นิ่วในไต (Kidney Stones)

เผยแพร่ครั้งแรก 20 ธ.ค. 2016 อัปเดตล่าสุด 11 ก.พ. 2020 เวลาอ่านประมาณ 11 นาที

ภาวะนิ่วในไต (Kidney stones) เกิดขึ้นได้กับไตทั้งสองข้างหรือข้างใดข้างหนึ่ง โดยมักเกิดกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 30 ถึง 60 ปี ซึ่งภาวะนี้สามารถพบได้บ่อยมาก โดยผู้ชายประมาณ 16 %  และผู้หญิง 8 % จะประสบกับภาวะนิ่วในไตเมื่ออายุ 70 ปี

คำศัพท์ภาษาอังกฤษของภาวะนิ่วในไตจะเรียกว่า Nephrolithiasis แต่หากมีอาการเจ็บปวดรุนแรงร่วมด้วยจะเรียกว่า Renal colic

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 424 บาท ลดสูงสุด 57%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

H27

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนิ่วในไต?

อย่างที่ทราบกันดีว่า ไตมีหน้าที่ขับของเสียจากเลือดออกจากร่างกายในรูปของปัสสาวะ แต่บางครั้งของเสียที่มาจากเลือดจะตกตะกอนและเข้าไปสะสมอยู่ในไต เมื่อเวลาผ่านไป ตะกอนเหล่านี้จะรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนแข็งๆ คล้ายหิน เรียกว่า นิ่ว ซึ่งมักเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ กำลังใช้ยาบางประเภท หรือมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง ที่ทำให้ร่างกายมีสารก่อนิ่วในปัสสาวะสูงขึ้นได้ เช่น โรคมะเร็ง เป็นต้น

ภาวะนิ่วในไตมักเกิดขึ้นหลังจากการสะสมของสารเคมีบางอย่างในร่างกาย ซึ่งอาจเป็นสารดังต่อไปนี้

  • แคลเซียม
  • แอมโมเนีย
  • กรดยูริก: ของเสียที่ผลิตออกมา เมื่อร่างกายพยายามสลายอาหารให้เป็นพลังงาน
  • ซิสเทอิน: กรดอะมิโนที่ช่วยในการสร้างโปรตีน

หลังจากที่นิ่วก่อตัวขึ้นแล้ว ร่างกายจะพยายามกำจัดนิ่วในรูปแบบของปัสสาวะ ซึ่งหมายความว่านิ่วจะไหลผ่านระบบขับถ่ายออกมานั่นเอง และหากไม่สามารถขับเอานิ่วออกมาได้ นิ่วจะคั่งค้างที่บริเวณระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกาย

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต

ยาบางชนิดสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตได้ เช่น

คุณอาจมีความเสี่ยงของการเกิดนิ่วในไตเพิ่มขึ้นได้หากคุณมีภาวะดังต่อไปนี้อย่างน้อย 1 ข้อ

  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนิ่วในไต
  • อ้วน
  • เคยผ่าตัดหลายครั้งในทางเดินอาหาร
  • ภาวะที่ทำให้มีระดับแคลเซียม, oxalate, cystine, หรือกรดยูริกในปัสสาวะสูงเรื้อรัง
  • ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง ซึ่งจะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูง
  • ภาวะที่ทำให้มีการอักเสบของลำไส้เรื้อรัง
  • โรคเกาท์
  • มีการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ
  • โรคถุงน้ำในไต
  • Renal tubular acidosis เป็นโรคที่สามารถทำให้เลือดเป็นกรดมากกว่าปกติ

อาการของภาวะนิ่วในไต

ภาวะนิ่วในไตที่มีขนาดเล็กมากมักไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ และร่างกายสามารถขับออกมาพร้อมปัสสาวะได้ตามปกติ แต่บางครั้งก้อนนิ่วอาจเข้าไปอุดกั้นระบบทางเดินปัสสาวะส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น หลอดไต (ureter: ท่อที่เชื่อมไตเข้ากับกระเพาะปัสสาวะ) หรือ ท่อปัสสาวะ (urethra: ท่อที่ใช้ลำเลียงปัสสาวะออกจากร่างกาย)

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 424 บาท ลดสูงสุด 57%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

H27

การอุดตันจากนิ่วจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดภายในท้องน้อย เอว หรือขาหนีบได้อย่างรุนแรง และบางครั้งถ้าปัสสาวะเกิดคั่งค้าง จะเกิดการสะสมของแบคทีเรีย ซึ่งนำไปสู่ภาวะติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection - UTI) ในที่สุด

ลำดับการเกิดภาวะนิ่วในไตมีดังนี้: 

  • เกิดนิ่วอุดตันในไต
  • นิ่วเริ่มเคลื่อนตัวลงไปตามท่อไต
  • ท่อไตมีขนาดตีบแคบ ทำให้ขณะที่นิ่วเคลื่อนลงมาจะสร้างความเจ็บปวด ก่อให้เกิดการติดเชื้อได้

อาการของภาวะนิ่วในไตที่สามารถเกิดขึ้นได้ดังนี้ 

  • ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง บางครั้งอาจเจ็บลงไปยังขาหนีบก็ได้
  • ผู้ชายอาจรู้สึกเจ็บปวดที่อัณฑะหรือถุงอัณฑะ 
  • ปวดประจำเดือนรุนแรงที่แผ่นหลังหรือสีข้างของท้อง หรือเจ็บลงขาหนีบเป็นเวลานานหลายนาทีหรือหลายชั่วโมง
  • รู้สึกกระสับกระส่ายและไม่สามารถนอนนิ่งๆ ได้ 
  • คลื่นไส้ อยากปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ 
  • อยากปัสสาวะแล้วจะปัสสาวะทันที ปัสสาวะกลางคืน เจ็บปวดขณะปัสสาวะ 
  • มีเลือดปนปัสสาวะซึ่งอาจเกิดจากการที่นิ่วขูดกับผนังไตหรือท่อปัสสาวะ

ท่อไตอุดตันและการติดเชื้อที่ไต

ภาวะนิ่วในไตที่ไปอุดกั้นหลอดไตจะทำให้เกิดภาวะไตติดเชื้อ เพราะว่าของเสียจะไม่สามารถไหลผ่านหลอดที่ถูกอุดกั้นได้จนทำให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มจำนวนขึ้น โดยอาการของภาวะติดเชื้อที่ไตจะคล้ายกับอาการของภาวะนิ่วที่ไตแต่อาจจะมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย คือ 

  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส 
  • หนาวสั่น 
  • รู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนแรง 
  • ท้องร่วง 
  • ปัสสาวะมีสีขุ่นและกลิ่นแรง

การเป็นภาวะนิ่วในไตซ้ำ

บางคนอาจประสบกับภาวะนิ่วในไตหลายๆ ครั้ง ซึ่งมักเกิดกับกลุ่มคน ดังนี้ 

  • ผู้ที่รับประทานอาหารโปรตีนสูงแต่ใยอาหารต่ำ 
  • ผู้ที่นอนติดเตียงหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกาย
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนิ่วในไต
  • ผู้ที่เคยประสบกับภาวะติดเชื้อที่ไตหรือระบบทางเดินปัสสาวะรุนแรง
  • ผู้ที่เคยเป็นนิ่วไตมาก่อน โดยเฉพาะก่อนอายุ 25 ปี 
  • ผู้ที่มีไตสามารถทำงานได้ข้างเดียว
  • โรคไตเกือกม้า 
  • ผู้ที่เคยเข้ารับการผ่าตัดบายพาสลำไส้ หรือภาวะที่ส่งผลต่อลำไส้เล็ก เช่น โรคโครห์น

การใช้ยาที่ก่อให้เกิดภาวะนิ่วในไต

มีหลักฐานที่กล่าวว่า ยาบางประเภทส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะนิ่วในไต เช่น ยาแอสไพริน ยาแอนทาซิด ยาขับน้ำ ยาปฏิชีวนะบางประเภท ยาต้านรีโทไวรัส (ที่ใช้เพื่อดูแลผู้ป่วย HIVยากันชัก (anti-epileptic) บางประเภท

