มะเร็งและโรคร้าย

มะเร็งตับ (liver cancer)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 12, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 15 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 241,171 คน

มะเร็งตับ (liver cancer)

มะเร็งตับ คือมะเร็งที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่ง มีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเป็นเวลาหลายปี การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ภาวะอ้วน การรับประทานอาหารไม่เป็นประโยชน์ และการเป็นโรคตับแข็ง โดยการรักษาโรคมะเร็งตับทำได้โดยการผ่าตัด การปลูกถ่ายตับ การใช้คลื่นไมโครเวฟหรือคลื่นวิทยุจี้ทำลาย แต่ในกรณีที่เป็นในระยะแพร่กระจายแล้วจะใช้ยาเคมีบำบัดในการรักษา

บทนำ

โรคมะเร็งตับชนิดปฐมภูมิ (primary liver cancer) เป็นโรคมะเร็งตับที่เกิดขึ้นจากตัวเนื้อเยื่อของตับเอง เป็นโรคมะเร็งชนิดร้ายแรงที่เกิดขึ้นภายในตับ

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

มะเร็งตับชนิดปฐมภูมิจะแตกต่างจากมะเร็งตับชนิดทุติยภูมิ (secondary liver cancer) ซึ่งเกิดขึ้นจากมะเร็งมีการแพร่กระจายมาจากโรคมะเร็งชนิดอื่นซึ่งอยู่ที่บริเวณอื่นๆ ของร่างกาย

ข้อมูลที่จะกล่าวถึงในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะมะเร็งตับชนิดปฐมภูมิ หรือมะเร็งตับที่เกิดขึ้นจากเนื้อเยื่อของตับเท่านั้น

อาการและอาการแสดงของมะเร็งตับ

อาการของโรคมะเร็งตับมักไม่ชัดเจนและไม่แสดงอาการให้เห็นจนกว่ามะเร็งจะเป็นในระยะแพร่กระจายหรือระยะที่มีความรุนแรงของโรคแล้ว (advanced stage) ซึ่งอาการนั้นได้แก่:

  • น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร
  • รู้สึกอิ่มมากภายหลังการรับประทานอาหาร แม้ว่าอาหารที่รับประทานจะมีจำนวนน้อยก็ตาม
  • รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดหรือบวมที่ท้อง
  • ดีซ่าน (มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง)
  • คันตามผิวหนัง
  • รู้สึกอ่อนเพลีย อ่อนแรงอย่างมาก

แนะนำให้ไปพบแพทย์หากคุณมีอาการใดๆ ก็ตามดังกล่าวข้างต้น แม้ว่าอาการโดยส่วนใหญ่มักเกิดจากโรคที่พบได้บ่อย เช่น โรคติดเชื้อ แต่จะเป็นการดีกว่าถ้าคุณเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัดของอาการดังกล่าว

คุณควรเข้าพบแพทย์ถ้าคุณเคยได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคตับ เช่น ตับแข็ง (cirrhosis) หรือ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (hepatitis C infection) และถ้าสุขภาพของคุณมีอาการแย่ลงอย่างกะทันหัน

อะไรคือสาเหตุของโรคมะเร็งตับ?

สาเหตุที่แน่ชัดของโรคมะเร็งตับยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับภาวะที่ตับถูกทำลายและเป็นพังผืด หรือที่เรียกกันว่า โรคตับแข็ง (cirrhosis)

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

โรคตับแข็งมีสาเหตุที่หลากหลาย ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเป็นเวลาหลายปี และมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง

นอกจากนี้ยังเชื่อว่าภาวะอ้วนและการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งตับ เพราะจะทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ (non-alcoholic fatty liver disease)

การหลีกเลี่ยงหรือการลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์, การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายเป็นประจำ, การปฏิบัติตามขั้นตอนการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และ ซี อาจช่วยลดโอกาสของการเป็นมะเร็งตับลงได้

พบโรคมะเร็งตับได้บ่อยแค่ไหน?

โรคมะเร็งตับเป็นโรคที่พบได้บ่อยทั่วโลก โดยโอกาสในการเป็นโรคมะเร็งตับจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อคนๆ นั้นมีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค

จำนวนผู้ป่วยมะเร็งตับจะเพิ่มขึ้นอย่างมากตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยประมาณว่า 8 ใน 10 คนที่เป็นโรคมะเร็งตับ ได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตามโรคนี้ก็ยังพบได้ในคนอายุน้อยกว่าอีกหลายๆ คนเช่นกัน และ 2 ใน 3 ของโรคมะเร็งตับพบในผู้ชาย

การวินิจฉัยและการคัดกรองโรคมะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับมักได้รับการวินิจฉัยภายหลังการเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์และได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การสแกนตับแล้ว

อย่างไรก็ตาม การตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อคัดกรองมะเร็งตับ จะแนะนำให้ทำในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับ เช่น ผู้ป่วยโรคตับแข็ง

การตรวจร่างกายเป็นประจำจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าหากเป็นโรคมะเร็งตับจริง จะวินิจฉัยพบตั้งแต่ระยะแรกๆ ของโรค เพราะการวินิจฉัยเจอตั้งแต่ระยะแรกๆ ของโรค นั่นหมายถึงการรักษาจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น

รักษาโรคมะเร็งตับได้อย่างไร

การรักษาโรคมะเร็งตับจะขึ้นกับระยะของโรคที่เป็น ถ้าได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกของโรค มีความเป็นไปได้ที่จะกำจัดมะเร็งออกได้จนหมด

ทางเลือกในการรักษามะเร็งตับในระยะแรกของโรค ได้แก่:

  • การผ่าตัด (surgical resection)-คือการผ่าตัดบางส่วนของตับออก
  • การปลูกถ่ายตับ (liver transplant)-คือการปลูกถ่ายตับที่ได้รับการบริจาคจากผู้บริจาค
  • การใช้คลื่นไมโครเวฟ หรือคลื่นความถี่วิทยุในการทำลายก้อนมะเร็ง (microwave or radiofrequency ablation)

อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนไม่มากนักที่ได้รับการวินิจฉัยในระยะแรกๆ ของโรคซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยวิธีที่กล่าวข้างต้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคมะเร็งแพร่กระจายไปมากจนไม่สามารถกำจัดหรือทำลายเซลล์มะเร็งได้หมด

ในกรณีเช่นนี้ การรักษาจะใช้ยาเคมีบำบัด (chemotherapy) เพื่อชะลอการแพร่กระจายของมะเร็ง และช่วยบรรเทาอาการ เช่น อาการปวดและอาการไม่สบายตัวให้กับผู้ป่วย

การพยากรณ์โรคมะเร็งตับ

เนื่องจากโรคมะเร็งตับมักได้รับการวินิจฉัยพบในระยะที่มีความรุนแรงแล้ว ดังนั้นจึงมีประมาณ 1 ใน 5 คนเท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างน้อย 1 ปีหลังการวินิจฉัยโรค และมีเพียง 1 ใน 20 คนเท่านั้น ที่จะมีชีวิตอยู่ได้ 5 ปีหลังได้รับการวินิจฉัย

สาเหตุของโรคมะเร็งตับ

สาเหตุของโรคมะเร็งตับยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีความสัมพันธ์กับโรคตับชนิดหนึ่งคือ โรคตับแข็ง ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เนื้อเยื่อของตับถูกทำลาย เกิดเป็นพังผิด และไม่สามารถทำงานได้ตามปกติอย่างที่ควรจะเป็น

มะเร็งคือภาวะที่เซลล์ในบริเวณเฉพาะของร่างกายมีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนแบบควบคุมไม่ได้ ทำให้เกิดเป็นก้อนเนื้อเยื่อขึ้น หรือเรียกว่า เนื้องอก (tumour)

ในกรณีของโรคมะเร็งตับ ยังไม่ทราบว่าทำไมหรือเซลล์ของตับได้รับผลกระทบได้อย่างไร แต่พบว่าการเป็นโรคตับแข็งจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งตับได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็งตับทุกราย และผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคตับแข็งก็สามารถเป็นโรคมะเร็งตับได้เช่นกัน

สาเหตุของโรคมะเร็งตับที่พบได้บ่อย

การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก

ตับเป็นอวัยวะที่แข็งแรงและฟื้นฟูตัวเองได้ในระดับหนึ่ง กล่าวคือสามารถทนต่อความเสียหายที่ปกติแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายกับอวัยวะอื่น และสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แม้ว่าตับจะสามารถฟื้นฟูตนเองได้ แต่การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเป็นประจำต่อเนื่องหลายปีจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตับได้

ในทุกๆ ครั้งที่คุณดื่มแอลกอฮอล์ ตับของคุณจะกรองเอาแอลกอฮอล์ที่เป็นพิษออกจากเลือดและจะมีเซลล์ตับบางส่วนตายลง แต่ตัวตับเองจะสามารถสร้างเซลล์ตับใหม่ขึ้นมาได้ แต่ถ้ามีการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักเป็นเวลาหลายปี ตับจะสูญเสียความสามารถในการสร้างเซลล์ตับใหม่ และจะทำให้เกิดความเสียหายและกลายเป็นพังผืดได้เมื่อเวลาผ่านไป

โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic fatty liver disease)

โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์เกิดขึ้นเนื่องจากมีไขมันสะสมภายในเนื้อเยื่อตับ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ ในคนส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายที่ระดับไขมันสูงจะทำให้ตับอักเสบได้ และเมื่อเวลาผ่านไป การอักเสบที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดพังผืดในตับ

สาเหตุของโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีความสัมพันธ์กับความอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ไวรัสตับอักเสบซี (hepatitis C)

 การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังจะทำให้เกิดการอักเสบและเกิดเป็นแผลเป็นหรือพังผืดในตับ

ไวรัสตับอักเสบซีติดต่อผ่านเลือด ซึ่งช่องทางในการติดต่อที่พบได้บ่อยทั่วโลกมาจาก หัตถการทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐานโดยการใช้เข็มซ้ำ (สำหรับประเทศไทยไม่มีการใช้เข็มซ้ำแล้ว เพราะเป็นเข็มชนิดใช้แล้วทิ้ง ใช้ได้ครั้งเดียว) หรือในผู้ที่ใช้สารเสพติดโดยใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น หรือการใช้อุปกรณ์ใดๆ ที่มีการทิ่มเข้าสู่ร่างกายร่วมกัน (ซึ่งมีการปนเปื้อนของเลือด)

ถ้าคุณสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำและติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งตับจะยิ่งสูงขึ้น

การรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีตั้งแต่ระยะแรกๆ ของโรคด้วยการใช้ยาต้านไวรัส (antiviral medication) จะช่วยป้องกันไม่ให้ตับเกิดพังผืดขึ้น 

สาเหตุอื่นๆ ของโรคตับแข็ง

ไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B)

ไวรัสตับอักเสบบีเป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านเลือด และสารคัดหลังอื่นๆ ของร่างกายผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำหล่อลื่นช่องคลอด น้ำอสุจิ เป็นต้น

เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบซี ไวรัสตับอักเสบบีก็สามารถติดต่อผ่านทางเลือดได้ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยคือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากแม่สู่ลูกในขณะคลอด และยังติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เช่น ผู้ที่ใช้สารเสพติด

เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบซี ไวรัสตับอักเสบบีก็สามารถก่อให้เกิดการอักเสบและเกิดพังผืดในตับได้เมื่อเวลาผ่านไป

หากคุณสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์และเป็นโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีด้วย ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งตับจะยิ่งสูงขึ้น

การรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่ระยะแรกๆ ด้วยการใช้ยาต้านไวรัสอาจไม่จำเป็นต้องทำเสมอไป แต่การรักษาจะช่วยลดความเสี่ยงที่ตับจะเป็นพังผืดได้อย่างมาก

ภาวะเหล็กเกิน (Haemochromatosis)

ภาวะเหล็กเกิน หรือ Haemochromatosis เป็นภาวะทางพันธุกรรมอย่างหนึ่งที่ร่างกายมีการสะสมของธาตุเหล็กจากอาหารมากกว่าปกติ

ปริมาณธาตุเหล็กที่มากเกินไปจะก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ เมื่อเวลาผ่านไปจะทำให้เกิดพังผืดที่ตับ อย่างไรก็ตามการรักษาจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะนี้ที่จะนำไปสู่การเกิดมะเร็งตับ

โรคตับแข็งจากทางเดินน้ำดีชนิดปฐมภูมิ (Primary biliary cirrhosis)

โรคตับแข็งจากทางเดินน้ำดีชนิดปฐมภูมิเป็นโรคที่พบได้น้อยและเป็นโรคตับที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคมากนัก

หนึ่งในหน้าที่หลักของตับคือการสร้างของเหลวที่ชื่อว่า “น้ำดี” ซึ่งน้ำดีมีหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารประเภทไขมัน น้ำดีจะถูกส่งไปยังระบบย่อยอาหารผ่านท่อน้ำดี

สาเหตุของโรคยังไม่ชัดเจนนัก แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคโรคตับแข็งจากทางเดินน้ำดีชนิดปฐมภูมิ ท่อน้ำดีของผู้ป่วยจะค่อยๆ ถูกทำลาย ทำให้เกิดการสะสมของน้ำดีภายในตับ ทำให้ตับได้รับความเสียหายและเกิดเป็นพังผืดขึ้น

การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ

ในคนทั่วๆ ไป การวินิจฉัยระยะแรกของโรคตับอาจทำโดยแพทย์ทั่วไป อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนอื่นจะได้รับการตรวจร่างกายเป็นประจำ

หากคุณเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอาการ, อาการเริ่มเป็นเมื่อไร, เมื่อไรที่เริ่มเห็นอาการเด่นชัด รวมถึงตรวจร่างกายให้กับคุณ

หากแพทย์พิจารณาแล้วว่าคุณจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติม แพทย์จะส่งต่อคุณไปพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมต่อไป

รายละเอียดของการตรวจวินิจฉัยมะเร็งตับบางชนิดมีรายละเอียดดังนี้:

การตรวจเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ

ถ้าคุณเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แพทย์จะนัดหมายให้คุณมาตรวจคัดกรองเป็นประจำ หรือเรียกว่าการตรวจเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ (Surveillance for liver cancer) เพราะถ้าตรวจพบโรคมะเร็งตับตั้งแต่ระยะแรกๆ จะมีโอกาสสูงที่จะรักษาหายขาดได้

การตรวจเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับมักทำทุก ๆ 6 เดือน ได้แก่:

  • การตรวจสแกนอัลตราซาวด์ (ultrasound scans)-คือการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อตรวจสแกนและสร้างเป็นภาพของตับ ซึ่งสามารถมองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่ตับได้
  • การตรวจเลือด-คือการเจาะเลือดมาตรวจหาโปรตีนที่ชื่อว่า alphafetoprotein (AFP) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยมะเร็งตับบางราย

การตรวจเฝ้าระวังมะเร็งตับมักแนะนำในผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง (ตับมีแผลเป็นหรือที่เรียกว่าพังผืด) อย่างไรก็ตามก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งตับอีกหลายปัจจัย

คุณควรขอรับคำปรึกษากับแพทย์เกี่ยวกับประโยชน์ที่จะได้รับจากการตรวจคัดกรองมะเร็งตับเป็นประจำก่อนเข้ารับการตรวจ

การตรวจเพิ่มเติม

การตรวจดังกล่าวข้างต้นจะถูกใช้เพื่อตรวจหาโรคมะเร็งตับในผู้ที่ไม่ได้รับการตรวจคัดกรองโรคเป็นประจำ

หากผลการตรวจเบื้องต้นให้ข้อมูลสนับสนุนว่าคุณมีแนวโน้มเป็นโรคมะเร็งตับ คุณจะได้รับการตรวจเพิ่มเติมอีก 1 การตรวจหรือมากกว่านั้นเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

การตรวจเพิ่มเติมนั้นได้แก่:

  • การตรวจซีทีสแกน/การสแกนด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computerised tomography (CT) scans)-การเอกซเรย์ตับเพื่อให้ภาพที่มีรายละเอียดเป็นภาพสามมติ
  • การถ่ายภาพทางการแพทย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเอ็มอาร์ไอ (magnetic resonance imaging (MRI) scans)-เป็นการใช้สนามแม่เหล็กเข้มข้นและคลื่นวิทยุเพื่อสร้างเป็นภาพเนื้อเยื่อภายในตับ
  • การตรวจชิ้นเนื้อ (biopsy)-คือการใช้เข็มเจาะผ่านช่องท้องเพื่อนำตัวอย่างเนื้อเยื่อตับจำนวนเล็กน้อยไปตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อหาเซลล์มะเร็ง
  • การใช้กล้องส่องตรวจช่องท้อง (laparoscopy)-คือการให้ยาสลบและกรีดแผลขนาดเล็กที่ช่องท้องเพื่อใส่กล้องที่ยืดหยุ่นได้เข้าไปตรวจตับ

ภายหลังการตรวจเหล่านี้ จะช่วยยืนยันได้ว่าคุณเป็นมะเร็งตับหรือไม่ และช่วยประเมินระยะของโรคมะเร็งด้วย

ระยะของโรคมะเร็งตับ

ระยะของโรคมะเร็งเป็นการอธิบายถึงการแพร่กระจายของโรคมะเร็งว่าแพร่กระจายไปมากน้อยเพียงใด ซึ่งมีระบบที่แตกต่างกันหลายระบบในการบอกถึงระยะของมะเร็งตับ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งตับหลายคนจะใช้ระบบผสมในการบอกระยะของโรค (combination staging systems) ซึ่งจะอธิบายถึงลักษณะของมะเร็งและหน้าที่การทำงานของตับไปพร้อมๆ กัน

สาเหตุที่ต้องอธิบายระยะของโรคโดยการอธิบายทั้งสองแบบผสมกันเพราะว่าระยะเวลาของผู้ป่วยที่จะมีชีวิตอยู่ และการที่ผู้ป่วยจะทนต่อการรักษาได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ไม่เพียงขึ้นกับความรุนแรงของโรคมะเร็งที่กำลังเป็นเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับสภาวะทางสุขภาพโดยรวม และการทำงานของตับด้วยว่าเป็นอย่างไร

ระบบผสมในการอธิบายระยะของมะเร็งตับ เราเรียกว่า Barcelona Clinic Liver Cancer (BCLC) staging system ซึ่งแบ่งโรคมะเร็งตับเป็น 5 ระยะ คือ:

  • ระยะ 0- เนื้องอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2 เซนติเมตร (20 มิลลิเมตร) และผู้ป่วยมีสุขภาพดีมาก มีหน้าที่การทำงานของตับเป็นปกติ
  • ระยะ A-มีก้อนเนื้องอก 1 ก้อน แต่ยังขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 5 เซนติเมตร (50 มิลลิเมตร) หรือ มีก้อนเนื้อ 3 ก้อนหรือน้อยกว่า ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 3 เซนติเมตร (30 มิลลิเมตร) ผู้ป่วยยังมีสุขภาพดีมาก และการทำงานของตับเป็นปกติ
  • ระยะ B-มีก้อนเนื้องอกหลายก้อนในตับ แต่สุขภาพยังดี และหน้าที่การทำงานของตับยังไม่ได้รับผลกระทบ
  • ระยะ C-มีลักษณะใดๆ ก็ตามดังกล่าวข้างต้น แต่ผู้ป่วยสุขภาพไม่ดี และหน้าที่การทำงานของตับก็ไม่ดีด้วย หรือมะเร็งเริ่มมีการแพร่กระจายเข้าสู่หลอดเลือดใหญ่ของตับ, ใกล้กับต่อมน้ำเหลือง หรือไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • ระยะ D-ตับสูญเสียหน้าที่การทำงานส่วนใหญ่ของตับ และ ผู้ป่วยเริ่มมีอาการของโรคตับระยะสุดท้าย เช่น มีของเหลวในช่องท้อง

การรักษาโรคมะเร็งตับ

การรักษาโรคมะเร็งตับขึ้นกับระยะของโรค ได้แก่ การผ่าตัด และการใช้ยา

ทีมดูแลรักษาโรคมะเร็ง

โรคพยาบาลโดยส่วนใหญ่จะใช้ทีมบุคลากรทางการแพทย์หลายสาขาวิชาชีพร่วมกันดูแลรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหลายสาขาทำงานร่วมกันในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

ในการตัดสินใจว่าการรักษาใดเป็นการรักษาที่ดีที่สุดอาจเป็นเรื่องที่สับสนได้ โดยทีมแพทย์จะให้คำแนะนำทางเลือกในการรักษาที่พวกเขาคิดว่าดีที่สุด แต่ท้ายที่สุดแล้วคนที่จะตัดสินใจเลือกการรักษาสุดท้ายคือตัวคุณเอง

แผนการรักษาของคุณ

คำแนะนำเกี่ยวกับแผนการรักษาจะขึ้นกับระยะของโรคมะเร็งตับ

ถ้าคุณกำลังเป็นมะเร็งตับระยะ A การรักษาให้หายขาดสามารถเป็นไปได้ โดยผ่านวิธีการรักษา 3 วิธีหลัก ได้แก่:

  • การผ่าตัดนำส่วนของตับที่เป็นมะเร็งออก (resection)
  • การปลูกถ่ายตับ-คือการผ่าตัดเอาตับเดิมออกและปลูกถ่ายตับใหม่จากผู้บริจาคเข้าไปแทนที่
  • ใช้ความร้อนเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง ได้แก่ การใช้คลื่นไมโครเวฟ หรือ การใช้คลื่นความถี่วิทยุ (radiofrequency ablation)

ถ้าคุณเป็นมะเร็งระยะ B หรือ ระยะ C การรักษาให้หายขาดมีโอกาสเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม การใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อช่วยชะลอการดำเนินไปของโรคมะเร็ง,ช่วยบรรเทาอาการ, ช่วยให้มีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นเป็นเดือน หรือในบางครั้งอาจนานเป็นปี ซึ่งยาที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตนานขึ้นคือยา sorafenib

ถ้าคุณเป็นมะเร็งในระยะ D ขณะได้รับการวินิจฉัย ถือว่าช้าเกินไปที่จะชะลอการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง ดังนั้นการรักษาในระยะนี้จึงมุ่งเน้นที่การบรรเทาอาการใดๆ ก็ตาม เช่น อาการปวด และอาการไม่สบายตามร่างกายต่างๆ ที่คุณอาจมี

ทางเลือกในการรักษาหลักสำหรับโรคมะเร็งตับมีรายละเอียดดังนี้

การผ่าตัด (surgical resection)

ถ้าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตับมีเพียงเล็กน้อย และมะเร็งมีขนาดเล็ก อาจมีโอกาสที่จะกำจัดมะเร็งออกได้ทั้งหมดระหว่างการผ่าตัด เราเรียกการผ่าตัดนี้ว่า surgical resection

เนื่องจากตับสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะผ่าตัดเอาส่วนของตับออกเป็นบริเวณกว้างได้โดยไม่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่จะสูญเสียความสามารถในการฟื้นฟูตับด้วยตนเอง และการผ่าตัดอาจไม่ปลอดภัยกับผู้ป่วย

การจะบอกว่าสามารถทำการผ่าตัดได้หรือไม่ มักประเมินโดยการดูความรุนแรงของภาวะตับแข็ง (การมีแผลเป็น/พังผืดในตับ)

ถ้าสามารถทำการผ่าตัดได้ และการผ่าตัดเป็นทางเลือกที่แนะนำ จะทำภายใต้การให้ยาสลบ คุณจะไม่รู้สึกตัวขณะทำการผ่าตัด ไม่รู้สึกเจ็บขณะทำ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ทำการผ่าตัดจะออกจากโรงพยาบาลได้ภายในหนึ่งสัปดาห์หรือสองสัปดาห์หลังการผ่าตัด อย่างไรก็ตามขึ้นกับว่าตับที่ถูกตัดออกไปมีบริเวณกว้างขนาดไหน ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่ตับจะกลับมาฟื้นตัวเต็มที่

ความเสี่ยงของการผ่าตัดมะเร็งตับ

การผ่าตัดมะเร็งตับถือเป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อน และมีผลกระทบต่อร่างกาย ซึ่งมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งระหว่างและภายหลังการผ่าตัด

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดมะเร็งตับ ได้แก่:

  • การติดเชื้อที่ตำแหน่งของการผ่าตัด
  • เลือดออกหลังผ่าตัด
  • มีลิ่มเลือดอุดตันที่ขา-หรือคำศัพท์ทางการแพทย์คือ deep vein thrombosis (ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำลึก)
  • น้ำดีรั่วออกมาจากตับ-อาจต้องทำการผ่าตัดซ้ำเพื่อหยุดการรั่วของน้ำดีนี้
  • ดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง)
  • ตับวาย (ตับหมดความสามารถในการทำงานอย่างเป็นปกติ)

การผ่าตัดมะเร็งตับในบางครั้งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิต เช่น หัวใจวาย ซึ่งประมาณการว่า 1 ใน 30 คนที่ผ่าตัดมะเร็งตับจะเสียชีวิตระหว่างหรือหลังการผ่าตัดไม่นาน

การปลูกถ่ายตับ

การปลูกถ่ายตับคือการผ่าตัดเอาตับที่เป็นมะเร็งออก และปลูกถ่ายตับสุขภาพดีจากผู้บริจาคเข้าไปทดแทน

การผ่าตัดปลูกถ่ายตับคือการผ่าตัดใหญ่ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงถึงชีวิตได้ ประมาณการว่ามีผู้ป่วย 1 ใน 30 คนเสียชีวิตระหว่างการปลูกถ่ายตับ และมากถึง 1 ใน 10 คนที่เสียชีวิตภายในปีแรกหลังการผ่าตัด

การปลูกถ่ายตับอาจมีความเหมาะสมกับคุณ ถ้า:

  • คุณมีเนื้องอกก้อนเดียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 5 เซนติเมตร (50 มิลลิเมตร)
  • คุณมีเนื้องอกขนาดเล็กกว่า ไม่เกิน 3 ก้อน และแต่ละก้อนมีขนาดเล็กกว่า 3 เซนติเมตร (30 มิลลิเมตร)
  • คุณมีการตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ เป็นอย่างดี และไม่มีหลักฐานว่าก้อนเนื้องอกโตขึ้นในช่วงเวลา 6 เดือน

