อีโบลา (Ebola) คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 1, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 495,950 คน

การระบาดของโรคอีโบลาในปี ค.ศ. 2014 ถือเป็นการบันทึกสถิติที่เลวร้ายที่สุด นี่คือสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับโรคแห่งความตายนี้

โรคร้ายแรงที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า อีโบลา เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus) ตามข้อมูลขององค์กรอนามัยโลก (WHO) 25%-90% จากจำนวนคนที่ติดเชื้ออีโบลาเสียชีวิตด้วยโรคนี้ลงในที่สุด

ไวรัสอีโบลาเป็นหนึ่งในสองของเชื้อที่ถูกระบุว่าเป็นไวรัสในกลุ่ม Filoviridae ไวรัสอีกชนิดที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน คือ ไวรัส Marburg ซึ่งไวรัสทั้งสองชนิดนี้ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นสภาวะร้ายแรงที่เส้นเลือดรั่วไหลนำไปสู่การตกเลือดหรือการมีเลือดออกอย่างหนักและทำให้เกิดอาการช็อคในที่สุดและทำให้เสียชีวิตได้เนื่องจากอวัยวะในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

ไวรัสอีโบลา 5 สายพันธุ์ ซึ่งได้รับการระบุไว้ มีดังนี้ Tai Forest (เรียกแบบเป็นทางการว่า Ivory Coast), Sudan, Zaire, Reston และ Bundibugyo มีแค่ไวรัส Ebola-Reston เท่านั้นที่ไม่สามารถก่อให้เกิดโรคร้ายแรงในมนุษย์ได้ อีโบลาจะอาศัยสัตว์เป็นพาหะนำโรค (เช่น ค้างคาวและลิง) ในแอฟริกาและเชื้อสามารถกระโดดไปสู่คนได้เป็นครั้งคราว ซึ่งมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นก็ยังไม่เป็นที่รู้จักแน่ชัด

อาการของโรคอีโบลา

อาการของโรคจะเริ่มจากส่วนไหนก็ได้ภายหลังการติดเชื้อไวรัสเป็นเวลา 2-21 วัน จากกรณีส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการภายในวันที่ 5-10 สัญญาณและอาการแรกเริ่มของอีโบลาอาจไม่รุนแรงและไม่เฉพาะเจาะจง ดังนี้

  • มีไข้ต่ำ
  • มีความเมื่อยล้า
  • อึดอัดใจหรือรู้สึกเหมือนจะป่วย ไม่สบาย

เพราะอาการเหล่านี้ค่อนข้างคลุมเครือและอาจจะบ่งชี้ถึงอาการของโรคต่างๆ มากมาย อาการของอีโบลาจึงมักจะถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นอาการของโรคอื่นและในทำนองเดียวกันก็มีกรณีการติดเชื้ออีโบลาหลายกรณีที่น่าสงสัยว่าจะเเสดงอาการเนื่องจากสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อาการเหล่านี้ สัญญาณและอาการที่รุนแรงขึ้นเหล่านี้บังเกิดขึ้นเมื่อไวรัสเริ่มสร้างตัว (เลียนแบบไวรัสอันแรก) ในร่างกายผู้ติดเชื้อและทำให้เส้นเลือดเกิดรั่วไหล

  • มีไข้สูง
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • ปวดหัว
  • อาเจียน
  • ท้องร่วง
  • เลือดออกตามไรฟัน จมูก ทวารหนัก และอวัยวะภายใน
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • คลุ้มคลั่งหรือมึนเมา
  • อาการโคม่า หมดสติ

อีโบลาจะถูกวินิจฉัยบนพื้นฐานของอาการและประวัติที่เพิ่งผ่านมาของผู้ป่วย (เช่น สัมผัสกับผู้ติดเชื้อและประวัติการเดินทาง) และการทดสอบเลือด

การแพร่เชื้อของไวรัสอีโบลา

มนุษย์มิได้ติดเชื้อ หมายถึงม นุษย์ไม่สามารถแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นได้ ตราบใดที่พวกเขายังไม่แสดงอาการ เมื่อคนๆ หนึ่งเริ่มแสดงอาการ ไวรัสอีโบลาจะแพร่จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งผ่านการสัมผัสกับของเหลวและสาวคัดหลั่งจากร่างกายผู้ติดเชื้อ เช่น เลือด อาเจียน อุจจาระ และอุปกรณ์อื่นๆ (เสื้อผ้า เตียงนอน ฯลฯ) ซึ่งมีของเหลวจากู้ติดเชื้อปนเปื้อนอยู่ด้วย การแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ เช่น การไอหรือการจาม ยังไม่ปรากฎว่าเป็นแพร่เชื้ออีโบลาในหมู่มนุษย์

สมาชิกครอบครัวของคนที่ติดเชื้ออีโบลาและแพทย์ผู้ให้การรักษามีความเสี่ยงสูงต่อการติดโรคเป็นพิเศษเพราะมีการสัมผัสกับผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการก็มีความเสี่ยงเช่นกันเมื่อต้องจัดการเลือดและตัวอย่างอื่นๆ ที่ได้จากผู้ติดเชื้อ มาตรการที่สามารถป้องกันไม่ให้อีโบลาแพร่กระจาย ประกอบด้วย

  • แยกตัวผู้ป่วยที่ติดเชื้อออกจากคนที่ไม่ติดเชื้ออีโบลาทุกคน
  • ในขณะที่ดูแลผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำการรักษาต้องสวมชุดป้องกัน โดยมีถุงมือ หน้ากาก แว่นตา ชุดคลุม (กาวน์) และเครื่องแต่งกายอื่นๆ
  • การกำจัดสิ่งปนเปื้อนหรือการทำลายพื้นผิวหรืออุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่ผู้ป่วยได้สัมผัส รวมทั้งเข็มฉีดยา เข็ม และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ
  • ทำความสะอาดบุคลากรทางการแพทย์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างคลอรีน ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อไวรัสอีโบลาได้
  • สนับสนุนให้ผู้รอดชีวิตจากอีโบลาที่เชื่อว่าพ้นขีดอันตรายจากเชื้อที่เคยได้รับแล้วให้ช่วยดูแลผู้ที่เจ็บป่วยจากอีโบลาและ/หรือช่วยฝังศพคนที่เสียชีวิต
  • ติดตามผลของทุกคนที่ได้สัมผัสผู้ป่วยที่ติดเชื้ออีโบลา

ตามหลักการแล้ว คนที่มีการติดต่อสัมผัสผู้ป่วยอีโบลาไม่ว่าจะในหรือนอกโรงพยาบาลจะถูกติดตามอาการการติดเชื้อเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วันหลังการสัมผัสครั้งสุดท้าย ในบางเคส ผู้ที่คลุกคลีอย่างใกล้ชิดถูกกักตัวจนกว่าจะผ่านระยะฟักตัวภายใน 21 วันไป เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้แพร่เชื้อไวรัสสู่ผู้อื่น ผู้คนจะยังคงติดเชื้อตราบใดที่ไวรัสยังคงอยู่ในเลือดหรือของเหลวในร่างกายซึ่งรวมไปถึงอสุจิและน้ำนมด้วย

อ้างอิงจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) ผู้ชายที่ฟื้นตัวจากอีโบลาสามารถแพร่เชื้อไวรัสนี้ผ่านทางน้ำอสุจิเป็นเวลาหลายเดือนภายหลังการฟื้นตัวได้ ในปี ค.ศ. 2015 แพทย์ผู้ติดเชื้ออีโบลาซึ่งได้รับการรักษาแล้วถูกตรวจพบว่าเขายังมีเชื้อไวรัสอยู่ที่ตา ซึ่งเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากที่มีการประกาศว่าเขาไม่มีเชื้อไวรัสแล้วในปี ค.ศ. 2014 ผู้เชี่ยวชาญทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้และผลกระทบในระยะยาวอื่นๆ จากการติดเชื้ออีโบลาและ "กลุ่มอาการโรคหลังเป็นโรคอีโบลา" (post-Ebola syndrome)

การบำบัดและรักษาโรคอีโบลา

ไม่มีการรักษาอีโบลาที่เป็นที่รู้จักกันจริงๆ แต่คนบางส่วนรอดชีวิตจากอีโบลาและเข้าใจว่ามีภูมิคุ้มกันจากการที่เคยติดเชื้อแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหนก็สุดจะรู้ อ้างอิงจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) ไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้ออีโบลาแม้ว่าปัจจุบันจะมีการทดสอบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสองวัคซีนก็ตาม

การรักษาโรคอีโบลาหลักๆ คือ การดูแลไปตามอาการ ได้แก่ การจัดการสารน้ำทางหลอดเลือดดำ การถ่ายเม็ดเลือดแดงและผลิตภัณฑ์เลือดอื่นๆ ในกรณีที่จำเป็น และการรักษาตามอาการ ผู้ป่วยบางคนจำเป็นต้องฟอกไตและใช้เครื่องช่วยหายใจถ้าหากมีอาการป่วยหนัก

มีการรักษาที่ถูกทดลองอยู่ 2 อย่างซึ่งถูกนำมาทดลองใช้ในช่วงที่อีโบลาระบาดหนักในปี ค.ศ. 2014 คือ

  • น้ำเลือดหรือพลาสม่า พลาสม่าของู้รอดชีวิตจากอีโบลารายหนึ่งถูกถ่ายโอนไปยังผู้ป่วยหลายคน ด้วยความหวังว่าแอนติบอดี้ของผู้รอดชีวิตรายนั้นจะช่วยต่อสู้กับเชื้อไวรัสในคนที่ติดเชื้อเหล่านั้นได้ ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับการถ่ายโอนพลาสม่านั้นก็มีชีวิตรอดมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ซึ่งก็ไม่รู้เลยว่าพลาสม่าที่ถ่ายโอนนั้นไปทำหน้าที่อะไรกันแน่ แนวคิดที่ใช้พลาสม่าของผู้รอดชีวิตจากเชื้ออีโบลาเพื่อรักษาผู้ป่วยรายอื่นไม่ใช่แนวคิดใหม่และแนวคิดนี้ก็ถูกใช้มาแล้วกับกลุ่มผู้ป่วยจำนวนเล็กๆ จากการระบาดในคราวก่อน ซึ่งก็ให้ผลดีอย่างเห็นได้ชัด
  • ZMapp ชาวอเมริกันสองคนที่รอดชีวิตได้รับการรักษาด้วยยาทดลองที่ชื่อ ZMapp ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท แมปป์ ไบโอฟามาซูติคัล (Mapp Biopharmaceutical, Inc) ตัวยาเป็นการผสมกันของโมโนโคลนอลแอนติบอดีสามชนิดที่ผูกกับโปรตีนของเชื้อไวรัสอีโบลา ZMappยังไม่ได้รับการทดสอบกับมนุษย์อย่างปลอดภัยหรือมีประสิทธิภาพเลยและมียาเหลือเพียงน้อยนิดเท่านั้นในช่วงที่อีโบลาระบาดในปี ค.ศ. 2014

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่