Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

ฝีบนผิวหนัง คืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 625,478 คน

ฝีบนผิวหนัง คือตุ่มที่เกิดขึ้นบนผิวหนังหรือใต้ชั้นผิวหนัง ตุ่มดังกล่าวมักจะมีหนองหรือน้ำใสๆ อยู่ภายใน ส่วนมากมักจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

ฝีบนผิวสามารถเกิดขึ้นบนส่วนใดของร่างกายก็ได้ แต่ส่วนมากมักจะเป็นแผ่นหลัง ใบหน้า หน้าอก หรือบั้นท้าย บางครั้งอาจพบฝีที่ขึ้นบนบริเวณที่มีขนงอกออกมาได้ด้วย เช่น ใต้รักแร้ หรือขาหนีบ เป็นต้น

ฝีบนผิวหนังมักไม่เป็นอันตรายและจะหายไปเองแม้ไม่ได้รับการรักษา สามารถใช้ครีมหรือยาที่หาซื้อได้ทั่วไปมาใช้เพื่อเร่งกระบวนการรักษาฝีขนาดเล็กก็ได้ แต่ในกรณีที่มีฝีขนาดใหญ่ก็อาจรักษาได้ยากและต้องมีการดูดหรือรีดหนองออก

อย่างไรก็ตาม มีหลายกรณีที่การเป็นฝีบนผิวหนังนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงถึงชีวิตได้ หากปล่อยทิ้งเอาไว้โดยไม่ทำการรักษา เช่น

  • การลุกลามของภาวะติดเชื้อที่อาจขึ้นไปยังสมองหรือไขสันหลัง
  • ภาวะโลหิตเป็นพิษ (Blood Poisoning)
  • ภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis)
  • การเกิดฝีจุดใหม่
  • เนื้อเยื่อบริเวณที่มีฝีตาย (Gangrene)
  • การติดเชื้อที่กระดูกอย่างเฉียบพลัน (Osteomyelitis)

อาการของฝีบนผิวหนัง

ฝีบนผิวหนังมักจะเกิดขึ้นเป็นตุ่มคล้ายกับสิว แต่ตุ่มดังกล่าวจะโตขึ้นตามกาลเวลาและจะมีลักษณะคล้ายก้อนซิสต์ที่เต็มไปด้วยของเหลว อาจพบอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดฝีขึ้น โดยอาการต่างๆ ได้แก่

  • มีไข้
  • คลื่นไส้
  • หนาวสั่น
  • บวม
  • มีรอยโรคบนผิวหนัง
  • ผิวอักเสบ
  • มีของเหลวไหลออกจากฝี

สาเหตุทั่วไปของฝีบนผิวหนัง

การเกิดฝีบนผิวหนัง มักเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  • แบคทีเรีย เชื้อ Staphylococcus เป็นแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของฝีบนผิวหนังที่พบได้มากที่สุด ฝีส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรียชนิดดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายผ่านรูขุมขนหรือจากบาดแผลที่เจาะผ่านชั้นผิวหนังลงไป และจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียมากขึ้น หากมีปัจจัยดังต่อไปนี้
    • สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีเชื้อ
    • เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น สิว (Acne) หรือผิวหนังอักเสบ (Eczema)
    • เป็นโรคเบาหวาน (Diabetes)
    • มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอที่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น HIV
    • มีสุขอนามัยที่ไม่ดี
  • รูขุมขนติดเชื้อ (Folliculitis) อาจทำให้เกิดฝีขึ้นในรูขุมขนได้ โดยภาวะติดเชื้อที่รูขุมขนนั้นเกิดจากการที่ขนอุดตันใต้ผิวหนังและไม่สามารถงอกออกมาได้ มักเกิดขึ้นหลังการโกนขน ขนที่งอกใต้ผิวจะเรียกว่าขนคุด (Ingrown Hairs) และเป็นระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อ ฝีบนผิวหนังที่เกิดจากรูขุมขนอุดตันมักจะมีขนติดอยู่ภายในฝีด้วย

การวินิจฉัยฝีบนผิวหนัง

ตุ่มฝีที่ปรากฏออกมาเพียงตุ่มเดียวมักไม่ทำให้เกิดปัญหาใดๆ เพราะสามารถจัดการหรือรักษากับตุ่มฝีนั้นๆ ได้เองที่บ้าน แต่หากเกิดตุ่มฝีขึ้นหลายตุ่มร่วมกับอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบมาพบแพทย์ทันที

  • มีอายุต่ำกว่า 12 ปี หรือมีอายุเกิน 65 ปี
  • มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือเพิ่งออกจากโรงพยาบาล
  • เพิ่งเข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะ
  • กำลังเข้ารับหรือเพิ่งเสร็จสิ้นการบำบัดเคมีไม่นาน
  • ฝีบนผิวหนังเกิดบนใบหน้าหรือแนวกระดูกสันหลัง
  • ฝีมีขนาดใหญ่และไม่ไปหายเองหลังผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์โดยมีไข้ร่วมด้วย
  • ฝีเริ่มลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
  • ฝีสร้างความเจ็บปวดมากขึ้น
  • อวัยวะแขนขาบวมขึ้น
  • ผิวหนังรอบฝีบวมหรือมีสีแดงมาก

แพทย์จะตรวจสอบประวัติสุขภาพและดำเนินการตรวจร่างกายของเพื่อสังเกตลักษณะของฝีที่เกิดขึ้น เมื่อการตรวจร่างกายเสร็จสิ้น แพทย์จะบอกได้ทันทีว่าฝีนั้นเกิดจากการบาดเจ็บหรือขนคุด

แพทย์อาจเจาะหรือเก็บตัวอย่างของเหลวจากฝีไปทดสอบหาร่องรอยของเชื้อแบคทีเรีย และหากผู้ป่วยมีฝีบนผิวหนังซ้ำซากจนแพทย์รู้สึกว่าต้นเหตุของฝีอาจเกิดจากภาวะทางการแพทย์ ก็อาจจัดให้มีการตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะร่วมด้วย

การรักษาฝีบนผิวหนัง

ฝีที่ผิวหนังสามารถรักษาได้เองที่บ้าน ด้วยการประคบร้อนที่ฝีเพื่อทำให้ตุ่มหดตัวและของเหลวที่ดูดออกไป วิธีประคบร้อนที่ได้ผลดีที่สุดคือการใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำอุ่นแล้ววางไว้บนฝี

หากฝีบนผิวหนังที่เป็นอยู่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่บ้านข้างต้นก็ให้ไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์เจาะดูดของเหลวในฝีออกด้วยกรีดเปิดฝีเพื่อทำให้ของเหลวไหลออกมา หลังจากที่ของเหลวออกมาหมดแล้ว แพทย์จะปิดแผลกรีดด้วยเครื่องมือผ่าตัด ซึ่งจะช่วยให้แผลสมานตัวและป้องกันการเกิดฝีขึ้นมาอีกครั้ง

ในกรณีที่เป็นฝีบนผิวหนังชนิดรุนแรงซึ่งจะต้องมีการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ แพทย์อาจจ่ายยา เช่น Dicloxacillin หรือ Cephalexin หากว่าผู้ป่วยมีฝีบนใบหน้าที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง มีเซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ มีฝีมากกว่าหนึ่งจุด และมีภูมิคุ้มกันไม่ดี

การป้องกันฝีบนผิวหนัง

ฝีบนผิวหนังอาจไม่สามารถป้องกันได้เสมอไป แต่ก็มีวิธีลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Staph อยู่มากมาย เช่น

  • ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
  • ทำความสะอาดแผลบาดหรือแผลถลอกแม้จะเพียงเล็กน้อยด้วยน้ำและสบู่ และทาฆ่าเชื้อโรค
  • ปกปิดบาดแผลทั้งหมดอย่างมิดชิด
  • ไม่ควรใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูเตียง มีดโกน อุปกรณ์กีฬา เครื่องสำอาง และเสื้อผ้า หากมีแผล ให้ซักผ้าปูเตียงกับผ้าเช็ดตัวในน้ำร้อนเพื่อกำจัดเชื้อโรค

ที่มาของข้อมูล

April Kahn, skin abscess (https://www.healthline.com/symptom/skin-abscess), 19 ธันวาคม 2017

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่