การกินเพื่อสุขภาพ

ท้องเสียกินอะไรจึงหายไว และอาหารประเภทไหนที่ควรหลีกเลี่ยง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ย. 5, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 19 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 645,583 คน

ท้องเสียกินอะไรจึงหายไว และอาหารประเภทไหนที่ควรหลีกเลี่ยง

อาการท้องเสียเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ และยังเกิดได้ในทุกฤดู ไม่ว่าจะช่วงอากาศร้อนหรืออากาศเย็น อาการท้องเสียก็มาเยือนได้ หากเผลอไปกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารที่ไม่ได้สุขอนามัย ทุกคนก็คงไม่มีใครชอบอาการท้องเสียกันแน่ ๆ แต่หากเป็นแล้วก็ควรรู้แนวทางการรักษา 

ชนิดของอาการท้องเสีย

ในทางการแพทย์แล้ว อาการท้องเสียแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ท้องเสียชนิดเฉียบพลันและท้องเสียชนิดเรื้อรัง

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

คลิก

ท้องเสียชนิดเฉียบพลัน

อาการท้องเสียชนิดเฉียบพลันจะเกิดขึ้นทันทีทันใด ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ไม่สะอาด และมีสารปนเปื้อนบางอย่าง โดยจะมีลักษณะถ่ายเป็นน้ำบ่อย ๆ และมีอาการปวดท้องร่วมด้วย หากเป็นหนักก็อาจมีไข้ ตัวร้อน และอาเจียนได้ แต่อาการท้องเสียแบบนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 วัน หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์เท่านั้น

ท้องเสียชนิดเรื้อรัง

อาการท้องเสียชนิดเรื้อรัง มีสาเหตุมาจากความแปรปรวนในระบบทางเดินอาหารหรือลำไส้ที่มีความไวต่อสิ่งเร้า อันเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นคนธาตุอ่อนนั่นเอง

สาเหตุที่ทำให้ท้องเสีย

เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษนั้น มีทั้งไวรัสและปรสิต อย่างเช่น ไวรัสโคโรนา ไวรัสอะดีโน ไวรัสโรตา ไวรัสตับอักเสบเอ อหิวาต์ ลิสทีเรีย ชิเกลลา และพยาธิไกอาร์เดีย รวมถึงเชื้อแบคทีเรียที่มักจะพบในอาหารหรือเครื่องดื่มดังต่อไปนี้

1. อีโคไล (Escherichia coli) เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วแบ่งตัวในลำไส้ จะมีการผลิตพิษออกมา ทำให้มีอาการถ่ายเป็นน้ำและอาเจียน ปวดท้อง แต่ไม่มีไข้ร่วมด้วย โดยจะมีระยะฟักตัวเพียง 8 – 18 ชั่วโมง และสามารถหายเองได้ภายใน 1 – 2 วัน ซึ่งพบการปนเปื้อนมากในน้ำดื่ม นม เนยแข็ง เนื้อสัตว์ และผักสลัด

2. สแตฟีโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) เป็นเชื้อที่ปล่อยพิษออกมาปนเปื้อนในอาหาร และสามารถทนต่อความร้อนได้ดี แม้ว่าจะปรุงอาหารจนสุกแล้วก็ตาม ทำให้มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรงและหมดแรง ปวดท้อง ท้องเดิน ความดันโลหิตต่ำ แต่ไม่มีไข้ร่วมด้วย โดยจะมีระยะฟักตัวเพียง 1 – 8 ชั่วโมง และสามารถหายได้เองภายใน 1 – 2 วัน ซึ่งพบการปนเปื้อนมากในอาหารประเภทนม ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ เนื้อสัตว์ และขนมปัง เป็นต้น

3. บาซิลลัสซีเรียส (Bacillus cereus) เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้จะปล่อยพิษปนเปื้อนไปกับอาหาร เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะแบ่งตัวในลำไส้ โดยผลิตพิษที่แบ่งออกได้อีก 2 ชนิด คือ ชนิดแรกทำให้มีอาการท้องเดินเป็นหลัก ซึ่งมีระยะฟักตัวเพียง 8 – 16 ชั่วโมง มักพบการปนเปื้อนในเนื้อสัตว์ ข้าว และผัก ส่วนอีกชนิดจะปล่อยพิษที่สามารถทนต่อความร้อนได้ดี ทำให้มีอาการอาเจียนเป็นหลัก มีระยะฟักตัวเพียง 1 – 8 ชั่วโมง มักพบการปนเปื้อนในข้าว เช่น การนำข้าวผัดเก่ามาอุ่นรับประทานซ้ำ

4. ซัลโมเนลลา (Salmonella) เป็นเชื้อแบคทีเรียตระกูลเดียวกับเชื้อไทฟอยด์ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วแบ่งตัวในลำไส้ จะมีการผลิตพิษออกมา ทำให้มีอาการไข้ต่ำ ๆ ท้องเดินจากอาหารเป็นพิษ บางครั้งก็อาจมีมูกเลือดปนอยู่บ้าง มีระยะฟักตัว 8 – 48 ชั่วโมง และสามารถหายได้เองภายใน 2- 5 วัน ส่วนบางรายที่มีอาการเรื้อรังอาจจะต้องใช้เวลา 10 – 14 วัน ซึ่งพบการปนเปื้อนมากในอาหารประเภทนม ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ ไก่ เป็ด และเนื้อวัว

5. คลอสตริเดียมเพอร์ฟรินเจนส์ (Clostridium perfringen) เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้จะปล่อยพิษปนเปื้อนกับอาหาร และเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีการผลิตพิษออกมาหลังจากที่มีการแบ่งตัวภายในลำไส้ จึงทำให้มีอาการถ่ายเป็นน้ำ ปวดท้อง แต่ไม่ค่อยอาเจียนและไม่มีไข้ร่วมด้วย โดยมีระยะการฟักตัวประมาณ 8 – 16 ชั่วโมง และสามารถหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งพบการปนเปื้อนมากในอาหารประเภทเนื้อสัตว์และเป็ดไก่

6. คลอสทริเดียมโบทูลินัม (Clostridium botulinum) เมื่อเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะทำให้มีอาการปากคอแห้ง มองเห็นเป็นภาพซ้อน อาเจียน ท้องเดิน เส้นประสาทสมองเป็นอัมพาตแล้วลามลงบริเวณส่วนล่างของร่างกาย และเข้าสู่ภาวะการหายใจล้มเหลว  โดยมีระยะการฟักตัวประมาณ 12 – 36 ชั่วโมง หรืออาจจะหลายวัน ซึ่งพบการปนเปื้อนมากในอาหารประเภทเนื้อหรือปลารมควัน ผักผลไม้ที่มีการอัดกระป๋องเองในบ้าน การปนเปื้อนสปอร์ในดิน หรือการถนอมอาหารด้วยวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ถูกสุขอนามัย

7. วิบริโอพาราฮีโมไลติคัส (Vibrio parahaemolyticus) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในตระกูลเดียวกับเชื้ออหิวาต์ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วแบ่งตัวในลำไส้ จะทำให้มีการผลิตพิษออกมา ส่งผลให้มีอาการอาหารเป็นพิษ นั่นคืออาการท้องเดิน อาเจียน ปวดท้อง และอาจจะมีไข้ร่วมด้วย บางรายก็อาจจะถ่ายมีมูกเลือดปนในเวลาต่อมา โดยมีระยะฟักตัว 8 – 24 ชั่วโมง หรือนานถึง 96 ชั่วโมง และสามารถหายได้เองภายใน 3 – 5 วัน ซึ่งพบการปนเปื้อนมากในอาหารทะเลสดที่ไม่ผ่านการปรุงสุกหรือมีการปรุงสุกไม่ทั่วถึง

8. แคมไพโลแบคเตอร์เจจูไน (Campylobacter jejuni) เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายไปแบ่งตัวในลำไส้เล็ก และได้มีการรุกล้ำเข้าไปในเยื่อบุลำไส้เล็กจนมีการปล่อยพิษออกมา จะส่งผลให้ลำไส้เล็กเกิดการอักเสบ มีไข้ร่วมด้วย ถ่ายเป็นน้ำที่มีกลิ่นเหม็นมาก และอาจจะถ่ายเป็นเลือดในเวลาต่อมาได้ โดยมีระยะฟักตัวประมาณ 3 – 5 วัน และสามารถหายได้เองภายใน 5 – 8 วัน

โรคอาหารเป็นพิษนับว่าเป็นโรคอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่โรคเรื้อรังก็ตาม แต่ถ้ามีอาการท้องเดินอย่างรุนแรงแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้จากภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ของร่างกายอย่างรุนแรงนั่นเอง

กินอะไรจึงหายจากอาการท้องเสีย

1. อาหารสำหรับคนท้องเสียชนิดเฉียบพลัน

อาการท้องเสียเฉียบพลันจะทำให้สูญเสียน้ำในร่างกายออกไปพร้อมกับอุจจาระที่ถ่ายออกมา ซึ่งควรดื่มผงเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ โดยผสมผงเกลือแร่ตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในฉลาก จากนั้นควรจิบครั้งละน้อย ๆ จนหมด 1 แก้ว หรือน้อยสุดครึ่งแก้ว หากไม่มีผงเกลือแร่ (ORS) ก็สามารถเตรียมเองง่าย ๆ ด้วยการผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1 ช้อนชา ผสมในน้ำต้มสุก 1 ขวดน้ำปลา แต่ห้ามกินเกลือแร่สำหรับออกกำลังกายเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอันตรายขึ้นได้

นอกจากนี้หากท้องเสียเฉียบพลันก็ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย โดยเน้นอาหารประเภทแป้งหรือข้าวเป็นหลัก เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือน้ำซุป เป็นต้น นอกจากนี้อาจจะเลือกดื่มน้ำมะพร้าวก็ได้ เพราะน้ำมะพร้าวจะมีเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณสูง จึงสามารถลดอาการอ่อนเพลียจากการสูญเสียน้ำได้ อีกทั้งในน้ำมะพร้าวยังมีคุณสมบัติขับสารพิษออกจากร่างกายได้อีกด้วย

2. อาหารสำหรับคนท้องเสียเรื้อรัง

ผู้ที่มีอาการท้องเสียแบบนี้ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ๆ ประเภทผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง หรือธัญพืชต่าง ๆ เพราะใยอาหารจะช่วยให้การเคลื่อนไหวในลำไส้กลับมาเป็นปกติ และช่วยลดแรงดันของผนังลำไส้ เพิ่มเนื้ออุจจาระ ส่งผลให้ถ่ายท้องน้อยลง

นอกจากนี้คนที่มีอาการท้องเสียเรื้อรังควรกินอาหารไขมันต่ำ เพราะย่อยง่ายและทำให้การหดรัดตัวของลำไส้ใหญ่ลดลง จึงช่วยให้การขับถ่ายลดลงไปด้วย และหากต้องการเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย น้ำมะพร้าวก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี

ผู้ที่ท้องเสียควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้

  1. ท้องเสียชนิดเฉียบพลันไม่ควรรับประทานอาหารประเภทนม ผัก ผลไม้ น้ำผลไม้ อาหารที่มีกากใยสูง หรืออาหารที่มีรสจัด
  2. ท้องเสียชนิดเรื้อรังไม่ควรรับประทานอาหาร อาหารประเภทไขมันสูง ผัดหรือทอด อาหารรสเปรี้ยว รสเผ็ดอาหารใส่น้ำส้มสายชู กะทิ เหล้าหรือเบียร์ นมสด ชา กาแฟ หรืออาหารที่ไวต่อระบบขับถ่าย ซึ่งอาจสังเกตได้จากการรับประทานเมื่อไรแล้วจะเกิดอาการท้องเสียก็ได้

 

อาการท้องเสียเป็นแล้วไม่สบายตัว อาจวิ่งถ่ายจนหมดแรง ดังนั้นหากไม่อยากเกิดอาการท้องเสียก็สามารถป้องกันได้ไม่ยาก เพียงแค่รักษาสุขอนามัยของตนเอง ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด อาหารที่ค้างคืนหลายวัน อาหารที่มีแมลงวันตอม แต่ถ้าหากเป็นแล้วก็อย่าลืมรับประทานอาหารตามที่ระบุไว้ข้างต้น ก็จะสามารถทำให้อาการดีขึ้นได้

10 ข้อควรทำ/หลีกเลี่ยงเมื่อท้องเสีย 

  1. ห้ามกินยาแก้ท้องเสียหรือยาที่ทำให้หยุดถ่ายโดยเด็ดขาด เพราะตัวยาหยุดถ่ายจะทำให้ร่างกายหยุดการถ่ายอุจจาระได้ก็จริง แต่เชื้อโรคและอุจจาระที่ยังคงค้างอยู่ภายในลำไส้ยังคงอยู่ สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คืออาการปวดท้อง แน่นท้องมากขึ้น ฉะนั้นหากท้องเสียต้องถ่ายอุจจาระออกไปให้หมด
  2. หลังจากท้องเสีย ห้ามรับประทานอาหารอีก 2 -4 ชั่วโมง เพื่อหยุดการทำงานของลำไส้
  3. ดื่มน้ำเกลือแร่เข้าไปทดแทนน้ำ ที่ถูกถ่ายออกไปพร้อมกับอุจจาระ โดยการใช้น้ำต้มสุกผสมกันกับผงเกลือแร่แล้วดื่มแทนน้ำ
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มนมและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งเครื่องดื่มจำพวกชา กาแฟ รวมไปถึงน้ำผลไม้ด้วย
  5. หากหิวให้รับประทานเฉพาะอาหารอ่อนที่สามารถย่อยง่าย เช่น ข้าวต้มเกลือ หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดและรสจัด
  6. รับประทานโยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์โปรไบโอติก เพราะเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าวจะช่วยทำให้อาการท้องร่วงทุเลาลง
  7. หากมีอาการอื่นแทรกซ้อนตามมา เช่น คลื่นไส้อาเจียน เป็นไข้ตัวร้อนหรือมีอาการปวดท้อง ก็จำเป็นต้องใช้ยารักษาตามอาการที่เป็นก่อน
  8. หลีกเลี่ยงการกินอาหารมากจนเกินไปในแต่ละมื้อ เพราะว่าจะทำให้ผนังตรงท้องขยายตัว เป็นผลให้ต้องถ่ายอุจจาระออกมา
  9. ควรเคี้ยวอาหารนั้น ๆ ให้ละเอียดที่สุด เพื่อทำให้กระเพาะอาหารสามารถย่อยอาหารได้โดยง่าย และการกินอาหารอย่างเร่งรีบจะทำให้เกิดแก๊สสะสมในลำไส้ ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืดตามมา
  10. รักษาอารมณ์ให้สดใส อย่าวิตกกังวล นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะความเครียดเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการท้องเสีย

หลังจากปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว แต่หากยังมีอาการท้องเสียเหมือนเดิม และยังไม่หายภายใน 3 วัน ต้องรีบไปพบแพทย์ในทันที เมื่อหายจากอาการท้องเสียแล้ว ต่อไปต้องคอยควบคุมการรับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารประเภท ผัก ผลไม้ที่มีกากใยสูง เพราะใยอาหารจะช่วยทำความสะอาดลำไส้ ทำให้ลำไส้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรักษาอาการท้องเสียโดยการใช้ยา

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าอาการที่อันตรายที่สุดของอาการท้องเสียคือภาวะขาดน้ำ ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับน้ำและแร่ธาตุชดเชย ยากลุ่มที่จำเป็นที่สุด คือ Oral Rehydration Salts หรือที่รู้จักในชื่อย่อ ORS ตัวยาประกอบด้วยโซเดียม (sodium) คลอไรด์ (chloride) โพแทสเซียม (potassium) และไบคาร์บอเนต (bicarbonate) ใช้สำหรับชดเชยน้ำและแร่ธาตุที่ร่างกายสูญเสียไปกับอุจจาระ หากมีอาการท้องเสียรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานได้อาจต้องให้เกลือแร่โซเดียมคลอไรด์ชดเชยผ่านทางเส้นเลือดดำแทนการรับประทาน วิธีการใช้คือให้ผสมผงยากับน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำเย็นที่สะอาดตามปริมาณที่กำหนดบนซอง ละลายผงยาและน้ำให้เข้ากัน ใช้จิบแทนการดื่มน้ำ ไม่รับประทานหมดในครั้งเดียว หลังผสมแล้วสามารถเก็บไว้ได้ 24 ชั่วโมงเพราะอาจมีจุลินทรีย์เจริญได้

ยาที่ทำหน้าที่เป็นสารดูดซับ เช่น Kaolin-pectin มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำ สามารถช่วยให้อุจจาระที่เหลวกลับมาข้นขึ้นได้ activated charcoal หรือผงถ่าน สามารถช่วยดูดซับสารพิษได้ แต่ไม่นำแนะให้ใช้ผงถ่านในอาการท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อ และไม่ใช้ผงถ่านในผู้ป่วยที่ลำไส้อุดตัน นอกจากนี้การรับประทานผงถ่านอาจดูดซับตัวยาที่รับประทานร่วมกัน ทำให้ยาออกฤทธิ์ลดลงจนถึงไม่ออกฤทธิ์ได้ dioctahedral smectite มีฤทธิ์ในการดูดซับเช่นเดียวกัน ซึ่งยาทั้งหมดควรให้ร่วมกันกับ ORS จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

ยากลุ่มหยุดถ่าย ได้แก่ loperamide มีกลไกทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง ซึ่งจะส่งผลให้ลดจำนวนการขับอุจจาระลง เพิ่มมวลของอุจจาระ และลดการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ มักใช้กับอาการท้องเสียชนิดที่เกิดจากการท่องเที่ยว และท้องเสียแบบถ่ายเหลวมากเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ มีข้อแนะนำยังไม่ให้ใช้ loperamide ในผู้ป่วยท้องเสียธรรมดาเนื่องจากการขับอุจจาระถือเป็นกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย การห้ามไม่ให้ถ่ายอาจทำให้สารพิษยังตกค้างอยู่ในร่างกาย

ยากลุ่มต้านการหลั่ง ได้แก่ bismuth subsalicylate โดย salicylate มีกลไกต้านการหลั่ง และ bismuth มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย ผลข้างเคียงของการรับประทานยาต่อเนื่องคือ ลิ้นและอุจจาระอาจเปลี่ยนเป็นสีดำ อาจเกิดภาวะ salicylism คือได้ยินเสียงในหู คลื่นไส้ มึนศีรษะ มักมีข้อบ่งใช้ร่วมกับ loperamide ในการรักษาอาการท้องเสียชนิดที่เกิดจากการท่องเที่ยว

สำหรับยาปฏิชีวนะนั้นอาจไม่จำเป็นต้องได้รับเสมอไป ท้องเสียที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่น (ส่วนมากเป็นท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ) ไม่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ แต่ท้องเสียที่มีอาการท้องเสียเป็นอาการเด่นอาจต้องมีการพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษา ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้รักษาอาการท้องเสียด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับคำแนะนำในการใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับรักษาอาการท้องเสีย เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมสามารถนำไปสู่การดื้อยาได้

การบำบัดนอกเหนือจากการใช้ยา

ผลไม้และสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย เช่น การรับประทานกล้วยน้ำว้าผลดิบสด ข้อควรระวังคืออาจเกิดอาการท้องอืดหลังรับประทาน หรือใช้ใบฝรั่งแก่ต้มดื่มแทนน้ำก็สามารถช่วยได้เช่นเดียวกัน

ปกติแล้วอาการท้องเสียสามารถหายได้เอง ซึ่งนอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว ผู้ป่วยควรดูแลตนเองด้วยการรับประทานน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอเพื่อทดแทนส่วนที่ร่างกายสูญเสียไปจากการอุจจาระใน 1 วัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และรับประทานอาหารเหลว รสอ่อน อย่างเช่น โจ๊กหรือข้าวต้ม เพื่อให้กระเพาะอาหารและลำไส้ย่อยและดูดซึมได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้ป่วยสามารถกลับมารับประทานอาหารตามปกติได้ภายใน 2-3 วัน แนะนำให้พบแพทย์หากอาการท้องเสียไม่ทุเลาลงใน 2 วันหรือมีไข้สูงร่วมด้วย

เมื่อไรที่ควรต้องไปพบแพทย์ ?

โดยทั่วไปภาวะอุจจาระร่วงฉียบพลันมักจะหายได้เอง แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการดื่มน้ำและเกลือแร่เยอะ ๆ เพราะถึงแม้ว่าอาการอุจจาระร่วงจะเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ แต่มันสามารถทำให้เกิดการขาดน้ำได้อย่างมากในคนที่มีอาการอุจจาระร่วงเรื้อรัง ซึ่งสามารถทำให้เกิดการขาดสารอาหารได้เพราะร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ตามปกติ การตรวจอุจจาระเพื่อดูการติดเชื้อแบคทีเรีย พยาธิ หรือไวรัส แพทย์จะสามารถจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อให้การรักษาในกรณีที่อาการอุจจาระร่วงไม่ดีขึ้นเองภายในไม่กี่วัน

ภาวะอุจจาระร่วงเรื้อรังที่เป็นนานเกินกว่า 2 สัปดาห์ควรได้รับการตรวจโดยแพทย์ ถ้าเป็นเรื้อรังหลายสัปดาห์อาจจะทำให้มีอาการขาดน้ำที่รุนแรงได้ ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องได้รับสารน้ำทดแทนทางหลอดเลือดดำจนกว่าอาการอุจจาระร่วงจะสามารถควบคุมได้ ในขณะเดียวกัน ภาวะอุจจาระร่วงสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงได้ในเด็ก และเด็กมักจะเกิดอาการขาดน้ำได้รุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น ไม่ควรลังเลที่จะพบกุมารแพทย์ถ้าเด็กมีอาการอุจจาระร่วงต่อเนื่องและมีอาการแสดงของการขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ตาโหล ปัสสาวะออกน้อย และอ่อนเพลีย อุจจาระร่วงเป็นอาการที่มักจะไม่สบายเท่าไร แต่โดยส่วนมากมักจะไม่บ่งบอกถึงภาวะสุขภาพที่ร้ายแรง แต่อย่างไรก็ตามถ้าอาการอุจจาระร่วงเป็นนานติดต่อหลายวัน มีอาการปวดรุนแรง มีไข้ หรืออาการขาดน้ำ ควรพบแพทย์

ท้องเสียตอนมีประจำเดือน ไข้ทับระดู สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน

ในช่วงระหว่างที่ผู้หญิงกำลังมีประจำเดือน ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน “เอสโตรเจน” และ “โปรเจสเตอโรน” ทำให้ช่วงนี้มีความอ่อนแอและภูมิต้านทานน้อย ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหารหรือมีอาการท้องเสียก่อนการมีประจำเดือน อีกทั้งอวัยวะภายในยังมีความเสี่ยงจากการติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ เช่น การติดเชื้อในมดลูกและปีกมดลูก หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่าโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ และอาจเป็น “ไข้ทับระดู” อีกด้วย

อาการท้องเสียตอนมีประจำเดือน

อาการท้องเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อจากการกินอาหาร แต่เป็นเพราะสาเหตุที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มขึ้นมาพร้อม ๆ กับฮอร์โมนเซโรโทนินที่มากเกินไป ดังนั้นในระยะนี้นอกจากจะทำให้ท้องเสียแล้ว ยังส่งผลให้มีอารมณ์ทางเพศเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

การป้องกันอาการท้องเสียตอนมีประจำเดือน

ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่จะกระตุ้นให้มีอาการท้องเสียมากขึ้น เช่น อาหารที่มีรสจัด หวานจัด เผ็ดจัด มันจัด ผลไม้บางชนิด และนมต่าง ๆ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน อีกทั้งควรหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำก็จะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้

ไข้ทับระดูกับสาเหตุและอาการ

1. ไข้ทับระดูที่ไม่มีสภาวะอื่นแอบแฝง อาการทั่วไปจะเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา เช่น ปวดศีรษะ ตัวร้อน มีไข้ ปวดท้องน้อยร่วมกับการมีประจำเดือนตามปกติโดยไม่มีอาการอื่นใด ๆ อีก

2. ไข้ทับระดูที่มีสภาวะโรคอื่นแอบแฝง เป็นชนิดที่ค่อนข้างเป็นอันตราย เช่น มีไข้ขึ้นสูง ปวดหลัง คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับอาการปวดท้องน้อย มีตกขาวปนหนองออกมาและมีกลิ่นเหม็น ถ้ามีอาการรุนแรงมากขึ้นในทุก ๆ รอบเดือนอาจเป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อคลามิเดียที่สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ หรือทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศไม่ดี โดยเชื้อชนิดนี้จะไปทำลายท่อรังไข่และอวัยวะอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และถ้าปล่อยให้เป็นเรื้อรังจะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา นั่นคือภาวะมีบุตรยาก เป็นหมัน หรือตั้งครรภ์นอกมดลูก อีกทั้งบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

การรักษาและการป้องกัน

1. ไข้ทับระดูชนิดที่ไม่มีภาวะอื่นแอบแฝง

  • สามารถรักษาตามอาการได้ทันที ถ้ามีอาการปวดศีรษะ ตัวร้อน และปวดท้องน้อย ก็ให้ใช้ยาแก้ปวดลดไข้ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาแก้ปวดประจำเดือนตามปกติ
  • ดูแลทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วยการเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ ทุก 4 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อ
  • ดื่มน้ำอุ่นเพื่อขับพิษไข้ จะได้ระบายออกมาทางเหงื่อและปัสสาวะ
  • ใช้ถุงน้ำร้อนประคบที่ท้อง เพื่อให้เลือดประจำเดือนขับออกมาได้คล่องตัวขึ้น

2. ไข้ทับระดูที่มีสภาวะโรคแอบแฝง

  • ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อสอบถาม ซักประวัติผู้ป่วยและประวัติการใช้ยา รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ อีกทั้งได้รับการตรวจภายในเพื่อตรวจดูตกขาวที่ผิดปกติ แล้วเก็บเชื้อจุลินทรีย์จากสารคัดหลั่งที่อยู่ภายในช่องคลอดและปากมดลูก เพื่อตรวจหาชนิดของเชื้อโรคร่วมกับการตรวจเลือดกับปัสสาวะ ตรวจอัลตราซาวนด์ว่าตั้งครรภ์หรือไม่ 
  • บางรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจต้องใช้วิธีส่องกล้องทางหน้าท้อง หรือสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพิ่มเติมด้วย
  • ควรรับประทานยาที่แพทย์สั่งให้ครบอย่างเคร่งครัด และผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์เพื่อติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายขาด
  • ผู้ชายควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เป็นการป้องกันไม่ให้โรคติดต่อสู่กันแล้วแพร่กระจายได้
  • ต้องจำกัดคู่นอนหรือไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ กรณีที่ผู้หญิงรักษาแล้วควรพาคู่นอนไปรักษาด้วย เมื่อหายขาดแล้วจะได้ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

อาการท้องเสียหรือไข้ทับระดูเป็นโรคที่ป้องกันและรักษาได้ เมื่อหายแล้วควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น หมั่นออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดูแลสุขอนามัยส่วนตัว ป้องกันตัวเองด้วยถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ จะช่วยให้โรคท้องเสียกับโรคไข้ทับระดูขณะมีประจำเดือนไม่กลับมาเป็นอีก

อาหารเป็นพิษ ภาวะอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ทำความเข้าใจภาวะอาหารเป็นพิษ

ภาวะอาหารเป็นพิษ (Food poisoning) หรือโรคอาหารเป็นพิษ จัดอยู่ในกลุ่มอาการที่มีปัจจัยมาจากการรับประทานอาหารที่มีสารปนเปื้อนไม่ว่าจะเป็นน้ำหรืออาหาร เช่น ท็อกซิน (Toxin) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ถูกสร้างอยู่ในอาหาร การได้รับสารเคมีจำพวกโลหะหนักบางชนิด เช่น ตะกั่ว เชื้อโรค สารพิษอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายที่ไม่ใช่เชื้อโรค เช่น เห็ดพิษ สารหนู และพิษจากแมงดาทะเล เป็นต้น

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเชื้อโรคที่ได้รับเข้าไปแล้ว จะไปสร้างสารพิษภายในลำไส้ ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้เช่นกัน เราจึงมีโอกาสรับเอาสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหารได้ทั้งจากพืชและสัตว์ และรับประทานเข้าไปโดยไม่รู้ตัว จนเกิดเป็นอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่ร่างกายพยายามทำหน้าที่ขับเอาสารอันตรายเหล่านั้นออกไป

กลุ่มเชื้อโรคที่เป็นต้นตอทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษที่พบได้บ่อย คือ

  1. Bacillus cereus
  2. Staphylococcus aureus
  3. Clostridium perfringens Vibrio parahemolyticus
  4. Clostridium botulinum
  5. Salmonella spp
  6. Vibrio parahemolyticus

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษ

  1. สาเหตุที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษ ร้อยละ 73 เกิดขึ้นจากพืช ร้อยละ 23 เกิดขึ้นจากสัตว์ ส่วนอีกร้อยละ 2 มาจากสารเคมีที่ปนเปื้อนจากแหล่งต่าง ๆ มาสัมผัสกับอาหาร โดยสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ปรสิต และเชื้อไวรัส แต่ที่พบได้มากสุดจะเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดอีโคไล (Ecoli) และเชื้อบางชนิดที่มีพิษร้ายแรงมาก เช่น ลิสเทริโอซิส (Listeriosis)
  2. การรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะอาหารทะเล เราจะพบเชื้อโรคชนิด Vibrio parahemolyticus และ Salmonella spp. ได้บ่อย รวมไปถึงอาหารค้างคืนที่จะเป็นแหล่งเจริญเติบโตของเชื้อ Staphphyloccus aureus อีกด้วย
  3. การทิ้งอาหารสดเอาไว้นานก่อนนำมาปรุง ซึ่งอยู่ในอุณหภูมิสูงจนเกินไป ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตในสภาวะที่เหมาะสม ทำให้พวกมันแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็ว
  4. การละลายอาหารแช่แข็งที่ไม่ถูกวิธี ทำให้เชื้อโรคไม่ถูกทำลาย กลายเป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษได้
  5. การใช้มือหรือภาชนะที่ไม่สะอาดมาประกอบอาหารหรือใช้ขณะรับประทานอาหาร
  6. อาหารกระป๋องแบบสำเร็จรูปบางชนิดมีสปอร์ในอาหาร เมื่อเปิดบรรจุภัณฑ์จะทำให้สปอร์เหล่านั้นตกลงมาใส่อาหาร และกลายเป็นพิษต่อร่างกายตามมา

อาการที่สังเกตได้

อาการหลัก ๆ ที่สังเกตเห็นได้ชัด จะมีกลไกการทำงานของสารพิษหลังจากเชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะอาหารและลำไส้ อาการจะถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบด้วยกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของสารพิษที่ได้รับว่ามีระดับความรุนแรงแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน

  1. กลไกของสารพิษที่จะส่งผลให้เกิดภาวะท้องเสียอย่างรุนแรง เรียกกันว่า noninflamma tory type เชื้อดังกล่าวจะไปทำให้เกิดอาการโดยตรงที่เยื่อเมือกบุลำไส้เพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น ไม่มีการลุกลามไปยังส่วนอื่นของร่างกาย อาการที่พบเด่นชัด คือ ท้องเสียจนเป็นน้ำ อาจมีเลือดปนออกมา อาการปวดท้องไม่รุนแรงนัก แต่จะทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำอย่างหนักได้ เชื้อที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เช่น อีโคไลบางสายพันธุ์ เป็นต้น
  2. กลไกของสารพิษที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เรียกกันว่า Inflammatory type เมื่อเชื้อเข้าสู่ลำไส้เล็ก จะตรงเข้าทำลายเยื่อเมือกของลำไส้ จากนั้นจะแพร่กระจายตัวผ่านเยื่อเมือกไปยังกระแสเลือดทั่วร่างกาย อาการเด่นชัดที่พบได้ คือ อาการท้องเสียในลักษณะเป็นมูก มีเลือดปน ปวดท้องอย่างรุนแรง ไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดตามข้อและตามลำตัว เชื้อบางชนิดที่มีความรุนแรงมากสามารถตรงเข้าไปทำลายระบบประสาท ตามมาด้วยภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นอัมพาต ไม่สามารถหายใจเองได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อหายใจไม่ทำงาน จนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

การรักษาและการดูแลตัวเอง

  1. กรณีที่อาการของผู้ป่วยรุนแรงมาก มีภาวะท้องร่วงรุนแรง ไม่รู้สึกดีขึ้น มีมูกเลือดปน ควรรีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์ในโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะช็อก
  2. ในการรักษา แพทย์จะแบ่งระดับความรุนแรงของอาการที่พบในผู้ป่วย โดยเบื้องต้นจะมีการให้สารละลายน้ำเกลือแร่โอ อาร์ เอส เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ป้องกันผู้ป่วยไม่ให้เกิดภาวะขาดสารอาหารด้วยการให้รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น น้ำข้าวและโจ๊ก เป็นต้น
  3. ผู้ป่วยที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ อาการไม่รุนแรง ให้ปฐมพยาบาลตัวเองเบื้องต้นด้วยการจิบเกลือแร่บ่อย ๆ หรือน้ำสะอาด เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  4. หากมีอาการคลื่นไส้และปวดท้อง ควรงดรับประทานอาหาร เพราะจะทำให้อาการต่าง ๆ รุนแรงมากขึ้น เมื่ออาการทุเลาลงแล้วค่อยรับประทานอาหารอ่อน ๆ ในเบื้องต้น

การป้องกันตัวเองจากภาวะอาหารเป็นพิษ

การป้องกันภาวะอาหารเป็นพิษสามารถทำได้ไม่ยาก ด้วยการรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานอย่างถูกต้องก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ควรล้างมือให้สะอาด และล้างมือทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำ ก่อนประกอบอาหาร หรือจับภาชนะที่ใช้ใส่อาหาร รักษาความสะอาดของเครื่องปรุง เครื่องใช้ในครัว และทำความสะอาดห้องครัวอย่างสม่ำเสมอ

เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารพิสดารที่ไม่รู้จัก เพราะอาจจะมีสารพิษปนเปื้อนอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว

ส่วนอาหารสดก็ควรเก็บในตู้เย็นในอุณหภูมิที่เหมาะสมก่อนนำมาประกอบอาหาร หลีกเลี่ยงการทิ้งอาหารไว้ข้ามคืนหรือข้ามมื้อในช่วงที่อากาศร้อน เพราะจะทำให้เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายตัวได้อย่างรวดเร็ว เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคอาหารเป็นพิษ ด้วยการรู้จักป้องกันตัวเองตั้งแต่ต้นตอของการเกิดโรค หยุดการแพร่กระจายของเชื้อร้ายไม่ให้เข้ามาทำร้ายสุขภาพของเราได้

การพยาบาลเพื่อควบคุมอาการท้องเสีย

  1. ประเมินอุปนิสัยการขับถ่ายอุจจาระของผู้ป่วยและอาการท้องเสียอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ป่วยที่ฉายรังสีจะมีอาการท้องเสียเมื่อได้รับปริมาณรังสี 1,500-3,000 เซนติเมตร และรังสีจะระเหยไปได้เองหลังการรักษาสิ้นสุดลง 2-3 สัปดาห์
  2. ผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสียรุนแรง จะรักษาโดยงดให้อาหารทางปาก เมื่ออาการดีขึ้นจึงเริ่มให้ดื่มน้ำและให้อาหารเหลวและอาหารอ่อนตามลำดับ แนะนำผู้ป่วยให้หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นหรือระคายเคืองเยื่อบุลำไส้ เช่น อาหารที่มีกากใยสูง อาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส อาหารมัน ๆ อาหารประเภทนม เป็นต้น
  3. แนะนำให้ผู้ป่วยงดสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่มีสารนิโคตินซึ่งจะกระตุ้นการทำงานของลำไส้
  4. ให้ยาเพื่อลดอาการท้องเสียตามแผนการรักษา เช่น Loperamide เพื่อลดการบีบตัวของลำไส้ หรือ Methylcellulose, Calcium polycarbophil เพื่อช่วยให้ลำไส้ดูดซับน้ำมากขึ้นและมีเนื้ออุจจาระมากขึ้น เป็นต้น
  5. ให้การพยาบาลเพื่อคลายความวิตกกังวล (การพยาบาลที่ 1 หน้า 545)

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากหนังสือ "คู่มือโรค" โดยปราณี ทู้ไพเราะ จากโรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การดูแลเด็กที่มีอาการท้องเสีย

ถ่ายแบบใดจึงจะเรียกว่า  “ท้องเสีย”

โดยปกติเด็กแต่ละคนจะมีการขับถ่ายที่แตกต่างกันออกไป บางคนขับถ่ายวันละ 1 – 2 ครั้ง หรือเด็กอีกคนก็อาจจะขับถ่าย 2 – 3 วันต่อครั้ง แต่ถ้าเด็กขับถ่ายมีลักษณะที่ผิดปกติไปจากเดิม ซึ่งอาจจะถ่ายเหลว ถ่ายเป็นน้ำ หรือมีมูกเลือดปน ให้สันนิษฐานได้เลยว่าลูกกำลังมีอาการท้องเสียอย่างแน่นอน

สาเหตุของอาการท้องเสียในเด็ก

  1. การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับน้ำและอาหารไม่สะอาด รวมถึงเชื้อโรคอื่น ๆ หรือสิ่งสกปรกที่ติดมากับมือของเด็กจากการหยิบจับสิ่งของหรืออาหารเข้าไปในปาก และอาจเกิดจากภาชนะที่ใส่น้ำหรืออาหารได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งมักจะเป็นเชื้อประเภทอหิวาต์ บิด เชื้อรา ไทฟอยด์ หรือโรต้าไวรัส เป็นต้น
  2. การใช้ยาปฏิชีวนะ เป็นอาการข้างเคียงที่เกิดจากการรับประทานยาปฏิชีวนะบางชนิด โดยทำให้มีอาการท้องเสียหลังจากที่รับประทานยาไปแล้วประมาณ 3 – 5 วัน เพราะตัวยาปฏิชีวนะบางชนิดมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้หลายชนิด จึงทำให้แบคทีเรียชนิดดีที่อยู่ในลำไส้เกิดการเสียสมดุล แล้วก่อให้เกิดอาการท้องเสียในที่สุด
  3. ลำไส้ทำงานผิดปกติ เกิดจากระบบการย่อยและดูดซึมของลำไส้ทำงานผิดปกติ
  4. สาเหตุอื่น ๆ เช่น ภาวะอารมณ์จากความเครียดหรือตื่นเต้น และเกิดจากการแพ้โปรตีนในนมโค เป็นต้น

การดูแลเด็กที่มีอาการท้องเสีย

ถึงแม้ว่าเด็กจะยังคงมีอาการปกติและวิ่งเล่นได้เหมือนเดิม แต่ในขณะที่ลูกมีอาการท้องเสียพร้อม ๆ กัน เราสามารถดูแลเบื้องต้นได้ด้วยการชงเกลือแร่หรือผงโออาร์เอสกับน้ำดื่มต้มสุกสะอาด โดยให้เด็กดื่มตามปริมาณคำแนะนำที่กำหนดบนฉลาก เพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำ โซเดียม และโพแทสเซียมออกจากร่างกาย

ระหว่างที่เด็กยังคงมีอาการท้องเสีย ให้งดดื่มนมสดและน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เนื่องจากจะทำให้มีอาการท้องเสียมากขึ้น แต่ควรดื่มนมประเภทที่ไม่มีแล็กโทสหรือนมถั่วเหลืองทดแทน และต้องงดอาหารที่มีไขมันสูง อาหารย่อยยาก หรืออาหารที่มีกากใยสูงชั่วคราว โดยให้เด็กรับประทานอาหารอ่อน ๆ ที่ย่อยง่าย รับประทานครั้งละน้อย ๆ แต่เพิ่มจำนวนครั้งบ่อย ๆ จะช่วยให้ลำไส้ปรับตัวในการดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น

สิ่งที่สำคัญในการดูแลเด็กที่มีอาการท้องเสียคือ ไม่ควรซื้อยาหยุดถ่ายให้เด็กรับประทาน เพราะไม่สามารถช่วยบรรเทาภาวะขาดน้ำจากการขับถ่ายได้ อีกทั้งยังทำให้เชื้อคงอยู่เหมือนเดิมอีกด้วย แม้ว่าอาการท้องเสียจะทุเลาลงไปแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายต่อเด็กอย่างยิ่ง และถ้าเด็กมีอาการท้องเสียมาก มีไข้ขึ้นสูง อาเจียน ซึม และอ่อนเพลีย ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

วิธีป้องกันไม่ให้เด็กมีอาการท้องเสีย

วิธีป้องกันอาการท้องเสียจะต้องใช้วิธีปฏิบัติหลายวิธีร่วมกันจึงจะได้ผล โดยเริ่มตั้งแต่การสอนเด็กให้ล้างมือทุกครั้งก่อนหยิบอาหารมารับประทาน ดูแลความสะอาดจากการที่เด็กหยิบจับเข้าปาก ส่วนผู้ใหญ่อย่างเราควรหมั่นตรวจภาชนะที่ใส่อาหารและเครื่องดื่มว่าล้างสะอาดและจัดเก็บในตู้ที่มีฝาปิดมิดชิดดีหรือไม่ พร้อมกับจัดเตรียมอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ ๆ หรือจัดเก็บสำรับไว้ในตู้กับข้าวที่มีฝาชีปิดครอบมิดชิด

นอกจากนี้ควรเพิ่มความระมัดระวังเวลาที่เด็กเล่นกับสัตว์เลี้ยง เพราะอาจทำให้มีอาการท้องเสียได้ เนื่องจากตัวสัตว์เลี้ยงมักจะมีสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคที่ติดมาจากการวิ่งเล่นและคุ้ยเศษอาหาร และควรปิดฝาถังขยะให้สนิทเพื่อป้องกันการคุ้ยอาหารจากสัตว์เลี้ยงนั่นเอง

บทความน่าอ่าน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่