อาหารเป็นพิษ

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 451,500 คน

บทนำ

อาการอาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน โดยปกติจะไม่ร้ายแรงและส่วนใหญ่ก็จะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 – 3 วันโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ ส่วนใหญ่แล้วอาการอาหารเป็นพิษนั้นเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อซัลโมเนลลา (salmonella) หรือเชื้ออีโคไล (E.coli) รองลงมาคือเกิดจากเชื้อไวรัส เช่น เชื้อโนโรไวรัส (norovirus) เป็นต้น

สัญญาณบ่งบอกและอาการ

อาการของอาหารเป็นพิษมักปรากฏขึ้นในช่วง 1 – 2 วันหลังจากรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนและเป็นไปได้ว่าอาการอาจปรากฏขึ้นได้ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกไปจนถึง 2 – 3 สัปดาห์ให้หลัง อาการอาหารเป็นพิษ ดังนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02
  • รู้สึกไม่สบายและคลื่นไส้
  • อาเจียน
  • ท้องร่วงและมีมูกเลือด
  • ปวดเกร็งบริเวณท้องและท้องน้อย
  • เหนื่อยล้าและหมดแรง
  • เบื่ออาหาร
  • มีไข้สูง
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการจะเริ่มดีขึ้นภายใน 2 – 3 วันและจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ทำอย่างไรเมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ

ผู้ที่มีอาการอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่จะหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ แต่ก็มีปัจจัยที่จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไปที่คุณจำเป็นต้องพบแพทย์เมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ

ช่วงที่มีอาการ แนะนำให้พักผ่อนและดื่มน้ำให้มากเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไปและป้องกันร่างกายขาดน้ำ พยายามดื่มน้ำให้ได้และมากพอแม้คุณจะทำได้เพียงจิบน้ำก็ตาม

รับประทานอาหารหากเริ่มรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ต้องทานอาหารอ่อนๆ และมีรสจืดในปริมาณน้อยก่อนในช่วงแรก เช่น ขนมปัง ขนมปังกรอบ กล้วย หรือข้าว ไปจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว

แนะนำให้ดื่มน้ำโออาร์เอสที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปเมื่อมีอาการ โดยเฉพาะสำหรับผู้ด้อยความสามารถทางร่างกาย อย่างผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย จำเป็นต้องดื่มเพื่อบรรเทาอาการ

เมื่อไหร่จึงควรพบแพทย์

  • เมื่ออาการอาหารเป็นพิษรุนแรงมากขึ้น เช่น มีการสูญเสียน้ำมากเกินไปเนื่องจากการอาเจียนหรือท้องร่วง
  • เมื่ออาการไม่ดีขึ้นเลยภายใน 2 – 3 วัน
  • มีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น มีอาการมึนงง หัวใจเต้นเร็ว ตาพล่ามัว หน้ามืด และปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย
  • เมื่อตั้งครรภ์
  • หากมีอายุมากกว่า 60 ปี
  • เด็กทารกหรือเด็กเล็กที่คาดว่าน่าจะมีอาการอาหารเป็นพิษ
  • มีโรคประจำตัวเรื้อรังอยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคลิ้นหัวใจ โรคเบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง นอกจากนี้ยังมีบางโรคที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น การใช้ยาบางชนิดหรือการเป็นมะเร็ง

เมื่อพบแพทย์ แพทย์จะขอตรวจอุจจาระและสั่งยาปฏิชีวนะให้คุณทานหรืออาจส่งตัวคุณไปยังโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อความสะดวกในการพบแพทย์เพื่อติดตามอาการ

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

อาหารมีการเจือปนเชื้อโรคได้อย่างไร

อาหารอาจมีการเจือปนเชื้อโรคในระหว่างกระบวนการผลิต การบรรจุหีบห่อ หรือระหว่างการปรุงอาหารได้ โดยมีสาเหตุการเจือปนของเชื้อโรค เช่น

  • ปรุงอาหารไม่สุก
  • ไม่ได้แช่อาหารที่ควรเก็บในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศา
  • ทิ้งอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วไว้ในอุณหภูมิที่อบอุ่น
  • ไม่ได้อุ่นอาหารปรุงสำเร็จในอุณหภูมิที่เหมาะสมก่อนรับประทาน
  • ผู้ที่มีอาการป่วยหรือผู้ที่มีมือสกปรก แล้วมาหยิบจับอาหาร
  • รับประทานอาหารที่หมดอายุ
  • เชื้อแบคทีเรียสามารถแพร่กระจายเชื้อจากอาหารชนิดหนึ่งไปยังอีกชนิดหนึ่งได้
  • เนื้อดิบหรือสัตว์ปีกที่ไม่ได้ปรุงสุก
  • ไข่ดิบ
  • สัตว์น้ำหรืออาหารทะเลที่ไม่ได้ปรุงสุก
  • นมสดที่ยังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อแบบพาสเจอร์ไรส์
  • อาหารสำเร็จรูป เช่น เนื้อสไลด์ปรุงสำเร็จ เนื้อบดผสมไขมัน (pâté) ชีสนุ่มต่างๆ และแซนวิชสำเร็จรูปที่ขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต

อาหารที่อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่ายหากไม่ได้รับการจัดเก็บหรือปรุงสุกอย่างเหมาะสม ดังนี้

สาเหตุของอาหารเป็นพิษ

เนื่องจากอาหานอาจถูกปนเปื่อนจากเชื้อโรคได้ในระหว่างขั้นตอนการผลิต ปรุงอาหาร หรือบรรจุหีบห่อ โดยอาหารอาจถูกปนเปื้อนได้ดังนี้

  • ไม่ได้ปรุงอาหารให้สุกดี โดยเฉพาะเนื้อต่างๆ
  • ไม่ได้มีการจัดเก็บอาหารไว้ในตู้เย็นหรือตู้แช่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศา
  • วางอาหารที่ปรุงสุกแล้วทิ้งไว้นานโดยไม่ได้เก็บเข้าตู้เย็น
  • รับประทานอาหารที่ถูกสัมผัสแล้วโดยผู้ที่มีอาการป่วยหรือผู้ที่เป็นโรคท้องร่วงหรือสัมผัสอาเจียนของผู้ป่วย
  • การปนเปื้อนเชื้อโรคของอาหารที่ปรุงสุกแล้วกับอาหารดิบผ่านผิวหน้าของอาหารหรืออุปกรณ์ประกอบอาหาร

โดยการปนเปื้อนข้ามของอาหารที่ปรุงสุกแล้วกับอาหารดิบมีตัวอย่างดังนี้ เมื่อมีการหั่นเนื้อไก่บนเขียงและเขียงไม่ได้ล้างก่อนที่จะนำไปใช้กับอาหารอื่นๆ ที่ไม่ได้ปรุงสุก เช่น ผักสลัด ทำให้แบคทีเรียที่มากับไก่สดสามารถแพร่ไปยังผักสลัดได้ นอกจากนี้ อาจเกิดจากเนื้อดิบที่ถูกเก็บไว้ร่วมกับหรือสัมผัสกับอาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน หรือน้ำของเนื้อสดหยดลงบนอาหารที่เก็บอยู่ด้านล่าง เป็นต้น

ประเภทของการติดเชื้อ

การปนเปื้อนเชื้อโรคของอาหารส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ทว่าบางครั้งการปนเปื้อนอาจเกิดจากเชื้อไวรัสหรือปรสิตได้ โดยเชื้อโรคที่มักทำให้เกิดการปนเปื้อนในอาหาร ดังนี้

เชื้อแคมปีโลแบคเตอร์ (Campylobacter)

เชื้อแบคทีเรียแคมปีโลแบคเตอร์เป็นเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษและพบได้บ่อยที่สุด โดยเชื้อพบได้ในเนื้อดิบหรือเนื้อที่ไม่ได้ปรุงสุก รวมไปถึงสัตว์ปีกด้วย นอกจากนี้ยังพบเชื้อได้ในนมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อแบบพาสเจอร์ไรส์และน้ำดื่มที่ไม่ได้กรองหรือผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อโรค (เวลาตั้งแต่เริ่มทานอาหารปนเปื้อนไปจนเกิดอาการอาหารเป็นพิษ) สำหรับอาการอาหารเป็นพิษที่เกิดจากเชื้อแคมปีโลแบคเตอร์มักเกิดขึ้นประมาณ 2 – 5 วัน และจะมีอาการอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์

เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella)

เชื้อซัลโมเนลลามักพบได้ในเนื้อดิบหรือเนื้อที่ไม่ได้ปรุงสุก ไข่ดิบ นม และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อโรคมักเกิดขึ้นประมาณ 12 – 72 ชม. และจะมีอาการอยู่ประมาณ 4 – 7 วัน

เชื้อลิสเตอเรีย (Listeria)

เชื้อลิสเตอเรียเป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในอาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน รวมไปถึงแซนวิช ปรุงสำเร็จ เนื้อสไลด์และปาเตปรุงสุก และชีสนุ่ม อย่างชีสบรีหรือชีสกามองแบร์ ดังนั้นการบริโภคอาหารเหล่านี้จำเป็นต้องบริโภคก่อนวันหมดอายุเสมอและต้องเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากการติดเชื้อลิสเตอเรียในหญิงตั้งครรภ์อาจส่งผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และระหว่างคลอดซึ่งอาจเสี่ยงต่อภาวะแท้งบุตรได้

ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อโรคอาจแตกต่างกันจาก 1 – 2 วัน ไปจนถึง 2 – 3 สัปดาห์ และอาการจะเริ่มดีขึ้นภายใน 3 วัน

เชื้ออีโคไล (Escherichia coli)

เชื้อ Escherichia coli หรือเรียกสั้นๆ ว่า E.coli เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในระบบทางเดินอาหารของสัตว์หลายชนิดรวมทั้งมนุษย์ด้วย เชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายแต่อาจทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงได้ ผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากเชื้อ E.coli มีสาเหตุมาจากการรับประทานเนื้อวัวที่ไม่ได้ปรุงสุก โดยเฉพาะเนื้อสับ เบอร์เกอร์ และลูกชิ้น หรือดื่มนมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อแบบพาสเจอร์ไรส์ เป็นต้น ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อโรคมักเกิดขึ้นประมาณ 8 วัน และจะมีอาการอยู่ประมาณ 1 – 2 วัน

เชื้อบิดชิเกลลา (Shigella)

เชื้อบิดชิเกลลาเป็นเชื้อแบคทีเรียที่สามารถปนเปื้อนกับอาหารผ่านการล้างด้วยน้ำที่มีเชื้อแบคทีเรีย โดยอาการจะเกิดภายใน 7 วันหลังจากได้รับเชื้อและจะมีอาการอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์จึงจะหายเป็นปกติ

การติดเชื้อจากแบคทีเรียชิเกลลาเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อคือ โรคบิดหรือโรคบิดชิเกลลา

เชื้อไวรัส

เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการท้องร่วงและอาเจียนโดยส่วนใหญ่แล้วเกิดจากเชื้อโนโรไวรัส ซึ่งสามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน นอกจากนี้ยังสามารถพบเชื้อได้ในอาหารทะเลเปลือกแข็งดิบหรือหอยนางรมดิบ

ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อโรคเกิดขึ้นประมาณ 24 – 48 ชม.และจะมีอาการอยู่ประมาณ 2 – 3 วัน โดยโนโรไวรัสนี้เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เด็กเกิดอาการท้องร่วงรุนแรงและอาหารเป็นพิษได้หากมีการรับประทานอาหารปนเปื้อน และอาการจะเกิดภายใน 7 วันหลังจากได้รับเชื้อและจะมีอาการอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์จึงจะหายเป็นปกติ

ปรสิต

อาหารเป็นพิษที่มีสาเหตุมาจากเชื้อปรสิตมักเกิดขึ้นมากในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยการติดเชื้อปรสิตเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อปรสิตเหล่านี้

  • เชื้อไกอาร์เดียซิส (giardiasis) ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากปรสิตไกอาร์เดีย
  • คริปโตสปอริดิโอซีส (cryptosporidiosis) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากปรสิตคริปโตสปอริเดียม
  • เชื้อบิดมีตัว (ameobiasis) เป็นเชื้อบิดชนิดหนึ่งที่เกิดจากปรสิตเซลล์เดียวที่เรียกว่า แอนตามีบา ฮิสโตลิติกา (Entamoeba histolytica)

โดยอาการของอาหารเป็นพิษที่เกิดจากปรสิตมักจะเกิดขึ้นภายใน 10 วันหลังจากรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนและบางครั้งพบว่าอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกไม่สบาย

หากติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษา ผู้ติดเชื้อจะมีอาการป่วยอยู่นานกว่าจะหายเป็นปกติ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึงหลายสัปดาห์หรือ 1 – 2 เดือนเลยทีเดียว

การรักษา

เราสามารถรักษาอาการอาหารเป็นพิษได้เองที่บ้านโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ เนื่องจากอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเองภายในไม่กี่วัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วยจะต้องดื่มน้ำให้มากและไม่ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ เนื่องจากการดื่มน้ำปริมาณมากแม้คุณอาจทำได้เพียงแค่จิบก็ตาม เป็นการชดเชยน้ำที่เสียไปจากอาการท้องร่วงและอาเจียน นอกจากนี้แนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตนดังนี้

  • พักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • เมื่ออาการเริ่มดีขึ้แล้วผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานอาหาร โดยเป็นอาการอ่อนๆ รสไม่จัด ไม่มัน เช่น ขนมปัง ขนมปังกรอบ ข้าว กล้วย เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน น้ำอัดลม รวมไปถึงอาหารที่มีรสจัดและมีไขมันมาก เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้คุณยิ่งป่วยมากขึ้น

แนะนำให้พบแพทย์ทันทีหากมีแนวโน้มว่าอาการรุนแรงมากขึ้นหรืออาการไม่ดีขึ้นเลยภายใน 1 – 2 วัน

การป้องกันการแพร่เชื้อ

เมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษคุณจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารสำหรับผู้อื่นและไม่ควรสัมผัสกลุ่มผู้ด้อยความสามารถทางร่างกาย เช่น ผู้สูงอายุ เด็กทารกหรือเด็กเล็ก เป็นต้น และควรลางานหรือลาโรงเรียนอย่าง

น้อย 48 ชม.หลังจากอาการท้องร่วงครั้งล่าสุด นอกจากนี้หากพบว่าคนในครอบครัวมีอาการอาหารเป็นพิษ ควรปฏิบัติตน ดังนี้

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนในครอบครัว (รวมทั้งตัวคุณเองด้วย) ล้างมือด้วยสบู่และน้ำอุ่นเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเข้าห้องน้ำและก่อน-หลังการเตรียมอาหาร
  • ทำความสะอาดฝาปิดชักโครก ฝารองนั่ง ปุ่มกดชักโครก อ่างล้างหน้า และก๊อกน้ำอยู่เป็นประจำ
  • แต่ละคนจำเป็นต้องใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดมือ หรือผ้าเช็ดหน้าของตนเองเท่านั้นโดยห้ามใช้ร่วมกับผู้อื่น
  • ซักทำความสะอาดเสื้อผ้าผู้ป่วยด้วยการแช่น้ำร้อนและตากใต้แสงแดดจัด

เครื่องดื่มโออาร์เอส (ORS)

เครื่องดื่มโออาร์เอสเหมาะสำหรับผู้ด้อยความสามารถทางร่างกาย อย่างผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวที่กำลังอยู่ในภาวะขาดน้ำ โดยเครื่องดื่มโออาร์เอสสามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายยาหรือร้านค้า วิธีใช้เพียงละลายผงโออาร์เอสในน้ำดื่มซึ่งจะช่วยชดเชยเกลือ กลูโคส และแร่ธาตุอื่นๆ ที่เสียไปจนทำให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ

สำหรับผู้ที่ไตมีปัญหา เครื่องดื่มโออาร์เอสบางตัวอาจไม่เหมาะสม แนะนำให้สอบถามเภสัชกรก่อนซื้อยามาใช้เอง

การรักษาโดยแพทย์

หากอาการอาหารเป็นพิษรุนแรงและไม่ยอมหาย หรือผู้ป่วยอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ง่ายต่อการติดเชื้อ เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ เมื่อพบแพทย์ แพทย์จะวินิจฉัยอาการและหาสาเหตุของอาการจากการตรวจอุจจาระ จากนั้นแพทย์จะกำหนดให้ผู้ป่วยทานยาปฏิชีวนะหากผลตรวจพบว่าผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้แพทย์จะสั่งยาแก้อาเจียนหากคุณมีอาการดังกล่าวร่วมด้วย ในบางรายที่มีอาการรุนแรงมาก แพทย์จะแนะนำให้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 1 – 2 วันเพื่อสังเกตอาการและให้น้ำเกลือ

การป้องกันโรค

วิธีที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงอาการอาหารเป็นพิษคือการปรับพฤติกรรมส่วนตัวและการเก็บรักษาอาหารสดต่างๆ รวมไปถึงลักษณะของการปรุงและเตรียมอาหารด้วย

โดยสำนักงานมาตรฐานอาหารของอังกฤษแนะนำให้คำนึงถึง 4C เพื่อการมีสุขภาพที่สะอาดปลอดภัยห่างไกลโรคอาหารเป็นพิษ ดังนี้

  • ความสะอาด (Cleaning)
  • การเตรียมและปรุงอาหาร (Cooking)
  • การเก็บรักษาและแช่แข็งอาหาร (Chilling)
  • หลีกเลี่ยงและป้องกันการปนเปื้อนระหว่างของสด (Cross-contamination)

นอกจากนี้ยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่หมดอายุและปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากเกี่ยวกับการเก็บรักษาอาหารอย่างเคร่งครัด คำแนะนำดังกล่าวข้างต้นมีประโยชน์มากสำหรับผู้บริโภค นั่นเพราะเราจะไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าอาหารบูดหรือเสียหรือไม่จากการดมกลิ่นเพียงอย่างเดียว

ความสะอาด (Cleaning) การป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสคือการปรับพฤติกรรมส่วนตัวในเรื่องความใส่ใจในความสะอาด การใส่ใจเรื่องความสะอาดของการปรุง การเตรียม และการเก็บรักษาอาหาร วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้เพื่อปรุงอาหารด้วย นอกจากนี้ การล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยสบู่และน้ำอุ่นก็มีส่วนช่วยป้องกันการแพร่เชื้อโรคได้ โดยเฉพาะเมื่อ...

  • เสร็จธุระจากห้องน้ำหรือหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อย
  • ก่อนการเตรียมหรือปรุงอาหาร
  • หลังจากการหยิบจับอาหารสด
  • หลังจากการหยิบจับถังขยะหรือสัตว์เลี้ยง

หลีกเลี่ยงการหยิบจับอาหารหากคุณมีอาการป่วย เช่น ท้องร่วง อาเจียน หรือมีบาดแผลที่ไม่ได้ปิดปากแผลให้เรียบร้อย

การเตรียมและปรุงอาหาร (Cooking) การปรุงอาหารให้สุกเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะเนื้อสัตว์หรืออาหารทะเลเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจมากับอาหาร และจำเป็นต้องปรุงอาหารให้สุกอย่างทั่วถึง รวมทั้งด้านในของเนื้อหรืออาหารนั้นๆ วิธีตรวจสอบว่าเนื้อสุกดีแล้ว ให้ใช้มีดกรีดลงบนชิ้นเนื้อที่มีส่วนหนาที่สุด หากสุกดีแล้วน้ำที่ออกมาจากเนื้อจะมีลักษณะใสและเนื้อจะไม่มีสีแดงหรือสีชมพู อย่างไรก็ตามการปรุงเนื้อบางอย่าง เช่น สเต็กและเนื้อติดกระดูกของเนื้อวัวหรือเนื้อแกะ มักถูกปรุงแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ แต่ต้องมั่นใจว่าเนื้อภายนอกสุกดีแล้วอย่างทั่วถึง

เมื่ออุ่นอาหารคุณต้องมั่นใจว่าอาหารทุกส่วนถูกอุ่นอย่างทั่วถึงด้วยเช่นกันและไม่ควรนำอาหารมาอุ่นซ้ำหากเคยอุ่นไปแล้วครั้งหนึ่ง

การเก็บรักษาและแช่แข็งอาหาร (Chilling) อาหารบางชนิดต้องถูกเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตและขยายตัว แนะนำให้ตรวจสอบคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดเก็บอาหารบนฉลากผลิตภัณฑ์ก่อน

หากอาหารนั้นๆ ต้องถูกแช่แข็ง คุณต้องมั่นใจว่าได้เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิระหว่าง 0 – 5 องศา เพราะเมื่ออาหารที่ต้องแช่แข็งถูกวางทิ้งไว้ในอุณหถูมิปกติ เชื้อแบคทีเรียจะเจริญเติบโตขึ้นและขยายตัวจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้เมื่อนำมาปรุงอาหาร

สำหรับอาหารปรุงสุกที่รับประทานไม่หมดต้องถูกนำไปแช่เย็นทันทีหรือภายใน 2 – 3 ชั่วโมง โดยนำไปแช่ไว้ในช่องแช่แข็งหรือช่องแช่เย็นปกติ

หลีกเลี่ยงและป้องกันการปนเปื้อนระหว่างของสด (Cross-contamination) การปนเปื้อนข้ามของอาหารเกิดขึ้นเมื่อเชื้อแบคทีเรียจากอาหารสดชนิดหนึ่งปนเปื้อนไปยังอาหารชนิดอื่น ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่ออาหารที่ปนเปื้อนไปสัมผัสหรือจุ่มโดนอาหารชนิดอื่น หรือเมื่อเชื้อแบคทีเรียที่ติดมากับมือผู้ประกอบอาหาร ผิวหน้าของอาหาร หรืออุปกรณ์ประกอบอาหาร แพร่เชื้อโรคไปยังอาหารอื่นๆ ดังนั้นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ แนะนำให้ปฏิบัติดังนี้

  • มั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากหยิบจับเนื้อสด
  • แยกเก็บเนื้อสดและอาหารปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน
  • เก็บเนื้อสดไว้ในกล่องบรรจุอาหารที่ปิดมิดชิดและวางไว้ส่วนล่างสุดของช่องแช่เย็นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากเนื้อสดหยดลงบนอาหารอื่นๆ
  • เปลี่ยนเขียงหรือล้างเขียงให้สะอาดทุกครั้งเมื่อใช้เขียงกับอาหารสดก่อนที่จะนำมาใช้กับอาหารชนิดอื่นๆ
  • ทำความสะอาดมีดหรืออุปกรณ์ประกอบอาหารให้สะอาดทุกครั้งหลังจากใช้งานกับอาหารสด
  • ไม่ควรล้างเนื้อสดหรือสัตว์ปีก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียจะถูกฆ่าผ่านการทำให้สุก แต่การล้างด้วยน้ำจะเป็นการแพร่เชื้อโรคไปยังส่วนอื่นๆ

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่