ถ้าคุณมีก้อนเนื้องอกหลายก้อน หรือมีก้อนเนื้องอกที่ขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ความเสี่ยงที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำมักอยู่ในระดับสูง ทำให้การปลูกถ่ายตับจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับคุณ

หากคุณมีความเหมาะสมที่จะทำการปลูกถ่ายตับ คุณจะได้รับการลงทะเบียนชื่อไว้สำหรับการรอตับบริจาค

ในบางกรณีอาจใช้การปลูกถ่ายตับส่วนเล็กๆ จากญาติใกล้ชิดที่ยังมีชีวิตอยู่ เราเรียกว่า การปลูกถ่ายตับจากญาติที่ยังมีชีวิต (living donor liver transplant)

ข้อดีของการปลูกถ่ายตับจากญาติที่ยังมีชีวิตคือ ผู้ป่วยที่กำลังรอการปลูกถ่ายสามารถวางแผนในการรักษาร่วมกับทีมแพทย์และญาติได้ล่วงหน้า และไม่จำเป็นต้องรอเป็นเวลานาน

การใช้คลื่นไมโครเวฟ หรือคลื่นความถี่วิทยุในการทำลายก้อนมะเร็ง (microwave or radiofrequency ablation)

การใช้คลื่นไมโครเวฟ หรือคลื่นความถี่วิทยุในการทำลายก้อนมะเร็ง อาจแนะนำเป็นการผ่าตัดทางเลือกเพื่อรักษามะเร็งตับในระยะเริ่มแรก โดยจะเหมาะอย่างยิ่งในก้อนเนื้องอกที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 5 เซนติเมตร (50 มิลลิเมตร)

และยังสามารถใช้รักษาก้อนเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ได้ แต่จำเป็นต้องมีการรักษาซ้ำ

การรักษานี้จะเป็นการใช้ความร้อนจี้เข้าไปที่ก้อนมะเร็งด้วยคลื่นไมโครเวฟ หรือ คลื่นวิทยุ โดยการใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กลักษณะคล้ายเข็มจี้เข้าไปที่ก้อนเนื้องอก ความร้อนจะทำลายเซลล์มะเร็งและทำให้ก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็กลง

และยังมีวิธีในการรักษาคล้ายกันที่ใช้เลเซอร์หรือความเย็น ซึ่งให้ผลคล้ายๆ กัน

ช่องทางหลัก 3 ช่องทางที่จะรักษาโดยการใช้คลื่นไมโครเวฟ หรือคลื่นวิทยุ ได้แก่:

  • ใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังเข้าไป (percutaneously)
  • ใช้เข็มใส่ผ่านรูแผลขนาดเล็กที่หน้าท้อง (laparoscopy)
  • ใช้เข็มใส่ผ่านรูแผลขนาดใหญ่ที่หน้าท้อง (open surgery)

ระหว่างการทำจะใช้อัลตราซาวด์หรือเครื่องสแกนเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ ซีทีสแกนตลอดเวลา เพื่อช่วยบอกว่าเข็มเข้าไปถูกตำแหน่งแล้ว

การทำการจี้ด้วยคลื่นไมโครเวฟหรือคลื่นวิทยุนี้สามารถทำภายใต้การให้ยาสลบ หรือ ยาชาเฉพาะที่ได้ (ผู้ป่วยยังตื่นอยู่แต่รู้สึกชา) ซึ่งจะเลือกใช้วิธีใดขึ้นกับเทคนิคที่ใช้และขึ้นกับขนาดของพื้นที่ที่ทำการรักษา

ระยะเวลาในการรักษาจะขึ้นกับขนาดของก้อนมะเร็งและจำนวนก้อนมะเร็งที่ทำการรักษา โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1 – 3 ชั่วโมง และผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

คุณอาจรู้สึกถึงอาการไม่สบายตัวเล็กน้อย หรือรู้สึกคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ เช่น หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ เป็นเวลาไม่กี่วันหลังกระบวนการรักษานี้

โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วยคลื่นไมโครเวฟหรือคลื่นวิทยุนั้นอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น มีเลือดออก, ติดเชื้อ, แสบร้อนที่ผิวหนังเล็กน้อย และมีความเสียหายเกิดขึ้นที่อวัยวะข้างเคียง

ยาเคมีบำบัด

ยาเคมีบำบัดคือการใช้ยาที่มีความสามารถสูงในการทำลายเซลล์มะเร็ง เพื่อชะลอการแพร่กระจายของมะเร็งตับ

ชนิดของการให้ยาเคมีบำบัด ที่เรียกว่า transcatheter arterial chemoembolization (TACE) มักแนะนำให้รักษาในผู้ป่วยมะเร็งตับระยะ B และระยะ C ในกรณีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ไม่สามารถรักษามะเร็งให้หายขาดได้

TACE อาจใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็งออกนอกตับในผู้ป่วยที่กำลังรอการปลูกถ่ายตับ

แต่ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยระยะ D เพราะจะทำให้อาการของผู้ป่วยแย่ลงได้

กระบวนการ TACE

 ระหว่างการทำ TACE จะใช้สายสวนขนาดเล็กที่เรียกว่า catheter ใส่เข้าไปยังหลอดเลือดขนาดใหญ่ที่ขาหนีบ (femoral artery) และสอดยาวเข้าไปจนถึงเส้นเลือดแดงใหญ่ที่นำเลือดไปเลี้ยงตับ (hepatic artery)

ยาเคมีบำบัดจะถูกให้โดยตรงเข้าสู่ตับผ่านสายสวนนี้ และจะฉีดเจลหรือเม็ดพลาสติกเล็กๆ เข้าไปในหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกด้วย เพื่อชะลอการเติบโตของก้อนเนื้องอก

TACE มักใช้เวลาในการทำ 1 – 2 ชั่วโมงจึงจะเสร็จ ภายหลังการทำ คุณจะต้องนอนพักในโรงพยาบาลก่อนกลับบ้านได้

กระบวนการนี้อาจต้องทำหลายๆ ครั้งถ้ามีความจำเป็น

ผลข้างเคียง

การให้ยาเคมีบำบัดเข้าไปที่ตับโดยตรงแทนที่จะให้ทางเส้นเลือดมีข้อดีคือช่วยป้องกันผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากยาเคมีบำบัด เช่น ผมร่วง และอาการอ่อนเพลีย

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลข้างเคียงและไม่มีภาวะแทรกซ้อนเลย ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ post-chemoembolisation syndrome ซึ่งจะมีอาการปวดท้อง มีไข้ และทำให้รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน ได้

โดยอาการดังกล่าวนี้จะเป็นอยู่นานประมาณ 2-3 สัปดาห์ภายหลังการทำ TACE

การฉีดแอลกอฮอล์

ถ้าคุณมีก้อนเนื้องอกขนาดเล็ก การฉีดแอลกอฮอล์ (ethanol) อาจเป็นวิธีที่ใช้ในการรักษา โดยการแทงเข็มผ่านผิวหนังเพื่อฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปที่เซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งขาดน้ำและหยุดยั้งการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง

ส่วนใหญ่แล้วจะรักษาภายใต้การใช้ยาชาเฉพาะที่ ซึ่งคุณจะยังตื่นอยู่ แต่บริเวณที่ทำจะมีอาการชา ไม่รู้สึกเจ็บปวด

ยา sorafenib

ยา sorafenib คือยาในรูปแบบเม็ด ออกฤทธิ์ยับยั้งเลือดไม่ให้ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอก และช่วยชะลอการเติบโตของก้อนเนื้องอก

ในบางกรณีจะใช้เพื่อรักษามะเร็งตับระยะรุนแรง

การจะบอกว่าคุณเหมาะสมที่จะใช้ยา sorafenib หรือไม่นั้นจะขึ้นกับทีมแพทย์เป็นผู้ตัดสิน และขึ้นกับว่าคุณมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้ยามากน้อยเพียงใด

มะเร็งตับระยะแพร่กระจาย (ระยะรุนแรง)

ในการรักษามะเร็งตับระยะแพร่กระจายจะมุ่งเน้นที่การบรรเทาอาการ เช่น อาการปวด อาการไม่สบายตามร่างกายต่างๆ แทนที่จะพยายามชะลอการดำเนินไปของโรค

ผู้ป่วยบางรายที่เป็นมะเร็งตับในระยะแพร่กระจายจำเป็นต้องได้รับยาแก้ปวดอย่างแรง เช่น โคเดอีน (codeine) หรือ มอร์ฟีน (morphine) อาการคลื่นไส้และท้องผูกเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยาแก้ปวดดังกล่าว ซึ่งคุณอาจได้รับยาแก้คลื่นไส้และยาระบายร่วมด้วย 

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/cancer/cancer-types-in-adults/liver-cancer#treatment

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่