ชนิดของนิ่วในไต

นิ่วในไตสามารถเกิดขึ้นจากหลายๆ สาเหตุ โดยมีสาเหตุหลัก 4 อย่าง ดังนี้

  1. นิ่วในไตแคลเซียม
  2. นิ่วจากแคลเซียมเป็นชนิดของนิ่วในไตที่พบได้บ่อยที่สุด และเกิดขึ้นเมื่อมีปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะมากเกินไป ซึ่งเกิดมาจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้ คือ

    แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
    ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 424 บาท ลดสูงสุด 57%

    จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

    H27

    ภาวะทางพันธุกรรมที่เรียกว่า ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcuria) ที่ทำให้มีปริมาณแคลเซียมในปัสสาวะมาก, การทำงานมากเกินไปของต่อมพาราไทรอยด์ (ต่อมที่ช่วยควบคุมปริมาณแคลเซียมในร่างกาย) โรคไต ภาวะโรคซาร์คอยโดสิส (Sarcoidosis) และมะเร็งบางประเภท 

  3. นิ่วในไตสตรูไวท์
  4. นิ่วสตรูไวท์ (Struvite stones) มักเกิดมาจากการติดเชื้อ และส่วนมากเกิดขึ้นหลังภาวะติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะที่เป็นมาช่วงเวลาหนึ่ง นิ่วสตรูไวท์มักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้ป่วยมักจะมาโรงพยาบาลด้วยอาการติดเชื้อในระบบปัสสาวะ หรือติดเชื้อในกระแสเลือด

  5. นิ่วในไตกรดยูริก
  6. นิ่วจากกรดยูริกสามารถเกิดขึ้นได้ หากมีปริมาณกรดยูริกในปัสสาวะสูง โดยอาจจะเป็นผลมาจากปัจจัยต่อไปนี้ คือ การรับประทานอาหารโปรตีนสูง ภาวะต่างๆ เช่น โรคเก๊าท์ ซึ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถสลายสารเคมีบางประเภทได้ ภาวะทางพันธุกรรมที่ทำให้มีกรดยูริกในร่างกายสูงกว่าปรกติ หรือการทำเคมีบำบัด

  7. นิ่วในไตซีสทีน
  8. นิ่วซีสทีน (Cystine stones) เป็นชนิดของนิ่วที่หายากที่สุดซึ่งเกิดจากภาวะทางพันธุกรรมที่เรียกว่า Cystinuria ซึ่งส่งผลให้ปัสสาวะมีกรดสูง

การวินิจฉัยภาวะนิ่วในไต

แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนิ่วในไตได้จากการสอบถามอาการ ซักประวัติสุขภาพ และตรวจร่างกาย ควบคู่กับการทดสอบต่างๆ ดังนี้

  • การตรวจปัสสาวะเพื่อมองหาภาวะติดเชื้อและชิ้นส่วนของนิ่ว
  • การตรวจหานิ่วในปัสสาวะ
  • การตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบการทำงานของไต และเพื่อวัดระดับสารต้นเหตุที่ทำให้เกิดนิ่ว เช่น แคลเซียม เป็นต้น

ทั้งนี้คุณสามารถเก็บตัวอย่างนิ่วมาให้แพทย์ได้ด้วยการปัสสาวะใส่ถุงพลาสติก ซึ่งตัวอย่างนิ่วจะทำให้การวินิจฉัยทำได้ง่ายขึ้น และช่วยให้แพทย์สามารถกำหนดแนวทางรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงหรือมีไข้สูงร่วมด้วย แพทย์จะส่งต่อให้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปัสสาวะแทน

การวินิจฉัยด้วยการ X-ray

เพื่อยืนยันข้อวินิจฉัย หรือระบุหาตำแหน่งของนิ่วในไต

  • การสแกนคอมพิวเตอร์ (CT): เป็นการถ่ายภาพชุดเอกซเรย์ในมุมที่ต่างกันเล็กน้อย และนำภาพที่ได้รวมเข้าด้วยกัน 
  • เอกซเรย์: เทคนิคถ่ายภาพที่ใช้พลังรังสีตรวจหาความผิดปรกติในร่างกาย
  • การสแกนอัลตราซาวด์: วิธีที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสร้างภาพภายในร่างกายออกมา
  • การฉีดสารทึบรังสี (intravenous urogram – IVU หรือ intravenous pyelogram - IVP): เป็นการฉีดสารสีที่จะแสดงออกมาบนภาพเอกซเรย์อย่างเด่นชัดเข้าในเส้นเลือดก่อนทำการถ่ายภาพเอกซเรย์เพื่อมองหาการอุดตันขณะที่ไตกรองสารสีออกจากเลือดไปเป็นปัสสาวะ

การสแกน CT เป็นเทคนิคที่ใช้กันบ่อยที่สุดเพราะว่ามีความแม่นยำมากกว่าเทคนิคอื่นๆ แต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์

การรักษาและป้องกันภาวะนิ่วในไต

ภาวะนิ่วในไตส่วนมากจะมีขนาดเล็กมาก (เส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 4 mm) จึงสามารถขับออกพร้อมกับปัสสาวะได้ ซึ่งผู้ป่วยสามารถรักษาได้เองที่บ้าน แม้ว่านิ่วจะมีขนาดเล็กมาก แต่ก็สร้างความเจ็บปวดขึ้นได้ โดยอาการเจ็บปวดจะหายไปเมื่อนิ่วถูกขับออกจากร่างกายสำเร็จ

สำหรับนิ่วที่มีขนาดใหญ่แพทย์จะใช้วิธีสลายด้วยอัลตราซาวด์หรือเลเซอร์ ในบางกรณีอาจต้องหัตถการ เพื่อสลายนิ่วโดยตรง ซึ่งคาดกันว่าผู้ป่วยนิ่วในไตครึ่งหนึ่งจะประสบกับภาวะเดิมอีกครั้งภายในระยะเวลาห้าปี

การลดโอกาสเสี่ยงเป็นภาวะนิ่วในไตซ้ำนั้น ทำได้ด้วยการดื่มน้ำมากๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยวิธีสังเกตว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ ให้ดูที่สีปัสสาวะถ้ามีสีใส ถือว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ แต่หากปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มในตอนเช้า ก็ไม่ต้องกังวลเพราะร่างกายสะสมของเสียมาตลอดทั้งคืน

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มพวกน้ำชา กาแฟ หรือแอลกอฮอล์อาจทำให้เกิดนิ่วได้ และควรดื่มน้ำเปล่าอย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นตัวช่วยป้องกันการเกิดนิ่วที่ดีที่สุด ยิ่งถ้าคุณอาศัยในสภาพอากาศร้อนหรือเมื่อคุณออกกำลังกาย ก็ควรดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อชดเชยของเหลวที่สูญเสียไปในรูปแบบของเหงื่อ

การใช้ยารักษาโรคนิ่วในไต

หากมีอาการเจ็บปวดรุนแรง แพทย์จะบรรเทาอาการปวดด้วยการฉีดยาแก้ปวด หากอาการไม่ทุเลาลง แพทย์จึงจะจ่ายยาโดสที่ 2 โดยห่างจากโดสแรกครึ่งชั่วโมง ซึ่งการใช้ยาฉีดยังสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนได้ด้วย 

นอกจากนี้แพทย์จะประเมินว่านิ่วเกิดจากสารประกอบชนิดใด เพื่อจ่ายยาที่เหมาะสมในการขับนิ่ว โดยแพทย์อาจจ่ายยาแก้ปวด ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน หรือยาทั้งสองกลุ่มให้คุณกลับไปรับประทานที่บ้าน

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคนิ่วในไต

หากแพทย์แนะนำว่าต้องรอจนกว่านิ่วจะถูกขับออกมาเอง คุณควรเก็บก้อนนิ่วจากปัสสาวะด้วยการกรองปัสสาวะของตนเองด้วยถุงพลาสติก แล้วนำนิ่วไปให้กับแพทย์เพื่อทำการวิเคราะห์และกำหนดวิธีการรักษา นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้มาก เพื่อให้ปัสสาวะมีสีใส หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ ปัสสาวะของคุณจะมีสีเหลืองหรือสีน้ำตาล และอาจกลับมาเป็นนิ่วอีกครั้ง

การเข้าพักรักษาตัวจากภาวะนิ่วในไตที่โรงพยาบาล

หากนิ่วในไตเคลื่อนตัวเข้าไปยังหลอดไต (ท่อที่ลำเลียงของเสียจากไตไปสู่กระเพาะปัสสาวะ) และทำให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรงขึ้น แพทย์จะให้คุณพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาต่อไป

โดยการพักฟื้นที่โรงพยาบาลจะถูกแนะนำในกรณีดังต่อไปนี้

  • มีความเสี่ยงต่อภาวะไตล้มเหลวมากขึ้น เช่น มีไตที่ใช้การได้เพียงข้างเดียว
  • การติดเชื้อในกระแสเลือดจากการติดเชื้อระบบปัสสาวะ 
  • นิ่วในไตมีขนาดมากกว่า 10 มิลลิเมตร
  • อาการไม่ดีขึ้นหลังจากใช้ยาแก้ปวดหรือยาแก้คลื่นไส้ประมาณ 1 ชั่วโมง 
  • มีภาวะขาดน้ำ และอาเจียนมากเกินไป 
  • กำลังตั้งครรภ์ 
  • มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

การรักษาภาวะนิ่วในไตขนาดใหญ่

หากนิ่วในไตมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะถูกขับออกมาโดยปัสสาวะ หรือมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 6 - 7 มิลลิเมตร อาจต้องเข้ารับการผ่าตัดนำนิ่ว ซึ่งมีทั้งการสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal shock wave lithotripsy - ESWL) การส่องกล้องท่อไต (Ureteroscopy) การผ่าตัดนิ่วโดยใช้กล้องผ่านผิวหนัง (Percutaneous nephrolithotomy - PCNL) หรือการผ่าตัดแบบเปิด (Open surgery)

การสลายนิ่วในไตด้วยคลื่นกระแทก

การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal shock wave lithotripsy - ESWL) เป็นวิธีรักษาที่แพทย์เลือกใช้มากที่สุด ในการรักษาภาวะนิ่วในไตที่ไม่สามารถเคลื่อนออกมาพร้อมกับปัสสาวะได้ โดย ESWL สามารถทำลายนิ่วที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 11 - 20 มิลลิเมตร ได้ถึง 60 % 

กระบวนการนี้จะใช้อัลตราซาวด์ (คลื่นเสียงความถี่สูง) ชี้ตำแหน่งของนิ่วในไตก่อนที่จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์ที่มาจากเครื่องจักรเข้าไปกระแทกสลายนิ่วให้แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนสามารถไหลออกมาพร้อมกับปัสสาวะได้

ESWL อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัวบ้าง ดังนั้น จึงต้องให้ยาแก้ปวดร่วมด้วย และอาจต้องเข้าทำ ESWL มากกว่าหนึ่งครั้งกว่าจะสลายนิ่วในไตได้ทั้งหมด 

การส่องกล้องท่อไต

หากนิ่วอุดกั้นในหลอดไต จำต้องเข้ารับการส่องกล้องท่อไต (Ureteroscopy) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Retrograde intrarenal surgery (RIRS)

กระบวนการนี้จะสอดท่อเรียวยาวที่มีกล้องขนาดเล็กติดอยู่ ผ่านท่อปัสสาวะและเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ก่อนเคลื่อนขึ้นไปยังหลอดไตในตำแหน่งที่นิ่วอุดตันอยู่ ศัลยแพทย์จะใช้วิธีค่อยๆ กำจัดนิ่วออกอย่างเบามือด้วยเครื่องมืออีกชิ้น หรือใช้เลเซอร์สลายนิ่วให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็ได้

กระบวนการนี้จะมีการดามท่อพลาสติก (Stent) ภายใน เพื่อให้ชิ้นส่วนของนิ่วไหลไปสู่กระเพาะปัสสาวะง่ายขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ และการส่องกล้องท่อไตต้องดำเนินการโดยการใช้ยาสลบกับผู้ป่วย ดังนั้นหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว ผู้ป่วยควรพักฟื้นอย่างน้อย 48 ชั่วโมง ไม่ควรขับรถหรือใช้งานเครื่องจักรหนัก 

การผ่าตัดนิ่วในไตโดยใช้กล้องผ่านผิวหนัง

การผ่าตัดนิ่วในไตโดยใช้กล้องผ่านผิวหนัง (Percutaneous nephrolithotomy - PCNL) เป็นทางเลือกที่ใช้กำจัดนิ่วขนาดใหญ่ในกรณีที่ ESWL ไม่สามารถดำเนินการได้ เช่น 

  • นิ่วในไตก้อนขนาดใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร  
  • นิ่วในไตชนิด Staghorn calculi ซึ่งรูปร่างผิดปกติ   
  • นิ่วในไตจาก Cysteine  
  • ไต หรือทางเดินปัสสาวะผิดปกติ เช่น ไตรูปเกือกม้า 

PCNL จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Nephroscope สอดผ่านการกรีดผ่านแผ่นหลังเพื่อสอดเครื่องมือไปยังไต นิ่วจะถูกดึงออกหรือทำลายให้กลายเป็นชิ้นเล็กด้วยแสงเลเซอร์หรือพลังงานนิวมาติก (Pneumatic)

PCNL ต้องดำเนินการด้วยการใช้ยาสลบกับคนไข้ ดังนั้นจึงไม่ควรขับรถหรือใช้งานเครื่องจักรหนักหลังผ่าตัดเป็นเวลา 48 ชั่วโมง

ข้อดี คือ ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานได้ภายใน 1 สัปดาห์ ต่างจากการผ่าตัดเปิด ที่ต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 3 สัปดาห์

การผ่าตัดเปิด

การผ่าตัดเปิด (Open surgery) เพื่อรักษานิ่วในไตถือว่ามีน้อยรายมาก (น้อยกว่า 1% ) โดยเป็นการผ่าตัดที่แนะนำสำหรับกรณีที่นิ่วมีขนาดใหญ่มากๆ หรือมีรูปร่างที่ผิดปกติ ระหว่างการผ่าตัดแบบเปิด แพทย์จะกรีดแผ่นหลังไปยังหลอดไตและไต จากนัั้นทำจึงกำจัดนิ่วออกโดยตรง

การรักษาภาวะนิ่วในไตจากกรดยูริก

หากคุณเป็นนิ่วที่มาจากกรดยูริก ควรดื่มน้ำมากกว่า 3 ลิตรต่อวัน เพื่อพยายามสลายนิ่ว ทั้งนี้นิ่วจากกรดยูริกจะมีความอ่อนนุ่มมากกว่านิ่วประเภทอื่นๆ และสามารถทำให้มีขนาดเล็กลงได้ด้วยอัลคาไลน์แบบเหลว ดังนั้นอาจต้องใช้ยาบางตัวเพื่อทำให้ปัสสาวะมีอัลคาไลน์มากขึ้น เพื่อให้นิ่วสลายตัวไปเอง

ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาภาวะนิ่วในไต

ภาวะนิ่วในไตมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนระหว่างที่ดำเนินการรักษา โดยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จะขึ้นอยู่กับประเภทของนิ่ว รวมทั้งขนาดและตำแหน่งของนิ่ว ดังนี้

  • ภาวะเลือดเป็นพิษ (Sepsis): บริเวณที่มีการติดเชื้อลุกลามไปยังกระแสเลือดจนทำให้เกิดอาการผิดปกติทั่วร่างกาย
  • หลอดไตอุดตัน: เกิดจากเศษของนิ่วเข้าไปอุดตันหลอดไต การบาดเจ็บที่หลอดไต ภาวะติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ มีเลือดออกขณะผ่าตัด

โดยคาดว่าจะมีผู้ป่วยประมาณ 5 - 9 % ที่ประสบกับภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษาแบบสอดกล้องท่อไต (Ureteroscopy)

อาหารกับนิ่วในไต

การหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดนิ่วนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาที่คุณไม่ควรละเลย โดยหากคุณมีความเสี่ยงในการเกิดนิ่วแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งเป็นนิ่วชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คุณควรลดการบริโภคโซเดียม (เกลือ) เพราะโซเดียมจะไปเพิ่มการขับแคลเซียมไปในปัสสาวะ ทำให้เกิดนิ่วชนิดนี้มากขึ้น ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่อาหารที่ใส่เกลือปริมาณมากเท่านั้นที่มีโซเดียมสูง แต่ยังรวมถึงอาหารที่ผ่านการแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม อาหารกระป๋อง อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารแช่แข็ง และขนมขบเคี้ยวต่างๆ รวมไปถึงเนื้อและโปรตีนจากสัตว์อื่นๆ ได้แก่ ไข่ และปลา เพราะโปรตีนเหล่านี้อาจเพิ่มการขับแคลเซียมและลดการขับซิเตรตในปัสสาวะได้

นอกจากนี้ คุณควรลดการบริโภคอาหารที่มีออกซาเลตสูงด้วย ได้แก่

  • ผลไม้บางชนิด เช่น สตรอเบอร์รี่ และองุ่นคองคอร์ด
  • พืชผักบางชนิด ได้แก่ บีทรูท กระเทียมต้น หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด กะหล่ำดอก และผักโขม
  • อาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ได้แก่ โจ๊ก เต้าหู้ ช็อคโกแลต ชา กาแฟสำเร็จรูป แอลกอฮอล์ และรำข้าวสาลี
  • พืชตระกูลถั่ว ได้แก่ ถั่วลิสง อัลมอนด์ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์

จากรายงานในวารสาร Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism ปี 2012 พบว่าการได้รับแคลเซียมจากอาหารน้อยเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วแคลเซียมออกซาเลต ดังนั้นหากคุณมีความเสี่ยงในการเกิดนิ่วออกซาเลตในไต นอกจากการลดการบริโภคโซเดียมและโปรตีนจากสัตว์แล้ว คุณควรมั่นใจว่าตัวเองได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ

ส่วนผู้ป่วยที่มีนิ่วยูริกนั้นควรจำกัดการบริโภคโปรตีนจากสัตว์เพียง 170-280 กรัมต่อวัน เนื่องจากโปรตีนจากสัตว์ประกอบไปด้วยพิวรีน ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายจะสลายไปเป็นกรดยูริกในที่สุด

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและไปพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อติดตามอาการก็สำคัญเช่นกัน เพื่อผลลัพธ์ในการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อตัวคุณเอง รวมทั้งควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักอย่างหักโหมหรือเร็วเกินไปด้วย

การใช้ยากับนิ่วในไต

ยาแก้ปวดสำหรับนิ่วในไต

ก้อนนิ่วที่เคลื่อนไปตามระบบร่างกายอาจทำให้รู้สึกเจ็บปวด คุณสามารถใช้ยาแก้ปวดที่มีจำหน่ายตามร้านขายยา เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofenพาราเซตามอล (Paracetamol) และนาพรอกเซน (Naproxen) ช่วยบรรเทาอาการปวดอ่อนๆ ที่เกิดขึ้นได้ แต่ในกรณีที่ปวดอย่างรุนแรง แพทย์อาจให้ใช้ยาแก้ปวดชนิดโอปิออยด์ (Opioid) หรืออาจจำเป็นต้องนอนพักที่โรงพยาบาล

ยาช่วยขับนิ่วในไต

หากคุณมีปัญหาในการขับนิ่วตามธรรมชาติ แพทย์อาจสั่งยาอัลฟาบล็อกเกอร์ (Alpha-blocker) เช่น แทมซูโลซิน (Tamsulosin) ซึ่งจะช่วยคลายกล้ามเนื้อต่างๆ ในทางเดินปัสสาวะ ทำให้นิ่วผ่านออกไปได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นแพทย์อาจให้ใช้ยาตัวอื่นเพิ่มเติมเพื่อช่วยสลายนิ่ว ลดสารก่อนิ่ว หรือป้องกันการสร้างนิ่ว ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและชนิดนิ่วที่คุณมี ได้แก่

ยาสำหรับนิ่วในไตที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ

  • ยาขับปัสสาวะกลุ่มไธอะไซด์ไดยูเรติก (Thiazide diuretics) ได้แก่ ไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (Hydrochlorothiazide) คลอโรไทอะไซด์ (Chlorothiazide) และไตรโคลร์มไทอะไซด์ (Trichlormethiazide) ซึ่งควรรับประทานพร้อมกับโพแทสเซียมซิเตรท (Potassium citrate) เพื่อป้องกันการสูญเสียโพแทสเซียมและซิเตรท
  • อะมิโลไรด์ (Amiloride) ซึ่งเป็นยาขับปัสสาวะในกลุ่ม Potassium-sparing diuretic
  • ไซเตรท (Citrates) ได้แก่ โพแทสเซียมแมกนีเซียมซิเตรท โพแทสเซียมซิเตรท และแมกนีเซียมซิเตรท
  • สารประกอบฟอสเฟต ได้แก่ โพแทสเซียมฟอสเฟต และเซลลูโลสฟอสเฟต

ยาสำหรับนิ่วในไตที่มีกรดยูริกเป็นส่วนประกอบ

ยาสำหรับนิ่วในไตที่มีสตรูไวท์ (Struvite) เป็นส่วนประกอบ

  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เพื่อฆ่าเชื้อ เนื่องจากนิ่วสตรูไวท์เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ
  • กรดอะเซโทไฮดรอกซามิก (Acetohydroxamic acid)
  • กรดอินทรีย์ เช่น กรดไซตริก กลูโคโน เดลต้า แลคโตน (Glucono-delta-lactone) และแมกนีเซียมคาร์บอเนต (Magnesium carbonate)
  • ยาลดกรดอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminum hydroxide anti-acid gel)

สารเติมความเป็นด่าง เช่น ไบคาร์บอเนต เป็นยาอันดับแรกสำหรับรักษานิ่วในไตที่มีซิสตีนเป็นส่วนประกอบ ส่วนยาตัวอื่นที่ช่วยลดความเข้มข้นของซิสตีนก็อาจใช้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ยานี้ไม่ได้ผล ได้แก่

  • ดี-เพนิซิลลามีน (D-pennicillamine)
  • แคปโตพริล (Captopril)
  • Alpha-mercaptopropionylglycine

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน


24 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Kidney stones. NHS (National Health Service). (https://www.nhs.uk/conditions/kidney-stones/)
Kidney Stones Center. WebMD. (https://www.webmd.com/kidney-stones/default.htm)
Kidney Stones: Types, Diagnosis, and Treatment. Healthline. (https://www.healthline.com/health/kidney-stones)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอาการนี้
เป็นนิ่วในไตแต่ไม่สามารถผ่าตัดมียาที่ทานแล้วนิ่วหายได้ใหมค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
แฟนหนูปวดท้องเรื้อรังค่ะ เวลาปวดจะจุกตื้อที่บริเวณลิ้นปี่และปวดทะลุไปข้างหลัง พอกินยาก็ทุเลาแต่ไม่หายขาดต้องทำอย่างไรคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ก่อนหน้านี้ประมาณ 3 เดือน ได้เข้าโรงพยาบาล เพราะเป็นนิ่วในไต อยากสอบถามว่ามีอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือเปล่าคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
การรักษาโรคนิ่วในไตมีกี่วิธี
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
นิ่วในไตขนาดเล็ก 0.5-0.8 cm สามารถหลุดได้เองรึเปล่าครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อยากทราบผลเสียของการกินชาทุกวัน
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
หากคุณยังมีคำถาม ส่งคำถามให้คุณหมอตอบได้ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป