Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ยา

คอร์ติโคสเตียรอยด์คืออะไร ?

คอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นยาที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นโดยทำหน้าที่เหมือนกับฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกายยากลุ่มนี้จะช่วยลดอาการอักเสบ และมีผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 564,119 คน

คอร์ติโคสเตียรอยด์คืออะไร ?

คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เป็นยากลุ่มสเตียรอยด์ที่สังเคราะห์ขึ้นโดยทำหน้าที่เหมือนกับฮอร์โมนคอร์ติซอลในร่างกาย ยากลุ่มนี้ช่วยลดอาการอักเสบ และมีผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกายหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น

คอร์ติโคสเตียรอยด์สามารถใช้ได้ในหลายรูปแบบ เช่น ยาเม็ด ยาน้ำ ครีมทาผิวหนัง ยาหยอดตา ยาหยอดหู ยาฉีด หรือยาให้ทางหลอดเลือด เป็นต้น โดยยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ใช้บ่อยได้แก่

  • Cortisone
  • Hydrocortisone
  • Sterapred (Prednisone)
  • Medrol (Methylprednisolone)
  • Orapred (Prednisolone)

คอร์ติโคสเตียรอยด์ ใช้รักษาอะไรได้บ้าง?

ปกติแล้ว แพทย์มักใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์รักษาโรคดังต่อไปนี้

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์

การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อได้ เพราะฉะนั้นจึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้ง หากมีอาการที่บอกถึงการติดเชื้อ เช่น เป็นไข้ เจ็บคอ ไอ และควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งเกี่ยวกับโรคประจำตัวอื่นๆ ก่อนจะเริ่มใช้ยาชนิดนี้ โดยเฉพาะ

  • โรคเบาหวาน
  • โรคใดๆ เกี่ยวกับดวงตา
  • โรคตับ 
  • โรคไต 
  • โรคหัวใจ
  • ภาวะซึมเศร้า หรือโรคทางจิตใจอื่น ๆ
  • โรคกระดูกพรุน
  • โรควัณโรค

ผลข้างเคียงจากคอร์ติโคสเตียรอยด์

คอร์ติโคสเตียรอยด์ สามารถให้ผลข้างเคียงที่หลากหลายและแตกต่างกันไปตามขนาดยาที่ได้รับ เช่น

  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น
  • กระหายอาหารหรือน้ำมากขึ้น
  • ปัสสาวะบ่อย
  • อารมณ์แปรปรวน
  • สายตาพร่ามัว
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ทำให้หยุดการเจริญเติบโตในเด็ก (Stunted growth)
  • ขนตามร่างกายเพิ่มขึ้น
  • สิว
  • มีรอยฟกช้ำได้ง่าย
  • หน้าบวม
  • โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
  • ความดันโลหิตสูง
  • ทำให้โรคเบาหวานแย่ลง
  • กระวนกระวาย กระสับกระส่าย
  • ท้องไส้ปั่นป่วน
  • มีปัญหาเรื่องการนอน
  • ภาวะน้ำคั่งในร่างกาย (Water retention)
  • โรคต้อกระจก หรือ ต้อหิน
  • การติดเชื้อทางผิวหนังหรือช่องคลอด 

อย่างไรก็ตาม ห้ามหยุดใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจทำให้เกิดอาการถอนยาได้ ซึ่งแพทย์จะปรับขนาดยาลงเพื่อหยุดการรักษาโดยไม่ให้เกิดอาการถอนยา 

หากใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีปริมาณโซเดียมน้อยแต่มีโพแทสเซียมมากแทน นอกจากนี้แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานโปรตีนมากขึ้น แต่ก็ต้องระวังปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับควบคู่กันไปเพื่อป้องกันน้ำหนักเพิ่ม นอกจากนี้ยังต้องระวังการรับประทานเกรปฟรุตทั้งแบบผลและน้ำขณะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เนื่องจากผลไม้นี้อาจมีผลต่อการทำงานของยา

หากกำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าอาจจะตั้งครรภ์ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์ เพราะยากลุ่มนี้อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก 


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป