โรคงูสวัด (Shingles) คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 304,454 คน

ทุกๆ 1 ใน 3 ของคนที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะเป็นโรคงูสวัด

โรคงูสวัด (Shingles) เรียกอีกชื่อว่า ซอสเตอร์ (Zoster) หรือเฮอร์ปิส ซอสเตอร์ (Herpes zoster) เป็นการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งชื่อว่า เชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส (Chicken pox) ถึงแม้โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่จะทำให้เกิด ผื่นที่เจ็บปวดมากตามร่างกายตำแหน่งไหนก็ได้ โดยส่วนมากจะเป็นลายผื่นตุ่มพุพองหนึ่งลายตามแนวยาวด้านหนึ่งของลำตัว

หน่วยป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา (The Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) รายงานว่า ทุกๆ 3 คน ในสหรัฐอเมริกา จะมี 1 คนที่เป็นโรคงูสวัดในช่วงๆ หนึ่งของชีวิต โดยประมาณไว้ว่า ในหนึ่งล้านรายที่เป็นโรคงูสวัดในแต่ละปี ครึ่งหนึ่งจะเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ในความเป็นจริง ครึ่งหนึ่งของผู้ที่อายุถึง 85 ปี จะเป็นโรคงูสวัด ซึ่งส่วนมากคนที่ได้รับการรักษาเร็ว อาการจะดีขึ้น และหายจากโรคภายใน 3-5 สัปดาห์ โดยตุ่มพุพองนั้นไม่ได้ทิ้งรอยแผลเป็นไว้

สาเหตุของโรคงูสวัด

ดังที่กล่าวไป โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเชื้อไวรัสเฮอร์ปิส (Herpes virus) โดยกลุ่มเชื้อไวรัสเฮอร์ปิส (Herpes virus) นี้ยังทำให้เกิดโรคเริมบริเวณริมฝีปาก และโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคงูสวัดและโรคอีสุกอีใส ไม่ได้เป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริมบริเวณริมฝีปาก (Herpes simplex virus ชนิดที่ 1) และโรคเริมบริเวณอวัยวะเพศ (Herpes simplex virus ชนิดที่ 2)

ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วจะสามารถเป็นโรคงูสวัดได้ทุกคน แม้ว่าจะเป็นเด็กก็ตาม เนื่องจากเมื่อเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus) นั้นจะเข้าไปหลบอยู่ในเนื้อเยื่อประสาทบริเวณไขสันหลังและสมอง เมื่อเชื้อไวรัสถูกกระตุ้นอีกครั้ง เชื้อไวรัสนั้นก็จะเคลื่อนที่ไปตามเส้นประสาทสู่ผิวหนังทำให้เกิดโรคงูสวัด โดยส่วนมากคนที่เคยเป็นโรคงูสวัดแล้วจะไม่เป็นโรคงูสวัดซ้ำอีก แต่ในบางคนก็อาจจะเป็นโรคงูสวัดซ้ำใหม่ในรอบที่ 2 หรือ 3 ได้

ปัจจัยเสียงต่อโรคงูสวัด

โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคงูสวัดนั้นเพิ่มขึ้นตามจำนวนอายุที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเมื่ออายุมาก ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะต่ำลง

คนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคงูสวัดมากกว่าคนอื่น ได้แก่

  • คนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น จากโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) หรือจากโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (HIV/AIDS)
  • คนที่กินยากดภูิมคุ้มกันอยู่ เช่น สเตียรอยด์ (Steroid) หรือยาอื่นๆ ที่ได้หลังจากการปลูกถ่ายอวัยวะ (Organ transplant)

โรคงูสวัดติดต่อได้หรือไม่?

โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่ติดต่อจากคนสู่คน แต่เชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus) สามารถติดต่อไปสู่คนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใสได้ เช่น คนที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หรือยังไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีกสุกอีใสมาก่อน โดยติดต่อผ่านการสัมผัสผื่น แผล ในขณะที่มีตุ่มพุพองของโรค และหลังจากได้รับเชื้อมาแล้วก็จะเกิดเป็นโรคอีสุกอีใส แต่ไม่เกิดเป็นโรคงูสวัด

เมื่อผื่นโรคงูสวัดถูกปิดไว้ ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไวรัสนั้นก็จะน้อยลง อย่างไรก็ตาม โรคอีสุกอีใสนั้นอันตรายต่อกลุ่มคนบางกลุ่ม เช่นทารกแรกเกิด หญิงตั้งครรภ์ และใครก็ตามที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอเพราะฉะนั้นหากป่วยเป็นโรคงูสวัดอยู่ ก็ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับ กลุ่มคนดังที่กล่าวไป จนกว่าผื่นตุ่มพุพองนั้นจะตกสะเก็ดจนหมด

วิธีการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัส ได้แก่

  • ปกปิดรอยผื่น
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือเกาผื่น
  • หมั่นล้างมือบ่อยๆ

โรคงูสวัดในหญิงตั้งครรภ์

โรคงูสวัดเป็นโรคที่พบได้ยากในหญิงตั้งครรภ์ แต่หากหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคงูสวัดแล้ว ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากก็มีความเห็นว่า โรคงูสวัดนั้นไม่ได้เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่อย่างไรก็ตามหากหญิงตั้งครรภ์คนนั้นยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน ก็อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นภาวะปอดอักเสบ (Varicella pneumonia) ได้ร้อยละ 10-20 ซึ่งภาวะปอดอักเสบนี้เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึงร้อยละ 40 ของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคงูสวัด จากการรายงานของสำนักงานสาธารณสุขแห่งมลรัฐมิสซูรี่ (Missouri Department of Health and Senior Services)

หากหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคอีสุกอีใสในครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ ก็มีโอกาสทำให้ทารกมีความพิการแต่กำเนิด หรือแท้งบุตรได้ร้อยละ 0.4-2 หากหญิงตั้งครรภ์เป็นโรคอีสุกอีใสในครึ่งที่สองของการตั้งครรภ์ ทารกที่เกิดมาก็อาจติดเชื้อไวรัสนั้นได้ โดยที่ไม่มีอาการใดๆ เลย และเมื่อโตขึ้นก็อาจเกิดโรคงูสวัดได้

หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับเชื้อไวรัส อาจได้รับการฉีดอิมมิวโนโกลบูลิน ที่ชื่อ Varicella-zoster immune globulin (VZIG) ซึ่งเป็นการฉีดภูมิคุ้มกันเข้าไปโดยตรง เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ อีกทั้ง ทารกแรกเกิดที่มารดามีผื่นขึ้น 5 วันก่อนคลอดจนถึง 2 วันหลังคลอด ทารกเหล่านั้นควรจะได้รับการฉีดอิมมิวโนโกลบูลิน (VZIG) เพื่อป้องกันการติดเชื้อวาริเซลลาในทารกแรกเกิด (Neonatal varicella) ซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 30

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

มือชาด้านขวาค่ะ เปนบ่อย
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
มีอาการนิ้วมือชาข้างขวาจะเกิดจากสาเหตุอะไรบ้างคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
นิ้วมือนิ้วเท้าชาเกิดจากอะไรค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ทำไมคนที่เคยเป็นอิสุกอิใสจะเป็นโรคงูสวัดหรอคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่