Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

โรคอีสุกอีใส (Chicken pox)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 170,112 คน

โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากไวรัส แยกโรคโดย มีผื่นแดง คัน ร่วมกับมีไข้และไม่มีแรง พบได้บ่อยในฤดูร้อน เกิดบ่อยในเด็กและผู้ใหญ่ในบางราย

โรคอีสุกอีใส มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Chicken pox มาจากลักษณะของรอยโรคที่คล้ายกับหนังไก่ที่ต้มแล้ว ซึ่งผู้ป่วยจะมีตุ่มเหล่านี้ขึ้นมาตามร่างกาย เรียกว่า ตุ่มอีสุกอีใส เมื่อเป็นแล้วโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำน้อยมาก เนื่องจากร่างกายได้สร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านไวรัสขึ้นมา

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad

อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสจะยังไม่หายไปจากร่างกาย ในภายหลัง หากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุด้านโรคภัยไข้เจ็บ หรือการเสื่อมสภาพตามอายุที่เพิ่มขึ้น เชื้อไวรัสในร่างกายก็อาจจะกลับมามีฤทธิ์อีกครั้ง ก่อให้เกิดโรคงูสวัด (Shingles) ได้

ในปัจจุบันมีการให้วัคซีนป้องกันอีสุกอีใสทำให้การเกิดโรคลดลงอย่างมาก

สาเหตุของโรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) เป็นโรคติดต่อที่สามารถแพร่เชื้อได้หลายทาง เช่น

  • มีการสัมผัสกับการไอ จาม ของผู้ป่วย
  • ผู้ดูแลผู้ป่วยสัมผัสกับตุ่มน้ำ หรือของเหลวภายในตุ่มนั้น
  • สัมผัสกับสิ่งของที่ผู้ป่วยใช้ เช่น ผ้าเช็ดตัว
  • สัมผัสร่างกายกับผู้ป่วยโดยตรง

โรคอีสุกอีใสส่วนมากจะพบได้ในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี แต่อาจพบได้ในผู้ใหญ่ ซึ่งอาการจะรุนแรงกว่าและเป็นนานกว่าเด็ก โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 14-24 วันหลังจากได้รับเชื้อไวรัสในการแสดงอาการของโรค

หลังจากเกิดผื่นแล้วผู้ป่วยไม่ควรออกไปภายนอก และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น เนื่องจากเป็นโรคที่ติดได้ง่าย จากนั้นประมาณ 7-10 วันผื่นจะแห้งและตกสะเก็ด หลังจากสะเก็ดหลุดหมดจะถือว่าเป็นภาวะที่ผู้ป่วยไม่แพร่โรคสู่ผู้อื่นแล้ว

ปัจจัยเสี่ยงของการติดโรคอีสุกอีใส

  • ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำจะเป็นผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคสูงกว่าคนปกติ
  • หญิงตั้งครรภ์ โอกาสที่จะติดโรคสูงจะอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 และ 2 รวมถึงในช่วงสัปดาห์ที่ 13 และ 20 ของการตั้งครรภ์ด้วย อัตราความเสี่ยงจะสูงขึ้นมากที่สุดในช่วง 5 วันก่อนคลอดและ 2 วันหลังคลอด ทั้งแม่และลูก

อาการของโรคอีสุกอีใส

ปกติจะใช้เวลาประมาณ 15-16 วันหลังจากได้รับเชื้อไวรัสในการแสดงอาการ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง ในราคาสุดคุ้ม เพียง 2550 บาท ถึง 22 ต.ค. นี้เท่านั้น 🔥

มีอาการบางอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้บ่อยๆ 😲 คุณอาจแพ้อาหารบางอย่างโดยไม่รู้ตัว

Foodintoleranceinternal ad

อาการเบื้องต้นคือ ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัด ไข้สูง ปวดหัว ไอ และจาม ซึ่งทำให้สับสนกับอาการไข้ทั่วไปได้ ทำให้วินิจฉัยผิด แต่หลังจาก 1-2 วันก็จะมีผื่นปรากฏขึ้น และค่อยๆ ลามทั่วร่างกาย ผื่นจะมีลักษณะเหมือนตุ่มน้ำและจะแตกออกในเวลา 2 วัน หลังจากนั้นก็จะตกสะเก็ด ซึ่งในช่วงนี้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ

6 อาการหลักของโรคอีสุกอีใส ได้แก่

  • ไข้สูง
  • ปวดหัว
  • ผื่นแดงคันบริเวณผิวหนัง
  • ตุ่มน้ำซึ่งเป็นรอยโรคของอีสุกอีใส
  • เบื่ออาหาร
  • ร่างกายอ่อนแรง

การวินิจฉัย

ในเบื้องต้นแพทย์จะตรวจดูรอยโรค หากพบผื่นแดง ก็จะซักประวัติผู้ป่วยว่า มีอาการอื่นที่สอดคล้องกับโรคอีสุกอีใสหรือไม่ ในบางรายแพทย์อาจส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อให้แน่ใจในการวินิจฉัย

การรักษา

โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่หายเองได้ ปกติแล้วแพทย์จะให้ยาที่รักษาตามอาการ ได้แก่

  • ยาต้านไวรัสอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ทำให้อาการหายเร็วขึ้น มักนิยมให้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines) เพื่อลดอาการคัน และบวมแดงของผื่น ในบางครั้งอาจให้ร่วมกับยาแก้ปวดในช่วงที่ตุ่มน้ำแตก
  • ยาปฏิชีวนะ จะให้ในกรณีที่ผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย (เกิดจากการเกา) แต่เกิดขึ้นได้น้อยมาก

โรคแทรกซ้อนอีสุกอีใส

อาการของโรคจะทุเลาลงภายใน 15 วัน และหลังจากเป็นโรคแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคขึ้นทำให้ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม ในบางรายก็ยังมีโอกาสที่เชื้อไวรัสยังคงอยู่ในปลายประสาท ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเจ็บปวด และกลายเป็นโรคงูสวัดในภายหลังได้

การป้องกันโรคอีสุกอีใส

ปัจจุบันมีวัคซีนอีสุกอีใสที่สามารถใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน หรือผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษา เช่น ฉายรังสี หรือเคมีบำบัด ก็ไม่ควรได้รับวัคซีน

นอกจากการใช้วัคซีนแล้ววิธีอื่นที่สามารถป้องกันโรคอีสุกอีใส ได้แก่

  • ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ หลังจากออกไปพบปะผู้คนภายนอก
  • ผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใสควรถูกกักแยกตัวออกจากผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค

ข้อควรปฏิบัติ และข้อควรระวัง เมื่อคุณเป็นโรคอีสุกอีใส

  • ไม่เกาบริเวณผื่น เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณแผลที่เกาได้
  • พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวจากโรคได้เร็วขึ้น และเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น
  • บำรุงร่างกายด้วยครีมบำรุงผิว เพราะการทำให้ผิวชุ่มชื่นจะช่วยลดอาการคันได้
  • ใช้ใบสะเดาใส่ลงในน้ำอุ่นแล้วอาบ เพื่อช่วยลดความคัน และช่วยลดการติดเชื้อได้
  • ซักทำความสะอาดผ้าปูที่นอนของผู้ป่วยด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคในอนาคต

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

อีสุกอีใส เคยเป็นแล้ว และจะเป็นอีกได้หรือไม่
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
คนที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาเเล้วจะมีโอกาสเป็นได้อีกมั้ย
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
โรคอีสุกอีใสกับโรคเบาหวานจะหายขาดได้ไหมคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
เป็นอิสุกอิใส ทำยังไงให้หายไวๆ มียากินมั้ย
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อีสุกอีใสเกิดขึ้นครั้งเเรกที่ใด
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อายุ 33 ปี ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส มีโอกาสเป็นอีกไหมค่ะ และจะมีวิธีป้องกันอย่างไร
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป