โรคพุพอง (Impetigo) คืออะไร?


โรคผิวหนังที่ติดต่อง่ายชนิดนี้ จริงๆ แล้วรักษาไม่ยาก

โรคพุพอง (Impetigo) เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ติดต่อง่าย โดยมีลักษณะเป็นผื่นเจ็บแดง อาการแรกของการติดเชื้อ คือ มีถุงน้ำพองเกิดขึ้นที่ใบหน้าและเมื่อการดำเนินของโรคต่อไปจะพบว่าตุ่มน้ำจะแตกออกและมีสะเก็ดสีเหลืองน้ำตาลคล้ายสีน้ำผึ้ง (honey-colored) ผื่นพุพองอาจจะดูน่ากลัว แต่สามารถรักษาได้ง่ายและมักจะไม่เจ็บมาก

สาเหตุโรคพุพอง

ส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิด Staphylococcus aureus รองลงมาอาจจะเป็นเชื้อ Streptococcus group A การติดเชื้อทั้งสองตัวนี้เป็นเชื้อที่แพร่กระจายได้ง่าย

โรคพุพองในเด็ก

โรคพุพองมักเกิดในเด็กตั้งแต่อายุ 2-6 ปี โดยตุ่มน้ำมักจะเริ่มเป็นที่หน้าโดยเฉพาะรอบๆ จมูกและปาก เด็กอาจจะติดเชื้อนี้มาจากผู้อื่นที่ยังอยู่ในระยะที่แพร่กระจายเชื้อได้ การติดเชื้อชนิดนี้สามารถแพร่ได้โดยง่ายจากการสัมผัสผิวหนัง น้ำมูก หรือจากการใช้ของเล่น เตียงนอน หรือผ้าขนหนูร่วมกัน ในสถานที่ที่มีคนหน้าแน่น เช่น สถานรับเลี้ยงเด็กสามารถแพร่เชื้อได้รวดเร็ว ถ้าลูกของคุณเล่นกีฬาที่มีการสัมผัสผิวหนัง เช่น ฟุตบอล มวยปล้ำ ก็จะมีความเสียงในการติดเชื้อพุพองได้

โรคพุพองในผู้ใหญ่

ผู้ใหญ่สามารถมีโรคพุพองได้ โดยมากจะเกิดร่วมกับผื่นผิวหนังชนิดอื่น เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบหรืออาจจะเกิดตามหลังการติดเชื้อทางเดินหายใจ

อาการ

ประมาณ 4-10 วันหลังจากที่สัมผัสจากคนที่ติดเชื้อ ผื่นสีแดงจะเริ่มให้เห็นบริเวณจมูกหรือรอบปาก ปื้นสีแดงจะกลายเป็นตุ่มน้ำ และสามารถกระจายไปได้ทั้งตัว โดยผ่านเสื้อผ้าหรือจากการถู ตุ่มน้ำจะแตกออกภายในไม่กี่วัน หลังจากนั้นจะมีน้ำเหลืองไหล ก่อนที่จะแห้งเป็นสะเก็ดสีเหลืองน้ำตาล โรคพุพองมักไม่ทำให้มีไข้ เจ็บ หรือเบื่ออาหาร แต่ถ้าลูกของคุณมีอาการเหล่านี้ ควรจะต้องแจ้งให้กับกุมารแพทย์ให้ทราบ

โรคพุพองชนิดมีตุ่มน้ำ

โรคพุพองชนิดมีตุ่มน้ำ (Bullous Impetigo) เป็นหนึ่งในอาการขอการติดเชื้อโรคพุพองที่พบได้น้อยกว่า โดยตุ่มน้ำจะขนาดใหญ่จะเกิดที่หน้าอก ท้อง หลัง ก้นของทารกหรือเด็กเล็ก สะเก็ดของตุ่มน้ำจะแห้งกลายเป็นสีน้ำตาล ผู้ใหญ่ที่มีโรคพุพองชนิดตุ่มน้ำนี้อาจจะเป็นอาการของการติดเชื้อเอชไอวี ดังนั้น ถ้าคุณคิดว่าคุณมีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี คุณควรปรึกษาแพทย์

ภาวะแทรกซ้อน

โรคพุพองมักเป็นโรคที่ไม่อันตราย มักจะหายภายในไม่กี่วันหลังได้รับการรักษา ภาวะแทรกซ้อนพบได้น้อย ได้แก่

  • แผลเป็น
  • โรคเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ (cellulitis' target='_blank'>cellulitis)
  • โรคไต

ถ้าแผลพุพองเป็นมากหรือลูกของคุณแกะที่แผล ผลที่ตามมา คือ ทำให้มีแผลเป็นได้

โรคเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ (cellulitis) เป็นการติดเชื้อที่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง การติดเชื้อาจจะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง และสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษา โรคนี้มีอันตรายถึงชีวิตได้ ในกรณีอื่นๆ ที่พบน้อยของภาวะแทรกซ้อนของโรคพุพอง คือ Post Streptococcal glomerulonephritis (ไตอักเสบหลังการติดเชื้อ Streptococcus) ซึ่งสามารถทำให้ไตวายได้

การวินิจฉัย

กุมารแพทย์หรือแพทย์ประจำครอบครัวสามารถให้การวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจลักษณะผื่นและตำแหน่ง ถ้ามีลักษณะไม่แน่ชัด แพทย์อารตรวจหนองเพื่อยืนยันเชื้อแบคทีเรีย

การรักษาโรคพุพอง

ส่วนมากโรคพุพองจะหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ การรักษาด้วยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือชนิดรับประทานนั้นจะช่วยให้โรคนี้หายได้เร็วขึ้นและป้องกันการแพร่กระจายไปบริเวณอื่น ในกรณีที่ความรุนแรงของโรคน้อย ผื่นพุพองจะสามารถดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วด้วยยาปฏิชีวนะชนิดทา ในขณะที่ถ้าความรุนแรงของผื่นเป็นมาก การรักษาจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน อาการของผื่นจะเริ่มดีขึ้นในระยะเวลาประมาณ 3 วันหลังจากการเริ่มใช้ยาปฏิชีวนะ

การป้องกันโรคพุพอง

โรคพุพองเป็นโรคที่มีการแพร่กระจายของเชื้อโรคสูง ดังนั้น ถ้าคุณหรือบุตรของคุณควรต้องระมัดระวังในการสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีโรคพุพองหรือสิ่งของที่ผู้ป่วยใช้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การล้างมือบุตรของคุณด้วยสบู่ทันทีที่สัมผัสกับผู้ป่วยที่มีโรคพุพอง ถ้าคุณไม่สามารถเข้าถึงการล้างมือได้ทันที การใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือสามารถใช้แทนได้ ควรล้างแผลเปิด รอยข่วน หรือรอยกัดของแมลงทันที และปิดด้วยพลาสเตอร์แปะแผลจนกว่าแผลจะหาย ถ้าคุณหรือบุตรของคุณมีโรคพุพอง

  • ปิดแผลด้วยเสื้อผ้าหรือพลาสเตอร์หลวมๆ
  • ซักเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และผ้าปูที่นอน ด้วยน้ำร้อนและอบร้อนให้แห้ง
  • บุตรของคุณควรที่จะหยุดพักการเรียนประมาณ 24-48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มได้รับยาปฏิชีวนะ เพื่อที่จะลดการแพร่กระจายของเชือไปยังเด็กคนอื่นๆ

โรคพุพองสามารถแพร่กระจายได้ง่ายโดยการสัมผัสและสามารถแพร่กระจายไปยังผิวหนังบริเวณอื่นหรือไปยังสิ่งของที่สัมผัสได้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