โรคติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางคืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 530,304 คน

การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง ทั้งสมอง ไขสันหลัง และอวัยวะบริเวณรอบๆ เป็นอาการที่พบได้บ่อยในประเทศไทย และนับว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาท นอกจากนี้ในผู้ป่วยระยะแรกๆ หรือในรายที่อาการยังไม่รุนแรงมาก อาการแสดงของภาวะนี้ยังจำแนกจากอาการอื่นๆ ได้ยาก ดังนั้นการทำความเข้าใจเรื่องสาเหตุ และปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

โรคติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางคืออะไร เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคมีอะไรบ้าง?

โรคติดเชื้อในระบบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System Infection) คือ การที่ระบบประสาทส่วนกลางได้รับเชื้อโรค หรือสิ่งก่อโรคบางชนิดเข้าไปในบริเวณของระบบประสาทส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นสมอง ไขสันหลัง เนื้อหุ้มสมองและไขสันหลัง หรือน้ำเลี้ยงไขสันหลัง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการติดเชื้อลุกลามไปทั่วอวัยวะของระบบประสาทส่วนกลางที่กล่าวไปแล้วได้ วิธีการที่เชื้อโรคและสิ่งก่อโรคจะเข้าสู่ร่างกายนั้นมีหลายวิธี เช่น เข้าสู่ระบบประสาทโดยตรงจากการบาดเจ็บหรือการผ่าตัด ติดเชื้อจากอวัยวะข้างเคียง หรือเชื้อที่ก่อโรคเข้ามาทางระบบประสาทส่วนปลาย ก่อนจะค่อยๆ ลุกลามไปยังระบบประสาทส่วนกลาง เชื้อหรือสิ่งที่ก่อโรคหลายชนิด เช่น แบคทีเรีย (Bacteria) ไวรัส (Virus) ปรสิต (Parasite) เชื้อรา (Fungus) และพริออน (Prion) ซึ่งเป็นกลุ่มโปรตีนก่อให้เกิดโรคได้ แต่ละชนิดก็จะมีวิธีรุกล้ำเข้าไปในระบบประสาทส่วนกลางที่แตกต่างกัน

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad

อาการของโรคติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง

อาการของการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางจะมีลักษณะบางประการเฉพาะตัวของเชื้อ หรือสิ่งก่อโรคแต่ละชนิด อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางยังมีอาการทางคลินิกร่วมกันที่พบได้บ่อย ดังนี้

  1. มีไข้ ซึ่งไข้เป็นอาการทั่วไปของการติดเชื้อทุกประเภท อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่เป็นฝีในสมองอาจจะไม่มีไข้ก็ได้
  2. ปวดศรีษะ อาเจียนพุ่ง หรือตาพร่ามัว ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ความดันในกะโหลกเพิ่มสูงขึ้น
  3. ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง เช่น ซึมลง
  4. ในผู้ป่วยบางรายอาจพบว่ามีอาการแสดงของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่น คอแข็ง (Stiff neck) ปวดศรีษะ กลัวแสง
  5. ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรง อาจพบว่ามีอาการชักด้วย
  6. มีอาการปวดตามแนวระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ซึ่งอาจจะเกิดจากการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง หรือการอักเสบของเส้นประสาท

โรคติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางที่พบได้บ่อย

เนื่องจากสมองและไขสันหลังซึ่งเป็นองค์ประกอบหลังของระบบประสาทส่วนกลางเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อกัน เยื่อหุ้มสมองและไขสันก็เชื่อมต่อกัน นอกจากนี้น้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลังยังหมุนเวียนระหว่างสมองกับไขสันหลัง ทำให้เมื่อมีอาการติดเชื้อ การแพร่กระจายของเชื้อที่ก่อโรคไปยังบริเวณใกล้เคียงจึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้สมองและไขสันหลังยังมีส่วนสำคัญอย่างมากในการควบคุมการทำงานของร่างกายให้ปกติ หากเกิดความเสียหายขึ้นที่โครงสร้างเหล่านี้ จึงนำมาซึ่งความพิการ หรือสูญเสียความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างมาก

โรคติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางมีหลายโรค ในที่นี้จะขอแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ โรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นกับสมองและเยื้อหุ้มสมอง กับโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นกับไขสันหลังและเยื้อหุ้มไขสันหลัง จะขอยกตัวอย่างของโรคที่น่าสนใจกลุ่มละ 1 ตัวอย่าง ดังนี้

