Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD

โรคปากนกกระจอก (Angular cheilitis)

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 2 ม.ค. 2020 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที

ปากนกกระจอก เป็นโรคที่มีแผลบริเวณมุมปากด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้าน ส่งผลต่อการพูดคุยและการรับประทานอาหาร ไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรง แต่ก็สร้างความรำคาญใจให้ผู้ที่เป็นโรค

หลายคนอาจจะคิดว่าโรคนี้เกิดจากการขาดวิตามินเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วยังมีสาเหตุอื่นอีกด้วย ดังนั้นวิธีแก้ไข ทั้งปรับพฤติกรรมและเลือกรับประทานยาจึงมีหลายวิธีด้วยเช่นกัน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
เข้าร่วมงานวิจัยทางการแพทย์วันนี้

ค้นหางานวิจัยที่คุณสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อรับการรักษาใหม่ที่อาจทำให้อาการของคุณดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการทำดีเพื่อสังคม

Hd clinical trial ad

สาเหตุของโรคปากนกกระจอกมีอะไรบ้าง?

โรคปากนกกระจอกเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร รูปปากที่เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมส่วนตัว และเชื้อโรค ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1. การเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคพื้นฐานของปากเอง

การเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคของปาก ส่งผลต่อขอบริมฝีปาก การหลั่งน้ำลายที่เพิ่มขึ้น และการเปื่อยยุ่ยของรอยแยกมุมปาก เหล่านี้ทำให้เกิดเป็นโรคปากนกกระจอกได้

สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงกายวิภาคของปาก ได้แก่

    • การสูญเสียความยืดหยุ่นทางผิวหนัง ในผู้สูงอายุ คนที่สูบบุหรี่ และผู้ที่ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
    • ปากที่เล็ก และกล้ามเนื้อในช่องปากที่ไม่แข็งแรงจนลิ้นจุกปากออกมา ส่งผลให้ผู้ป่วยกลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) ประมาณ 25% มีภาวะปากนกกระจอกร่วมด้วย
    • ผู้สูงอายุที่ไม่มีฟัน รูปปากผิดรูป มีการกดทับที่มุมปาก กลายเป็นจุดอับชื้นเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น
    • ผู้ที่มีปัญหาน้ำลายออกมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในคนที่นอนน้ำลายไหลเป็นประจำ หรือคนที่มีน้ำลายเอ่อขณะพูด ก่อให้มุมปากเกิดอาการระคายเคือง

2. โรคผื่นแพ้สารสัมผัส

ปากนกกระจอกอาจเกิดจาก การอักเสบของผิวหนังเมื่อสัมผัสสารบางอย่าง โดยเฉพาะนิกเกิล อาหาร ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ลิปสติก หรือแม้กระทั่งหมากฝรั่ง

3. การขาดสารอาหารบางชนิด

สารอาหารที่หากร่างกายได้รับน้อยเกินไป จะทำให้เกิดโรคปากนกกระจอกได้ ได้แก่

4. โรคปากนกกระจอกที่เป็นอาการแสดงของโรคอื่น

โรคปากนกกระจอก บางครั้งอาจเป็นอาการแสดงทางผิวหนัง ของโรคอื่นที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะหลายระบบในร่างกาย ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
เข้าร่วมงานวิจัยทางการแพทย์วันนี้

ค้นหางานวิจัยที่คุณสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อรับการรักษาใหม่ที่อาจทำให้อาการของคุณดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการทำดีเพื่อสังคม

Hd clinical trial ad
  • กลุ่มอาการโจเกร็น (Sjogren’s syndrome) ซึ่งเป็นโรคทางระบบภูมิคุ้มกันเรื้อรัง ที่ทำให้ต่อมที่ทำหน้าที่สร้างความชุ่มชื้นให้แก่ตาและปากถูกทำลาย
  • กลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory bowel disease)

5. การติดเชื้อ

โรคปากนกกระจอกอาจเกิดจากการติดเชื้อ โดยมีปัจจัยเสี่ยงดังนี้

    • ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ในผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ที่ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์เป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อราในช่องปาก
    • ผู้ที่ใช้ยาฆ่าเชื้อติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จนไปฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ปกติในช่องปากจนหมด
    • ผู้ที่เป็นโรคเหงือก ฟันผุ หรือดูแลรักษาความสะอาดช่องปากได้ไม่ดีพอ

6. ยา สารเคมี รังสี หรือสิ่งแวดล้อม

การใช้ยาต่างๆ เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง ยารักษาสิวที่มีส่วนประกอบของวิตามิน A การฉายรังสีเพื่อรักษา เหล่านี้อาจทำให้ปากแห้ง จนก่อให้เกิดโรคปากนกกระจอกตามมาได้

7. พฤติกรรมบางอย่างที่ส่งผลต่อการเปื่อยยุ่ยของร่องมุมปาก

บางครั้งปากนกกระจอกอาจเกิดจากพฤติกรรมของคุณเอง เช่น ชอบเลียริมฝีปากบ่อยๆ (แต่อาจเป็นอาการหนึ่งของโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบประสาทก็ได้) ชอบดูดนิ้วหัวแม่มือหรืออมยิ้ม (ในเด็ก) สูบบุหรี่ ใช้ไหมขัดฟันด้วยความรุนแรง

เป็นโรคปากนกกระจอก ควรกินอะไร ไม่กินอะไร?

หากโรคปากนกกระจอกที่เป็นเกิดจากปัจจัยด้านอาหาร ควรเลือกรับประทานและหลีกเลี่ยงอาหาร ดังนี้

  • รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B ธาตุเหล็ก และสังกะสี รวมไปถึงโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละวัน หรือหากไม่สามารถรับประทานอาหารนั้นๆ ได้ อาจเลือกวิตามินและเกลือแร่เสริม
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีผลต่อการดูดซึมวิตามินและเกลือแร่ โดยเฉพาะ ชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วิธีการรักษาโรคปากนกกระจอก

แนวทางการรักษาโรคปากนกกระจอก มีดังนี้

  • ใช้ยาทาเฉพาะที่ หรือยารับประทาน เพื่อฆ่าเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เพื่อรักษาโรคหรือเชื้อที่เป็นสาเหตุ
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรม ยา และสารเคมีที่อาจเป็นสาเหตุของโรคปากนกกระจอก
  • ดูแลรักษาความสะอาดภายในช่องปาก เช็ดทำความสะอาดมุมปากให้แห้งอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้กลายเป็นจุดอับชื้น
  • คนที่มีรูปปากผิดรูป หรือฟันผุ จนเกิดความผิดปกติเช่นน้ำลายไหลออกมาตลอดเวลา ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป

แผลมุมปากจากโรคปากนกกระจอก ควรทายาอะไร?

คำแนะนำเรื่องการใช้ยาทาสำหรับรักษาโรคปากนกกระจอก สำหรับสาเหตุต่างๆ มีดังนี้

  • ใช้ขี้ผึ้ง ลิปมัน หรือปิโตรเลียมเจล ทาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บที่มุมปาก และช่วยให้ปากชุ่มชื้นอยู่เสมอ
  • ในรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคปากนกกระจอกจากเชื้อรา ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อราทา 2-3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เช่น คีโตโคนาโซล (Ketoconazole cream) โคทริมาโซล (Clotrimazole cream) ส่วนในเด็ก นิยมใช้ยาม่วง (Gentian violet solution)
  • ในรายที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ใช้ยาปฏิชีวนะทา 4-5 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ เช่น มิวพิโรซิน (Mupirocin oitment fusidic acid 2% cream) เป็นต้น
  • แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นยาเดี่ยว ในรายที่มีการอีกเสบอย่างรุนแรง หรือใช้ร่วมกับยาฆ่าเชื้อรา หรือยาปฏิชีวนะ เพื่อลดการอักเสบ ช่วยให้แผลหายไวขึ้น และลดการกลับมาเป็นซ้ำได้

อย่างไรก็ตาม การซื้อยามาทารักษาโรคปากนกกระจอก ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน


3 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Medthai.com, ปากนกกระจอก อาการ สาเหตุ การรักษาโรคปากนกกระจอก 25 วิธี !! (https://medthai.com/ปากนกกระจอก), 23 กรกฎาคม 2017.
Thaijobsgov.com, 12 วิธีรักษาโรคปากนกกระจอก ด้วยตนเองที่หายและได้ผล เพื่อมุมปากสวยสุขภาพดี(https://www.thaijobsgov.com/jobs/84303), 25 พฤศจิกายน 2016.
Justin R, Angular Chelitis (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK536929/), 14 August 2019.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป