มะเร็งและโรคร้าย

โรคของต่อมไทรอยด์ (Thyroid Problems)-ภาพรวม

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 12, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 22 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 990,333 คน

โรคของต่อมไทรอยด์ (Thyroid Problems)-ภาพรวม

ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland) เป็นต่อมที่อยู่ด้านหน้าลำคอ ด้านล่างลูกกระเดือก ทำหน้าที่ผลิตไทรอยด์ฮอร์โมน ความผิดปกติของต่อมนี้ ได้แก่ ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป, ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป, มีก้อนที่ต่อมไทรอยด์ และ/หรือ คอพอก โดยโรคของต่อมไทรอยด์จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ต่อมไทรอยด์ (thyroid gland) เป็นต่อมที่อยู่บริเวณส่วนหน้าของลำคอ ใต้กระดูกอ่อนไทรอยด์ (thyroid cartilage) หรือที่เรียกว่าลูกกระเดือก โดยต่อมนี้จะผลิตไทรอยด์ฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ไทรอยด์ฮอร์โมนมีความสำคัญในการควบคุมระดับพลังงานภายในร่างกาย, ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย, ควบคุมการใช้ฮอร์โมนและวิตามินอื่นๆ และควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย


โรคที่เกิดขึ้นกับต่อมไทรอยด์จะส่งผลให้เกิดการสร้างฮอร์โมนมากเกินไป (ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หรือ hyperthyroidism), สร้างฮอร์โมนน้อยเกินไป (ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป หรือ hypothyroidism), ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ (thyroid nodules) และ/หรือ คอพอก (goiter) โดยโรคของต่อมไทรอยด์จะพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

  • การผลิตไทรอยด์ฮอร์โมน: กระบวนการผลิตสังเคราะห์ฮอร์โมนเริ่มจากสมองส่วนไฮโพทาลามัส (hypothalamus) โดยไฮโพทาลามัสจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า ไทโรโทรปินรีลิสซิงฮอร์โมน (thyrotropin-releasing hormone) เรียกย่อว่า TRH ซึ่งฮอร์โมน TRH จากไฮโพทาลามัสจะมากระตุ้นต่อมใต้สมอง (pituitary gland) ให้หลั่งฮอร์โมนอีกชนิดชื่อว่า ไทรอยด์ สติมูเลติงฮอร์โมน (thyroid-stimulating hormone) เรียกย่อว่า TSH หรือ thyrotropin ต่อจากนั้นฮอร์โมน TSH จะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปยังต่อมไทรอยด์เพื่อกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้หลั่งไทรอยด์ฮอร์โมน 2 ชนิด ได้แก่ ไทรอกซิน (thyroxine) หรือเรียกว่า T4 และ ไทรไอโอโดไทโรนิน (triiodothyronine) หรือเรียกว่า T3 โดยต่อมไทรอยด์จำเป็นต้องอาศัยปริมาณธาตุไอโอดีนที่เพียงพอในการสร้างฮอร์โมน T4 และ T3 เนื่องจากฮอร์โมน T4 และ T3 มีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบอยู่ 4 และ 3 อะตอมตามลำดับ
  • การควบคุมการผลิตไทรอยด์ฮอร์โมนของร่างกาย: ในการป้องกันไม่ให้ร่างกายผลิตไทรอยด์ฮอร์โมนมากหรือน้อยเกินไป ต่อมใต้สมองจะรู้ว่าร่างกายมีปริมาณไทรอยด์ฮอร์โมนมากน้อยเพียงใด โดยจะปรับการผลิตฮอร์โมนให้เหมาะสมกับระดับไทรอยด์ฮอร์โมนที่มีอยู่ในร่างกาย ตัวอย่างเช่น เมื่อร่างกายมีปริมาณไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดมากเกินไป ร่างกายจะลดการผลิตฮอร์โมนทั้ง TRH และ TSH เมื่อร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมน TSH จากต่อมใต้สมองลดลง ทำให้ลดการผลิตไทรอยด์ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ด้วย เพื่อให้ปริมาณไทรอยด์ฮอร์โมนในร่างกายกลับมาเป็นปกติ ดังนั้นหากเกิดความผิดพลาดขึ้นในกระบวนการควบคุมการหลั่งฮอร์โมนนี้อาจทำให้ร่างกายมีภาวะ hypothyroidism คือร่างกายมีการผลิตไทรอยด์ฮอร์โมนน้อยกว่าปกติ หรือ hyperthyroidism คือร่างกายมีการผลิตไทรอยด์ฮอร์โมนมากกว่าปกติ แต่โดยปกติแล้วสาเหตุหลักของ hypothyroidism และ hyperthyroidism มาจากปัญหาที่เกิดขึ้นภายในต่อมไทรอยด์เอง ไม่ใช่เกิดจากระบบควบคุมการหลั่งฮอร์โมน
  • คอพอก หรือต่อมไทรอยด์โต (thyroid goiter): คอพอกคือการโตของต่อมไทรอยด์ซึ่งอาจเกิดร่วมกับภาวะ hyperthyroidism หรือ hypothyroidism หรืออาจเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง หรือเนื้องอกชนิดร้ายแรงก็ได้ ข้อมูลทั่วโลกพบว่าสาเหตุหลักของการเกิดคอพอกเกิดจากการขาดไอโอดีน (iodine deficiency) อย่างไรก็ตามในปัจจุบันคอพอกจากการขาดไอโอดีนพบได้ลดลง เพราะมีการส่งเสริมการใช้เกลือผสมไอโอดีนในการปรุงอาหาร ต่อมไทรอยด์ที่โตหลายๆ ก้อน (multiple nodules) เป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่มีเพียง 5% เท่านั้นที่จะเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ อัตราการเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 6% ทุกปีมานานกว่า 20 ปี แต่มะเร็งต่อมไทรอยด์ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่มะเร็งที่มีอัตราการตายต่ำ แม้ว่าเราจะรู้ว่าการสัมผัสกับรังสีในเด็กจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ แต่เราก็ยังไม่ทราบว่าทำไมอัตราการพบมะเร็งต่อมไทรอยด์ในภาพรวมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มะเร็งต่อมไทรอยด์สามารถวินิจฉัยได้ด้วยการทำอัลตราซาวด์ต่อมไทรอยด์ และการเจาะดูดเซลล์จากก้อนเนื้อเพื่อนำไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง

https://www.emedicinehealth.com/thyroid_problems/article_em.htm#thyroid_problems_overview

สาเหตุของโรคต่อมไทรอยด์

สาเหตุของโรคต่อมไทรอยด์มีได้หลายสาเหตุ เช่น ร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันมาทำลายต่อมไทรอยด์ของตนเอง, การได้รับยาบางชนิด, ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์แต่กำเนิด, การสูญเสียเนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์, เนื้องอกหรือมะเร็ง, โรคบางชนิด รวมไปถึงการได้รับธาตุไอโอดีนไม่เพียงพอ

สาเหตุของโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป (Hypothyroidism causes)
  • การสูญเสียเนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์: ในผู้ที่ได้รับการรักษาโรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปด้วยการให้กัมมันตรังสีไอโอดีน (radioactive iodine) เพื่อทำลายเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์ หรือการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์ออก สามารถทำให้เกิดภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปแทนได้
  • แอนติบอดี้ต่อต่อมไทรอยด์ (Antithyroid antibodies): สารภูมิคุ้มกันต่อต่อมไทรอยด์ หรือแอนติบอดี้ต่อต่อมไทรอยด์นี้อาจพบได้ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1, โรคลูปัส (lupus), โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis), โรคตับอักเสบเรื้อรัง, หรือโรค Sjogren's syndrome โดยสารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี้นี้เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นและอาจส่งผลลดการผลิตไทรอยด์ฮอร์โมนเพราะมีการทำลายของต่อมไทรอยด์เกิดขึ้น
  • ความผิดปกติของการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด (Congenital defects in the production of thyroid hormone): ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปสามารถพบได้ตั้งแต่แรกเกิด ดังนั้นจึงมีความสำคัญที่จะต้องตรวจคัดกรองทารกแรกเกิดทุกรายว่าเป็นโรคนี้ตั้งแต่เกิดหรือไม่ หากร่างกายมีขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการสังเคราะห์ไทรอยด์ฮอร์โมนผิดปกติไป จะทำให้การสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนลดลง และทำให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมน TSH สูงตามมา การเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน TSH จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคอพอก (คือการขยายขนาดของต่อมไทรอยด์ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดยจะมีการบวมที่ส่วนหน้าของคอ) หากความบกพร่องนี้เป็นในระดับรุนแรง จะทำให้ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำตั้งแต่แรกเกิด ส่งผลให้เด็กมีสติปัญหาด้อย, เป็นคอพอก และการเจริญเติบโตช้า ขาสั้น (hypothyroid cretinsim)
  • สาเหตุจากยา: ยาบางชนิดโดยเฉพาะลิเทียม (lithium) อาจเป็นสาเหตุของโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปได้ (drug-induced hypothyroidism)

โรคต่อมไทรอยด์อักเสบ Hashimoto’s (Hashimoto's thyroiditis) เป็นสาเหตุหลักของภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปในผู้ใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายมาทำลายต่อมไทรอยด์ของตนเอง ทำให้ต่อมไทรอยด์ผลิตไทรอยด์ฮอร์โมนลดลง และมีการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน TSH

สาเหตุของโรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (Hyperthyroidism causes)
  • โรคเกรฟ (Graves' disease): โรคนี้จัดเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (autoimmune) โดยเกิดจากการกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่ผิดปกติโดยสารที่อยู่ในเลือดชื่อว่า thyroid stimulating immunoglobulin (TSI) ซึ่งเป็นสารภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้น สาร TSI จะกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์มากเกินไป ทำให้ต่อมไทรอยด์โตขึ้นเป็นคอพอก และทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางตา (Grave's eye disease) ได้แก่ ตาโปน และตาจ้องดุ  โดยสามารถเป็นมากขึ้นจนมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง หรือกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ทำให้มีน้ำตาไหลและมองเห็นภาพซ้อนได้ ในกรณีที่เป็นรุนแรง การบวมของตาและเนื้อเยื่อข้างเคียงอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ และโรคนี้ยังทำให้มีอาการผิวหนังหนาบริเวณขา หน้าแข้ง หรือส่วนบนของเท้า
  • คอพอกเป็นพิษชนิดหลายปุ่ม (หลายก้อนเล็กๆ) (Toxic multinodular goiter): ภาวะนี้เกิดจากก้อนของต่อมไทรอยด์สร้างไทรอยด์ฮอร์โมนออกมาอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเองโดยไม่ขึ้นกับระดับการกระตุ้นของฮอร์โมน TSH ภาวะนี้มักพบในผู้ที่เป็นคอพอกมานาน มักพบในผู้สูงอายุ คอพอกเป็นพิษชนิดนี้ต่างจากโรคเกรฟ เนื่องจากจะไม่มีอาการแทรกซ้อนทางตา และอาการแสดงของโรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปจะรุนแรงน้อยกว่า
  • ต่อมไทรอยด์อักเสบกึ่งเฉียบพลัน (Subacute thyroiditis):  ความผิดปกตินี้คือการอักเสบของต่อมไทรอยด์แบบชั่วคราว เช่น de Quervain's thyroiditis หรือ ต่อมไทรอยด์อักเสบกึ่งเฉียบพลันหลังคลอด โดยภาวะนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีการหลั่งไทรอยด์ฮอร์โมนเพิ่มขึ้นจากการอักเสบ ทำให้มีไทรอยด์ฮอร์โมนในกระแสเลือดเพิ่มมากขึ้น ภายหลังจากไทรอยด์ฮอร์โมนทั้งหมดหลุดออกจากเนื้อเยื่อที่เสียหายแล้ว จะเกิดภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปขึ้นชั่วคราว และจะมีอาการประมาณ 2-4 เดือน โดยทั่วไป 90% ของผู้ที่มีภาวะนี้ ต่อมไทรอยด์จะกลับมาทำงานเป็นปกติได้โดยไม่ต้องรักษา
  • เนื้องอกของต่อมใต้สมอง (Pituitary adenoma): เนื้องอกที่ต่อมใต้สมองเป็นสาเหตุให้ร่างกายสร้างฮอร์โมน TSH อย่างอิสระ ขาดการควบคุม ทำให้ไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์มากเกินไป
  • เกิดจากยาบางชนิด (Drug-induced hyperthyroidism): โดยทั่วไปมักพับจากยารักษาโรคหัวใจชื่อ อะมิโอดาโรน (amiodarone)
สาเหตุของคอพอกหรือก้อนที่ต่อมไทรอยด์ (Goiter or Nodules Causes)
  • โดยส่วนใหญ่แล้ว ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ (nodules )หรือคอพอก (goiters) จะไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ บางคนที่มีอาการคอพอกเกิดขึ้นเป็นเพราะมีการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนมากเกินไป หรือสร้างน้อยเกินไปก็ได้ ส่วนก้อนที่ต่อมไทรอยด์ถูกพบโดยตัวเองหรือแพทย์ที่สังเกตเห็นหรือสัมผัสแล้วรู้สึกว่ามีก้อนที่คอ  หากคอพอกมีขนาดใหญ่มาก ผู้ป่วยจะรู้สึกมีแรงดันเกิดขึ้นที่ส่วนหน้าของคอขณะกำลังกลืนอาหารแข็ง หรือเนื้อแน่น เช่น เนื้อสัตว์ โดยแรงดันที่เกิดขึ้นอาจทำให้มีอาการไอแห้งเรื้อรังเล็กน้อย มันเป็นเรื่องยากที่ต่อมไทรอยด์จะโตมากจนปิดกั้นการกลืนหรือการหายใจอย่างสมบูรณ์ 
  • ก้อนที่ต่อมไทรอยด์โตหลายก้อนเล็ก ๆ (หลายปุ่ม) (multinodular goiter):  ภาวะนี้คือต่อมไทรอยด์มีการโตเป็นหลายก้อนเล็ก ๆ (หลายปุ่ม) โดยมีสาเหตุจาก 2 สาเหตุเท่านั้นที่ทำให้ต่อมไทรอยด์โตเป็นก้อนเล็กๆ 1) การสัมผัสกับรังสีภายนอก หรือ 2) การขาดธาตุไอโอดีน และบ่อยครั้งที่จะพบว่ามีหลายๆ คนในครอบครัวมีก้อนหรือคอพอกของต่อมไทรอยด์ เพราะภาวะนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้
  • มะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid cancer)มะเร็งต่อมไทรอยด์แบ่งเป็นชนิดย่อยๆ ได้อีกหลายชนิด แต่ชนิดที่พบได้บ่อยคือ papillary thyroid carcinoma โดยพบได้มากถึง 85% ของมะเร็งต่อมไทรอยด์ทั้งหมด โดยมะเร็งชนิดนี้สามารถเกิดจากการสัมผัสกับรังสีในวัยเด็กหรือวัยรุ่น ซึ่งรวมไปถึงการสัมผัสกับรังสีที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งอื่น หรือ เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น เหตุการณ์โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เซอร์โนบิลระเบิด (Chernobyl) แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ 

อาการของโรคต่อมไทรอยด์

อาการของโรคต่อมไทรอยด์จะแตกต่างกันตามแต่ละโรคที่เป็น ตัวอย่างเช่น ถ้ามีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป จะมีอาการท้องผูก ขี้หนาว เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักเพิ่ม แต่ถ้าเป็นต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป จะมีอาการนอนไม่หลับ มือสั่น ใจสั่น ขี้ร้อน น้ำหนักลด หิวบ่อย เป็นต้น

อาการของโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป (ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ)

อาการของต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปในเด็กทารก ได้แก่:

  • ท้องผูก
  • มีปัญหาเรื่องการดูดนม
  • การเจริญเติบโตช้า
  • ตัวเหลืองตาเหลือง (Jaundice)
  • นอนหลับมากผิดปกติ

อาการของต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปในเด็ก ได้แก่:

  • อาการคล้ายอาการในผู้ใหญ่
  • อ่อนเพลียมากกว่าปกติ
  • การเจริญเติบโตช้า
  • การพัฒนาการของฟันช้า
  • การพัฒนาทางด้านเพศช้า
  • การเรียนไม่มีประสิทธิภาพ

อาการของต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปในผู้ใหญ่ ได้แก่:

อาการระยะแรก (Early symptoms):

  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย
  • ขี้หนาว ทนต่ออากาศเย็นไม่ได้
  • ท้องผูก
  • การกดทับของเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal tunnel syndrome): มีอาการปวดที่ข้อมือและชาบริเวณมือ

อาการระยะหลัง (Later symptoms):

  • เบื่ออาหาร
  • ผิวหนังแห้ง
  • ผมร่วง
  • ความสามารถทางปัญญาแย่ลง
  • เสียงแหบแห้ง
  • อาการบวมรอบดวงตา
  • ซึมเศร้า
  • ประจำเดือนมาผิดปกติ หรือ ขาดประจำเดือน

อาการของโรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนสูง)

อาการของต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปในเด็ก ได้แก่:

  • อาการคล้ายกับผู้ใหญ่
  • ประสิทธิภาพในการเรียนลดลง
  • ปัญหาด้านพฤติกรรม
  • วิตกกังวล
  • อาการอยู่ไม่นิ่ง (ต้องการเคลื่อนไหวตัวเองตลอดเวลา)

อาการของต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปในผู้ใหญ่ ได้แก่:

  • นอนไม่หลับ
  • มือสั่น
  • วิตกกังวล หงุดหงิด
  • ขี้ร้อน รู้สึกร้อนผิดปกติทั้งที่อากาศปกติหรืออากาศเย็น
  • ลำไส้เคลื่อนไหวมากกว่าปกติ
  • น้ำหนักตัวลดแม้ว่าจะรับประทานอาหารปกติหรือมากกว่าปกติ
  • เหงื่อออกมากผิดปกติ
  • ประจำเดือนมาน้อย หรือ ขาดประจำเดือน
  • ปวดข้อ
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้สมาธิ
  • ดวงตาดูเหมือนใหญ่ขึ้น

อาการของต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปในผู้สูงอายุ ได้แก่:

อาการของก้อนที่ต่อมไทรอยด์และคอพอก
  • อาการที่แสดงให้เห็นของก้อนที่ต่อมไทรอยด์หรือคอพอก มีเพียงการขยายใหญ่ขึ้นของส่วนล่างของลำคอด้านหน้า การขยายใหญ่นี้มักไม่มีอาการปวดหรือสร้างความรำคาญ
  • เมื่อก้อนที่ต่อมไทรอยด์หรือคอพอกมีขนาดใหญ่ขึ้น จะเพิ่มแรงกดที่โครงสร้างปกติที่อยู่รอบๆ ลำคอ ได้แก่ หลอดอาหาร (ท่อสำหรับกลืนอาหาร), หลอดลม (ท่อหายใจ) และเส้นเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงศีรษะ อาการที่พบได้บ่อยคือ รู้สึกถึงแรงกดเบียดคงที่ที่ด้านหน้าของลำคอ และจะรู้สึกแย่ลงเมื่อก้มคอลง  แรงดันที่เกิดขึ้นที่หลอดลมอาจทำให้มีอาการไอแห้งเล็กน้อยซึ่งจะมีอาการแย่ลงเมื่อนอนลง แรงดันที่เกิดขึ้นที่หลอดอาหารอาจทำให้กลืนเม็ดยาขนาดใหญ่ได้ลำบาก หรือกลืนอาหารแห้ง เช่น ขนมปังและข้าว ได้ลำบาก ทำให้มีอาการติดคอ ที่ส่วนล่างของลำคอด้านหน้า และยังมีอาการที่พบได้น้อยคือ แรงดันไปทำให้เส้นประสาทที่ควบคุมกล่องเสียงเสียหาย ทำให้เสียงแหบ