  1. เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis) โรคนี้อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ในกรณีของเชื้อแบคทีเรียจะมีอาการรุนแรงกว่า ส่วนการติดเชื้อไวรัสมีหลายงานหลายฉบับรายงานว่าสามารถหายได้เอง อาการที่พบได้บ่อยคือ ปวดศีรษะ คอแข็ง กลัวแสง มีไข้ วิธีการวินิจฉัยที่เป็นที่นิยมคือ การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar puncture) ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยคือ ฝีในสมอง ฝีที่เหนือและใต้ต่อเยื่อหุ้มสมอง เส้นประสาทสมองอักเสบ น้ำคั่งในโพรงสมอง และอาการชัก
  2. กระดูกสันหลังติดเชื้อ (Pyogenic vertebral osteomyelitis) อาจเกิดจากการลุกลามของการติดเชื้อบริเวณใกล้เคียงหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง การแพร่กระจายของเชื้อที่ก่อโรคมาตามกระแสเลือด แต่ส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุของการติดเชื้อ แต่มักพบในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีโรคเบาหวาน อายุมาก หรือผู้ที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด เป็นต้น การวินิจฉัยทำได้ยากมาก เนื่องจากอาการจะค่อยๆ รุนแรงขึ้น อาจกินเวลานานถึง 3 เดือน อาการที่พบได้บ่อยคือ ปวดหลัง ปวดคอ ร่วมกับมีอาการปวดร้าว (Radicular pain) ไปที่แขนหรือขา มักปวดเมื่อเคลื่อนไหว มีไข้  และมีจุดกดเจ็บตามแนวกระดูกสันหลัง อาจพบอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อร่วมด้วย การวินิจฉัยที่นิยมคือการทำเอกซเรย์ (X-ray) และตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

นอกจากที่ได้ยกตัวอย่างไปข้างต้น ยังมีโรคติดเชื้อในระบบประสาทอีกมากมาย เช่น พยาธิตืดหมูในระบบประสาท(Neurocysticercosis) สมองอักเสบจากเชื้อเริม (Herpes simplex encephalitis) วัณโรค (Tuberculosis) และโรคโปลิโอ (Poliomyelitis) เป็นต้น การติดเชื้อเหล่านี้ในระบบประสาทส่วนกลางระยะรุนแรงมักจะนำไปสู่อาการอ่อนแรงจนอาจจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ของกล้ามเนื้อครึ่งตัวล่าง (Paraplegia) ทั้งตัว (Quadriplegia) ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (Spasticity) จนรยางค์แขนหรือขาหงิกงอผิดรูป หรือมีอาการกล้ามเนื้อครึ่งซีกของร่างกายอ่อนแรง (Hemiplegia) ได้ ซึ่งนักกายภาพบำบัดจะมีบทบาทอย่างมากในการฟื้นฟูผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้กลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ใกล้เคียงปกติที่สุด

วิธีการตรวจโรคติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางทำได้อย่างไรบ้าง?

วิธีการตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันการติดเชื้อในระบบประสาท ต้องอาศัยผลจากการซักประวัติและตรวจร่างกายประกอบกัน อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนที่สำคัญและแม่นยำที่สุดคือการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีกระบวนการที่แตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อ หรือสิ่งก่อโรคที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ มีด้วยกันหลายวิธี ดังนี้

  1. การวิเคราะห์หรือเพาะเชื้อจากน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (Cerebrospinal fluid) เลือด หนอง หรือสารคัดหลั่งอื่นๆ
  2. การตรวจวินิจฉัยด้วยการถ่ายภาพภาพทางรังสีวิทยา ได้แก่
    • การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Tomography Scan (CT Scan))
    • การตรวจวินิจฉัยโรคเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging (MRI)) ของสมองและไขสันหลัง
    • การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยการฉีดสารทึบรังสี (Nonionic water-soluble contrast media) เข้าช่องไขสันหลัง เพื่อดูการกดทับของของระบบประสาทบริเวณไขสันหลัง (Myelography) เป็นต้น
  3. การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy)

นอกจากนี้ ในปัจจุบันการวินิจฉัยด้านพันธุศาสตร์ (Polymerase Chain Reaction (PCR)) ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ในการช่วยวินิจฉัยเชื้อที่มีปริมาณน้อยหรือเพาะเชื้อยากได้ดีขึ้น

วิธีการรักษาโรคติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง

หลักการรักษาโรคติดเชื้อในระบบปรสาทมีด้วยกัน 5 ข้อใหญ่ๆ ดังนี้

  1. ตรวจหาเชื้อที่ก่อโรค (Pathogen)
  2. ให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) เพื่อกำจัดเชื้อที่ก่อโรค
  3. จัดการกับแหล่งกำเนิดที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ
  4. ผ่าตัด (Surgery) เมื่อมีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าสามารถช่วยแก้ปัญหา หรือลดความพิการที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้
  5. ฟื้นฟูให้สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด

โรคติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลางมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย นอกจากนี้ ในระยะแรกๆ ของโรคที่ยังมีความรุนแรงน้อย อาการจะใกล้เคียงกับภาวะเจ็บป่วยทั่วไปที่พบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ปวดหลัง มีไข้ ปวดศรีษะ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีอาจจะก่อให้เกิดความพิการถาวรได้ เช่น กล้ามเนื้อ่อนแรงถาวรเนื่องจากเส้นประสาทถูกทำลาย กล้ามเนื้อหดเกร็งจนเกิดการผิดรูปของอวัยวะ หรือการหดลีบอย่างถาวรของกล้ามเนื้อ หากสงสัยควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ทั้งนี้เมื่อเกิดความผิดปกติหลังจากได้รับเชื้อแล้ว กายภาพบำบัดก็เป็นวิธีหนึ่งที่มีประโยชน์มากในการบรรเทาหรือชะลอความพิการที่จะเกิดขึ้น การเข้ารับการรักษาอย่างเร็วที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่