Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

ตรวจหัวใจ สำคัญอย่างไร มีวิธีการตรวจแบบใดบ้าง?

ตรวจหัวใจ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คุณคิด รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการตรวจหัวใจ
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 687,619 คน

ตรวจหัวใจ สำคัญอย่างไร มีวิธีการตรวจแบบใดบ้าง?

โรคหัวใจเป็นภัยเงียบที่หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว จึงไม่ได้ใส่ใจหรือเห็นความสำคัญของการตรวจหัวใจเท่าที่ควร โดยจากสถิติในปี พ.ศ. 2561 กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยตัวเลขผู้ป่วยโรคหัวใจ สูงถึง 432,943 คนต่อปี และมีอัตราการเสียชีวิตถึง 20,855 คนต่อปี หรือชั่วโมงละ 2 คน การตรวจหัวใจจึงเป็นอีกหนึ่งในการตรวจสุขภาพที่คุณไม่ควรละเลย 

โรคหัวใจ หมายถึงความผิดปกติใดๆ ก็ตามเกี่ยวกับหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ หรือระบบคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ส่งผลต่อการเต้นของหัวใจ ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการทำงานของหัวใจและสุขภาพร่างกาย นั่นก็เพราะหัวใจ คือ อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดและสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงอวัยวะทุกๆ ส่วนของคนเรา

โฆษณาจาก HonestDocs
เข้าร่วมงานวิจัยทางการแพทย์วันนี้

ค้นหางานวิจัยที่คุณสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อรับการรักษาใหม่ที่อาจทำให้อาการของคุณดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการทำดีเพื่อสังคม

Hd clinical trial ad

ใครบ้างที่ควรตรวจหัวใจ?

คุณควรรีบไปพบแพทย์ หากมีอาการที่อาจบ่งบอกถึงโรคหัวใจต่อไปนี้ เพราะยิ่งตรวจพบและได้รับการรักษาเร็วก็จะยิ่งส่งผลดีต่อตัวคุณเอง

  • เจ็บหน้าอกร้าวไปไหล่ซ้าย
  • แน่นหน้าอกคล้ายมีอะไรมาทับที่บริเวณหน้าอก
  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  • เหนื่อยมากเมื่อออกกำลังกาย

ส่วนผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจดังต่อไปนี้ ก็ควรเข้ารับการตรวจสมรรถภาพหัวใจด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างร่วมกัน

  • อายุมาก
  • สูบบุหรี่ 
  • มีไขมันในเลือดสูง
  • เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหลอดเลือด
  • มีคนในครอบครัวเป็นหัวใจหรืออัมพาต

คุณควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อช่วยระวังโรคร้ายและความเสี่ยงจากโรคอื่นๆ ที่ตามมาพร้อมปัญหาสุขภาพ หากตรวจพบว่ามีความเสี่ยงโรคหัวใจดังข้างต้น แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักผลไม้ ลดไขมันและคอเลสเตอรอล ออกกำลังกายเป็นประจำ และแนะนำให้มาตรวจเช็กความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ

การตรวจหัวใจ มีวิธีการตรวจอย่างไร?

เมื่อไปพบแพทย์เพื่อตรวจหัวใจ แพทย์จะซักประวัติสุขภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต ประวัติเจ็บป่วยของคนในครอบครัวของคุณ ถามน้ำหนัก ส่วนสูง เพื่อประเมินว่ามีภาวะน้ำหนักเกินหรือไม่ รวมทั้งวัดอัตราการเต้นของหัวใจ วัดความดันโลหิต และฟังเสียงหัวใจว่ามีความผิดปกติหรือไม่ จากนั้นขั้นตอนต่อไปก็คือการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่

การตรวจหัวใจแบบพื้นฐาน

  1. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ วิธีนี้สามารถบอกจังหวะการเต้นหัวใจที่ผิดปกติและวินิจฉัยโรคเยื่อหุ้มหัวใจบางชนิดหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย แต่ก็มีผลคลาดเคลื่อนได้ เพราะจะแสดงคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติเมื่อมีโรคหัวใจรุนแรงเท่านั้น เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจขาดเลือดรุนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจโต เป็นต้น
  2. เอกซเรย์ปอด จะช่วยให้เห็นปอด หลอดเลือดแดง และการกระจายของหลอดเลือดในปอด ภาวะน้ำท่วมปอด ภาวะหัวใจล้มเหลว และเงาของหัวใจหลังปอด และบอกขนาดหัวใจได้ดีพอสมควร
  3. ตรวจเลือด เป็นการตรวจหาสารต่างๆ ในเลือด เพื่อดูว่ามีโรคหรือภาวะสุขภาพที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคหัวใจหรือไม่ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

การตรวจหัวใจแบบพิเศษ

  1. อัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiogram) การตรวจหัวใจวิธีนี้จะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วยให้เกิดภาพหัวใจของผู้ป่วย สามารถบอกถึงความผิดปกติ ความรุนแรงของโรค และช่วยในการติดตามผลการรักษาได้ แต่มีข้อเสีย คือ จะไม่เห็นหลอดเลือดหัวใจโดยตรง และหากผู้ป่วยอ้วนหรือผอมมากไป หรือมีถุงลมโป่งพอง ก็อาจทำให้ได้ภาพที่ไม่ชัดเจน
  2. การเดินสายพาน (Exercise stress test) แพทย์จะให้คุณออกกำลังกายด้วยการเดินสายพานที่เคลื่อนไปเรื่อยๆ หรือปั่นจักรยานเพื่อให้หัวใจเต้นแรงขึ้น ในขณะที่ต่อขั้วสายนำไฟฟ้าบริเวณหน้าอก 10 สายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ ซึ่งหากมีหลอดเลือดหัวใจตีบ เลือดก็จะไม่สามารถมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ ทำให้มีอาการแน่นหน้าอกและเกิดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าให้เห็นนั่นเอง
  3. การตรวจหัวใจด้วยเตียงปรับระดับ (Tilt table test) ทำโดยให้ผู้ป่วยนอนบนเตียงที่ที่ปรับระดับองศาของเตียงได้ จากนั้นแพทย์จะประเมินชีพจร ความดันโลหิต ลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และอาการอื่นๆ ของผู้ป่วยขณะที่เตียงมีการเปลี่ยนระดับ
    วิธีนี้มักใช้ในการตรวจผู้ป่วยที่เป็นลมหรือหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ และเป็นลมบ่อยๆ หรือเป็นลมง่าย เช่น เห็นเลือดแล้วเป็นลม เปลี่ยนท่าแล้วเป็นลม ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากปัญหาด้านสมองหรือหัวใจก็ได้
  4. การบันทึกคลื่นหัวใจไฟฟ้า (Holter monitoring) แพทย์จะติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจไว้กับตัวผู้ป่วย 24-48 ชั่วโมง โดยที่ผู้ป่วยสามารถกลับไปบ้านและทำกิจกรรมได้ตามปกติ เมื่อครบกำหนดเวลาจึงกลับมาโรงพยาบาลเพื่อถอดเครื่องออกและรอผลตรวจวิเคราะห์ วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอาการใจสั่นผิดปกติเป็นครั้งคราว วิงเวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม และหัวใจเต้นแรงผิดปกติบ่อยๆ
  5. การตรวจระบบไฟฟ้าในหัวใจ (Electrophysiological studies) เป็นการตรวจโดยใส่สายสวนหัวใจขนาดเล็กเข้าไปตามหลอดเลือดดำบริเวณขาหนีบหรือใต้ไหปลาร้า เพื่อนำไปยังตำแหน่งต่างๆ ภายในหัวใจ ซึ่งจะช่วยในการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจและดูว่ามีไฟฟ้าลัดวงจรเกิดขึ้นในหัวใจหรือไม่ รวมทั้งสามารถส่งกระแสไฟฟ้าน้อยๆ ไปกระตุ้นให้มีอาการปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น ทำให้แพทย์วิเคราะห์ความผิดปกติได้ละเอียดมากกว่าการบันทึกคลื่นหัวใจไฟฟ้า
  6. การสวนหัวใจ (Cardiac catheterization) และการฉีดสี (Coronary angiography) เป็นการใช้สายสวนขนาดเล็กใส่เข้าไปจากบริเวณขาหนีบ ข้อพับแขน หรือข้อมือตามแนวหลอดเลือดแดงจนถึงรูเปิดของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ แล้วใช้สารละลายทึบรังสีฉีดเข้าไปทางสายสวนด้วย เพื่อให้เห็นการตีบแคบของหลอดเลือดอย่างชัดเจน วิธีนี้จะช่วยวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างแม่นยำ และใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1 วันก็สามารถกลับบ้านได้ โดยจะไม่มีการใช้ยาสลบ ใช้เพียงยาชาเฉพาะที่เท่านั้น

ตรวจหัวใจ มีผลข้างเคียงหรือไม่?

การตรวจหัวใจด้วยวิธีสวนหัวใจและฉีดสารละลายทึบรังสี มีโอกาสทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ แต่ก็พบได้น้อยมาก เช่น อาจทำให้มีเลือดออกตำแหน่งที่แทงเข็ม และบางคนมีอาการแพ้สีแบบไม่รุนแรง ส่วนผลแทรกซ้อนที่รุนแรงนั้นพบได้น้อยกว่า 1% เท่านั้น เช่น อัมพาต แพ้สีรุนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง และอาจถึงขั้นเสียชีวิต แต่เมื่อประเมินข้อดีข้อเสียแล้ว ประโยชน์ที่จะได้จากการตรวจนั้นมักมีมากกว่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอายุและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย

ตรวจหัวใจที่ไหน ใช้สิทธิประกันสังคมได้หรือไม่

มีโรงพยาบาลรัฐและเอกชนหลายแห่งที่ให้บริการตรวจหัวใจ และมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป หากต้องการทราบราคาที่ชัดเจน คุณสามารถโทรสอบถามจากโรงพยาบาลได้โดยตรง 

โฆษณาจาก HonestDocs
ใครที่มีปัญหาริ้วรอย ผิวขาดความชุ่มชื่น ขาดคอลลาเจนหรืออายุเริ่มมากขึ้น

เราอยากชวนคุณมาทดสอบ (มีค่าตอบแทนให้)

Istock 490582789

ส่วนสิทธิประกันสังคมนั้น รองรับทั้งผู้ที่มีอาการผิดปกติ มีความเสี่ยง และมีอาการที่ทำให้รู้สึกกังวลใจ ซึ่งหากตรวจพบความผิดปกติ คุณก็สามารถรักษาโดยใช้สิทธิประกันสังคมที่สถานพยาบาลที่เลือกไว้ จากนั้นทางสถานพยาบาลจะทำการส่งตัวไปที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อรักษาต่อไป ปัจจุบันการรักษาด้วยสิทธิประกันสังคมครอบคลุมทั้งหมด 7 รายการดังนี้

  1. การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ
  2. การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจและขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน
  3. การศึกษาสรีระวิทยาไฟฟ้าหัวใจ และการจี้ไฟฟ้าหัวใจ
  4. การจี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ไฟฟ้าในการสร้างภาพ 3 มิติ
  5. การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวรชนิดสองห้อง
  6. การใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจถาวร 
  7. การใส่เครื่องสมานฉันท์หัวใจในภาวะหัวใจล้มเหลว

เปรียบเทียบราคาตรวจหัวใจแต่ละโรงพยาบาล

โรงพยาบาล/คลินิก
ชื่อแพ็กเกจ
มิตรไมตรีคลินิก รพ.ธนบุรี 1
รายการตรวจ ตรวจหัวใจและไขมัน
ขั้นพื้นฐาน
แพ็กเกจหัวใจ 1 แพ็กเกจหัวใจ 2 แพ็กเกจหัวใจ 3 แพ็กเกจหัวใจ 4 ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย
ตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ
ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
ตรวจปัสสาวะ (UA)
ตรวจระดับนํ้าตาลในเลือด (FBS)
ตรวจการทํางานของตับ (SGPT)
ตรวจการทำงานของตับ (SGOT, Alk phos,
Albumin, Bilirubin, Globulin)
ตรวจการทํางานของไต (Cr)
ตรวจการทำงานของไต (BUN, eGFR)
ตรวจระดับไขมันในเลือด (Chol)
ตรวจระดับไขมันในเลือด (Triglyceride)
ตรวจระดับไขมันเลวในเลือด (LDL)
ตรวจระดับไขมันดีในเลือด (HDL)
เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray)
ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST)
ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงผ่านหน้าอก (ECHO)
ตรวจบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Holter)
ราคา 699 6,800 7,100 7,600 9,700 3,500

*ราคาข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลง และอาจยังไม่รวมค่าแพทย์หรือค่ายา

โรคหัวใจยิ่งตรวจพบเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลดีต่อการรักษาเท่านั้น การหมั่นสังเกตอาการผิดปกติและรับการตรวจอย่างทันท่วงทีถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง และหากคุณเป็นกังวลหรือไม่แน่ใจว่าตัวเองมีอาการของโรคหัวใจหรือไม่ ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องจะดีที่สุด

ที่มาของข้อมูล

ศูนย์หัวใจ หลอดเลือด และเมแทบอลิซึม, การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (https://med.mahidol.ac.th/cvmc/th/news/announcement/07292015-1600-th)

เผยสถิติน่าตกใจคนไทยป่วยโรคหัวใจ 432,943 คนต่อปี นักโภชนบำบัดชี้ นมถั่วเหลืองช่วยลดปัจจัยเสี่ยง (https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=29507), 8 กุมภาพันธ์ 2562

สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, การตรวจหัวใจ (http://www.thaiheart.org/รู้จักหัวใจ/การตรวจทางหัวใจ.html)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่