การวินิจฉัยโรคของต่อมไทรอยด์

การวินิจฉัยโรคของต่อมไทรอยด์จะอาศัยข้อมูลประวัติทางการแพทย์และการตรวจร่างกายโดยแพทย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการประเมินโรคของต่อมไทรอยด์ แพทย์จะมุ้งเน้นที่อาการทางตา ผิวหนัง หัวใจ และอาการทางระบบประสาท 

การตรวจเลือด
  • การตรวจระดับฮอร์โมน TSH (Thyroid-stimulating hormone): ในกรณีส่วนใหญ่ การตรวจนี้คือการทดสอบในห้องปฏิบัติการเดียวที่มีประโยชน์มากที่สุดในการวินิจฉัยโรคต่อมไทรอยด์ หากร่างกายมีระดับไทรอยด์ฮอร์โมนสูงหรือมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (hyperthyroidism) เมื่อตรวจระดับ TSH จะมีระดับต่ำ แต่ถ้าระดับไทรอยด์ฮอร์โมนมีระดับต่ำหรือมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป (hypothyroidism) เมื่อตรวจระดับ TSH จะมีระดับสูง (พูดง่ายๆ คือ ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนและระดับ TSH จะตรงข้ามกัน)
  • Free (T4): T4 คือไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดหนึ่ง หากระดับ T4 สูงกว่าปกติอาจหมายถึงคุณมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หากระดับ T4 ต่ำกว่าปกติ อาจหมายถึงคุณมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป
  • Triiodothyronine (T3): T3 คือไทรอยด์ฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่ง หากระดับ T3 สูงกว่าปกติ อาจหมายถึงคุณมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หากระดับ T3 ต่ำกว่าปกติ อาจหมายถึงคุณมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป
  • TSH receptor antibody (TSI): เป็นการตรวจสารภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี้) ซึ่งพบในผู้ป่วยโรคเกรฟ (Graves’ disease)
  • Antithyroid antibody (thyroperoxidase antibody): เป็นการตรวจสารภูมิคุ้มกันอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งพบในผู้ป่วยโรคเกรฟ และโรค Hashimoto's disease
การสแกนต่อมไทรอยด์ (Nuclear thyroid scan)

ในระหว่างการตรวจสแกนต่อมไทรอยด์ ผู้ป่วยจะต้องกลืนกัมมันตรังสีไอโอดีนปริมาณเล็กน้อย หรือสารอื่นที่คล้ายกัน คือ 99m-technetium ซึ่งจะถูกฉีดเข้าสู่กระแสเลือด และจะทำการถ่ายภาพต่อมไทรอยด์ว่าสารรังสีที่ฉีดเข้าไปนั้นไปอยู่ที่บริเวณใดบ้าง หากพบสารรังสีจับอยู่กับต่อมไทรอยด์มากหมายถึงมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (hyperthyroidism) และจะพบว่าการจับของสารรังสีน้อยในภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป (hypothyroidism) การทดสอบด้วยวิธีนี้ไม่ควรทำในผู้หญิงตั้งครรภ์

อัลตราซาวด์ต่อมไทรอยด์

การอัลตราซาวด์ต่อมไทรอยด์จะช่วยประเมินขนาดและจำนวนเพื่อแยกชนิดของก้อนที่พบที่ต่อมไทรอยด์ การตรวจนี้สามารถตรวจพบการโตของต่อมพาราไทรอยด์ (parathyroid glands) หรือการโตของต่อมน้ำเหลืองใกล้ๆ ต่อมไทรอยด์ได้ด้วย

การเจาะดูดเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์โดยใช้เข็มขนาดเล็ก (Fine-needle aspiration)

กระบวนการนี้แพทย์จะทำการเจาะเข็มขนาดเล็กเข้าไปที่ต่อมไทรอยด์เพื่อดูดเนื้อเยื่อตัวอย่างของต่อมไทรอยด์ออกมา โดยทั่วไปจะดูดจากก้อนโตของต่อม การทดสอบนี้จะต้องทำที่โรงพยาบาล แต่ไม่ต้องเตรียมตัวใดเป็นพิเศษ โดยเจาะดูดเนื้อเยื่อตัวอย่างนี้จะทำไปพร้อมกับการอัลตราซาวด์เพื่อบอกทิศทางของเข็มและต่อมไทรอยด์ เนื้อเยื่อที่เจาะออกมาได้ จะนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยนักพยาธิวิทยา เพื่อดูว่าเป็นเนื้อเยื่อมะเร็งหรือไม่

การตรวจ CT scan (Computerized axial tomography scan)

การตรวจ CT scan จะถูกทำเป็นครั้งคราวเพื่อดูว่ามีขนาดของคอพอกใหญ่ขึ้นจนไปถึงบริเวณหน้าอกส่วนบนหรือไม่ หรือเพื่อดูว่าหลอดลมตีบแคบจากการโดนเบียดจากคอพอกมากแค่ไหน อย่างไรก็ตามการตรวจนี้ไม่ได้ทำเป็นประจำในการตรวจก้อนของต่อมไทรอยด์หรือคอพอก

ความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ของต่อมไทรอยด์ระหว่างการตั้งครรภ์

ในระหว่างการตั้งครรภ์ ต่อมไทรอยด์ต้องทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของทั้งแม่และทารกที่กำลังเจริญเติบโต แนวทางวินิจฉัยและการรักษาโรคไทรอยด์ระหว่างการตั้งครรภ์และหลังคลอดของสมาคมไทรอยด์แห่งสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งรวมถึง

  • ต่อมไทรอยด์ในผู้หญิงที่ไม่ได้มีการขาดไอโอดีน มักมีขนาดเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ระหว่างการตั้งครรภ์
  • ต่อมไทรอยด์ในผู้หญิงที่มีการขาดไอโอดีน มักมีขนาดเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 20-40% ระหว่างการตั้งครรภ์
  • โดยทั่วไป การผลิต thyroxine (T4) และ  triiodothyronine (T3) มักเพิ่มขึ้น 50% ระหว่างการตั้งครรภ์
  • ผู้หญิงตั้งครรภ์ต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้น 50% จากความต้องการปกติต่อวัน
  • ขอบบนของค่ามาตรฐานของ thyroid-stimulating hormone (TSH) จะต่ำลงอยู่ที่ 2.5 mIU/L ในช่วงไตรมาสแรก
  • หญิงตั้งครรภ์ไตรมาสแรกประมาณ 10-20% มีค่า thyroid peroxidase (TPO) หรือ thyroglobulin (Tg) antibody เป็นบวก แม้ว่าระดับ TSH อยู่ในระดับปกติ
  • มีการประมาณว่าผู้หญิงที่มีค่า TSH อยู่ในเกณฑ์ปกติแต่มีค่า TPO หรือ Tg antibodies เป็นบวกในไตรมาสแรกประมาณ 16% จะมีระดับ TSH สูงกว่า 4.0 mIU/L ในไตรมาสที่ 3
  • หญิงตั้งครรภ์ที่มีค่า TPO หรือ Tg antibodies เป็นบวกในไตรมาสแรกประมาณ 33-50% จะมีภาวะไทรอยด์อักเสบหลังคลอด

ผู้เขียนแนวทางปฏิบัตินี้ได้กล่าวว่า “การคั้งครรภ์ถือเป็นความเครียดต่อต่อมไทรอยด์ ทำให้เกิดภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำในผู้หญิงที่มีการสำรองไทรอยด์ฮอร์โมนจำกัดหรือขาดไอโอดีน และเกิดไทรอยด์อักเสบหลังคลอดในผู้หญิงที่เป็น Hashimoto’s disease ที่มีระดับไทรอยด์ฮอร์โมนปกติก่อนการตั้งครรภ์

ความเปลี่ยนแปลงของการทำงานของต่อมไทรอยด์ระหว่างการตั้งครรภ์

เนื่องจากการทำงานของต่อมไทรอยด์มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างการตั้งครรภ์ แนวทางปฏิบัติจึงได้มีการกำหนดค่ามาตรฐานของการทดสอบไทรอยด์ โดยเฉพาะการทดสอบ TSH ตามแต่ละไตรมาส

โดยได้แนะนำต่อว่าหากห้องปฏิบัติการที่ตรวจนั้นไม่มีค่ามาตรฐานระหว่างแต่ละไตรมาสของการตั้งครรภ์ของตนเอง ควรอ้างอิงค่ามาตรฐานดังต่อไปนี้

  • ไตรมาสที่ 1 : 0.1-2.5 mIU/L
  • ไตรมาสที่ 2 : 0.2-3.0 mIU/L
  • ไตรมาสที่ 3 : 0.3-3.0 mIU/L

หากคุณมีโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ คุณจะต้องมีการตรวจติดตามการทำงานของไทรอยด์ระหว่างการตั้งครรภ์ หรือหากคุณมีประวัติโรคไทรอยด์ในครอบครัวหรือมีอาการเข้าได้กับโรคไทรอยด์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบ

โรคของต่อมไทรอยด์ระหว่างการตั้งครรภ์

การรักษาภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำระหว่างการตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะหากไม่รักษาจะทำให้เกิดการพัฒนาของร่างกายและกล้ามเนื้อช้าในทารกได้ หากคุณมีภาวะนี้ อย่าหยุดรับประทานยาระหว่างการตั้งครรภ์

ผู้หญิงบางคนอาจมีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนสูงระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษหรือการคลอดก่อนกำหนดได้ ผู้หญิงที่เป็นโรค Graves disease ระหว่างการตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนสูงกว่าปกติชนิดรุนแรงที่เรียกว่า thyroid storm

ทารกที่เกิดจากมารดาที่มีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนสูงแต่ไม่ได้รับการรักษาอาจมีน้ำหนักแรกคลอดน้อย หัวใจเต้นเร็ว และมีความผิดปกติแต่กำเนิด ในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้ทารกตายคลอดได้ และหลังจากการคลอดบุตรแล้ว พบว่าผู้หญิงบางคน (น้อยกว่า 10%) อาจเกิดภาวะไทรอยด์อักเสบหลังคลอด ภาวะนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาไทรอยด์ และผู้หญิงส่วนมากมักจะสามารถลดและหยุดยาได้ภายใน 6-12 เดือน

คอพอกในหญิงตั้งครรภ์ (Goiter in Pregnancy)

เป็นเรื่องปกติที่จะพบคอพอกเล็กน้อยได้ในหญิงตั้งครรภ์ และจะพบมากขึ้นถ้าผู้หญิงคนนั้นพักอาศัยในบริเวณที่มีการขาดธาตุไอโอดีน การขาดธาตุไอโอดีนอาจเกิดขึ้นจากการที่บางคนหลีกเลี่ยงการรับประทานนม ไข่ และเกลือผสมไอโอดีน

วิตามินสำหรับบำรุงขณะตั้งครรภ์ไม่ใช่ทุกตัวที่จะมีไอโอดีนเป็นส่วนผสม ดังนั้นจึงมีคำแนะนำให้รับประทานวิตามินบำรุงขณะตั้งครรภ์ซึ่งมีส่วนผสมของไอโอดีนด้วย เพื่อป้องกันการขาดไอโอดีน หากพบต่อมไทรอยด์โตเป็นก้อนระหว่างตั้งครรภ์ คำแนะนำในการรักษาปัจจุบันคือไม่ควรรอจนคลอด แต่ให้เข้ารับการตรวจประเมินและเจาะดูดชิ้นเนื้อไปตรวจให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

โรคของต่อมไทรอยด์หลังคลอด (Postpartum Thyroid Disease)

ในผู้หญิงบางรายอาจพบภาวะต่อมไทรอยด์อักเสบชั่วคราวหลังคลอด หรือที่เรียกว่า postpartum subacute thyroiditis ซึ่งมักพบในช่วง 3-6 เดือนหลังคลอด หรืออาจเกิดขึ้นหลังจากแท้งบุตร

อาการที่พบได้บ่อยคือผู้หญิงรายนั้นจะมีอาการเริ่มแรกคืออาการของต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน ได้แก่ ใจสั่น วิตกกังวล และน้ำหนักตัวลดลง  หลังจากนั้นจะตามด้วยอาการของต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป ได้แก่ อ่อนเพลีย ท้องผูก และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และปิดท้ายด้วยต่อมไทรอยด์กลับมาทำงานปกติได้ประมาณ 90% ของผู้หญิงที่มีภาวะนี้ทั้งหมด

ในผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติหลังคลอดได้ถึง 25%

ให้ปรึกษาแพทย์ถ้าคุณมีอาการของต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป หรือต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หลังจากคลอด หรือหลังจากแท้งบุตร

https://www.emedicinehealth.com/thyroid_problems/article_em.htm#thyroid_problems_ove

ยาและการรักษาโรคของต่อมไทรอยด์

การรักษาโรคของต่อมไทรอยด์มีอยู่หลายวิธีขึ้นอยู่กับโรคที่เป็น และสภาวะของผู้ป่วย ตัวอย่างเช่น กรณีต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป จะรักษาด้วยยายับยั้งการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน การผ่าตัด หรือการใช้กัมมันตรังสีไอโอดีน ถ้าเป็นกรณีต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป จะรักษาด้วยยาไทรอยด์ฮอร์โมนสังเคราะห์ เป็นต้น

ยารักษาโรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (Medications for Hyperthyroidism)

  • เบต้าบล็อกเกอร์ (Beta-blockers): ยาในกลุ่มนี้จะยับยั้งการตอบสนองของร่างกายหลายๆ อย่างที่มีต่อภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป ยาจะลดอาการมือสั่น, กระวนกระวายใจ, กระสับกระส่าย และทำให้หัวใจที่เต้นเร็วจากภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปให้เต้นช้าลงได้ แพทย์จะสั่งยาเบต้าบล็อกเกอร์รูปแบบเม็ดให้ผู้ป่วยที่มีอาการในระดับรุนแรงน้อยถึงรุนแรงปานกลาง แต่ถ้ามีอาการในระดับรุนแรง (thyrotoxic crisis) แพทย์จะสั่งเป็นยาชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำแทน แม้ว่ายาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์จะยับยั้งการตอบสนองของร่างกายที่มีต่อภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป แต่ไม่ใช่การรักษาที่ต้นเหตุของการเกิดโรค
  • โพรพิลไทโอยูราซิล (propylthiouracil): ยานี้คือยาต้านไทรอยด์ (antithyroid drug) ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนนับตั้งแต่เริ่มรับประทานยากว่าจะได้ผลการรักษาเต็มที่ องค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา (US FDA) ให้คำแนะนำไว้ว่า ในกรณีที่ตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์เท่านั้น หรือใช้เฉพาะกรณีที่แพ้ยา เมทิมาโซล (methimazole) สำหรับอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยานี้คือ ผื่นคัน ส่วนอาการข้างเคียงที่พบได้น้อยกว่า แต่มีอาการรุนแรงมากกว่าคือ การลดลงของเม็ดเลือดขาว ทำให้ความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคลดน้อยลง ดังนั้นหากมีไข้สูงระหว่างรับประทานยานี้ให้ไปพบแพทย์
  • เมทิมาโซล (methimazole): ยานี้เป็นยาต้านไทรอยด์ที่แนะนำให้ใช้เป็นตัวแรกสำหรับผู้ป่วยทุกคน ยกเว้นในผู้หญิงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก โดยยานี้จะยับยั้งการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ และเป็นยาที่อาจใช้ระยะเวลานานกว่ายาโพรพิลไทโอยูราซิล กว่าจะได้ผลการรักษาเต็มที่ สำหรับผลข้างเคียงของยานี้คล้ายกับยาโพรพิลไทโอยูราซิล
  • ไอโอดีน (Lugol's solution, Strong iodine): ยานี้ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการหลั่งไทรอยด์ฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ที่ทำงานมากเกินไป ยานี้ต้องใช้ร่วมกับยาต้านไทรอยด์ เพราะไอโอดีนที่เป็นส่วนประกอบของยานี้อาจเพิ่มการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์และทำให้อาการของภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปแย่ลงได้ สำหรับผลข้างเคียงที่พบบ่อยของยานี้ ได้แก่ คลื่นไส้ และในปากจะรู้สึกรับรสโลหะ
  • กัมมันตรังสีไอโอดีน (Radioactive iodine): แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์สามารถรักษาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปด้วยการให้ กลืนกัมมันตรังสีไอโอดีน การรักษานี้จะใช้เวลาหลายเดือน โดยจะไปทำให้ต่อมไทรอยด์ฝ่อเล็กลง และมักพบภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (hypothyroidism) ตามหลังการรักษาด้วยวิธีนี้

ยารักษาโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป (Medications for Hypothyroidism)

  • ลีโว-ไทรอกซิน (L-thyroxine): ยานี้เป็นยาหลักเพื่อทดแทนฮอร์โมนในผู้ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป โดยยานี้เป็นรูปแบบฮอร์โมนไทรอกซินที่สังเคราะห์ขึ้นมา โดยมีโครงสร้างเหมือนกับไทรอยด์ฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้น โดยร่างกายจะเปลี่ยนฮอร์โมนสังเคราะห์นี้ให้อยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ คือ ลีโว-ไทรไอโอโดไทโรนิน (L-triiodothyronine) ต่อไป ส่วนผลข้างเคียงของยานี้พบได้น้อย และยานี้มีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก 
  • ไทรไอโอโดไทโรนิน (triiodothyronine): ยารูปแบบนี้มักไม่ใช้เป็นยาเดี่ยวในการทดแทนไทรอยด์ฮอร์โมน เพราะมีฤทธิ์สั้นกว่า ลีโว-ไทรอกซิน การใช้ยานี้สามารถเพิ่มระดับความเข้มข้นของไทรไอโอโดไทโรนินในเลือดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจ ยานี้อาจถูกใช้ร่วมกับยาลีโว-ไทรอกซินในผู้ที่ไม่สามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการใช้ยาลีโว-ไทรอกซินเพียงตัวเดียว
  • ไทรอยด์ฮอร์โมนสกัด หรือ ไทรอยด์ฮอร์โมนธรรมชาติเป็นยาไทรอยด์ฮอร์โมนในรูปแบบผงแห้งที่ได้จากต่อมไทรอยด์ของสุกร (หมู) แต่ฮอร์โมนสกัดชนิดนี้ไม่บริสุทธิ์และปริมาณฮอร์โมน T4 และ T3 ไม่แน่นอน จึงไม่แนะนำให้ใช้ในการรักษาเพื่อทดแทนไทรอยด์ฮอร์โมน ฮอร์โมนสกัดนี้จะมีสัดส่วนของฮอร์โมน T3 มากกว่าปกติ

ยารักษาก้อนที่ต่อมไทรอยด์และคอพอก (Medications for Thyroid Nodules and Goiter)

  • ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติแบบทำงานมากไป หรือทำงานน้อยไป การรักษาในกรณีนี้ได้อธิบายไว้ด้านบนแล้ว
  • ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานปกติแต่มีก้อนที่ต่อมไทรอยด์เกิดขึ้น ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดดีที่สุดในการลดขนาดของต่อม และมักแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด หลายปีมาแล้วที่การรักษามาตรฐานแนะนำให้ใช้ยา ลีโว-ไทรอกซิน เพื่อลดขนาดของก้อนที่ต่อมไทรอยด์ แต่หลังจากวิจัยอย่างรอบคอบแล้วพบว่าการให้ยาไทรอยด์ฮอร์โมนไม่ค่อยมีผลลดก้อนขนาดใหญ่ที่ต่อมไทรอยด์ได้
  • การรักษาฉุกเฉินสำหรับต่อมไทรอยด์โตแบบไม่เป็นพิษ (nontoxic goiters/nodules) คือการใช้กัมมันตรังสีไอโอดีนรักษา แต่ไมได้ทำในผู้ป่วยทุกราย โดยจะพิจารณารักษาด้วยวิธีนี้เมื่อผู้ป่วยมีคอพอกขนาดใหญ่และมีปัญหาทางสุขภาพที่ไม่สามารถผ่าตัดได้

อาหารเสริมสำหรับรักษาโรคของต่อมไทรอยด์

อาจเป็นอันตรายมากที่จะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับโรคของต่อมไทรอยด์โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาหารเสริมที่มีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบปริมาณมากสามารถทำให้ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนสูงขึ้นเป็นอย่างมากหากคุณเป็นคอพอก หรือทำให้ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำลงอย่างมาก หากคุณมีประวัติของโรคต่อมไทรอยด์ที่มาภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (autoimmune thyroid condition) เช่น Hashimoto's thyroiditis หรือ โรคเกรฟ (Graves' disease)

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพร, การรักษาด้วยวิธีธรรมชาติใดๆ ที่จะช่วยให้ต่อมไทรอยด์กลับมาทำงานเป็นปกติ

อาหารเสริมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด ดังนั้นจึงไม่มีการควบคุมคุณภาพของอาหารเสริมอย่างเข้มงวด ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้รับประทานอาหารเสริมเพื่อรักษาโรคของต่อมไทรอยด์

การผ่าตัดต่อมไทรอยด์

การผ่าตัดต่อมไทรอยด์สำหรับผู้ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (thyroidectomy), ผู้ที่ก้อนโตที่ต่อมไทรอยด์ขนาดใหญ่ หรือเป็นคอพอกไม่เป็นพิษ โดยการผ่าตัดนี้อาจทำการตัดเนื้อเยื่อจำนวนมากของต่อมไทรอยด์ออก แต่จะคงเหลือเนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์ไว้บางส่วนเพื่อให้สามารถผลิตไทรอยด์ฮอร์โมนสำหรับร่างกายต่อไปได้

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัด คือ เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ควบคุมเส้นเสียง (vocal cords), ความเสียหายต่อต่อมพาราไทรอยด์ซึ่งอยู่ด้านหลังของต่อมไทรอยด์ (ทำให้ระดับแคลเซียมในร่างกายต่ำลง) และมีเลือดออก เมื่อทำการผ่าตัดต่อมไทรอยด์แล้วอาจเกิดภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปตามมาได้ แต่พบได้น้อยกว่าการรักษาด้วยกัมมันตรังสีไอโอดีน โดยทั่วไปประสบการณ์ของศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดมีส่วนสำคัญต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยจากการรักษาด้วยวิธีนี้

ประมาณ 70% ของผู้ป่วยที่ยังคงเหลือต่อมไทรอยด์ไว้หลังผ่าตัดครึ่งหนึ่ง จะมีการทำงานของต่อมไทรอยด์กลับมาเป็นปกติหลังการผ่าตัด แต่ในผู้ที่ผ่าตัดเอาต่อมไทรอยด์ออกทั้งหมด จะต้องรักษาด้วยไทรอยด์ฮอร์โมนเสริมตลอดชีวิต ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์จะต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีพิเศษและสแกนต่อมด้วยกัมมันตรังสีไอโอดีน ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์จะได้รับการรักษาด้วยแพทย์เฉพาะทางต่อมไร้ท่อ ไม่ใช่แพทย์ด้านมะเร็ง

การติดตามการรักษา

ในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกรฟ (Graves’ disease) ควรหยุดสูบบุหรี่ทันที เพราะการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงให้อาการทางตาที่เกิดจากโรคเกรฟแย่ลง

ให้รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และอย่าลืมสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นจากยาที่ได้รับ และให้สอบถามแพทย์ด้วยว่าหากมีอาการใดขึ้นต้องรีบมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที

การป้องกันโรคของต่อมไทรอยด์

ยังไม่ทราบว่ามีวิธีใดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หรือน้อยเกินไป และยังไม่มีวิธีในการป้องกันคอพอกหรือก้อนที่ต่อมไทรอยด์ นอกจากพื้นที่ที่มีการขาดไอโอดีน ควรมีการเพิ่มการบริโภคไอโอดีน เช่น ใช้เกลือเสริมไอโอดีนในการปรุงอาหาร แต่โดยทั่วไปไม่แนะนำให้รับประทานอาหารเสริมไอโอดีนเป็นพิเศษ เพราะอาหารเสริมส่วนใหญ่มักมีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นให้อ่านฉลากผลิตภัณฑ์อาหารเสริมก่อนว่ามีไอโอดีนเป็นส่วนประกอบแล้วหรือไม่

รังสีสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดก้อนที่ต่อมไทรอยด์ทั้งชนิดไม่ใช่มะเร็งและชนิดที่เป็นมะเร็ง ดังนั้นแนะนำให้หลีกเลี่ยงการได้รับรังสีมากเกินไป หรือการทำ CT scan ที่ศีรษะและลำคอโดยไม่จำเป็น และให้ใช้แผ่นกั้นต่อมไทรอยด์ (thyroid shield) ขณะทำการ X-rays ฟัน ด้วย

การพยากรณ์โรคของต่อมไทรอยด์

คนส่วนใหญ่ที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป, มากเกินไป, และผู้ที่มีก้อนเนื้อที่ต่อมไทรอยด์ชนิดไม่ใช่มะเร็งและชนิดที่เป็นมะเร็ง หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม จะสามารถควบคุมอาการของโรคและไม่มีผลในระยะยาวรวมถึงจะมีอายุขัยเฉลี่ยเท่ากับคนทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตามในผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาอาจมีอาการรุนแรงเป็นโคม่า (hypothyroid coma) หรือ thyrotoxic crisis (thyroid storm) ได้ ซึ่งจะมีอัตราการเสียชีวิตราวๆ 50%

อาการทางตาจากโรคเกรฟ (Graves' eye disease) จะรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ (corticosteroid), การฉายรังสี และการผ่าตัด ซึ่งมีอัตราประสบความเสร็จแตกต่างกัน

ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์จะมีอัตราการตายต่ำมาก (น้อยกว่า 5%) แต่ความเสี่ยงโดยรวมจะขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย, ชนิดของมะเร็งต่อมไทรอยด์ และขอบเขตการแพร่กระจายของเนื้องอก แพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อจะเป็นผู้วินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์มากกว่าแพทย์ด้านโรคมะเร็ง

7 ธาตุอาหารสำคัญ สำหรับผู้ป่วยไทรอยด์ผิดปกติ

โรคไทรอยด์ คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเกิดจากการขาดฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกาย กับ ไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้ จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการอ่อนเพลีย น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งวิธีรักษาก็ต้องใช้ยาในการรักษาติดต่อเป็นเวลานาน เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด แต่หากต้องการให้การรักษาเป็นไปด้วยดี การเลือกรับประทานอาหารก็มีส่วนสำคัญ ที่จะทำให้อาการดีขึ้นได้ ดังเช่นอาหารทั้ง 7 ชนิดนี้

ไอโอดีน

ไอโอดีนจะเป็นสารอาหารสำคัญในการทำงานของต่อมไทรอยด์ เพราะจะช่วยทำให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่าง ๆ ได้เป็นปกติ โดยอาหารที่มีไอโอดีนได้แก่ อาหารทะเลพวก ปลา หอยกาบ หอยนางรม กุ้ง สาหร่ายทะเล กระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง ไข่ ผักโขม เมล็ดงาและเห็ด เป็นต้น

ซีลีเนียม

ซีลีเนียม คือ สารอาหารที่ช่วยการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่มีความสำคัญอีกชนิดหนึ่ง โดยสารชนิดนี้จะเข้าไปป้องกันต่อมไทรอยด์ที่เกิดจากความเครียด อีกทั้งยังช่วยสร้างโปรตีนที่ใช้ควบคุมการสังเคราะห์ของฮอร์โมนในร่างกาย ควบคุมการเผาผลาญ คอยรักษาระดับของฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายให้ดีอีกด้วย สำหรับอาหารที่มีซีลีเนียมได้แก่ ปลาทูน่า เนื้อวัว เมล็ดทานตะวัน เห็ด เครื่องในสัตว์ และถั่วเหลือง

สังกะสี

สังกะสีเป็นแร่ธาตุที่เกี่ยวโยงโดยตรงกับระดับฮอร์โมนไทรอยด์ เพราะไม่ว่าจะเป็นชนิดไฮโปไทรอยด์ หรือ ไฮเปอร์ไทรอยด์ ต่างก็มีสาเหตุจากการขาดสังกะสีด้วยกันทั้งนั้น ผู้ป่วยจึงควรรับประทานอาหารที่มีแร่สังกะสีให้มากขึ้น แต่ก็ควรอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะกับร่างกายด้วย โดยอาหารที่มีสังกะสีสูงก็ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อแกะ หอยนางรม ปลาซาร์ดีน ถั่วเหลือง ถั่ววอลนัท และเมล็ดทานตะวัน ธัญพืชต่าง ๆ เป็นต้น

ทองแดง

สำหรับผู้ที่ป่วยด้วยโรคไทรอยด์ หากร่างกายขาดธาตุทองแดง ไม่ว่าจะเป็นแบบภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ หรือผู้ป่วยเป็นไทรอยด์เป็นพิษ ก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและคอเลสเตอรอลมากขึ้น เพราะร่างกายจะไม่สามารถผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ได้อย่างเต็มที่นั่นเอง สำหรับอาหารที่มี ทองแดง สูง เช่น เนื้อปู หอยนางรม ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดทานตะวัน เนื้อวัว ถั่วขาว ถั่วเหลือง เห็ดชิทาเกะ มะเขือเทศ และ ดาร์กช็อกโกแลต เป็นต้น

ธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กมีความสำคัญมาก หากขาดก็จะทำให้ความสามารถในการทำงานของต่อมไทรอยด์ลดลง จึงจำเป็นที่จะต้องบริโภคอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ สำหรับอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เครื่องในสัตว์ หอยนางรม ผักโขม ถั่วเหลือง ถั่วขาว และเมล็ดฟักทอง เป็นต้น

วิตามินบี

สำหรับ วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 มีความจำเป็นต่อร่างกายมากโดยเฉพาะกับระบบการทำงานของต่อมไทรอยด์ อีกทั้งมีหน้ามีสำคัญในการช่วยร่างกายผลิตฮอร์โมน T4 ซึ่งเป็นฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกาย สำหรับอาหารที่มีวิตามินบี ได้แก่ ไข่แดง เครื่องในสัตว์ ธัญพืชชนิดต่าง ๆ ถั่วลันเตา ปลา นม เห็ด และเมล็ดอัลมอนด์

สารต้านอนุมูลอิสระ

สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินเอ วิตามินอี และวิตามินซี จะมีหน้าที่คอยช่วยให้ต่อมไทรอยด์ต่อสู้กับการถูกทำลายสารอนุมูลอิสระ และยังป้องกันการเสื่อมสภาพก่อนวัยของต่อมไทรอยด์ได้อีกด้วย สำหรับอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี องุ่น ถั่วเปลือกแข็ง ธัญพืชชนิดต่าง ๆ บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ชาเขียว ผักกาดหอม ผักคะน้า ผัก แครอท ผักโขม มันเทศ ถั่วเหลือง ฟักทอง ปลา และตับ เป็นต้น

ถึงแม้ว่าอาหารเหล่านี้จะขึ้นชื่อว่าสามารถช่วยส่งเสริมระบบการทำงานของต่อมไทรอยด์ให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่ทางที่ดีก็ควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนจะเริ่มรับประทาน เพราะในบางรายอาจมีอาการของโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น โรคไขมันในเส้นเลือดสูง หรือหากมีระดับคอเลสเตอรอลสูง อาหารบางชนิดก็อาจจะยิ่งทำให้อาการของโรคเหล่านั้นแย่ลงไปได้




ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
ฉันสามารถรับประทานอะไรได้บ้างหลังการผ่าตัดต่อมไทรอยด์
ฉันสามารถรับประทานอะไรได้บ้างหลังการผ่าตัดต่อมไทรอยด์

ควรรับประทานหรือระวังอะไรหลังการผ่าตัดต่อมไทรอยด์

นักแสดง Sofia Vergara รอดชีวิตจากการเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้อย่างไร
นักแสดง Sofia Vergara รอดชีวิตจากการเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้อย่างไร

นักแสดงที่มีชื่อเสียงจากเรื่อง The Modern Family คนนี้รอดชีวิตจากมะเร็งก่อนจะมีชื่อเสียง