ภาวะความดันโลหิตสูง (High Blood Pressure) คืออะไร 

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 19, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 19 นาที

ภาวะความดันโลหิตสูง (High Blood Pressure) คืออะไร

ความดันเลือด (blood pressure หรือ BP) เป็นความดันจากเลือดแดง ตรวจพบได้จากการหมุนเวียนของระบบเลือดภายในผนังหลอดเลือด เป็นตัวแสดงให้เห็นถึงสัญญาณชีพจรว่าร่างกายกำลังทำงาน มีการถ่ายเทออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ภาวะความดันโลหิตสูงจึงหมายถึง การที่ค่าความดันในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงกว่าระดับปกติ ซึ่งหากค่าความดันโลหิตยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างต่อร่างกายได้ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย เป็นต้น ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากจนอาจพูดได้ว่าเกือบทุกคนต้องเคยประสบกับภาวะนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงชีวิต

รู้จักกับความดันเลือด

ความหมายของ "ความดันเลือด" จึงหมายถึง ความดันที่เกิดขึ้นจากการไหลเวียนของ "เลือดแดง" ภายในร่างกาย ซึ่งจะผาดผ่านเส้นเลือดหัวใจแต่ละเส้น จะมีความดันสูงสุดเมื่อหัวใจบีบตัว และความดันต่ำสุดเมื่อหัวใจคลายตัว เราจะตรวจวัดระดับความดันเลือดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่นั้น จะตรวจจากความดันเลือดเฉลี่ยในการไหลเวียนเลือดจากการสูบของหัวใจที่มีการบีบและคลายตัว ความดันเฉลี่ยที่พบจึงขึ้นอยู่กับความดันเลือดและความต้านทานภายในหลอดเลือด

ค่าความดันเลือด

การบอกค่าความดันจึงถูกวัดออกมาเป็นสองตัวเลข โดยตัวแรกจะเป็น "ความดันซีสโตลิก" และตัวที่สองเป็นความดัน "ไดแอสโตลิก" เช่น 120/80 ค่า 120 คือความดันซีสโตลิก ส่วนค่า 80 คือความดันไดแอสโตลิก โดยมีหน่วยวัดเป็นมิลลิเมตรปรอท

การวัดความดันจะวัดที่แขนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นแขนซ้ายหรือแขนขวา ล้วนให้ค่าความดันเท่ากัน ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถตรวจพบว่าร่างกายมีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นในผนังเลือดหรือหัวใจหรือไม่ หากค่าความดันที่ตรวจวัดได้นั้นไม่ตรงตามค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตามคนปกติก็สามารถตรวจพบความดันเลือดสูงได้ เช่นในช่วงออกกำลังกาย เป็นไข้ ตื่นเต้น โกรธ หวาดกลัว หรือกินยาบางชนิด ดังนั้นในการตรวจจึงอาจจะต้องวัดซ้ำอีกครั้งเพื่อให้เกิดความแน่ใจ

ภาวะความดันโลหิตสูงพบได้บ่อยเพียงใด

ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่พบได้บ่อยทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว ประชากร 1 ใน 3 ของชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่หรือประชากรมากกว่า 76 ล้านคนได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง

พยาธิสรีรภาพ ในระยะแรกผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงจะไม่มีอาการ แต่อาจพบมีความดันเลือดสูงเป็นครั้งคราว เนื่องจากพยาธิสภาพจะเกิดกับหลอดเลือดในหัวใจ ไต สมอง และตาอย่างช้า ๆ โดยหลอดเลือดขนาดใหญ่ เช่น เอออร์ตา หลอดเลือดแดงโคโรนารี เป็นต้น มีไขมันมาเกาะทำให้ผนังชั้นในตีบแคบ และเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง หลอดเลือดอาจฉีกขาดทำให้มีเลือดออก

1. ความดันเลือดสูงปฐมภูมิ หรือความดันเลือดสูงชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด (Essential หรือ Primary hypertension) พบมากกว่าร้อยละ 90 เกิดจากเลือดไปปะทะกับผนังของหลอดเลือด การควบคุมความดันเลือดเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน โดยขึ้นอยู่กับการควบคุมของไตและระบบประสาท โดยไตควบคุมการคั่งของน้ำ และโซเดียม ส่วนระบบประสาทควบคุมความตึงตัวของหลอดเลือด ตามปกติความดันเลือดในหลอดเลือดแดง (Arterial blood pressure: ABP หรือ BP) เกิดจากความต้านทานปลายทางรวมของหลอดเลือด (Total peripheral resistance; TPR) และปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกจากหัวใจต่อนาที (Cardiac output; CO) CO เพิ่มขึ้นเมื่ออัตราการเต้นของหัวใจในหนึ่งนาที (Heart rate: R) และปริมาตรเลือดที่หัวใจบีบออกมาในแต่ละครั้ง (Stroke volume: SV) หรือทั้งสองอย่าง ความต้านทานปลายทางของหลอดเลือดเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น ความหนืดของเลือดเพิ่มขึ้น ขนาดของหลอดเลือด เป็นต้น หากหลอดเลือดหดตัวจะทำให้ความต้านทานของหลอดเลือดสูง หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้นเพื่อให้เลือดไหลผ่านไปได้ ส่งผลให้ความดันเลือดสูงขึ้น หากหลอดเลือดขยายความต้านทานของหลอดเลือดจะลดลง และความดันเลือดจะลดลงตามไปด้วย ดังสมการ ต่อไปนี้

  • BP = CO x TPR
  • CO = SV x HR

การหดตัวหรือขยายตัวของหลอดเลือดส่วนปลายจะควบคุมโดยระบบประสาทซิมพาเทติกและระบบเรนินแองจิโอเทนซิน เมื่อระบบประสาทซิมพาเทติกถูกกระตุ้นจะมีการหลั่งสารแคทีโคลามีน เช่น อิพิเนฟริน นอร์อิพิเนฟริน เป็นต้น ซึ่งจะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวมากขึ้น ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจและแรงบีบตัวของหัวใจห้องล่างเพิ่มขึ้น ส่วนระบบ เรนินแองจิโอเทนซินนั้น เรนินเป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากไตจะเปลี่ยนแองจีโอเทนซินซึ่งสร้างมาจากตับให้เป็นเองจิโอเทนซิน 1 และจะถูกเปลี่ยนเป็นแองจิโอเทนซิน 2 โดยเอนไซม์ทำให้หลอดเลือดหดตัวและควบคุมการหลั่งอัลโดสเตอโรน หากมีการกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก แองจิโอเทนซิน 2 จะยับยั้งการขับโซเดียมออก ซึ่งความดันเลือดสูง ส่วนการหลังเรนิน ออกมามากจะทำให้ความต้านทานปลายทางรวมของหลอดเลือดสูงขึ้นจากปอด ซีงแองจิโอเทนซิน 2 นี้มีฤทธิ์

2. ความดันเลือดสูงทุติยภูมิ หรือความดันเลือดสูงชนิดที่ทราบสาเหตุ (secondary hypertension) เกิดจากความผิดปกติหรือโรคที่ทำให้มีการหลั่งแคทีโคลามีนและเรนินเพิ่มขึ้น รวมถึงโรคที่ทำให้น้ำาและโซเดียมคั่งในร่างกายมากขึ้น ความผิดปกติที่สำคัญซึ่งมีผลทำให้ความดันเลือดสูง มีดังนี้

2.1 ความผิดปกติที่ไต เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความดันเลือดสูงทุติยภูมิมิมากที่สุดพบมากในเด็ก พยาธิสภาพของโรคจะไปกระตุ้นการทำงานของระบบเรนินแองจิโอเทนซินและอัลโดสเตอโรน มีผลทำให้เกิดการคั่งของน้ำและโซเดียมเพิ่มขึ้น เช่น การตีบของหลอดเลือดแดงที่ไต เนื้องอกที่ไต (Wilms' tumor) การอักเสบที่ไต(Glomerulonephritis) เป็นต้น

2.2 ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ มีดังนี้

  • ความผิดปกติของต่อมหมวกไต ทำให้เกิดความดันเลือดสูงทุติยภูมิได้ จากมีการผลิตอัลโดสเตอโรนคอร์ติซอล และแคทีโคลามีน มากเกินไป โรคเนื้องอกของต่อมหมวกไต (Primary aldosterone) ทำให้ความดันเลือดสูงเนื่องจากส่วนคอร์เท็กซ์ของต่อมหมวกไตจะมีการหลั่งอันโดสเตอโรนออกมามากทำให้โซเดียมคั่ง พลาสมามีปริมาตรเพิ่มขึ้น นอกจากนี้โรค Cushing’s syndrome ก็ทำให้ความดันเลือดสูง เนื่องจากคอร์ติซอลที่หลั่งออกมาจากต่อมหมวกไตส่วนคอเท็กซ์ทำให้โซเดียมคั่ง แองจิโอเทนซิน 2 เพิ่มขึ้น และเกิดการตอบสนองของหลอดเลือดต่ออิพิเนฟริน สวนโรคเนื้องอกของต่อมหมวกไตส่วนเมดัลลา (Pheochromocytoma) ทำให้ความดันเลือดสูงชนิดร้ายแรง เพราะมีการหลั่งอิพิเนฟรินและนอร์อิพิเนฟรินออกมามากเกินไป ทำให้หลอดเลือดหดตัว
  • ความผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์ เช่น โรคร่างกายสูงใหญ่ไม่สมส่วน (Acromegaly) ทำให้มีอัลโดสเตอโรนมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการคั่งของน้ำและโซเดียม
  • ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ เช่น โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยหรือมากเกินไป (Hypothyroidism หรือ Hyperthyroidism)
  • ความผิดปกติของระบบประสาท เช่น ภาวะที่มีเลือดออกในสมอง (Intracranial hemorrhage) ทำให้มีความดันในสมองเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุให้มีความดันเลือดสูงขึ้น

2.3 การใช้ยาหรือสารเคมีบางชนิด เช่น Sympathomimetics amines, Glucocorticoids, Cyclosporin, Amphetamine, Non-steroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) เอสโตรเจนเป็นต้น

2.4 การตั้งครรภ์ผิดปกติ เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Toxemia of pregnancy)

สาเหตุของโรคความดันเลือดสูง

สำหรับสาเหตุของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงนั้นมีอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน คือ

  1. เกิดจากพันธุกรรม ซึ่งโอกาสที่คนในครอบครัวจะเป็นโรคชนิดนี้เป็นไปได้สูงมาก 
  2. เกิดจากโรคอ้วนหรือร่างกายมีน้ำหนักที่เกินตัว เนื่องจากโรคชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดต่างๆ เกิดภาวะตีบจากภาวะไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด เมื่อเกิดโรคชนิดนี้ขึ้นในร่างกาย ก็จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมาได้ง่าย
  3. เกิดจากการเป็นโรคไตเรื้อรัง เนื่องจากโรคชนิดนี้จะส่งผลถึงการสร้างเอนไซม์และฮอร์โมนที่มีส่วนในการควบคุมความดันโลหิต
  4. เกิดจากการมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เพราะในบุหรี่มีสารพิษที่อยู่ในควันปริมาณมาก ซึ่งเป็นสารที่ส่งผลต่อการทำให้เกิดการอักเสบ เกิดการตีบตันของหลอดเลือดต่างๆ รวมทั้งหลอดเลือดไต อีกทั้งยังส่งผลต่อหลอดเลือดหัวใจ
  5. เกิดจากการดื่มสุรา เพราะการดื่มสุราจะส่งผลทำให้หัวใจของคนเราเกิดภาวะที่เต้นเร็วกว่าปกติ และนั่นก็จะส่งผลต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงสูงถึงประมาณ 50% ของผู้ที่ติดสุรา
  6. เกิดจากการทานอาหารที่มีรสเค็มเป็นประจำ เพราะความเค็มที่ร่างกายได้รับในปริมาณที่มากจนเกินไป มีส่วนทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้
  7. เกิดจากการไม่หมั่นออกกำลังกาย เพราะการไม่ออกกำลังกายนั้นจะส่งผลต่อการเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน ซึ่งหากเผชิญกับโรคทั้งสองชนิดนี้ ก็จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงได้
  8. เกิดจากผลข้างเคียงของการทานยา เช่น การทานยาที่อยู่ในกลุ่มสเตียรอยด์

การใช้ยามากๆ มีผลต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง  

การใช้ยาเพื่อควบคุมอาการเจ็บป่วยหรือภาวะต่างๆ เช่น ข้ออักเสบ ชัก หรือยารักษาไข้หวัด ภูมิแพ้เหล่านี้สามารถส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ และยาดังกล่าวยังสามารถส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการรักษาของยาลดอาการความดันโลหิตสูงให้แย่ลงได้ ยาที่มีผลต่อความดันโลหิต ประกอบด้วย:

สเตียรอยด์ (Corticosteroids): ยาสำหรับลดอาการอักเสบ มักถูกจ่ายเพื่อรักษาภาวะข้ออักเสบ หอบหืด หรือโรคเรื้อรังบางชนิด ตัวอย่างของยาชนิดนี้:

  • Prednisolone (เพรดนิโซโลน) เช่น Sterapred (สเตอราเพรด)
  • Methylprednisolone (เมทิลเพระนิโซโลน) เช่น Medrol (เมอร์ดรอล) Meprolone (เมโพรลีน)
  • Dexamethasone (เด้กซาร์เมทาโซน) เช่น Decadron(เดอคารอน)
  • Cortisone(คอร์ติโซน)

ยารักษาอาการซึมเศร้าชนิดไตรไซคลิก (Tricyclic antidepressants): นอกเหนือจากการใช้รักษาโรคซึมเศร้า ยารักษาอาการซึมเศร้าชนิดไตรไซคลิกมักถูกใช้ในการรักษาโรคไมเกรน (Migraine) และยังเป็นที่รู้กันว่า สามารถเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้นได้ ตัวอย่างของยาชนิดนี้:

  • Desipramine(เดซิพรามีน) เช่น Pertofrane (เพอโตเฟรน) Norpramin (นอร์พรามีน)
  • Protriptyline (โปรทริปทีลีน) เช่น Vivactil (วีแวคทีล)
  • Amitriptyline (อมิทริปทีลีน) เช่น Elavil (เอลาวิล)
  • Endep (เอนเดพ) -Vanatrip (แวนาทริป)
  • Nortryptyline (นอร์ทริปทีลีน) เช่น Pamelor (พาเมลอร์), Aventyl (อะเวนทีล) NSAIDS(Non-steroidal anti-inflammatory drugs: ยาเอ็นเสด)

ยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์โดยการลดการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นยาที่นิยมใช้ในการรักษาข้ออักเสบ รวมไปถึงอาการเจ็บปวดทั่วไป เช่น

  • Ibuprofen (ไอบูโพรเฟน) เช่นMotrin(โมทริน) Advil(แอดวิล)
  • Naproxen(นาพรอกเซน) เช่น Aleve(แอลีฟ) Naprosyn(นาโพรซิน)
  • Aspirin (แอสไพริน)

ยาแก้คัดจมูก (Decongestants) ยาชนิดนี้ซึ่งนิยมใช้ในการรักษาไข้หวัดและภูมิแพ้ สามารถเพิ่มระดับความดันโลหิตและมีผลต่อประสิทธิภาพของยาลดความดันโลหิตด้วย เช่น

  • Diphenhydramine(ไดเฟนไฮดรามีน) เช่น Benadryl (เบนาดริล) Unisom (ยูนีซัม) Sominex (โซมีเนกซ์)
  • Pseudoephedrine(ซูโดเอฟิดรีน) เช่น Sudafed (ซูดาเฟด) Contac(คอนแทค)
  • Phenylephrine(ฟีนิลเอฟรีน) เช่น Sudafed PE (ซูดาเฟด พีอี)

ยารักษาโรคไมเกรน: ผลข้างเคียงของยารักษาไมเกรน จะทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง มักเป็นสาเหตุของความดันโลหิตสูง เช่น

  • Zolmitriptan(โซลมีทริปแทน) เช่น Zomig(โซมิก)
  • Isometheptene (ไอโซเมเท้พทีน) เช่น Midrin(มิดริน)
  • Ergotamine (เออร์โกตามีน) เช่น Cafergot (คาเฟอร์กอต)
  • Dihydroergotamine (ไดไฮโดรเออร์โกตามีน) เช่น Migranal nasal spray (ยารักษาไมเกรนชนิดฉีดพ่นในจมูก)
  • Almotriptan(แอลโมทริปแทน) เช่น Axert(แอกเซิร์ท)
  • Sumatriptan (ซูมาทริปแทน) เช่น Imitrex(อิมิเทรกซ์)

การใช้ฮอร์โมนเพื่อรักษาอาการของภาวะประจำเดือนหมดหรือวัยทอง สามารถเพิ่มระดับความดันโลหิตส่วนซิสโตลีให้สูงขึ้นเล็กน้อย หากทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูง แต่ต้องการรักษาด้วยฮอร์โมน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงวิธีที่ดีที่สุดในการคุมความดันของโลหิต

นอกจากนี้ยาเสพติดชนิดต่างๆ เช่น โคเคน Ecstasy (เอ็กซ์ตาซี) หรือยาบ้า ก็ทำให้ความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน

ปัจจัยเสี่ยงของภาวะความดันโลหิตสูง

ปัจจัยดังต่อไปนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้ 

  • อายุ: ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะผู้ชายที่อายุมากกว่า 45 ปีและผู้หญิงที่อายุมากกว่า 65 ปี
  • เชื้อชาติแอฟริกัน - อเมริกัน: พบว่ามีความเสี่ยงในการเกิดโรคเร็วกว่าและรุนแรงกว่า หากเกิดภาวะแทรกซ้อนจะอันตรายกว่ามาก
  • ประวัติครอบครัว: ความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มที่จะสืบทอดทางพันธุกรรมได้
  • ความอ้วน: โดยเฉพาะการอ้วนลงพุง ทำให้เกิดหลอดเลือดตีบแคบและทำให้ค่าความดันโลหิตสูงขึ้นได้
  • พฤติกรรมนั่ง ๆ นอน ๆ: การที่ร่างกายเฉื่อยชา ไม่ได้ออกกำลังกาย มักมีความเกี่ยวข้องกับโรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และอัตราการเต้นของหัวใจที่มากขึ้น ซึ่งทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น
  • การสูบบุหรี่และผู้ที่ได้รับควันบุหรี่: สารเคมีในบุหรี่สามารถทำลายผนังหลอดเลือดแดงได้ ซึ่งทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง นำไปสู่ความดันโลหิตที่สูงขึ้น
  • การเลือกรับประทานอาหาร: อาหารบางชนิดสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงได้ เช่น 
    • อาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง ทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำเข้าไปมากและเกิดภาวะความดันโลหิตสูงชั่วคราว
    • อาหารที่มีโพแทสเซียมน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถรักษาระดับของโซเดียมในเซลล์ได้ ทำให้เกิดภาวะโซเดียมเกินในเลือด
    • วิตามินดี การรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีน้อยไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง
    • การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากกว่า 170 มิลลิลิตรสำหรับผู้ชายและ 85 มิลลิลิตรสำหรับผู้หญิง
  • ความเครียด: ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงชั่วคราวได้
  • โรคเรื้อรัง: เช่น โรคไตเรื้อรัง ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับหรือโรคเบาหวาน
  • การตั้งครรภ์
  • การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด

อาการของโรคความดันเลือดสูง

 ผู้ป่วยความดันเลือดสูงส่วนมากไม่มีอาการ บางรายอาจปวดศีรษะ เลือดกำเดาไหล หูอื้อ เวียนศีรษะเป็นลม แต่จุดสำคัญที่ต้องทราบไว้คือ ผู้ป่วยส่วนมากที่มารับการตรวจแล้ว พบว่าความดันเลือดสูงนั้น ไม่มีอาการมาก่อนเลย ดังนั้นการตรวจวัดความดันเลือดจึงเป็นสิ่งควรกระทำ แม้จะไม่มีอาการ อย่างน้อยละปี 2 ครั้ง

จะทราบได้อย่างไรว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง?

วิธีเดียวที่จะทราบถึงภาวะความดันโลหิตสูงคือการวัดระดับความดันโลหิตเท่านั้น การตรวจวัดที่นิยมกันทั่วไปคือการวัดความดันด้วย Stethoscope (เสต็ธโทสโคป) และเครื่องความดันรัดแขน (Blood Pressure Cuff) โดยเจ้าหน้าที่จะนำแผ่นวัดมาพันรัดรอบแขนของผู้ตรวจในท่านั่ง จากนั้นจะวัดความดันโดยใช้ เกจวัดความดัน (Pressure-measuring Gauge) เนื่องจากความดันโลหิตจะไม่คงระดับตลอดวัน แพทย์จึงต้องทำการตรวจวัดความดัน 2 ถึง 3 ครั้งเพื่อยืนยันผลการตรวจ ในบางครั้งแพทย์จะต้องทำการวัดความดันที่แขนทั้งสองข้างเพื่อเปรียบต่างระดับความดัน การตรวจวัดความดันจะแปลผลได้ 2 ค่า มีหน่วยวัดเป็นมิลลิเมตรปรอท ซึ่งค่าความดันโลหิตอย่างแรกคือ ค่าความดันในเส้นเลือดแดงเมื่อหัวใจบีบตัว เรียกว่า ค่าความดันซิสโทลิก (Systolic Pressure) ส่วนค่าความดันโลหิตอย่างที่สองนั้นคือ ค่าความดันในเส้นเลือดแดงช่วงที่หัวใจคลายตัว เรียกว่า ค่าความดันไดแอสโทลิก (Diastolic Pressure)

สามารถแปลผลการวัดค่าความดันออกมาได้ 4 ประเภท 

1.ความดันระดับปกติ ค่าความดันจะน้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท หากค่าความดันโลหิตสูงกว่าจำนวนดังกล่าว อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

2. Prehypertension(ความดันก่อนภาวะความดันโลหิตสูง) คือ ค่าความดันซิสโทลิกที่อยู่ระหว่าง 120 ถึง 139 มิลลิเมตรปรอท หรือค่าความดันไดแอสโทลิกที่อยู่ระหว่าง 80 ถึง 89 มิลลิเมตรปรอท

3.ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 มีค่าความดันซิสโทลิกอยู่ระหว่าง 140 ถึง 159 มิลลิเมตรปรอท หรือค่าความดันไดแอสโทลิกอยู่ระหว่าง 90 ถึง 99 มิลลิเมตรปรอท

4.ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2 มีค่าความดันซิสโทลิกเท่ากับหรือมากกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท หรือค่าความดันไดแอสโทลิกเท่ากับหรือมากกว่า 100 มิลลิเมตรปรอท

นอกจากนี้ยังมีภาวะความดันโลหิตสูงอีกประเภทหนึ่ง ที่มีค่าความดันซิสโทลิกสูงเพียงอย่างเดียว (Isolated Systolic Hypertension) ซึ่งระดับความดันซิสโทลิกจะขึ้นสูงแต่ความดันไดแอสโทลิกอยู่ในระดับปกติ ความดันโลหิตประเภทต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นผลการจำแนกจากประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไป

การตรวจวัดแบบอื่นๆ ที่ควรตรวจมีอะไรบ้าง?

หากพบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูง แพทย์อาจจำต้องส่งตรวจอาการเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาสัญญาณป่วยของโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนี้

1. ตรวจปัสสาวะ

2. ตรวจเลือด

3. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

4. ตรวจค่าไขมัน cholesterol (คอเลสเทรอล)

การวัดความดันโลหิตด้วยตนเอง

เพื่อการแปลผลค่าความดันโลหิตที่แม่นยำขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้บันทึกค่าความดันโลหิตระหว่างอยู่ที่บ้านหรือขณะทำงาน ลงในมอนิเตอร์วัดความดันโลหิต การกระทำดังกล่าว สามารถช่วยให้ตรวจสอบได้ว่า การรักษาดำเนินไปด้วยดีหรือว่าโรคนั้นเลวร้ายลงหรือไม่

ภาวะความดันโลหิตสูงในเด็ก

ปัจจุบันตรวจพบภาวะความดันโลหิตสูงในเด็กและวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้น โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • โรคไตหรือโรคหัวใจ
  • พฤติกรรมแย่ ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด การไม่ออกกำลังกาย
  • เด็กที่มีเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันและเม็กซิกันอเมริกันมีโอกาสเกิดความดันโลหิตสูงมากกว่าชาวอเมริกันผิวขาว
  • เด็กผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กผู้หญิง

ภาวะแทรกซ้อน

หากไม่ได้รับการรักษา ภาวะความดันโลหิตสูงสามารถนำไปสู่โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น

  • โรคหลอดเลือดในสมองตีบ/แตก
  • โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  • หัวใจล้มเหลว
  • ไตวาย
  • โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ
  • โรคจอประสาทตาเสื่อม

ความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง

สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โอกาสที่คุณจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งนั้นมีอยู่สูงมาก ซึ่งโรคชนิดนี้จะส่งผลต่อการทำให้สมองอยู่ในภาวะของการขาดเลือด หรือบางครั้งอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกได้ ในส่วนของอาการที่จะคอยเตือนให้คุณรู้ตัวในขณะที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ต่อการเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งนั่นก็คือ มักมีอาการชาหรืออาการอ่อนแรงในบริเวณแขนขา หรือบางครั้งจะเกิดขึ้นในบริเวณของใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง มีอาการตามัวหรือมองภาพไม่ชัดเจนในข้างใดข้างหนึ่งเช่นกัน ที่สำคัญจะมีอาการพูดลำบากหรือบางครั้งพูดไม่ได้ ซึ่งถือเป็นอาการเดียวกับโรคอัมพาต

การรักษาความดันเลือดสูงโดยไม่ใช้ยา

 ในผู้ป่วยความดันเลือดสูงบางรายที่มีระดับไม่สูงมากนัก แพทย์อาจยังไม่ให้ยารักษาระยะที่แพทย์ให้เฝ้าสังเกตอาการอยู่นั้นแพทย์อาจแนะนำวิธีการลดความดันเลือดโดยไม่ใช้ยา ซึ่งมีวิธีที่พิสูจน์แน่ชัดแล้ว่าได้ผลอยู่ 3 วิธีคือ

  1. วิธีจำกัดเกลือ
  2. วิธีลดน้ำหนัก
  3. วิธีออกกำลังกาย

วิธีการอื่น ๆ ที่อาจลดความดันเลือดได้บ้างก็มีการลดความเครียด การทำสมาธิ การงดบุหรี่ เป็นต้น

วิธีจำกัดเกลือ

 ผู้ป่วยด้วยโรคความดันเลือดสูง ควรรับประทานเกลือแกงได้ไม่เกินวันละประมาณ 5 กรัมต่อวัน ซึ่งจะทำได้โดยเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เค็มจัดทุกชนิด และไม่เติมเกลือหรือน้ำปลาในอาหารมาก ๆ จนเป็นนิสัย

วิธีลดน้ำหนัก

 จะใช้ลดความดันเลือดเฉพาะในผู้ป่วยที่อ้วนเกินไปเท่านั้นใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วยที่ผอมอยู่แล้ว การลดน้ำหนักกระทำได้โดยลดปริมาณอาหารประเภทไขมันและแป้งลงให้เหลือเท่าที่จำเป็น งดรับประทานอาหารว่างนอกเหนือจากอาหารมื้อประจำ ออกกำลังกายตามความเหมาะสม

วิธีออกกำลังกาย

 ควรเลือกการออกกำลังกายที่ต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายมาก ๆ เช่น วิ่ง เดิน ถีบจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเล่นเทนนิส เป็นต้น ไม่ควรเลือกการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมาก ๆ เช่น ยกน้ำหนัก เพาะกาย ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมออย่างน้อยประมาณสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 15-20 นาทีเป็นอย่างน้อย

การใช้ยารักษาความดันเลือดสูง

 ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งยารักษา ไม่ควรซื้อยารับประทานเองเพราะยาในกลุ่มนี้อาจมีผลข้างเคียงบางอย่างที่ร้ายแรง และอีกประการหนึ่ง การซื้อยารับประทานเองอาจรักษาความดันเลือดสูงไม่ได้ผลหรือกลับทำให้ความดันเลือดลดต่ำเกินไปได้

ยารักษาความดันเลือดสูงในปัจจุบันมีนับร้อยชนิด แพทย์จะสั่งให้ผู้ป่วยรับประทาน โดยดูสภาพความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละคน และดูระดับความดันเลือดก่อนรักษาเป็นเกณฑ์ ผู้ป่วยจะเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนักในการรักษา ในปัจจุบันแพทย์สามารถควบคุมความดันเลือดสูงให้ลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้โดยถ้าความดันเลือดผู้ป่วยไม่สูงมากอาจใช้เงินรักษาเพียงวันละไม่เกิน 1 บาท ไปจนถึง 4-5 บาท/วัน แล้วแต่ความเหมาะสม ในรายที่ความดันเลือดสูงมาก อาจต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งผู้ป่วยอาจเสียค่ายาถึงวันละ 15-20 บาท/วัน แต่ก็จำเป็นมากที่ต้องรักษาเนื่องจากในผู้ป่วยพวกนี้ถ้าไม่รักษาผลตามมาภายหลังจะรุนแรงและต้องหมดเปลืองค่ารักษาภายหลังมากกว่านี้อีกหลายเท่า

ระยะเวลาของการรักษา

  • ผู้ป่วยที่ความดันเลือดสูงมาก อาจต้องรักษาไปตลอดชีวิต
  • ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงปานกลาง อาจหยุดยาได้หลังจากรักษาไประยะเวลาหนึ่ง เช่น 1 ปี ถึง 2 ปี แต่ยังต้องมาพบแพทย์เพื่อวัดความดันเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ และเริ่มรักษาถ้าความดันเลือดกลับขึ้นสูงอีก

วิธีการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

ในส่วนของการป้องกันเพื่อไม่ให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงสามารถทำได้โดยการหมั่นทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นอาหารที่ให้คุณค่าสารอาหารที่ครบทั้ง 5 หมู่ทุกๆ วัน โดยทานอาหารแต่ละหมู่ในปริมาณที่เหมาะสม นั่นก็คือ ทานอาหารโดยที่ไม่ทำให้สุขภาพร่างกายเกิดถาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักที่เกินเกณฑ์ และควรจัดการอาหารประเภทที่ให้ไขมัน แป้ง น้ำตาล และอาหารรสชาติเค็มทิ้งไป โดยเพิ่มปริมาณของผักและผลไม้ชนิดที่ไม่หวานมากแทน สำหรับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การให้ร่างกายมีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอ รวมทั้งการหมั่นทำให้จิตใจสงบและมีสติยิ่งขึ้นก็มีส่วนในการป้องกันไม่ให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้แล้ว ทั้งนี้ก็อย่าลืมตรวจสุขภาพประจำปีด้วยเช่นกัน เพราะการตรวจหาโรคความดันโลหิตสูงนั้น สามารถทำการตรวจได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี เมื่อมีโอกาสเสี่ยงหรือกำลังเผชิญกับโรคดังกล่าว ก็สามารถรับมือได้ทัน เนื่องจากแพทย์จะให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเพื่อปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง

วิธีการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง

สำหรับการดูแลตนเองในช่วงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ก็คงไม่พ้นจากการแนะนำของแพทย์หรือพยาบาลอย่างเคร่งครัดและถูกวิธี ทั้งนี้ก็ควรทานยาให้ครบถ้วนตามที่แพทย์สั่ง ควรงดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมัน อาหารรสเค็ม หมั่นจำกัดและควบคุมปริมาณอาหาร เพื่อไม่ให้เกิดภาวะโรคอ้วนหรือร่างกายที่มีน้ำหนักที่เกินเกณฑ์ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือการสูดดมกลิ่นควันบุหรี่ งดดื่มสุรา รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่ทำให้สุขภาพจิตต้องเผชิญกับเรื่องแย่ๆ ให้ต้องเครียด กดดัน หรือเป็นกังวลจนทำให้อาการทรุดลง ที่สำคัญควรเข้าพบแพทย์ตามนัดเสมอ แต่หากมีอาการที่ผิดปกติเช่น ปวดศีรษะรุนแรง มีอาการเหนื่อยผิดปกติ เจ็บแน่นในบริเวณหน้าอก มีอาการใจสั่น เหงื่อออกเป็นจำนวนมาก แขนและขาเกิดอาการอ่อนแรง ปากเบี้ยว และคลื่นไส้อาเจียน ก็ควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง

การพยาบาล ดูแลให้ผู้ป่วยมีความสุขสบาย และหายจากอาการปวดศีรษะ โดยให้พักผ่อนให้เพียงพอ ให้ยาลดความดันเลือดและติดตามผลข้างเคียงของยา ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากยาลดความดันเลือด โดยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนท่าการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ และหลีกเลี่ยงอากาศร้อน สอนให้ผู้ป่วยวัดความดันเลือดด้วยตนเอง ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยหมั่นวัดความดันเลือดอยู่เสมอ เปลี่ยนสุขนิสัยในการรับประทานอาหาร หมั่นออกกำลังกาย กระตุ้นให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักเพื่อป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว งดสูบบุหรี่ รวมทั้งดูแลให้ผู้ป่วยคลายความวิตกกังวลและคลายเครียด เน้นให้ผู้ป่วยทราบว่า ความดันเลือดสูงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมได้ ติดตามผลการตรวจเลือดหา Electrolytes, BUN, Creatinine, Lipid profile และการตรวจโปรตีนในปัสสาวะ ให้ความรู้ผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับยา การมาตรวจตามนัด การลดกิจกรรม การงดสูบบุหรี่ การลดการดื่มสุรา และการลดอาหารที่มีโซเดียม

อาหารสำหรับคนความดันสูง

โรคความดันสูง เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ถึงแม้ความดันสูงจะเกิดไห้จากหลากหลายสาเหตุ แต่ก็สะท้อนได้ว่าโรคนี้มักเกิดจากการสะสมจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา จนสุดท้ายมาออกฤทธิ์เมื่อมีอายุที่มากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการทานอาหาร โดยเฉพาะส่วนใหญ่ที่มักทานตามใจปาก เน้นอาหารอร่อยรสชาติถูกใจ ถึงแม้จะเค็มบ้างเผ็ดบ้างแต่ก็ทานเพื่อความสุขโดยไม่ทันระวังตัวจนเมื่ออายุมากขึ้นถึงได้ส่งผลเสียที่ตามมา

อาหารที่เป็นภัยต่อความดันสูง

โรคความดันโลหิตสูง หรือภาวะความดันโลหิตสูง เป็นอีกหนึ่งโรคที่สามารถพบได้บ่อยในวัยกลางคนไปจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม ความเครียด การทานอาหาร และการที่มักไม่ค่อยออกกำลังกาย เมื่อเป็นแล้วมักจะเป็นสาเหตุของโรคอื่น ๆ อีกมากมาย หากไม่พูดถึงสาเหตุที่มาจากพันธุกรรมสาเหตุรองลงมามักจะเป็นเรื่องของพฤติกรรมการทานอาหาร และการใช้ชีวิตของเรา มาดูกันเลยว่าอาหารอะไรที่เป็นภัยต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงบ้าง

  • อาหารรสเค็ม เพราะโซเดียมเป็นภัยร้ายที่ทำให้เกิดโรคความดันสูง เกลือหรือโซเดียมเป็นส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย  โซเดียมจะทำหน้าที่ควบคุมอัตราการถ่ายเทของน้ำในเซลล์ มีบทบาทสำคัญในการสื่อสัญญาณไฟฟ้าระหว่างเซลล์ประสาท ช่วยเผาผลาญโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แต่ถ้าหากมีมากเกินไป จะกลายเป็นการไปดูดน้ำในเซลล์ต่าง ๆ เพราะโซเดียมนี้มีคุณสมบัติดูดน้ำได้ดี ทำให้เป็นอันตรายต่อภาวะความดันสูง สังเกตจากเมื่อเราทานเกลือ หรืออาหารที่ใส่ผงชูรสเยอะเราจะหิวน้ำเป็นพิเศษนั่นเอง ลักษณะเดียวกันกับการที่นำเกลือไปทำไอศกรีมนั่นก็เพราะเกลือจะไปช่วยดูดความชื้นออกทำให้ไอศกรีมมีความแข็ง
  • อาหารที่มีไขมันสูง อาหารประเภททอด แกงที่มีกะทิทั้งหลายควรเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพราะคนที่มีน้ำหนักมากมักเป็นโรคความดันสูง เพราะคนที่มีอายุมากขึ้นความสรมารถในการเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันมาก ๆ ยิ่งก่อให้เกิดการสะสมตามส่วนต่าง ๆ ตองร่างกาย ยิ่งเป็นการเพิ่มอุปสรรค์ต่อการเผาผลาญพลังงาน
  • กาแฟ ชา และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในกาแฟจะมีคาเฟอีนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งเจ้าคาเฟอีนนี้เองที่ส่งผลทำให้ระดับความดันเลือดเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงหรือเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้เมื่อได้รับคาเฟอีนเข้าไปจะทำให้มีระดับความดันโลหิตสูงกว่าปกติ แถมยังลดประสิทธิภาพในการทำงานของยาลดความดันโลหิตบางกลุ่มอีกด้วย

อาหารที่ควรทานเพื่อลดความดันโลหิตสูง

  1. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ นอกจะมีแมกนีเซียมสูงอย่างที่กล่าวมาแล้ว ยังอุดมไปด้วย โพแทสเซียม และแคลเซียมสูง ควรเลือกโยเกิร์ตรถธรรมชาติเพราะไม่มีคลอเรสเตอรอล ซึ่งดีต่อสุขภาพมากกว่า
  2. ปลานิล ปลาเนื้อขาวส่วนใหญ่อุดมไปด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียม และโพแทสเซียม โดยเฉพาะปลานิลที่มีประโยชน์ต่อคนที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิต
  3. กีวี กีวีอุดมด้วยวิตามินซีสูงมาก ซึ่งเจ้าวิตามินซีนี่เองที่จะทำงานร่วมกับแร่ธาตุโพแทสเซียมช่วยปรับสมดุลระดับความดันโลหิตของเราได้
  4. อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่มีกรดไขมันชนิดดี (HDL) ช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ในกระแสเลือด โดยเฉพาะไขมันเลวชนิดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุโพแทสเซียมอยู่ถึงร้อยละ 10 ที่จะช่วยคงสมดุลของระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติได้
  5. ผักคะน้า ผักใบเขียวอย่างคะน้าอุดมด้วยวิตามินซีสูง เมื่อปรุงสุกแล้วจะมีแร่ธาตุโพแทสเซียมกับแคลเซียมเป็นจำนวนมาก ทำงานร่วมกับวิตามินซี ช่วยเพิ่มการกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานเป็นปกติ
  6. พริกหยวกแดง มีแร่ธาตุโพแทสเซียมที่พร้อมจะช่วยปรับสมดุลความดันเลือดของเราให้เป็นปกติ
  7. บรอกโคลี อุดมด้วยโพแทสเซียมที่จะช่วยปรับสมดุลระดับความดันเลือดของเราให้เป็นปกติได้
  8. ธัญพืชต่างๆ โดยเฉพาะถั่ว นอกจากจะช่วยลดความดันโลหิตสูงแล้ว ยังมีไขมันดีที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายอีกด้วย ทั้งนี้ควรเลือกธัญพืชประเภทที่ไม่อบเกลือ เพื่อเลี่ยงโซเดียมนั่นเอง
  9. แตงโม เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หลากหลาย อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด อย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบีรวม แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส มีส่วนช่วยควบคุมการไหลเวียนของโลหิต และควบคุมการขยายตัวของเส้นเลือด
  10. ขึ้นฉ่าย มีประโยชน์ในการช่วยทำให้เจริญอาหาร กระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร และยังเป็นผักที่มีโพแทสเซียมสูงซึ่งช่วยในการขยายตัวของหลอดเลือดได้ดี ช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดช่วยลดและยังลดความเครียดที่ก่อให้เกิดปัญหาเส้นเลือดอุดตัน

เมื่อมีศัตรูอย่างโซเดียม ก็มักจะมีมิตรต่อการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงเสมอ จะเห็นว่าอาหารที่ดีต่อภาวะโรคความดันโลหิตสูงมักเป็นอาหารที่มี อาหารที่มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมเสียส่วนใหญ่ เจ้าโพแทสเซี่ยมแมกนีเซียมนี้ เปรียบเสมือนตัวช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติได้ และที่สำคัญถึงแม้จะเลือกอาหารที่ดีแล้ว หากจะให้ดีกว่านี้ควรส่งเสริมการออกกำลังกายด้วย เพราะการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโรคอื่น ๆ และเสริมความแข็งแรงให้กับร่างกายด้วย


บทความน่าอ่าน

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เมื่ออายุมากขึ้นโรคภัยที่ตามมาอันดับหนึ่งเลยคือโรคอะไรคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เป็นความดันสูง ตะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การดูแลคนป่วยที่เป็นโรคไต,เบาหวาว, โรคเกาต์
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ความดันโลหิต
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่