Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
มะเร็งและโรคร้าย

ตัวเหลือง เกิดจากอะไรได้บ้าง?

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 14 พ.ย. 2018 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
ตัวเหลือง เกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือที่เรียกว่า ดีซ่าน (Jaundice) เป็นอาการที่พบได้ตั้งแต่ในเด็กทารกไปจนถึงผู้ใหญ่ และเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อาการตัวเหลืองมักมาพร้อมกับอาการอื่นๆ ด้วย เช่น ปวดท้อง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย มีไข้ ดังนั้น หากพบว่าเราหรือคนใกล้ตัวมีอาการ ตัวเหลือง ผิดปกติ ควรรีบไปหาหมอเพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาโดยด่วน

ตัวเหลือง เกิดจากอะไร?

อาการตัวเหลือง โดยส่วนมากเกิดจากการสะสมของสารที่มีชื่อว่า บิลิรูบิน (Bilirubin) ตามเนื้อเยื่อต่างๆ จนทำให้ผิวหนังกลายเป็นสีเหลือง บิลิรูบินเป็นสารที่ถูกสลายมาจาก ฮีโมโกลบิน ในเม็ดเลือดแดง ซึ่งโดยปกติจะถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยตับ แต่หากตับไม่สามารถกำจัดบิลิรูบินได้ หรือมีบิลิรูบินในร่างกายมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดภาวะดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลืองได้ สาเหตุที่ทำให้มีบิลิรูบินสะสมในร่างกายมาก ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจตับวันนี้ เริ่มต้นที่ 688 บาท พร้อมจองคิวรพ.ให้ ไม่ต้องรอ

ดื่มเหล้าบ่อย อ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันสูง หรือมีโรคตับ ควรตรวจตับเป็นประจำ

Istock 1037536402
  • เป็นโรคตับ เช่น ตับอักเสบ ตับแข็งจากแอลกอฮอล์ หรือมะเร็งตับ ทำให้ตับไม่สามารถทำหน้าที่กำจัดบิลิรูบินออกจากร่างกายได้ อาการที่พบนอกเหนือจากตัวเหลือง ตาเหลือง ได้แก่ ปวดท้องรุนแรงบริเวณชายโครงขวา ท้องโต คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีไข้ ปัสสาวะสีเข้ม เป็นต้น
  • ท่อน้ำดีอุดตัน สาเหตุมักมาจากเนื้องอกและนิ่วในถุงน้ำดี ทำให้น้ำดีไหลย้อนกลับมาที่ตับและกระจายเข้าสู่กระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้องตรงกลางบริเวณสะดือร้าวไปถึงหลัง มีไข้ หนาวสั่น และคันตามเนื้อตัว
  • มีการติดเชื้อ เช่น เชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ, บี และซี หรือเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งส่งผลให้การทำงานของตับและระบบท่อน้ำดีผิดปกติ อาการที่พบจะแตกต่างกันไป ตั้งแต่ไม่แสดงอาการ มีตัวเหลืองตาเหลืองเล็กน้อย ไปจนถึงปวดท้องรุนแรง มีไข้ อ่อนเพลีย เช่นเดียวกับโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์
  • เป็นโรคเลือด ผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดหรือโลหิตจาง ซึ่งมีการทำลายเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ อาจทำให้มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองได้ เนื่องจากมีบิลิรูบินสะสมในร่างกายมาก ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง มักพบภาวะซีด ตับม้ามโต อ่อนเพลีย หอบเหนื่อยด้วย ซึ่งโรคที่เป็นสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคธาลัสซีเมีย และ โรคขาดเอนไซม์ G6PD
  • มีเลือดออกในร่างกาย เช่น ภาวะเลือดออกในสมอง หรือเลือดออกในทางเดินอาหาร อาจพบอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ได้เช่นกัน ร่วมกับพบอวัยวะที่มีเลือดออกทำงานผิดปกติด้วย
  • สาเหตุอื่นๆ เช่น ทารกที่คลอดก่อนกำหนด หรือทารกที่มีหมู่เลือดไม่ตรงกับแม่ ก็พบภาวะตัวเหลืองตั้งแต่แรกคลอดได้บ่อยเช่นกัน

นอกจากนี้ อาการตัวเหลืองอาจเกิดขึ้นโดยไม่เกี่ยวข้องกับสารบิลิรูบินก็ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้น้อยกว่า เช่น มีภาวะวิตามินเอเกิน ทำให้มีการสะสมของสารแคโรทีนอยด์ในร่างกาย จนผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม และบางคนอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของอาการตัวเหลือง

หากเกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง จากการสะสมของบิลิรูบินในร่างกายเป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะบิลิรูบินเป็นพิษ เนื่องจากบิลิรูบินจะแพร่จากกระแสเลือดไปยังสมอง และทำลายเซลล์สมอง จนทำให้เกิด สมองพิการเฉียบพลันจากบิลิรูบิน (Acute Bilirubin Encephalopathy) ซึ่งมักพบในเด็ก โดยเฉพาะทารกที่ตัวเหลืองแต่แรกคลอด ผู้ที่สมองถูกทำลายจากบิลิรูบิน จะมีอาการเซื่องซึม สับสน มีพัฒนาล่าช้า ระดับสติปัญญาลดลง จนถึงขั้นสูญเสียการรับรู้ และไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้

การรักษาอาการตัวเหลือง

การรักษาอาการตัวเหลืองจะแตกต่างกันไปตามโรคที่เป็นสาเหตุ ยกตัวอย่างแนวทางการรักษา เช่น

  • การใช้ยา เช่น ยาต้านไวรัส เพื่อรักษาโรคตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส หรือยาถ่ายพยาธิ เพื่อรักษาพยาธิใบไม้ในตับ
  • การผ่าตัด ใช้เพื่อรักษาภาวะเนื้องอกและนิ่วในถุงน้ำดี
  • การฉายรังสี และเคมีบำบัด สำหรับการรักษาโรคมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี
  • การตัดม้าม อาจจำเป็นต้องทำในผู้ป่วยโรคโลหิตจางชนิดรุนแรง ที่มีการทำลายเม็ดเลือดแดงมาก
  • การส่องไฟรักษา จะทำในเด็กทารกที่มีอาการตัวเหลืองแต่แรกคลอด โดยแสงที่ใช้จะสามารถลดระดับบิลิรูบินในร่างกายได้
  • การเปลี่ยนถ่ายเลือด เป็นวิธีรักษาสำหรับเด็กที่มีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น

การป้องกันอาการตัวเหลือง

  • อาการตัวเหลืองจากความผิดปกติของตับและท่อน้ำดี สามารถป้องกันได้โดยการเลิกดื่มแอลกอฮอล์ งดอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายเป็นประจำ ใส่ใจสุขอนามัยในการทานอาหาร และมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ นอกจากนี้ ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อดูว่าการทำงานของตับและระบบน้ำดีเป็นปกติหรือไม่
  • อาการตัวเหลืองที่เกิดจากโรคเลือดหรือภาวะโลหิตจาง มักเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่ไม่สามารถป้องกันได้ สิ่งที่ทำได้คือพยายามดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

4 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป