ความดันหลอดเลือดปอดสูง (Pulmonary Hypertension)

เผยแพร่ครั้งแรก 23 ธ.ค. 2016 อัปเดตล่าสุด 11 ก.พ. 2020 เวลาอ่านประมาณ 9 นาที

ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงสามารถเกิดได้กับทุกช่วงอายุ แต่พบในผู้หญิงอายุระหว่าง 21-40 ปีได้บ่อยที่สุด

ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง คือการที่มีความดันโลหิตภายในหลอดเลือดที่อยู่ในปอดสูง ภาวะนี้มักเกิดตามหลังภาวะทางกายอื่น ๆ แต่ในบางกรณีก็อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 424 บาท ลดสูงสุด 57%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

H27

โรคนี้เป็นโรคที่พบได้น้อยและมักถูกมองข้าม ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีน้อยกว่าความเป็นจริง เนื่องจากการวินิจฉัยโรคนี้สามารถทำได้ยาก นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจไม่ได้มาตรวจรับการรักษาเมื่อเริ่มมีอาการ

ความชุกของการเกิดภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง

การประมาณความชุกของภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงแต่ละชนิดสามารถทำได้ยาก เนื่องจากเป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับหลายภาวะทอย่างไรก็ตาม สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณว่ามีการวินิจฉัยผู้ป่วยใหม่ของภาวะ Pulmonary arterial hypertension (PAH) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดของภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง ปีละ 500-1000 คน ซึ่งกลุ่มนี้มักเกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงมักในกลุ่มผู้หญิงอายุระหว่าง 21-40 ปีได้บ่อยที่สุดแต่ก็สามารถเกิดได้กับทุกช่วงอายุ

ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (CDC) ได้ทำการศึกษาข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับการเสียชีวิตจากภาวะ PAH โดยพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นทั้งในผู้ชายและผู้หญิงทุกกลุ่มอายุ ผู้ป่วยโรค PAH มีการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็น 2 เท่าเมื่ออายุมากกว่า 85 ปี

ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา วิธีการวินิจฉัยภาวะนี้สามารถทำได้ดีขึ้น และมีความตื่นตัวเกี่ยวกับโรคมากขึ้นทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีการแจ้งจำนวนผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้น

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง

ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงเกิดตามหลังโรคทางกายได้หลายภาวะ ตั้งแต่ความผิดปกติทางพันธุกรรม การมีลิ่มเลือดอุดตัน หรือโรคหัวใจ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 424 บาท ลดสูงสุด 57%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

H27

คุณจะมีความเสี่ยงต่อภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงเพิ่มขึ้นหาก

  • มีประวัติครอบครัวเป็นภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง
  • อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมาก
  • มีโรคปอดหรือโรคหัวใจอื่นๆ ร่วมด้วย
  • เป็นโรคตับ
  • มีความผิดปกติของการเกิดลิ่มเลือด หรือมีลิ่มเลือดที่ส่งผลต่อปอด
  • มีการใช้ผิดกฎหมายหรือใช้ยาในกลุ่มแอมเฟตามีน

โรคนี้ไม่สามารถป้องกันได้ในผู้ป่วยบางราย เช่นกลุ่มที่เกิดจากความเสี่ยงทางพันธุกรรม เกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเกิดจากภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้เช่นความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด อย่างไรก็ตาม คุณสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงโดยหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะทำให้เกิดภาวะนี้ เช่นการใช้ยาผิดกฎหมาย หรือการรักษาโรคทางกายอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง เช่นโรคหัวใจ เป็นต้น

อาการของภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง

ไม่ว่าภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงนี้จะเกิดจากสาเหตุอะไร แต่ภาวะนี้จะทำให้เลือดผ่านปอดไปได้ยากขึ้น ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อต่อสู้กับแรงต้านที่เกิดภายในปอด ในที่สุดก็จะทำให้หัวใจจะโตและแข็งขึ้น หัวใจอ่อนแรงและไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้อย่างเพียงพอ

ดังนั้นอาการแสดงหลักของภาวะนี้คืออาการเหนื่อยเวลาทำกิจกรรมที่ไม่ได้ออกแรงหนักมาก ไม่สามารถทำงานบ้านทั่วๆ ไป หรือขึ้นบันไดได้เหมือนปกติ และบางคนอาจมีอาการหายใจตื้นได้ขณะพัก

อาการอื่น ๆ ของภาวะนี้เช่น

บางครั้งอาการเจ็บหน้าอกจากภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงอาจรุนแรงจนคล้ายกับอาการหัวใจวายเฉียบพลันได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 424 บาท ลดสูงสุด 57%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

H27

ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงเป็นโรคที่อาการจะค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป

การวินิจฉัยภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง

หากแพทย์สงสัยว่าคุณมีภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง แพทย์จะทำการซักประวัติเกี่ยวกับโรคทางกายอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการของคุณ และทำการตรวจร่างกาย นอกจากนี้มักจะต้องมีการตรวจเอกซเรย์หรือการตรวจอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อประเมินการทำงานของปอดและความจุของปอดและอาจต้องมีการตรวจ echocardiogram ร่วมด้วย

วิธีที่สามารถยืนยันการวินิจฉัยภาวะนี้ได้มีเพียงวิธีเดียว คือการสวนหัวใจ โดยเป็นการใส่ท่อขนาดเล็กเข้าไปในเส้นเลือดดำที่คอหรือขาหนีบ ก่อนจะสอดเข้าไปสู่หลอดเลือด pulmonary artery และทำการวัดความดันโลหิตในหลอดเลือดนั้น ผู้รับการตรวจจะถูกทำให้สะลึมสะลือแต่ยังตื่นอยู่ตลอดการทำการสวนหัวใจ ก่อนที่แพทย์จะนำผลการตรวจที่ได้มาพูดคุยกับคุณขณะที่ผู้รับการตรวจเริ่มฟื้นตัว

การวินิจฉัยตัดโรคทางกายอื่น ๆ ออก

การตรวจเลือดสามารถช่วยระบุได้ว่ามีภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการตรวจเกี่ยวกับโรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน การติดเชื้อ HIV โรคตับเช่นตับอักเสบ C หรือโรคซีดชนิด sickle cell

ผลจากการตรวจเลือดเหล่านี้มักใช้เวลาหลายวัน บางที่อาจให้ผู้รับการตรวจเดินเป็นเวลา 6 นาทีเพื่อดูระยะทางที่สามารถเดินได้เพื่อนำมาประเมินกำลังกายและการทำงานของหัวใจ และเนื่องจากอาการของโรคนี้อาจคล้ายกับโรคหอบหืด ดังนั้นคุณอาจจะต้องมีการตรวจเกี่ยวกับโรคหอบหืดเช่นกันและคุณอาจต้องเข้ารับการตรวจการนอนหลับ เพื่อประเมินการหายใจและระดับออกซิเจนขณะหลับเพื่อประเมินว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับหรือไม่ ซึ่งภาวะนี้สามารถทำให้ความดันในปอดสูงขึ้นได้

อย่างไรก็ตามหากคุณมีโรคต่างๆ เหล่านี้เพียงโรคเดียว ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงที่เกิดขึ้นมักอยู่ในระดับไม่รุนแรง

การแบ่งประเภทของภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง

การตรวจวินิจฉัยโรคนี้เป็นกระบวนการที่ยุ่งยากแต่สำคัญ เนื่องจากภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มย่อย ซึ่งเป็นตัวกำหนดวิธีการรักษา

สถาบันโรคหัวใจ ปอดและโรคเลือดแห่งชาติ (NIH National Heart, Lung and Blood Institute) ได้แบ่งภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงออกเป็นกลุ่มดังต่อไปนี้

กลุ่มที่ 1: เป็นกลุ่มของ PAH ซึ่งรวมถึงชนิดที่อาจเกิดจากพันธุกรรม, เกิดจากการได้รับยาบางชนิด ปัญหาเกี่ยวกับเส้นเลือดดำและหลอดเลือดรอบปอดหรือโรคอื่นๆ เช่นการติดเชื้อ HIV, โรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิดหรือการติดเชื้อบางชนิด หรือเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ

กลุ่มที่ 2: กลุ่มนี้มักเกิดจากโรคที่ส่งผลต่อหัวใจห้องล่างซ้ายเช่นโรคที่ลิ้นหัวใจ mitral หรือหัวใจวาย

กลุ่มที่ 3: กลุ่มนี้เกิดจากความผิดปกติทางการหายใจระหว่างการนอน (sleep apnea) กลุ่มนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับโรคปอดเช่น Interstitial lung diseases และ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

กลุ่มที่ 4: ในกลุ่มนี้เกิดจากการมีลิ้มเลือดอุดตันในปอดหรือมีความผิดปกติในการเกิดลิ่มเลือด

กลุ่มที่ 5: กลุ่มนี้รวมเอาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงที่เกิดจากความผิดปกติอื่นๆ ซึ่งรวมถึงเนื้องอก โรคไต โรคเลือดและโรคทางเมตะบอลิก

วิธีการรักษาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงแนวใหม่

การรักษาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงสามารถทำได้โดยการรับประทานยา การใช้ยาฉีด การสูดดม หรือการฉีดเข้าใต้ผิวหนังได้

ยาชนิดใหม่ที่ใช้ในการรักษาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงได้ ประกอบด้วย

  • ยากลุ่มขยายหลอดเลือด
  • Endothilin receptor antagoinists
  • Phosphodiesterase-5 inhibitors
  • Soluble guanylatecyclase stimulators

ยาในกลุ่มนี้ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาให้สามารถใช้รักษา PAH ได้ แต่ก็มักจะใช้ในการรักษาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงในกลุ่มอื่นเช่นกัน

ยาขยายหลอดเลือดจะช่วยขยายและทำให้เส้นเลือดคลายตัว ทำให้เลือดสามารถเดินทางเข้าสู่ปอด ได้ออกซิเจน และนำออกซิเจนเข้าสู่หัวใจ นอกจากนี้ยังทำให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย

ยาขยายหลอดเลือดกลุ่มที่ใช้รักษาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงนี้ คือกลุ่ม Prostacyclinsสังเคราะห์ โดยยาในกลุ่มนี้จะเลียนแบบ prostacyclin ในธรรมชาติซึ่งเป็นสารที่ร่างกายสร้างเพื่อให้เลือดข้นน้อยลงและขยายหลอดเลือด

สมาคม PHA ได้ระบุว่าผู้ที่ได้รับยา epoprostenol (Flolan) ซึ่งมาในรูปแบบผงละลายน้ำ สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น ออกกำลังกายได้มากขึ้น และรู้สึกมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ยา อย่างไรก็ตามข้อเสียของยานี้คือต้องมีการฉีดเข้าสู่หัวใจโดยตรง ซึ่งทำให้ต้องมีการใช้สายสวนฝังในช่องท้องขณะอยู่ในโรงพยาบาลและมีเครื่องปั๊มอยู่รอบเอวเพื่อให้สามารถส่งยาผ่านสายเข้าไปได้ และระดับของยา epoprostenol จะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อยาหมด ทำให้ผู้ป่วยมีเวลาเพียง 3-5 นาทีที่จะเปลี่ยนยากล่องใหม่หรือจะเสี่ยงมีอาการกลับเป็นซ้ำซึ่งอาจมีผลอันตรายถึงชีวิตได้

ผลข้างเคียงหลักของยานี้เกี่ยวข้องกับวิธีการบริหารยา ซึ่งประกอบด้วย

  • การติดเชื้อในสายสวน
  • เครื่องปั๊มทำงานไมได้
  • มีลิ่มเลือดอุดตัน

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นโดยตรงจากตัวยาประกอบด้วย

แต่นอกเหนือจากข้อเสียเหล่านี้แล้ว ยา epoprostenol เป็นยาที่ถือว่ามีความก้าวหน้าในการรักษาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงอย่างมาก บางคนเชื่อว่าอาจจะสามารถใช้ยาตัวนี้ในรูปแบบใหม่ ซึ่งสามารถใช้ได้ง่ายกว่าเนื่องจากไม่ต้องแช่ตู้เย็น

ยา Treprostinil (Remodulin) เป็นยากลุ่ม prostacyclin สังเคราะห์อีกตัวหนึ่งที่สามารถใช้ในรูปแบบฉีดยาต่อเนื่องหรือการฉีดเข้าใต้ผิวหนังได้ นอกจากนี้ยังมียาตัวนี้ในรูปแบบสูดดม หรือยาตัวอื่นที่ใช้การดมได้เช่น Iloprost (Ventavist)

ยาในกลุ่ม Endothilin receptor antagonists จะทำหน้าที่ยับยั้งสารที่ชื่อ endothelinซึ่งทำให้หลอดเลือดหดตัว

ยา Bosentan (Tracleer) ซึ่งเป็นยาในรูปแบบกิน อาจทำให้อาการดีขึ้นและทำให้ผู้ป่วยโรคนี้สามารถเดินได้นานขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ยานี้อาจทำให้มีการทำลายตับได้ ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจค่าการทำงานของตับเป็นประจำทุกเดือน

สมาคม PHA กล่าวว่า ยาตัวใหม่ที่ชื่อ ambrisentan (Letairis) และ macitentan (Opsumit) สามารถตรวจค่าการทำงานของตับห่างขึ้นได้ ยาเหล่านี้ไม่แนะนำให้รับประทานในหญิงตั้งครรภ์เนื่องจากมีโอกาสเกิดความผิดปกติแต่กำเนิด

ผลข้างเคียงรุนแรงอื่น ๆ ของยาเหล่านี้ประกอบด้วย

  • น้ำหนักขึ้นฉับพลัน
  • แขน มือ เท้า ข้อเท้าบวม
  • หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นผิดจังหวะ
  • เป็นลม เวียนศีรษะหรือมองเห็นไม่ชัดได้

ยา ambrisentanและ macitentan อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดเกิดขึ้น และยา bosentanอาจทำให้มีการติดเชื้อในทางเดินหายใจ

ยาในกลุ่ม phosphodiesterase-5 inhibitors ช่วยสนับสนุนความสามารถของปอดในการสร้างสารขยายหลอดเลือดตามธรรมชาติ ยาในกลุ่มนี้ประกอบด้วย

  • Sildenafil (Revatio, Viagra)
  • Tadalafil (Adcirca, Cialis)

นายแพทย์ Brett Fensterผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหัวหน้าศูนย์โรคความดันหลอดเลือดปอดสูงของ National Jewish Hospital จาก Denver ได้กล่าวว่ายา sildenafil ซึ่งต้องรับประทาน 3 ครั้งต่อวันสามารถช่วยผู้ป่วยโรค PAH ให้เดินได้ไกลขึ้น รู้สึกหายใจเหนื่อยลดลงและชะลอการดำเนินโรค โดยที่ยา Tadafil รับประทานเพียงแค่ 1 ครั้งต่อวัน

ผลข้างเคียงของยาในกลุ่มนี้ที่อาจเกิดได้ประกอบด้วย ปวดหัว บวม หน้าแดง มวนท้อง ท้องเสีย และมีน้ำมูก

องค์การอาหารและยาได้อนุมัติให้ใช้ยาผสมระหว่าง ambrisentanและ tadalafil ในการรักษา PAH เมื่อเดือนตุลาคม 2015 ที่ผ่านมา และยา Riociguat (Adempas) ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้ในปี 2013 เป็นยาในกลุ่ม soluble guanylatecyclase stimulators ซึ่งช่วยสนับสนุนปอดในการขยายหลอดเลือดและทำให้สามารถออกกำลังกายและทำงานได้มากขึ้น

การรักษาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงแบบดั้งเดิม

สมาคม PHA ได้ระบุว่ายาเหล่านี้สามารถใช้ร่วมกับการใช้ยาในกลุ่มใหม่ได้

ยาในกลุ่มนี้ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาให้ใช้ในการรักษา PAH เช่นเดียวกับยาในกลุ่มใหม่ และมักใช้รักษาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงในกลุ่มอื่นด้วย

Dr. Fenster กล่าวว่า ยาในกลุ่ม calcium channel blockers จะช่วยรักษาการเกิดภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงรูปแบบที่มีการตอบสนองต่อหลอดเลือด ซึ่งรูปแบบนี้จะทำให้ความดันในปอดลดลงจากการที่ยาที่บริหารผ่านการสูดดมหรือทางการฉีดเข้าเส้นเลือดระหว่างการสวนหัวใจ

ยาในกลุ่มนี้ที่มีการนำมาใช้รักษาภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงประกอบด้วย

  • Nifedipine (Nifedical, Procardia)
  • Diltiazem (Cardizem, Cartia, Diltia)

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นประกอบด้วย

  • ความดันโลหิตต่ำกว่าปกติ
  • บวมน้ำ
  • ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดต่ำ

ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการแพ้ยาในกลุ่มนี้ ทำให้มีอาการหน้าและแขนบวมหรือหายใจลำบากได้ ผลข้างเคียงอื่นๆ ที่เป็นไปได้ก็คืออาการปวดหัวและมีผื่นขึ้น

Dr. Fenster กล่าวว่าในปัจจุบันมีการใช้ยากลุ่มนี้ลดลง โดยมีผู้ป่วยน้อยกว่า 10% ในปัจจุบันที่ใช้ยานี้รักษาโรค PAH

Digoxin เป็นยาที่ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและทำให้เต้นได้ดีขึ้น ทำให้ช่วยลดอาการของหัวใจวายซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยของภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง ยา Digoxin มีทั้งในรูปแบบเม็ด แคปซูล หรือน้ำ

ผลข้างเคียงของยานี้ประกอบด้วย

Dr. Fenster ได้กล่าวอีกว่าผู้ป่วยที่เป็นภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงมีความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดที่อาจทำให้เกิดการอุดตันเส้นเลือดในปอดมากกว่าคนปกติ

ดังนั้นการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดจึงช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ยาในกลุ่มนี้ประกอบด้วย

ยาในกลุ่มนี้มีผลข้างเคียงที่สำคัญ เช่นการทำให้เลือดออกหยุดยากขึ้น และอาจทำให้มีเลือดออกภายในร่างกายได้ หากคุณรับประทานยา warfarin คุณจำเป็นต้องแจ้งแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้

  • ไอเป็นเลือด
  • มีเลือดกำเดาไหลหรือมีเลือดออกที่เหงือก
  • มีแผลที่เลือดไหลไม่หยุด
  • มีเลือดออกในปัสสาวะ
  • ถ่ายดำ (อาการที่อาจแสดงถึงการมีเลือดออกในอุจจาระ)
  • ยา warfarin ยังอาจทำให้เกิดอาการแพ้เช่นลมพิษ ผื่นและอาการคันได้

ยากลุ่มเก่า เช่น warfarin ต้องมีการเฝ้าระวังด้วยการตรวจเลือดอย่างใกล้ชิด แต่ยากลุ่มใหม่เช่น abigatran, apixabanและ rivaroxbanไม่ต้องติดตามใกล้ชิดเท่า

ยาขับปัสสาวะจะช่วยให้ร่างกายสามารถขับน้ำส่วนเกินและมักสั่งจ่ายให้ในผู้ป่วยที่เป็นภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง การที่ยาขับปัสสาวะช่วยลดน้ำส่วนเกินทำให้หัวใจทำงานได้ง่ายขึ้นและลดปริมาณสารน้ำที่ทำให้เกิดการบวมที่เท้า ข้อเท้า ขา และหน้า ยาขับปัสสาวะมีหลายกลุ่มและแพทย์จะเป็นผู้เลือกยาที่เหมาะสมให้กับผู้ป่วย

แนวทางการรักษาวิธีอื่น

สถาบันโรคหัวใจ ปอด และโรคเลือดแห่งชาติระบุว่าแนวทางการรักษาวิธีอื่นนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของความดันหลอดเลือดปอดสูงที่เป็น ซึ่งโรคนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มย่อยซึ่งอาจต้องการการดูแลเพิ่มเติมดังนี้

กลุ่มที่ 1 นอกเหนือจากยาที่ใช้ในการรักษาแล้ว แพทย์อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัดเช่นการตัดผนังกั้นห้องหัวใจด้านบน, การเปลี่ยนปอด หรือการเปลี่ยนทั้งหัวใจและปอด

กลุ่มที่ 2 กลุ่มนี้เกี่ยวข้องการหัวใจซีกซ้ายเช่นหัวใจวาย สามารถใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานยาและการผ่าตัดในการรักษาได้

กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่เกิดจากโรคปอด ในกลุ่มนี้แพทย์อาจแนะนำให้มีการใช้ออกซิเจนเพื่อช่วยในการรักษา

กลุ่มที่ 4 เกิดจากการมีลิ่มเลือดอุดตันหรือความผิดปกติในการเกิดลิ่มเลือด การรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดและการผ่าตัดอาจจำเป็นเพื่อช่วยจัดการลิ่มเลือดและลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

กลุ่มที่ 5 กลุ่มนี้เกิดจากโรคทางกายอื่น ๆ ดังนั้นการรักษาโรคเหล่านั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการรักษาความดันในปอดสูง

เมื่อผู้ป่วยและแพทย์สามารถสรุปยาที่เหมาะสมที่จะใช้ในการรักษาแล้วนั้น ผู้ป่วยก็สามารถหายใจและรู้สึกดีขึ้นได้


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน


14 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอาการนี้
เบาหวานขึ้นตามีวิธีรักษาอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ทำไมหนูปวดเมื่อยตรงสะบักมักจะปวดหัวทุกที
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ความดันสูงมีสิทธิ์หายขาดมั้ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ปวดหัวไมเกรนปวดมากๆเส้นเลือดในสมองจะแตกมั๊ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อาการเวลาอากาศเย็นแล้วปวดขา ปวดนิ้วมือ เมื่อย เป็นเพราะอะไรครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
หากคุณยังมีคำถาม ส่งคำถามให้คุณหมอตอบได้ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป