือจางกรดในกระเพาะได้เป็นอย่างดี

4บรรเทาอาการด้วยสมุนไพร

สมุนไพรบางชนิดสามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนให้ทุเลาลงได้ และมีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพอีกมากมาย โดยสมุนไพรที่สามารถนำมาแก้อาการกรดไหลย้อนได้ มีดังนี้

ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่มีส่วนช่วยในการขับน้ำดี แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยลดการตกค้างของอาหารในกระเพาะและลำไส้ จึงป้องกันและบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้อย่างดีเยี่ยม โดยส่วนใหญ่จะรับประทานในรูปของแคปซูลหรือแบบผงสำเร็จรูป

ย่านาง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาอาการกรดไหลย้อนโดยตรง 

กะเพรา สมุนไพรที่แค่นำมาต้มดื่มก็สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ดี โดยให้นำกะเพรา 1 กำมาต้มกับน้ำประมาณ 2-3 ลิตร ด้วยไฟปานกลาง 20 นาที ดื่มหลังอาหาร 1 แก้ว

ขึ้นฉ่าย สมุนไพรที่นอกจากจะช่วยลดกรดไหลย้อนแล้ว ก็มีส่วนช่วยในการบำรุงระบบย่อยอาหารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบแดงว่ามีประโยชน์แล้ว กระเจี๊ยบเขียวก็มีประโยชน์ไม่น้อยเช่นกัน โดยสามารถนำมาต้มในน้ำเกลือแล้วใช้รับประทานแก้อาการกรดไหลย้อนได้ดี

วิธีการจัดการกับอาการแสบร้อนกลางหน้าอก

คุณสามารถบรรเทาอาการดังกล่าวได้ด้วยตนเอง เช่น การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตและอาหารที่รับประทาน

นี่คือบางตัวอย่างที่เราอยากแนะนำ

  • รับประทานอาหารมื้อเล็กบ่อย ๆ  แทนการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ 3 มื้อ จะช่วยป้องกันไม่ให้ผลิตกรดในกระเพาะอาหารออกมามากเกินไป
  • รับประทานช้า ๆ หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้คุณรับประทานอาหารช้าลงก็คือการวางช้อนหรือส้อมลงระหว่างคำ
  • อย่าเข้านอนในขณะที่ท้องยังอิ่ม  ควรรออย่างน้อย 3 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารหรือขนมมื้อสุดท้ายก่อนที่จะเข้านอน เพราะจะช่วยให้ระดับของกรดลดลงก่อนที่ร่างกายจะอยู่ในท่าที่เกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอกขึ้นมาได้ง่าย
  • นอนหัวสูงขึ้น การนอนหัวสูงจะช่วยป้องกันการเกิดกรดไหลย้อนระหว่างคืน
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นการเกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอก ตัวอย่างอาหารและเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการนี้ เช่น กาแฟ (รวมถึงกาแฟชนิด decaf) แอลกอฮอล์ อาหารมัน เครื่องดื่มและอาหารที่มีคาเฟอีน หัวหอม เปปเปอร์มินต์ ช็อกโกแลต ผลไม้หรือน้ำผลไม้ในตระกูลส้ม และมะเขือเทศ หากคุณไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คุณเกิดอาการ ควรลองจดบันทึกรายการอาหารที่รับประทานประมาณ 1-2 สัปดาห์
  • เลิกบุหรี่ สารนิโคตินสามารถทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเปิดปิดระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร และป้องกันอาหารที่มีสภาพเป็นกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหารอ่อนแอลง
  • ใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว การใส่เสื้อผ้ารัดรูปจะบีบร่างกายส่วนกลาง และทำให้สารในกระเพาะไหลขึ้นด้านบน
  • ลดน้ำหนัก การลดน้ำหนักสามารถช่วยลดอาการได้ หากคุณมีน้ำหนักเกินเกณฑ์
  • เคี้ยวหมากฝรั่ง การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยลดอาการแสบร้อนได้ชั่วคราวจากการกระตุ้นการสร้างน้ำลาย ซึ่งจะช่วยเจือจางและล้างกรดจากกระเพาะออก
  • ดื่มน้ำอุ่น การดื่มน้ำอุ่นหรือชาสมุนไพรหลังอาหารสามารถช่วยเจือจางและล้างกรดจากกระเพาะอาหารออกไปได้

การสูบบุหรี่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนที่หน้าอกได้อย่างไร

สาเหตุที่บุหรี่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอก 6 ข้อ

1. การสูบบุหรี่ทำให้ผลิตน้ำลายได้ช้าลง น้ำลายเป็นกลไกการป้องกันตัวต่อการทำลายหลอดอาหารอย่างหนึ่ง เพราะน้ำลายมีสารไบคาร์บอเนตซึ่งช่วยลดความเป็นกรดได้ งานวิจัยได้กล่าวไว้ว่าน้ำลายของผู้ที่สูบบุหรี่จะมีปริมาณของสารไบคาร์บอเนตน้อยกว่าปกติ ทำให้ลดความสามารถของน้ำลายในการลดกรด นอกจากนั้นน้ำลายยังทำหน้าที่เคลือบหลอดอาหาร และช่วยลดผลของกรดที่เกิดการไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร รวมทั้งช่วยล้างให้กรดกลับลงไปสู่กระเพาะอีกด้วย

2. การสูบบุหรี่กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร การหลั่งกรดในปริมาณที่มากเกินไปสามารถทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้

3. การสูบบุหรี่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายอ่อนแรงและคลายตัว กล้ามเนื้อหูรูดนี้ตั้งอยู่ระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะ ซึ่งหากกล้ามเนื้อไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือมีการคลายตัวผิดปกติแล้ว จะทำให้เกิดการไหลย้อนของสารจากกระเพาะอาหารขึ้นมาสู่หลอดอาหารได้

4. การสูบบุหรี่ทำให้กรดในกระเพาะมีการเปลี่ยนแปลง การสูบบุหรี่ยังทำให้มีการเคลื่อนที่ของเกลือน้ำดีจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระเพาะอาหาร ทำให้กรดในกระเพาะมีความรุนแรงมากขึ้น

5. การสูบบุหรี่อาจทำลายหลอดอาหารได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้หลอดอาหารถูกทำลายจากกรดไหลย้อนได้มากขึ้น

6. การสูบบุหรี่ทำให้การย่อยอาหารเกิดขึ้นช้าลง มีการศึกษาที่พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นน้อยกว่า ทำให้สามารถย่อยอาหารได้ประสิทธิภาพน้อยกว่าเพราะต้องใช้เวลานานขึ้นในการย่อย

ผลของการสูบบุหรี่ต่อส่วนอื่นๆ ของระบบทางเดินอาหาร

นอกเหนือจากความเสี่ยงในการทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอกแล้ว การสูบบุหรี่ยังสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งนอกเหนือจากอาการแสบร้อนกลางหน้าอกแล้ว ยังก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหารเป็นแผลเปิดของเยื่อบุในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดแผลชัดเจน แต่พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่กับการเกิดแผล แผลเหล่านี้มักเกิดขึ้นในผู้ที่สูบบุหรี่ มักหายช้า และอาจทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้ที่สูบบุหรี่มากกว่าผู้ที่ไม่สูบได้ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด แต่การสูบบุหรี่ดูเหมือนว่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดแผลขึ้น ตัวอย่างเช่น มีงานวิจัยบางชิ้นที่เสนอว่าการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ H.pylori ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะ

กรดในกระเพาะถือเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดแผลได้ โดยทั่วไปแล้วกรดเหล่านี้จะถูกอาหารที่รับประทานช่วยลดความเป็นกรด กรดที่ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงจะเข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้นก่อนจะถูกโซเดียมไบคาร์บอเนตซึ่งสร้างมาจากตับอ่อนทำให้ความเป็นกรดลดลง การศึกษาบางชิ้นพบว่าการสูบบุหรี่จะลดการผลิตโซเดียมไบคาร์บอเนตของตับอ่อน ทำให้ขัดขวางกระบวนการลดความเป็นกรดในลำไส้เล็กส่วนต้น การศึกษาอื่น ๆ เสนอว่าการสูบบุหรี่เป็นเวลานานอาจเพิ่มปริมาณกรดที่กระเพาะสร้างได้ ไม่ว่าสาเหตุที่ทำให้การสูบบุหรี่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดแผลในกระเพาะจะเป็นอะไรก็ตาม แต่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกันจริง ผู้ที่สูบบุหรี่มักเกิดแผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กมากกว่า และแผลที่เกิดขึ้นมักตอบสนองต่อการรักษาได้แย่กว่า

วิธีป้องกันโรคกรดไหลย้อนทำได้อย่างไร ?

นี่เป็นวิธีง่าย ๆ ที่คุณทำตามแล้วจะป้องกันอาการกรดไหลย้อนได้

1. รับประทานให้น้อยลงแต่บ่อยขึ้น

กระเพาะอาหารที่เต็มแน่นจะมีแรงกดเป็นพิเศษต่อหูรูดกระเพาะอาหารส่วนล่าง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่อาหารบางส่วนจะไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร

2. จำกัดการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นความเป็นกรด

รับประทานอาหารที่แทบจะไม่ทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้บ่อย

3. ไม่รับประทานอาหารภายในเวลาสองถึงสามชั่วโมงก่อนเข้านอน

การนอนลงด้วยกระเพาะที่เต็มแน่นจะทำให้อาหารในกระเพาะกดเบียดหูรูดทางเดินอาหารส่วนล่าง เพิ่มโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นไปได้

4. ยกหัวสูงขึ้นไม่กี่นิ้วขณะนอนหลับ

การนอนหงายราบจะกดอาหารในกระเพาะของคุณกับหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง หากหัวอยู่สูงกว่ากระเพาะอาหาร แรงโน้มถ่วงจะช่วยลดแรงกดดังกล่าวได้ คุณสามารถยกหัวสูงได้หลายวิธี อาจวางก้อนอิฐ หิน หรืออะไรก็ตามที่แข็งแรงมั่นคงรองขาเตียงฝั่งหัวนอน หรืออาจใช้หมอนรูปลิ่มหนุนหัวให้สูงขึ้น

5. ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม

ความอ้วนจะเพิ่มแรงกดในช่องท้อง ซึ่งจะบีบให้อาหารในกระเพาะกลับไปในหลอดอาหาร จากสถิติแล้วประมาณ 35% ของผู้ที่มีน้ำหนักเกินจะมีอาการกรดไหลย้อน ข่าวดีคือสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การลดน้ำหนักลงเพียงสิบเปอร์เซ็นต์จะช่วยให้อาการกรดไหลย้อนดีขึ้นได้

6. ไม่สวมเข็มขัดหรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นบริเวณเอว

เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่รัดแน่นบริเวณท้องจะกดเบียดกระเพาะอาหาร บีบอาหารสวนขึ้นไปที่หูรูดอาหารส่วนล่างและเป็นเหตุให้อาหารไหลท้นกลับไปในหลอดอาหาร เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่สามารถทำให้เกิดปัญหานี้ ได้แก่ เข็มขัดที่รัดแน่นและชุดชั้นในกระชับสัดส่วน

7. อย่าสูบบุหรี่

นิโคตินทำให้หูรูดของหลอดอาหารคลายตัว และการสูบบุหรี่ยังกระตุ้นการสร้างกรดในกระเพาะอาหารอีกด้วย

8. อย่าดื่มแอลกอฮอล์

หากคุณยังต้องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้ใช้วิธีต่อไป

9. ผ่อนคลาย

แม้ว่าความเครียดจะไม่ได้สัมพันธ์กับอาการกรดไหลย้อนโดยตรง แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าความเครียดนำไปสู่พฤติกรรมที่กระตุ้นอาการกรดไหลย้อนได้ ทำตามคำแนะนำเหล่านี้เพื่อผ่อนคลายความเครียด และลดโอกาสการเกิดกรดไหลย้อนที่เกี่ยวกับความเครียด

10. จดบันทึกอาการกรดไหลย้อน

จดบันทึกว่าอะไรกระตุ้นอาการกรดไหลย้อน ความรุนแรงของอาการในแต่ละครั้ง ร่างกายตอบสนองอย่างไร และอะไรทำให้ดีขึ้น ขึ้นตอนต่อไปคือนำข้อมูลเหล่านี้ไปพบแพทย์เพื่อที่ทั้งคุณและแพทย์จะได้ร่วมกันตัดสินใจว่าควรปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันอย่างไร และการรักษาแบบใดที่จะบรรเทาอาการได้ดีที่สุด

วิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม

  • ใช้ตารางเหล่านี้เพื่อเรียนรู้อาหารที่คุณจะรับประทานได้อย่างปลอดภัย อาหารที่คุณควรรับประทานอย่างระมัดระวังและอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง 
  • รับประทานยาให้ตรงเวลาทุกวัน เป็นเรื่องจำเป็นที่คุณต้องรับประทานยาสม่ำเสมอทุกวัน หากคุณรับประทานยาเพื่อรักษาอาการกรดไหลย้อน และมีแนวโน้มจะลืมได้ง่าย แปะโน้ตไว้เพื่อเตือนตัวคุณเองหรือนำยาไปด้วยเมื่อคุณทำกิจวัตรประจำวันอื่น ๆ ที่คุณไม่มีทางลืม เช่น การแปรงฟันหรือล้างหน้า เป็นต้น
  • นอกจากนี้ภาวะกรดไหลย้อนที่ไม่ได้รักษาอาจมีผลข้างเคียงตามมา เช่น มะเร็งหลอดอาหาร

รายการอาหารที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่เป็นกรดไหลย้อน

 

กลุ่มอาหารอาหารที่ทำให้เกิดอาการได้น้อย
ผลไม้• แอปเปิ้ลสด • แอปเปิ้ลแห้ง • น้ำแอปเปิ้ล • กล้วย
ผัก• มันอบ • บรอคโคลี • กะหล่ำปลี • แครอต • ถั่วเขียว • ถั่ว
เนื้อสัตว์• เนื้อไม่ติดมัน • สเต็กไม่ติดมัน •อกไก่ไม่มีหนัง • ไก่งวง • ไข่ขาว • สารทดแทนไข่ • ปลาที่ไม่เติมไขมัน
ผลิตภัณฑ์จากนม• ชีส feta หรือ goat • ครีมชีสชนิดไม่มีไขมัน • ซาวครีมชนิดไม่มีไขมัน • ชีสถั่วเหลืองไม่มีไขมัน
ธัญพืช• ขนมปังธัญพืชหรือขนมปังขาว • ซีเรียลหรือข้าวโอ๊ต • ขนมปังข้าวโพด • แครกเกอร์ • เพรทเซล • ข้าวขาวหรือข้าวกล้อง • เค้กข้าว
เครื่องดื่ม• น้ำแร่
ไขมันหรือน้ำมัน• น้ำสลัดไขมันต่ำ
ขนมหรือของหวาน• คุกกี้ไม่มีไขมัน • เยลลี่ • licorice • มันฝรั่งอบ

อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง

การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มบางอย่างพบว่าก่อให้เกิดอาการของโรคกรดไหลย้อน เช่น อาการแสบร้อนกลางหน้าอกหรือเรอเปรี้ยวจากการมีกรดไหลย้อน อาหารที่ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนมักได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยง ประกอบด้วย

  • แอลกอฮอล์
  • คาเฟอีน
  • เครื่องดื่มที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • ช็อกโกแลต
  • ผลไม้และน้ำผลไม้ตระกูลส้ม
  • อาหารที่มีไขมัน
  • อาหารทอด
  • กระเทียม
  • มินต์
  • หัวหอม
  • อาหารรสเผ็ด
  • มะเขือเทศ

เชื่อว่าอาหารเหล่านี้จะทำให้อาการของโรคกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้นโดยการเพิ่มกรดในกระเพาะ

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สามารถทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้โดยการทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายเกิดการคลายตัว ทำให้สารในกระเพาะอาหารไหลเข้าสู่หลอดอาหารและทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอก เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟและชา อาจไม่ทำให้เกิดปัญหาหากรับประทานอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมหรือประมาณ 1-2 แก้วต่อวัน เครื่องดื่มที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สามารถเพิ่มกรดและความดันในกระเพาะอาหาร ทำให้กรดในกระเพาะอาหารสามารถผ่านกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายขึ้นมาได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้น หลายชนิดยังมีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ

อาหารที่มีไขมันมากที่ทำให้เกิดปัญหามากที่สุด คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันสูง เช่น ไอศกรีมหรือเนื้อสัตว์ส่วนที่เป็นมัน เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู หรือเนื้อชนิดอื่น ๆ ช็อกโกแลตอาจเป็นอาหารที่ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนไม่ควรรับประทานมากที่สุด เนื่องจากมีไขมันสูงและยังมีคาเฟอีน รวมทั้งสารเคมีอื่น ๆ ในธรรมชาติที่ทำให้เกิดการไหลย้อน แต่ละคนมีการตอบสนองต่ออาหารแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน ควรใส่ใจกับอาหารที่รับประทานและหากอาหารหรือเครื่องดื่มที่รับประทานไปนั้นทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางหน้าอกก็ควรหลีกเลี่ยง และการเคี้ยวหมากฝรั่งอาจช่วยลดอาการของโรคกรดไหลย้อนได้


ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ (1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

โรคกรดไหลย้อนทำยังไงถึงจะหายขาด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
มีปัญาชอบเจ็บหน้าอกเป็นบางครั้งเหมือนโดนไฟดูด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เจ็บหน้าอกแป๊ปๆ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
วิธีรักษาโรคกรดไหลย้อนที่ได้ผลดีที่สุด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อาการแน่นหน้าอกครับเป็นหายเป็นหายครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่