Vitamin D (วิตามินดี)

เผยแพร่ครั้งแรก 23 พ.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 19 พ.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 8 นาที

วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและถูกเก็บไว้ในชั้นเนื้อเยื่อไขมัน อาจเรียกกันว่า "วิตามินแสงแดด" เพราะร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีด้วยตัวเองจากการสัมผัสแสงแดด อาจใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของวิตามินดี แต่มีอาหารไม่กี่ชนิดที่มีวิตามินนี้ วิตามินดีช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก นอกจากนี้ยังช่วยเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ  หัวใจ ปอด และสมอง

ภาวะขาดวิตามิน D

ภาวะขาดวิตามินดีเกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่ได้รับวิตามินดีเพียงพอในการคงความมีสุขภาพที่ดี ภาวะที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีคือมีผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เป็นโรคอ้วน หรือมีผิวคล้ำ การขาดวิตามิน D รุนแรงอาจนำไปสู่การเกิดโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) (ภาวะที่กระดูกอ่อนแอและเปราะบางในผู้ใหญ่) หรือโรคกระดูกอ่อน (rickets) (เป็นภาวะที่กระดูกอ่อนตัวและอ่อนแอในเด็ก) ยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการขาดวิตามินดีอาจเชื่อมโยงกับเงื่อนไขอื่น ๆ รวมทั้งโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคหอบหืด, ความจำเสื่อม, ภาวะซึมเศร้า และโรคภูมิต้านทานบางอย่างผิดปกติ แต่ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุของอาการดังกล่าวกับภาวะขาดวิตามินดีอย่างชัดเจน การทดสอบภาวะขาดวิตามิน D ทำได้โดยการตรวจเลือด

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจวิตามินวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1710 บาท ลดสูงสุด 2595 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

191

คำเตือนสำหรับวิตามิน D

วิตามิน D อาจทำให้เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง ควรแจ้งแพทย์หากมีอาการแพ้ใด ๆ ก่อนที่จะกินอาหารเสริมตัวนี้ วิตามินดีอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด  ถ้าคุณกินวิตามินดี และมีภาวะเบาหวานร่วมด้วย  แพทย์อาจต้องระวังมากขึ้น

ควรแจ้งแพทย์ถ้าคุณมีหรือเคยมีภาวะโรคดังต่อไปนี้:

  • ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
  • ปัญหาไตและนิ่วในไต
  • ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
  • โรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดอื่น ๆ
  • ความผิดปกติของปอด
  • ปัญหาต่อมไทรอยด์
  • โรคตับ
  • อาการปวดหัวบ่อย
  • ปัญหากระเพาะอาหาร
  • ความผิดปกติของผิวหนัง
  • ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก

ภาวะวิตามิน D เป็นพิษ

นับว่าเป็นเรื่องผิดปกติ  ปริมาณที่มากเกินไปของวิตามิน Dในร่างกายสามารถก่อให้เกิดพิษได้  มักเกิดขึ้นถ้าคุณกินวิตามิน D 40,000 หน่วยสากล (IU) หรือมากกว่า/วันเป็นเวลาหลายเดือน และสามารถเกิดขึ้นหลังจากกินวิตามิน D ในปริมาณมากเพียงครั้งเดียว ภาวะวิตามิน D เป็นพิษอาจนำไปสู่ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงตามมา เช่น ภาวะไตวาย, หัวใจเต้นผิดปกติและอาการโคม่า โดยปกติคนจะไม่เกิดภาวะวิตามิน D เป็นพิษจากการตากแดดมากไปหรือจากการกินอาหารที่มีวิตามิน D มากไป

วิตามิน D และวิตามิน D3

วิตามิน D ในรูปแบบอาหารเสริมมีดังนี้:

  • วิตามิน D3 (cholecalciferol) เป็นรูปแบบธรรมชาติของวิตามิน D ที่ร่างกายสร้างจากแสงแดด  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมักทำจากไขมันจากขนลูกแกะ
  • วิตามิน D2 (ergocalciferol) ไม่ได้สร้างจากร่างกายคนตามธรรมชาติ แต่มาจากเชื้อราที่โดนฉายรังสี

อาหารเสริมอาจมีวิตามิน D3, D2 หรือทั้งสองอย่าง ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากชอบ D3 เพราะเชื่อว่ามีหลักฐานแสดงประโยชน์ชัดเจน แต่มีการศึกษาพบว่า D2 ก็ใช้ได้เช่นกัน

วิตามิน D และภาวะซึมเศร้า

มีการศึกษาทางคลินิกจำนวนมากแสดงความเชื่อมโยงระหว่างระดับของวิตามิน D ต่ำในเลือดและอาการของภาวะซึมเศร้า แต่การศึกษาอื่น ๆ ได้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ผสมผสาน ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างภาวะซึมเศร้าและวิตามิน D

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจวิตามินวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1710 บาท ลดสูงสุด 2595 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

191

วิตามิน D และการลดน้ำหนัก

มีงานวิจัยแสดงให้เห็นถึงการเสริมวิตามิน D อาจช่วยในการลดน้ำหนัก การศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยมิลานติดตามคนที่มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนซึ่งกินอาหารทีมีแคลอรี่ต่ำ ผู้เข้าร่วมวิจัยที่กินอาหารเสริมวิตามิน D จะมีน้ำหนักและรอบเอวที่ลดลงมากกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้อาหารเสริมวิตามิน D และอาหารแหล่งอื่น ๆ

มีอาหารจากธรรมชาติเพียงไม่กี่ชนิดที่มีส่วนประกอบของวิตามิน D ได้แก่

  • ปลาที่มีไขมันมากเช่นปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาทู (mackerel)
  • เนื้อวัว
  • ชีส
  • ไข่แดง
  • เห็ด

อาหารอื่น ๆ ที่ "เสริม" วิตามิน D ซึ่งหมายความว่าจะมีการเพิ่มวิตามิน D ในอาหาร รวมถึง

  • นม
  • อาหารเช้าซีเรียล
  • น้ำส้ม
  • โยเกิร์ต
  • เนยเทียม Margarine
  • นมถั่วเหลือง

ตรวจสอบฉลากอาหารของคุณเพื่อตรวจสอบว่ามีการระบุเสริมด้วยวิตามินนี้หรือไม่

การตั้งครรภ์และวิตามิน D

หญิงตั้งครรภ์อาจมีความเสี่ยงของการพัฒนาไปสู่ภาวะขาดวิตามิน D มีงานวิจัยแสดงว่าการใช้วิตามิน D (4,000 IU) ที่สูงขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์จะลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes) และภาวะคลอดก่อนกำหนด วิตามินรวมที่กินก่อนคลอดอาจมีวิตามิน Dไม่เพียงพอ  

ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้วิตามิน Dเสริมเพิ่มเติมในภาวะต่อไปนี้ 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจวิตามินวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1710 บาท ลดสูงสุด 2595 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

191
  • กำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนจะตั้งครรภ์
  • ทารกที่กินนมแม่อาจต้องเสริมวิตามิน D ด้วย

วิตามิน D และผลข้างเคียง

แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณพบผลข้างเคียงดังต่อไปนี้:

ปฏิกิริยากับยาอื่นของวิตามิน D

แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยา อาหารเสริม สมุนไพร หรือสิ่งที่กินประจำก่อนกินวิตามิน D โดยเฉพาะ:

ขนาดยารักษาของวิตามิน D

วิตามิน D มีทั้งรูปแบบยากินและยาฉีด ระดับยาที่กินขึ้นอยู่กับอายุ เพศ น้ำหนัก และปัจจัยอื่น ๆ ตามคำแนะนำต่อวัน (The Recommend Dietary Allowance (RDA)) ดังนี้

  • 600 IU สำหรับเด็กและผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 70 ปี
  • 800 IU สำหรับผู้ใหญ่อายุมากกว่า 70 ปี
  • 400 IU สำหรับทารก

แพทย์จะกำหนดปริมาณยากินที่เหมาะสม การตากแดด 10-15 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์ จะช่วยให้คุณได้รับวิตามิน D เพียงพอโดยไม่ต้องกินยา

ระดับวิตามิน Dที่มากเกิน

ปรึกษาแพทย์ทันที่ถ้าได้รับระดับ Vitamin D ที่มากเกิน

การลืมกินวิตามิน D

ควรกินทันทีที่นึกได้ หากใกล้มื้อต่อไปให้ข้ามเม็ดที่ลืม

รูปภาพวิตามิน D

Ergocalciferol 50000 intl units-MAJ, green, gel coated

Vitamin D 1.25 mg-URL, green, gel coated

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิตามิน D

คำถาม: แพทย์สั่งให้ฉันกินวิตามิน D 500000 IU /สัปดาห์ ฉันกินผิดโดยบังเอิญคือ 2 เม็ดพร้อมกัน ควรทำอย่างไรดี มีอะไรควรกังวลไหม ?

คำตอบ: คนมักกินยาเกินหรือยาขาดโดยบังเอิญ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ปริมาณของวิตามิน D ที่มากเกินอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก อ่อนเพลีย และน้ำหนักลด อาการที่รุนแรงคือเพิ่มระดับแคลเซียมในเลือด ทำให้เกิดภาวะสับสนและจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ

คำถาม: ระดับวิตามิน D ที่มากเกินไปคือเท่าไร ?

คำตอบ: ความจำเป็นในการเสริมวิตามิน D จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมทั้งอาหารที่กิน, การดำรงชีวิต, ยาที่กินทั้งอดีตและปัจจุบัน และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนกินยาOTC วิตามิน หรืออาหารเสริม

คำถาม: สูตินรีแพทย์สั่งให้ฉันกินวิตามิน D 50,000 IU สัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เป็นยาที่ปลอดภัยหรือไม่ ?

คำตอบ: ผู้ป่วยมักสอบถามเกี่ยวกับระดับวิตามินที่เหมาะสม วิตามิน D 50,000 IU เป็นระดับยาตามใบสั่งแพทย์ของวิตามิน D ตามอ้างอิงของกองอาหารและยา สหรัฐอเมริกา (FDA) เป็นระดับยาที่ได้รับการอนุมัติในการรักษาภาวะโรคบางอย่าง ระดับอาหารเสริมและวิตามิน D สำหรับผู้ป่วยแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการรวมทั้งอาหารที่กิน, การดำรงชีวิต, ยาที่กินทั้งอดีตและปัจจุบัน และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนกินยา OTC วิตามิน หรืออาหารเสริม

คำถาม: อะไรคืออาการบางส่วนของภาวะขาดวิตามิน D ?

คำตอบ: อาการของภาวะขาดวิตามิน D จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับภาวะแทรกซ้อนที่เกิดและปัจจัยอื่น ๆ  เช่น กระดูกหัก  

บางคนอาจไม่มีอาการของภาวะขาดวิตามิน D จนกว่าภาวะแทรกซ้อนจะปรากฏขึ้น และอาการอาจจะไม่รุนแรง อาการของภาวะขาดวิตามิน D รวมถึงอาการปวดกระดูกท่าก้ม (bone pain stooped posture) กล้ามเนื้อเป็นตะคริวและรู้สึกเสียวแปลบ, ความสูงลดลง, ผิวซีดมาก เป็นลักษณะบ่งบอกว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะขาดวิตามิน D หรือภาวะผิดปกติอื่น ๆ  ภาวะแทรกซ้อนของการขาดวิตามิน D อาจรวมถึงโรคกระดูกอ่อน (osteomalacia) และโรคกระดูกพรุน (osteoporosis)  อาการแสดงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้รวมถึงความผิดปกติของกระดูกและกระดูกหัก และยังมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นไปได้อื่น ๆ หรือโรคที่อาจมีการเชื่อมโยงกับภาวะขาดวิตามิน D รวมถึงความดันโลหิตสูง, ซึมเศร้า, เส้นโลหิตตีบ, โรคไขข้อ, โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

อาการบ่งชี้ช่วงแรกของภาวะขาดวิตามิน D ได้แก่ เหงื่อออก กระสับกระส่าย หงุดหงิด

ในภาวะขาดเรื้อรังก่อให้เกิดการผิดรูปของกระดูกจำนวนมากเนื่องจากกระดูกอ่อนตัวลง เช่น

  • ขาโก่ง bowlegs
  • ขาเป็ด knock-knees
  • กระดูกซี่โครงเป็นปุ่มเรียงแถวที่ costochondral junction (rachitic rosary)
  • การขยายตัวของข้อมือ
  • Pigeon chest คือทรวงอกที่กระดูก sternum โป่งออกทำให้ AP diameter เพิ่มขึ้น
  • กะโหลกศีรษะอ่อนหรือยุบตัว (softening of the skull)
  • การปิดของกระหม่อมช้า (delayed closing of the fontanels)
  • หน้าผากปูด (bulging of the forehead)

ถ้าคุณไม่ค่อยชอบโดนแดด (ทาครีมกันแดดหรือปกปิดผิวหนังอยู่เสมอ) ซึ่งยับยั้งการผลิตวิตามิน D คุณควรแจ้งแพทย์เพื่อขอเสริมวิตามิน D อาหารที่มีวิตามิน D ได้แก่ ไข่, น้ำมันตับปลา, ปลาแซลมอน, ปลาทู, ปลาทูน่าในน้ำมัน, ชีสสวิส, ซีเรียลเสริมวิตามิน D

คำถาม: วิตามิน Dทำให้มีเลือดในอุจจาระหรือไม่ ?

คำตอบ: วิตามิน D เป็นสิ่งสำคัญในร่างกายตามอ้างอิงของสำนักงานสาธารณสุขด้านอาหารเสริม (THE NATIONAL INSTITUTES OF HEALTH OFFICE OF DIETARY SUPPLEMENTS (NIHODS)) ดังนี้

  • วิตามิน Dช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม ทำให้สามารถรักษากระดูกให้แข็งแรง
  • วิตามิน D ยังเป็นสิ่งจำเป็นของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวของเส้นประสาทต้องการวิตามิน D เป็นสื่อระหว่างสมองและร่างกาย
  • ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต้องการวิตามิน D ที่จะต่อสู้เชื้อแบคทีเรียและไวรัส และวิตามิน D พบได้ในเซลล์ทั่วไปในร่างกาย
  • วิตามิน D จะรับเข้าสู่ร่างกายได้ 3 วิธี – ผ่านทางผิวหนัง (แสงแดดเป็นตัวช่วย), การกินอาหาร (ไข่แดง ปลาทะเล ตับ นม ซีเรียลเติม วิตามินD) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
  • ภาวะขาดวิตามิน D จะนำไปสู่ภาวะกระดูกอ่อนบางและเปราะ ดังนั้นการขาดวิตามิน D อาจก่อให้เกิดโรคกระดูกโดยเฉพาะกระดูกอ่อนในเด็ก rickets และโรคกระดูกพรุนในผู้ใหญ่ osteoporosis
  • วิตามิน D มีความสัมพันธ์กับภาวะโรคหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน, ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ multiple sclerosis), โรคมะเร็งบางชนิด, โรคกระดูกผิดปกติ, ความดันสูง
  • คนที่ควรเสริมวิตามิน D ได้แก่ ผู้สูงอายุ, เด็กทารกที่กินนมแม่, คนผิวสีเข้ม, คนที่มีภาวะโรคบางอย่าง เช่น โรคตับ, โรคปอดเรื้อรังและอาการลำไส้อักเสบ (Crohn's Disease), คนอ้วน และคนที่ได้รับการผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหาร
  • การได้รับวิตามินมากเกินไปจะเกิดภาวะวิตามิน D เป็นพิษ มีอาการเช่นคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก อ่อนเพลีย และน้ำหนักลด
  • ภาวะวิตามิน D มากเกินไปยังสามารถทำให้เกิดสภาพจิตผิดปกติ, จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ, โรคนิ่วในไต และการสะสมของแคลเซียมและฟอสเฟตในไตและเนื้อเยื่ออื่น ๆ

 วิตามิน D ไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นสาเหตุของการเกิดเลือดในอุจจาระ ระดับวิตามิน D ที่เหมาะสมต่อร่างกายและต่อการบริโภคควรได้รับการแนะนำโดยแพทย์


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน ผู้อ่านไม่ควรเลือกใช้ยาเองจากการอ่านบทความ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง เพราะแต่ละท่านอาจมีสาเหตุของโรค โรคประจำตัว และประวัติการรักษาที่ต่างกัน ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน


10 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Franziska Spritzler, RD, CDE, 8 Signs and Symptoms of Vitamin D Deficiency (https://www.healthline.com/nutrition/vitamin-d-deficiency-symptoms), July 23, 2018

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

มีคำถามเพิ่มเกี่ยวกับยานี้? ถามคุณหมอของเราทางออนไลน์ได้เลย

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป