Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

นิ่วในไต คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,313,880 คน

นิ่วในไตมีได้หลายชนิด แต่ทุกชนิดสามารถทำให้เกิดอาการปวดได้ทั้งสิ้น

นิ่วในไต (Kidney Stones) เป็นของแข็งขนาดเล็กที่อยู่ภายในไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กรองเลือด คำว่านิ่ว (Stone) มักหมายถึงก้อนสีเหลือง หรือสีน้ำตาล มีขนาดและรูปร่างได้หลายแบบ เช่น นิ่วอาจจะเป็นเม็ดกรวดเหมือนทรายขนาดเล็ก หรืออาจมีขนาดใหญ่ประมาณลูกกอล์ฟก็ได้ 

นิ่วสามารถคงอยู่ในไต หรือจะออกมาตามทางเดินปัสสาวะก็ได้ หากเกิดการอุดตัน จะทำให้เกิดอาการปวดท้อง หรือบั้นเอว อาการอื่นๆ ที่สามารถพบได้ เช่น คลื่นไส้ หนาวสั่น หรือมีเลือดออกในปัสสาวะ

ความชุกและสถิติของการเกิดนิ่วในไต

นิ่วในไตถือเป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยที่สุดอย่างหนึ่งของระบบทางเดินปัสสาวะ อ้างอิงจากข้อมูลของสถาบันโรคเบาหวาน การย่อยอาหารและโรคไต (NIDDK) และจากรายงานของวารสารทางเดินปัสสาวะยุโรป (European Urology) ปี ค.ศ. 2012 พบว่า มีชาวอเมริกัน 1 ใน 11 คน หรือคิดเป็น 8.8% ของประชากรทั้งประเทศที่เป็นนิ่วในไต

โรคนี้สามารถเกิดได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยนิ่วชนิดการติดเชื้อในไต Struvite stone (นิ่วสตรูไวท์) จะพบในผู้หญิงได้บ่อยกว่า ขณะที่นิ่วจากกรดยูริกมักพบในผู้ชายได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม ภาพรวมทั้งหมดพบว่า ผู้ชายเป็นนิ่วในไตมากกว่าผู้หญิง 

ข้อมูลในวารสารโรคทางเดินปัสสาวะของยุโรปยังพบว่า นิ่วในไตพบได้บ่อยในผู้ที่อ้วน และพบได้น้อยในกลุ่มเชื้อชาติที่ไม่ใช่ Hispanic African และ Mexican-American เมื่อเทียบกับกลุ่ม Hispanic Caucasians

ไตคืออะไร

ไตเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินปัสสาวะ มี 2 ข้างขนาดเท่ากำมือ รูปร่างคล้ายถั่วแดง ตั้งอยู่บริเวณใต้ต่อซี่โครงข้างกระดูกสันหลัง 2 ข้าง ไตมีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง แต่มีหน้าที่หลักคือการกรองเลือดเพื่อกำจัดของเสีย และน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย ทำให้กลายเป็นปัสสาวะ ซึ่งจะถูกเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะก่อนขับออกทางท่อปัสสาวะ นอกจากนั้นไตยังมีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่

  • ควบคุมสมดุลของระดับเกลือแร่ในร่างกาย เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และฟอสเฟต เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสมดุลกรดเบส
  • ผลิตฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมความดันโลหิต สร้างเม็ดเลือดแดง และเพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก
  • ป้องกันการสะสมของเสีย และน้ำส่วนเกินในร่างกาย

นิ่วในไตเกิดขึ้นได้อย่างไร

นิ่วในไตเกิดจากการสะสมของสารที่สามารถพบได้ทั่วไปในไตมากกว่าปกติ โดยเฉพาะแคลเซียม ออกซาเลต และฟอสฟอรัส กระบวนการนี้อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น 

  • ดื่มน้ำน้อย ทำให้ปัสสาวะข้นจนมีการตกผลึกรวมกันของสารแคลเซียม ออกซาเลต จนกลายเป็นก้อนนิ่ว
  • รับประทานผัก ผลไม้ ที่มีออกซาเลตสูง เช่น ผักโขมน้อย ผักโขมใหญ่ ใบชะพลู ผักติ้ว ผักกระโดน ผักเม็ก ฯลฯ เป็นประจำ ร่วมกับมีภาวะขาดโปรตีน ทำให้น้ำปัสสาวะเกิดการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรด-ด่าง จนเกิดการตกผลึก และรวมตัวกันของสารต่างๆ จนกลายเป็นก้อนนิ่ว
  • ขาดสารยับยั้งการจับตัวของผลึกของสารต่างๆ ในน้ำปัสสาวะ ได้แก่ ซิเทรต โพแทสเซียม และแมกนีเซียม
  • มีแกนในน้ำปัสสาวะ เช่น ลิ่มเลือด ตะกอนแคลเซียม จับตัวเป็นก้อนนิ่ว หรือการอักเสบของไต ทำให้มีการรวมตัวของแบคทีเรียเป็นแกนให้ผลึกเกาะรวมตัวเป็นก้อนนิ่วได้ เป็นต้น
  • การใช้ยาบางกลุ่ม เช่น ยาขับปัสสาวะ และยาลดกรดกลุ่ม Antacid ซึ่งมีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ 

ปัจจัยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต ประกอบด้วย

  • มีประวัติครอบครัวเป็นนิ่วในไต
  • มีโรคทางกายที่ส่งผลต่อระดับของสารที่พบในปัสสาวะ
  • การอุดตันทางเดินปัสสาวะ
  • ปัญหาในการย่อยอาหาร
  • การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะบ่อยๆ

ชนิดของนิ่วในไต

นิ่วในไตแบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลัก คือ

  • แคลเซียม มี 2 รูปแบบ คือ Calcium oxalate (แคลเซียมออกซาเลต) และ Calcium phosphate (แคลเซียมฟอสเฟต) เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด โดยส่วนมาก นิ่วจาก Calcium oxalate เกิดจากการมีระดับแคลเซียมและออกซาเลตในปัสสาวะสูง แต่หากในปัสสาวะมีแคลเซียมสูง และมีสภาพเป็นเบส จะเกิดนิ่วที่เป็น Calcium phosphate แทน
  • กรดยูริก (Uric acid) นิ่วจากกรดยูริกเกิดจากการที่ปัสสาวะเป็นกรดมากเกินไป นอกจากนั้นยังอาจเป็นผลจากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีน (Purine) มากเกินไป ซึ่งสารนี้สามารถย่อยและสร้างกรดยูริกขึ้นมาได้ สารพิวรีนพบได้มากในเครื่องในสัตว์ ปลา แตง ชะอม ยอดตำลึง ฯลฯ
  • นิ่วชนิดที่เกิดจากการติดเชื้อในไต (Struvite) เกิดจากแมกนีเซียม แอมโมเนียม และฟอสเฟต มักพบในผู้หญิง และคนที่มีสภาพปัสสาวะเป็นเบส ซึ่งจะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนบน เช่น การติดเชื้อที่ไต โดยแบคทีเรียมีการสร้างเอนไซม์ยูรีเอส (Urease) ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนยูเรีย (Urea) สารที่พบในปัสสาวะ ให้กลายเป็นแอมโมเนีย หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ
  • นิ่วซิสทีน (Cystine) เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้กรดอะมิโนชนิดซิสทีน มีการรั่วจากไตเข้าสู่ปัสสาวะ

ลักษณะอาการของผู้เป็นนิ่วในไต

  • อาการปวด ถ้ามีนิ่วอุดตันที่ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน เช่น ไต ท่อไต จะมีอาการปวดบริเวณบั้นเอว ปวดหลัง และสีข้างที่มีการอุดตันของนิ่วเกิดขึ้น ถ้านิ่วอุดตันบริเวณระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง เช่น กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ จะทำให้มีอาการปวดร้าวมาถึงขาหนีบ และหน้าขา และถ้านิ่วลงมาอุดตันที่ท่อปัสสาวะ อาการปวดอาจไปถึงปลายท่อปัสสาวะได้
  • ปัสสาวะเป็นเลือด ผู้ป่วยอาจปัสสาวะออกมาเป็นเลือด เนื่องจากก้อนนิ่วครูดกับเยื่อบุบริเวณทางเดินปัสสาวะ จนทำให้เกิดแผลที่บริเวณเยื่อบุ และมีเลือดออก กรณีที่ผู้ป่วยมีการติดเชื้อแทรกซ้อน อาจทำให้ปัสสาวะขุ่น เพราะมีหนองปนออกมาร่วมกับเม็ดเลือดขาว หรือขุ่นจากตะกอนของนิ่วขนาดเล็กๆ ที่ปะปนออกมา
  • มีไข้สูง เป็นอาการที่เกิดขึ้น เนื่องจากนิ่วปิดกั้นทางเดินปัสสาวะ จนเกิดการอักเสบติดเชื้อ
  • คลื่นไส้ อาเจียน มักเป็นอาการที่เกิดร่วมกับอาการปวดอย่างรุนแรง

วิธีการรักษานิ่วในไต

วิธีการรักษานิ่วในไตขึ้นอยู่กับขนาดของนิ่ว หากก้อนนิ่วมีขนาดเล็ก แพทย์จะแนะนำให้ดื่มน้ำในปริมาณมาก เพื่อให้ร่างกายขับนิ่วออกมาเองตามธรรมชาติ อาจให้รับประทานยาบรรเทาอาการปวด หรือใช้ยาขับปัสสาวะ เพื่อช่วยให้นิ่วหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ยาที่ใช้สำหรับการรักษาจะแตกต่างไปตามชนิดของนิ่ว ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง                 

หากนิ่วมีขนาดใหญ่มาก แพทย์จะพิจารณาเอานิ่วออกด้วยวิธีต่อไปนี้ 

  • การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy: ESWL) เป็นการใช้คลื่นเสียงทำให้เกิดแรงกระแทกที่ก้อนนิ่วจนแตกเป็นชิ้นเล็กๆ และหลุดออกมากับปัสสาวะภายใน 1 สัปดาห์ มักใช้กับนิ่วชนิดที่เกิดจากการติดเชื้อในไต แต่ใช้ไม่ได้ผลกับนิ่วชนิดซีสทีน 
  • การส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะ (Ureteroscopy) ใช้ในกรณีที่ ESWL ไม่ได้ผล เป็นนิ่วชนิดซิสทีน หรือนิ่วที่มีขนาดใหญ่ โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือที่มีกล้องติดอยู่ผ่านเข้าไปตามท่อปัสสาวะเพื่อขบนิ่วให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำออกทางมาทางท่อ 
  • การผ่าตัด จะเกิดขึ้นในกรณีที่ก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถเอาออกด้วยวิธีอื่นได้ หรือไตอักเสบเรื้อรัง เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค จนไม่สามารถทำงานได้
  • หากมีอาการติดเชื้อ แพทย์จะให้การรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น Amoxicillin (อะม็อกซีซิลลิน) Co-trimoxazole (โคไตรม็อกซาโซล) Ofloxacin (โอฟล็อกซาซิน) Ciprofloxacin (ไซโพรฟล็อกซาซิน)

คำแนะนำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

  • ดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร ทุกวัน เพื่อช่วยให้ปัสสาวะเอาของเสียต่างๆ ในเลือดออกมาด้วย นอกจากนั้นยังลดความเข้มข้นของเกลือในน้ำปัสสาวะให้เจือจางลง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรือเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ จะทำให้ก้อนนิ่วเคลื่อน และหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น
  • รับประทานอาหารแต่พอดี ไม่มาก หรือน้อยจนเกินไป ไม่รับประทานรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีไขมัน และโปรตีนจากเนื้อสัตว์สูง เลี่ยงผักใบเขียวที่รับประทานทั้งยอด เพราะผักเหล่านี้มีออกซาเลตสูง
  • ถ้ามีนิ่วหลุดปนออกมากับน้ำปัสสาวะ ควรส่งให้แพทย์ตรวจวิเคราะห์

โรคนิ่วในไตนั้น สามารถป้องกันได้ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และไม่อั้นปัสสาวะ นอกจากนั้น ควรปรับเปลี่ยนอาหารการกิน ไม่รับประทานอาหารที่มีสารอาหารประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป และรับประทานอาหารให้หลากหลาย หากคุณเคยเป็นโรคนิ่วในไต หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรตรวจร่างกายทุก 3-6 เดือน เพียงเท่านี้ โรคนิ่วในไตก็จะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป 

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความต่อไป
สาเหตุ
สาเหตุ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เป็นนิ่วในไตแต่ไม่สามารถผ่าตัดมียาที่ทานแล้วนิ่วหายได้ใหมค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
แฟนหนูปวดท้องเรื้อรังค่ะ เวลาปวดจะจุกตื้อที่บริเวณลิ้นปี่และปวดทะลุไปข้างหลัง พอกินยาก็ทุเลาแต่ไม่หายขาดต้องทำอย่างไรคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ก่อนหน้านี้ประมาณ 3 เดือน ได้เข้าโรงพยาบาล เพราะเป็นนิ่วในไต อยากสอบถามว่ามีอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือเปล่าคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
การรักษาโรคนิ่วในไตมีกี่วิธี
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
นิ่วในไตขนาดเล็ก 0.5-0.8 cm สามารถหลุดได้เองรึเปล่าครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อยากทราบผลเสียของการกินชาทุกวัน
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป